Mystic River : พระเจ้า กฎหมาย สายน้ำ



เราทุกคนเคยทำผิด แต่ไม่อาจเหมารวมว่าทุกความผิดที่เราทำเป็นบาป แม้ความผิดและบาปจะมีขอบเขตที่ซ้อนทับกันอยู่อย่างแนบเนียนเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ความผิดถูกวัดด้วยกฎเกณฑ์ที่จับต้องได้ ในขณะที่บาปต้องอาศัยจิตสำนึกเป็นตัวชั่งตรอง เราอาจเคยเล่นผิดกติกา ฝ่าฝืนระเบียบ หรือแม้แต่ทำผิดกฎหมาย การชำระความผิดเหล่านี้ คงไม่มากไปกว่าบทลงโทษที่เป็นรูปธรรม แต่เมื่อใดก็ตามที่ความผิดไต่ระดับสู่ความเป็นบาป การล้างบาปที่แปดเปื้อนอยู่ในความนึกคิด จะต้องอาศัยวิธีการใดเพื่อชำระความรู้สึกเหล่านั้นให้สะอาดหมดจดดุจดังเดิม

“We bury our sin and wash them clean” ประโยคเท่ห์ๆ ที่แปะอยู่บนโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง Mystic River (ปมเลือดฝังแม่น้ำ) คงเป็นทางออกที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในวงจรแห่งบาป นี่คือภาพยนตร์ของ Clint Eastwood ดาราผู้กำกับที่ชำนิชำนาญการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม ภาพยนตร์เรื่องนี้ของเขากลับมาตอกย้ำถึงความเฉียบแหลมในประเด็นนี้อีกครั้ง Mystic River เป็นหนึ่งในห้าภาพยนตร์ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หลังจาก Unforgiven (ไถ่บาปด้วยบุญปืน) ผลงานชิ้นโบว์แดงของ Clint Eastwood เคยคว้าสี่รางวัลออสการ์ รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาแล้วเมื่อปี 1992



Mystic River บอกเล่าความสัมพันธ์ของเด็กชายสามคน ประกอบด้วย จิมมี่ ฌอน และเดฟ จิมมี่เป็นหัวโจกตัวแสบในกลุ่ม วันหนึ่งในขณะที่ทั้งสามเล่นฮ๊อกกี้อยู่บนถนนละแวกบ้าน จิมมี่สังเกตเห็นพื้นฟุตบาทที่เพิ่งลาดคอนกรีต เลยนึกคะนองอยากเข้าไปจารึกชื่อเป็นที่ระลึก มือของจิมมี่ที่ดึงเชือกแดงกั้นบริเวณออกสื่อถึงลักษณะนิสัยที่ชอบแหกคอกและท้าทายกฎเกณฑ์ได้เป็นอย่างดี เขาชวนฌอนและเดฟเข้าไปร่วมบ้าบิ่นด้วยกัน เดฟซึ่งมีบุคลิกไม่มั่นใจในตัวเองยอมตนเสเพลกับเพื่อนด้วย

ชื่อจิมมี่ (Jimmy) ชื่อฌอน (Sean) ถูกเขียนลงไปแล้ว แต่ก่อนที่เดฟจะเขียนชื่อเสร็จ ก็ปรากฏชายร่างใหญ่สองคนแสดงตัวเป็นตำรวจเข้ามาปราม พร้อมทั้งขู่เข็ญเรียกเดฟขึ้นรถและไล่จิมมี่กับฌอนให้กลับบ้าน รถที่มีเดฟนั่งอยู่เบาะหลังค่อยๆ เคลื่อนจากไป แววตาที่เดฟหันมามองเพื่อนซึ่งยืนดูอยู่อย่างงุนงง สื่อนัยยะว่าชีวิตของเขาจะไม่มีวันกลับมาสมบูรณ์อีก เหมือนชื่อ (De….) ที่เขียนไม่เสร็จบนพื้นฟุตบาท

เดฟถูกชายทั้งสองจับไปขังเพื่อทารุณกรรมทางเพศถึงสี่วัน ก่อนที่จะถูกพบในสภาพโทรมยับเยิน ชีวิตปกติอย่างที่ควรจะเป็นของเดฟจบลงแล้ว ณ ถนนสายนั้น กับการต้องรับกรรมที่คนอื่นเป็นคนเริ่มก่อ รอยบาปและลายเส้นบนคอนกรีตยังคงตราประทับอยู่อย่างแจ่มชัดและยั่งยืน

Jimmy Sean De....



ผ่านไปยี่สิบห้าปี ทั้งสามคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัว

จิมมี่ ( Sean Penn รางวัลออสการ์สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้) เคยต้องโทษจำคุกในคดีปล้นทรัพย์จากคำให้การซัดทอดของเพื่อนร่วมแก๊งค์ชื่อจัสเรย์ ตราบาปของคนคุกประทับแน่นอยู่บนรอยสักของจิมมี่ และไม่ว่าเขาจะพยายามกลบเกลื่อนด้วยวิธีการใด ก็ไม่สามารถหลบซ่อนจากอดีตอันเลวร้ายของตัวเองได้

ฌอน (Kavin Bacon) เป็นตำรวจ เขาผิดใจกับภรรยาจนต้องแยกกันอยู่ แต่เมื่อปรากฏว่าคนรักกำลังตั้งครรภ์ ฌอนจึงต้องการเยียวยาสัมพันธภาพที่เคยแตกร้าวนั้นให้กลับคืนดีดังเดิม เขาได้รับโทรศัพท์ที่มีเพียงความเงียบจากต้นสายครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่ฌอนก็ยังคงรอคอยการให้อภัยเพื่อปลดเปลื้องความรู้สึกผิดที่คอยกัดกินหัวใจของเขาอยู่ตลอดเวลา

เดฟ (Tim Robbin รางวัลออสการ์สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้) มีลูกชายหนึ่งคน เขาพยายามปูทางให้ชีวิตน้อยๆ ของลูกสมบูรณ์แบบ ประหนึ่งชดเชยสิ่งที่เขาเคยสูญเสียในวัยเด็ก ฝันร้ายในอดีตยังตามมาหลอกหลอนเดฟอยู่ทุกขณะ เสมือนถูกล่ามโซ่ให้เป็นทาสความทรงจำนั้นไปตลอดกาล



เหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสามกลับมาเจอกันอีกครั้ง คือปมปริศนาฆาตกรรม ที่มีลูกสาวของจิมมี่ชื่อว่าเคธี่เป็นเหยื่อเคราะห์ร้าย จิมมี่รักลูกสาวคนนี้ดุจแก้วตาดวงใจ เพราะเธอคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้อัธพาลเก่าอย่างเขาพยายามกลับตัวเป็นคนดี ฌอนซึ่งเป็นตำรวจรับทำคดีพร้อมกับเพื่อนคู่หูอีกนายที่ขยันเก็บทุกรายละเอียดแต่ไม่เคยประมวลเหตุการณ์ออกมาได้อย่างถูกต้อง

คืนก่อนเกิดเหตุร้าย เดฟนั่งดื่มเหล้าอยู่ในบาร์แห่งหนึ่ง ซึ่งมีเคธี่พร้อมกับเพื่อนสาวอีกสองคนอยู่ในสถานที่นั้นด้วย แววตาเศร้าที่เดฟหันมองเคธี่ มีหลากหลายความรู้สึกที่ปะปนอยู่ในนั้น เดฟกลับบ้านในสภาพเลือดท่วมตัวพร้อมบาดแผลที่หน้าท้องและข้อมือ ภาพในคืนนั้นคอยรบกวนจิตใจของเซเลสภรรยาของเดฟเรื่อยมาถึงความไม่ชอบมาพากลและชวนสงสัยในตัวสามี

ฌอนและคู่หูพยายามสืบสาวหาสาเหตุการตายของเคธี่ตามขั้นตอนที่ได้ฝึกฝนมา ส่วนจิมมี่ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในกลุ่มอันธพาลพอสมควร ก็พยายามที่จะเอาตัวคนผิดมาสำเร็จโทษให้ได้ด้วยตัวเอง ทั้งสองแนวทางของฌอนและจิมมี่ เดินหน้าไปตามวัตถุประสงค์เดียวกัน จนมาถึงบทสรุปที่แตกต่างและน่าตกใจ



เรื่องราวในช่วงสืบสวนสอบสวนของ Mystic River ทำได้อย่างน่าติดตาม โดยเฉพาะการไขความจริงไปทีละกระเปาะอย่างอดทนและนุ่มนวล ค่อยๆ เผยมุมมองที่ลึกขึ้นให้ผู้ชมได้ทำความเข้าใจ ทั้งในด้านของฌอนที่กำลังหาหลักฐานมาตอบข้อสงสัยของคดีให้กระจ่างชัดที่สุด และในด้านของจิมมี่ที่กำลังหาทางแก้แค้นทุกวิถีทาง โดยอาศัยความขมขื่นในจิตใจเป็นตัวผลักดัน

ผู้ชมที่ติดตามเรื่องราวมาโดยตลอด ย่อมตกที่นั่งเดียวกับเซเลส ภรรยาของเดฟ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความน่าสงสัยและข้อเท็จจริงที่ปรากฏล้วนพุ่งเป้าไปในทางเดียวกัน (แสดงถึงความจงใจของผู้กำกับอย่างเห็นได้ชัด) เซเลสวิตกจริตที่ต้องอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันกับชายที่เธอเข้าใจว่าเป็นฆาตกร เธอคอยจับผิดเดฟตลอดเวลา และแล้วเมื่อถึงจุดวิกฤติทางอารมณ์ เซเลสหาทางระบายออกโดยนำเรื่องราวที่ตัวเองปะติดปะต่อไปบอกกับจิมมี่

ภายในอกของจิมมี่เหมือนมีกองไฟที่กำลังปะทุ ทุกลมหายใจของเขาขณะนี้ร้อนผ่าว เมื่อเซเลสนำความดังกล่าวมาบอก ดวงตาแห่งความโกรธก็ฉายชัดให้เห็นคำพิพากษา



ฌอนคลี่คลายคดีได้สำเร็จ โดยจับผู้ร้ายที่ให้การรับสารภาพได้ในเวลาเดียวกับที่จิมมี่พิพากษาลงโทษจำเลยของตัวเอง

เช้าวันต่อมา เซเลสติดต่อมาที่บ้านของจิมมี่เพื่อถามหาเดฟที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ?

Mystic River จบลงด้วยโศกนาฏกรรม บาปใหม่สืบเนื่องมาจากตราบาปในอดีต เมื่อบาปไม่สามารถล้างออกได้ด้วยบาป เลือดไม่สามารถล้างออกได้ด้วยเลือด สิ่งใดเล่าที่จะมาช่วยชำระรอยแปดเปื้อนเหล่านี้ให้เบาบางลง เพื่อที่ชีวิตซึ่งถูกตีตราจะได้ดำเนินต่อไปอย่างปกติสุข

พระเจ้า : จิมมี่

Clint Eastwood เปิดฉากภาพยนตร์ของเขาด้วยภาพมุมกว้างก่อนที่จะค่อยๆ บีบให้แคบลงเพื่อจับพฤติกรรมของตัวละคร หลายครั้งที่ผู้กำกับใช้มุมมองแบบ bird’s eye view ที่ส่องกราดลงมาเบื้องล่าง เสมือนดวงตาพระเจ้าที่กำลังเพ่งมองมนุษย์ ดนตรีที่มีลักษณะโอ่อ่า ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งใช้ประกอบพิธีรับศีลในโบสถ์ถูกนำมาใช้ประกอบภาพในหลายๆ เหตุการณ์ ที่คล้ายกำลังสื่อสารอะไรบางอย่างให้มนุษย์เราได้รับรู้ถึงเจตจำนงค์เบื้องบน



เห็นได้ชัดที่สุด คือฉากที่จิมมี่คลุ้มคลั่งเหมือนคนเสียสติ เมื่อทราบว่าลูกสาวสุดที่รักถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม มุมกล้องถอยตัวเองขึ้นออกห่างจากจิมมี่เรื่อยๆ ก่อนตัดไปที่ภาพศพเคธี่ แล้วแหงนขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบน เหมือนกำลังจะบอกว่า “อำนาจธรรมชาติมาทวงหนี้บาปของเขาไปแล้ว”

สัญลักษณ์ของไม้กางเขนอันเป็นตัวแทนของศาสนา ปรากฏอยู่อย่างสม่ำเสมอในระหว่างเล่าเรื่อง แหวนรูปไม้กางเขนที่ชายวิตถารสวมอยู่ตอนที่จับตัวเดฟไป ไม้กางเขนในโบสถ์ ไม้กางเขนที่แขวนอยู่ในบ้านของเดฟ รอยสักรูปไม้กางเขนที่อยู่บนแผ่นหลังของจิมมี่ ไม้กางเขนที่ป้ายหลุมศพ หรือแม้แต่ภาพในโทรทัศน์ที่เดฟนั่งดูอยู่ก็ปรากฏภาพแดร็กคิวล่ากับไม้กางเขนเช่นกัน ทั้งหมดล้วนแต่สร้างความเป็นเอกภาพให้กับเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับบาปบุญคุณโทษนี้ได้อย่างกลมกลืน

ไม่ว่าเราจะเรียกสิ่งนี้ว่าพระเจ้า สวรรค์ หรืออำนาจธรรมชาติ ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งเดียวกัน

กฎหมาย : ฌอน

Clint Eastwood จำลองภาพกระบวนการยุติธรรมลงมาในพฤติกรรมตัวละครได้อย่างน่าทึ่ง มองผ่านเซเลสในเชิงกระแนะกระแหนองค์กรตุลาการ ซึ่งมีหน้าที่ชั่งน้ำหนักและเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่ไม่ได้ประจักษ์มาด้วยตนเอง แต่ต้องสรุปฟันธงออกมาเป็นคำพิพากษา ผู้กำกับพยายามบอกเราว่า ยังมีความจริงอีกมากมายในโลกที่อาจไร้น้ำหนักบนตาชั่งแห่งตราชู หากแต่ความจริงก็ยังคงเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ แม้จะไม่มีใครสังเกตเห็นก็ตาม (ประเด็นเดียวกับภาพยนตร์ไทยเรื่องไอ้ฟัก “The Judgement”)



ผู้กำกับมองจิมมี่เป็นตัวแทนของมนุษย์ปุถุชน ที่ไม่พอใจการดำเนินงานอันล่าช้าของตำรวจอย่างฌอน ในฐานะของผู้สูญเสียที่ต้องการแก้แค้นและเอาคืนอย่างสาสม ทำให้เขาสวมตัวเองเป็นกฎหมาย เพื่อควานหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ทันใจ แต่อารมณ์และกิเลสอันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ กลับชี้นำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย

ตัวละครของจิมมี่และเซเลส ถือว่าเป็นด้านตรงข้ามที่จำเป็นต้องคานซึ่งกันและกันอย่างสมดุล เพื่อให้มนุษย์ในสังคมมีโอกาสตรวจสอบการใช้กฎหมายขององค์กรตุลาการ (เซเลส) ในขณะที่องค์กรตุลาการก็ต้องใช้กฎหมายในการตรวจสอบพฤติกรรมของมนุษย์ดุจเดียวกัน (จิมมี่)

สายน้ำ : เดฟ

Mystic River เป็นชื่อแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองบอสตันในท้องเรื่อง (คำว่า mystic หรือ mystical ยังหมายถึงอาจินไตยหรือพระวัจนะของพระเจ้าที่ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์) สายน้ำซึ่งมีอดีตและความลับมากมายฝังอยู่เบื้องล่าง

เรื่องราวของเด็กชายสามคนที่ความคะนองเพียงชั่ววูบทำให้ทุกอย่างในชีวิตพลิกผันไปอย่างกู่ไม่กลับ เรื่องราวของการแก้แค้นโดยสำคัญผิดในหมู่เพื่อน ล้วนแต่ถูกทับถมด้วยสายน้ำที่ไหลเรียบและเย็นชา



จิมมี่ฆ่าจัสเรย์เพื่อนที่เคยให้การซัดทอดจนเขาต้องติดคุก แล้วเอาศพไปโยนทิ้งในแม่น้ำมิสติค เช่นเดียวกับที่ทำกับเดฟ มิสติคยังคงเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยเขาฝังบาปให้หายไปจากความคิดและชำระล้างความผิดที่เขาได้กระทำ ประโยคที่กล่าวว่า “We bury our sin and wash them clean” ไม่ได้หมายความเพียงแค่การซ่อนเร้นความผิดที่ได้กระทำ หากแต่กลับแฝงนัยยะถึงการ “ไถ่บาป” ในอีกทางหนึ่งด้วย

จิมมี่ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดให้เขาต้องใช้เงินทดแทนทุกๆ เดือนแก่ครอบครัวของจัสเรย์ แต่เขาก็ทำด้วยหน้าที่ที่ก่อขึ้นเองภายในใจ และแน่นอนว่าเขาจะทำอย่างเดียวกันนั้นกับครอบครัวของเดฟ จิมมี่พยายามไถ่บาปด้วยการทดแทนและเยียวยา

ฌอนเอ่ยคำขอโทษภรรยาในสายโทรศัพท์ที่ไม่มีเสียงพูด ประโยคง่ายๆเพียงครั้งเดียวก็เปลี่ยนชีวิตของเขาอีกครั้งให้กลับมามีความสุขกับครอบครัวดุจดังเดิม

เดฟมีโอกาสปลดปล่อยตัวเองจากฝันร้ายครั้งอดีตในคืนที่เคธี่ตาย ด้วยการช่วยเด็กที่ถูกชายวิตถารทำทารุณกรรมอยู่ในรถให้หนีไปได้อย่างปลอดภัย

ในเมื่ออดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและเรากลับไปแก้ไขไม่ได้ การเยียวยาและประนีประนอมกับปัจจุบันคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการไถ่บาปให้กับตัวเอง

ผู้เขียนเชื่อว่า แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่านจิตใจของมนุษย์เราทุกคน ไม่จำเป็นต้องรอการลงทัณฑ์จากพระเจ้าหรือรอบทลงโทษของกฎหมาย เราก็สามารถล้างบาปได้ด้วยตัวเอง

ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะปิดฉากลง ภาพมุมกว้างค่อยๆ ถลาลงไปในแม่น้ำมิสติคดำดิ่งฝังตัวเองสู่เบื้องล่าง ภาพมุม bird’s eye view ที่เห็นในฉากนี้ไม่ใช่มุมมองของนกซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่มุมมองของพระเจ้าซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจยิ่งใหญ่ หากแต่เป็นมุมมองของบาปในตัวมนุษย์ที่พยายามชำระล้างตัวเองในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์

หากท่านมองฉากนี้แล้วเห็นเพียงความดำมืด ท่านโชคดีที่ไม่มีบาป แต่สำหรับท่านที่เห็นเงาสะท้อนเป็นใบหน้าของตนเองบนผิวน้ำ ท่านโชคดีที่สุดที่ได้เป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์





Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2551 15:34:10 น. 7 comments
Counter : 9003 Pageviews.

 
ยังไม่ลืมหรอกครับ

วันนี้แวะมาอ่าน Mystic River ชอบบทวิจารณ์ชิ้นนี้มากๆ ตีความได้ลึกจนต้องคารวะสองจอก (55+)

ตอนที่ผมดูเรื่องนี้ ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าถึงด้วยสิครับ ตอนนั้นคงยังเด็กอยู่ เดี๋ยวอาจจะต้องหามาดูอีกรอบ เมื่อวันและเวลาอำนวย


โดย: nanoguy IP: 125.24.75.25 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:2:15:57 น.  

 
เป็นบทความที่มีประโยคจบที่สวยทีเดียว(อยากแปลกใจหากไปเห็นมันที่อื่น เพราะผมอาจจะลอกไปพูดเพื่อให้ตัวเองดูดี)
หนังเรื่องนี่เป็นหนังที่ผมเลี่ยงที่จะดูมาตลอด เพราะไม่อยากที่จะรับรู้ถึงความหดหู่ในเรื่องราวเนื้อหาของมัน
ได้บทความที่มาเล่าจนหมดถึงไส้ถึงพุ่งไม่มีอะไรต้องสงสัยต่อก็ถือว่าเข้าทางไม่น้อย

“We bury our sin and wash them clean”
จากนี้ไปบาปของผมจะคือการบอกคนอื่นว่า Mystic River เป็นหนังดี ทั้งที่นั่นถือเป็นการโกหกเพราะตัวเองยังไม่ได้ดู
โดยหากเขาจับได้ว่าผมแนะนำมั่วโคมลอย ผมก็จะแก้ไขด้วยการจูงมือเขามาอ่านบทความนี้
เพียงเท่านี้ผมก็สามารถมองดูสายน้ำแล้วบอกกับตัวเองได้ว่า ผมไม่ได้ผิดบาปจากการโกหกนั้น

ถ้าคอมเม้นต์นี้มีเสียง...คุณ beerled คงจะกำลังได้ยินเสียปรบมือจากผม


โดย: ขอรบกวนทั้งชุดนอน วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:16:06:17 น.  

 
สะกดลมหายใจทุกประโยค . .

ต้องขอดูซ้ำอีกที


โดย: พราว IP: 210.86.135.45 วันที่: 16 ธันวาคม 2552 เวลา:14:06:29 น.  

 
พูดไม่ออกทีเดียว ไม่รู้จะว่าอย่างไรจึงจะสาสมกับความยอดเยี่ยมของบทความชิ้นนี้


โดย: tiki IP: 203.158.4.225 วันที่: 19 มกราคม 2554 เวลา:19:33:33 น.  

 
หนึ่งในบทความหนังที่ดีที่สุดที่เคยได้อ่านมาเลยครับ


โดย: bbbatticus IP: 171.100.225.150 วันที่: 29 มีนาคม 2558 เวลา:17:03:38 น.  

 
เรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังในดวงใจผมรองจาก ขอแชง กับกรีนมายแค่นั้นเองครับ

เพียงแต่ตอนจบชั่งหดหู่เหลือเกินครับ



โดย: Krit IP: 119.76.32.99 วันที่: 22 มิถุนายน 2560 เวลา:22:55:04 น.  

 
เป็นบทวิจารณ์ที่ดี


โดย: เมษา IP: 182.232.156.174 วันที่: 26 พฤษภาคม 2561 เวลา:21:53:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

beerled
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




"หนัง".....ไม่ได้มีดีเพียงแค่ "ผิว"
New Comments
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
11 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add beerled's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.