Drive : พระเอกตัวจริง (เปิดเผยเนื้อหาเล็กน้อย)



Drive หนังของผู้กำกับผู้ชนะรางวัลเมืองคานส์ปีนี้ (Nicolas Winding Refn) ช่วยให้ผมชัดเจนอีกครั้งหลังจากเกือบลืมไปแล้ว "ว่าทำไมถึงรักการดูหนัง"

ผู้กำกับเก่งในการดึงพลังและเสน่ห์อันโดดเด่นของหนังมาใช้ ซึ่งสื่อศิลป์แขนงอื่นไม่อาจทำหรือเทียบได้ (ง่ายๆ ก็ลองเปรียบกับละครโทรทัศน์) อย่างการสะกดสมาธิผู้ชมในโรงมืดๆ ให้ลิ้มรสทุกการรับรู้อย่างเต็มที่ โฟกัสปฏิกิริยาใดๆ ที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยให้เด่นชัด ความรู้สึกใกล้ชิดกับเรื่อง งานเสียงที่มีมิติสมจริง การสร้างโลกใหม่โอบล้อมผู้ชมให้ร่วมอยู่ในบรรยากาศนั้น และที่ขาดไม่ได้คือพลังการแสดงที่ต้องตรึงและทรงอิทธิพลต่อผู้ชม (จึงง่ายที่จะเกิดการเลียนแบบพฤติกรรม)

ด้วยพล็อตเรื่องไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย เปิดโอกาสให้หนังเล่นกับอารมณ์ทั้งของตัวละครและผู้ชมอย่างเต็มที่ และไอ้อารมณ์ที่ว่านี่แหละ พระเอกตัวจริงของหนัง ที่หนังทุกเรื่องพึงมีอย่างเพียงพอ

หนังผสมความแมนของผู้ชายและความอ่อนหวานของผู้หญิงได้กลมกล่อม ผ่านการแสดงที่วางใจได้ของ Ryan Gosling และ Carey Mulligan (เครดิตดีไม่ว่าจะอยู่ในเรื่องไหน) พระเอกเท่เทพๆ แม้ยืนเฉยๆ (มิพักต้องพูดถึงฉากขับรถ) นางเอกก็น่ารักบอบบางน่าทะนุถนอม หนังเลือกใช้โทนสีร้อน-เย็นผ่านเสื้อผ้าและการกำกับศิลป์ (ชอบฉากพระ-นางนั่งคุยกันในร้านอาหาร ง่ายแต่งามมากๆ) การจัดแสง-เงาที่พิถีพิถัน การสมดุลองค์ประกอบภาพที่ดูดี (และเล่าเรื่องได้ด้วย) รวมถึงบางฉากที่หนังผสมความต่างขั้วอารมณ์ได้น่าทึ่ง (คล้ายที่เคยได้จากหนังแนว "ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ" 555) อย่างฉากจุมพิตในลิฟต์ที่ดูอ่อนหวาน (สโลว์ภาพเหมือนฝัน + ดนตรีชวนเคลิ้ม) ก่อนจะกระทืบหน้าตัวร้ายซะยุบอย่างดิบเถื่อน (ถ่ายหยาบๆ ดิบๆ แบบสารคดี + ชาวน์เหมือนกะโหลกจะแหลก) การผสมดังกล่าวยังเห็นได้จากแบบอักษรเป็นตัวเขียนหวัดๆ สีชมพู (ดูอารมณ์หญิงๆ หวานๆ) ที่หนังแนวผู้ชายเรื่องนี้เลือกใช้ ได้ทั้งความหมายและดูแปลกตา

ความนัวร์ที่เกลี่ยเทาอย่างสมจริงและในปริมาณที่พอเหมาะคืออีกหนึ่งข้อดีที่เห็นชัดมากในหนังเรื่องนี้ (ไม่ใช่นัวร์แบนทื่อเหมือนรูปหยิน-หยางหรือทางม้าลายอย่างใน "Sin City" หักมุมใน "นาคปรก" ซึ่งแน่ใจว่าจะเห็นนัวร์ทำนองนี้อีกครั้งใน "ฝนตกขึ้นฟ้า" ของคุณเป็นเอกฯ : ในหนังสือมีเรื่องประมาณโสเภณีเป็นจิตรกร โจรตักบาตร มือปืนใจงาม นักการเมืองขี้โกง ฯลฯ) เมื่อมิติตัวละครใน Drive ทำให้ผู้ชมเข้าใจและเข้าถึงได้ ประเด็นว่าด้วย "พระเอกตัวจริง หรือ Real Hero" ที่แปลกต่างไปจาก Hero กากๆ ในอุดมคติที่เราเคยรู้จักหรือคุ้นเคย (นึกง่าย ๆ อย่างใน Captain America) จึงดู work และมีประสิทธิภาพมากๆ โดยเฉพาะเมื่อบทสรุปในฉากจบมาถึง

หนังตั้งประเด็นถึงนิยามของ Hero ตัวจริง ผ่านอาชีพสตันท์แมนเสี่ยงตาย (หนังแพนกล้องผ่านพระเอกหัวโล้นในเรื่องที่นั่งเล่นกับหญิงมองดูการถ่ายทำ) งานรับจ้างขับรถให้มิจฉาชีพที่นอกจากจะต้องระวังหลังให้พวกมัน พระเอกยังได้โชว์ลีลาซิ่งรถขั้นเทพที่ถึงพร้อมทั้งความดุดันและปฏิภาณไหวพริบ เฉือนพวกโจรในรถให้ดูกระจอกไปทันที การปกป้องครอบครัวนางเอกให้ปลอดภัยจากกลุ่มมาเฟียซึ่งเป็นพล็อตหลักของเรื่อง และนัยยะบางอย่างที่มุ่งเสียดสีอเมริกาผู้ครองบทบาทความเป็นมหาอำนาจหรือวีรบุรุษในสังคมโลก ทั้งที่ความจริงมักแอบแฝงการหาผลประโยชน์จากบทบาทนั้น (หนังเล่นกับธงชาติและ Coca Cola)

ชอบที่หนังให้แนวคิดในการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย เปรียบการขับรถที่ต้อง “ระวังหลัง” (หนังโชว์ภาพกระจกหลังที่สะท้อนหน้าพระเอกบ่อยครั้งอย่างมีนัยยะสำคัญ) กับการตัดสินใจเดินหน้าทำอะไรบางอย่างที่จะต้องมองให้เห็นถึงผลที่ตามมาเสมอ หนังฉลาดที่ไม่พิพากษาตัวละครหรือโชว์เหนือด้วยการเทศนาโต้งๆ สำหรับการตัดสินใจที่อาจต่างแตกไปจากมาตรฐานสังคมทั้งแง่ศีลธรรมและกฎหมาย เช่น การแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยของนางเอก การนอกใจ การร่วมงานกับมิจฉาชีพ การร่วมปล้นโรงรับจำนำ การฆ่าพวกมาเฟีย เป็นต้น เพียงมอบอุทาหรณ์ชัดๆ ให้เราพึงระมัดระวังอย่างรอบด้าน ก่อนกระโจนเข้าใส่สิ่งล่อใจ ( เช่น หญิงหรือเงิน ) อย่างไม่ลืมหูลืมตา

ในความโรแมนติกอาจรู้สึกคล้ายหนังของหว่องกาไวอย่าง In the Mood for Love จากการใช้ภาพสโลว์ แสงฟุ้งหน่อยๆ เน้นสวยและเท่ ในความดิบความรุนแรงและเรื่องราวว่าด้วยเงินเจ้าปัญหาอาจรู้สึกคล้ายหนังอย่าง No Country for Old Men ของสองพี่น้องโคเอ็น หรือหนังมาเฟียรัสเซียของ เดวิด โครเนนเบิร์ก เรื่อง Eastern Promises ในขณะที่ดนตรีแนวอิเล็คโทรนิค-ป๊อบก็ดูทันสมัย แหกขนบหน่อยๆ และบ้างก็คุ้นหูจากบางเพลงที่เคยถูกใช้ใน The Social Network

แต่กระนั้น ผู้กำกับก็มีเอกลักษณ์มากพอให้เป็นจุดจำ โดยเฉพาะการคุมจังหวะที่เนิบช้าแต่เต็มอิ่มในแต่ละช่วง (เป็นสไตล์ที่ผมชอบเป็นพิเศษ) การ fade หรือเลือนภาพอย่างช้า และเมื่ออารมณ์ของผู้ชมนิ่งพอ หนังก็ซัดลูกเล่นดิบๆ เสียวๆ แรงๆ เข้ามา (อย่างพอเหมาะพอดีและไม่เลอะ) น่าเชื่อว่าวิธีการ classic สำหรับคนที่เล่นเป็น (แบบเรื่องนี้) จะเปิดประสบการณ์การรับรู้ของคนดูให้รู้สึกสมจริงยิ่งกว่าหนังหลายมิติ ที่นับวันจะลดคุณค่าศิลปะภาพยนตร์ลงเหลือแค่เครื่องเล่นในสวนสนุก

ในฉากจบที่เคล้าเพลง Real Hero พระเอกตัวจริงของเราได้พิสูจน์นิยามของคำนี้อย่างถึงแก่น “การทำดีอย่างไม่หวังผลและไม่เอาหน้า” (บ้านเราอาจเทียบกับ “ปิดทองหลังพระ”) ตอบคำถามก่อนดูของผมได้กระจ่าง ว่าเหตุใดพระเอกเรื่องนี้ถึง “ไม่มีชื่อ”



Create Date : 01 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2554 16:16:32 น. 2 comments
Counter : 1974 Pageviews.

 
แวะมาทักทายค่ะ
Buy LG 55LW6500


โดย: noo (takakung ) วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:21:40:56 น.  

 
เจอคุณเพราะ the reader . thx สำหรับการวิจารณ์หนัง


โดย: audy tim IP: 101.51.86.121 วันที่: 23 ธันวาคม 2555 เวลา:13:36:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

beerled
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




"หนัง".....ไม่ได้มีดีเพียงแค่ "ผิว"
New Comments
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
1 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add beerled's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.