Syndromes and A Century : เมื่อ “แสงศตวรรษ” ฉาย



ต้องยอมรับว่าแสงศตวรรษ version Thai’s edition เป็นหนังที่พิกลพิการ ไม่สมประกอบดังที่งานต้นฉบับควรจะเป็น แต่ในเมื่อเป็นทางเลือกเดียวของผู้เขียนที่จะได้รับชม ยังไงซะก็ต้องถือเป็นโชคดีที่หนังยังมีโอกาสได้ฉาย

ผู้เขียนอุดช่องว่างฉากที่หายไปด้วยการตามอ่านจากนิทรรศการที่ทางผู้สร้างหนังจัดขึ้น น่าจะเพียงพอแก่การซ่อมแซมความรู้สึกที่ชำรุดรุนแรงตอนชมในโรงด้วยราคาตั๋วถึง 160 บาท

หนังมีการลำดับความคิดและถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ อาจเป็นพัฒนาการในตัวผู้กำกับที่สื่อสารได้ชัดขึ้น หรือเป็นพัฒนาการของผู้ชมเองในการเสพงานของเขาจนเริ่มที่จะคุ้นชิน



หนังเปิดเรื่องมาพร้อมการสนทนาของหญิงสูงวัยสามคน ณ ศาลาท่าน้ำ ก่อนที่จะตัดไปยังภาคอัศจรรย์ เป็นภาพสนามแบดมินตันที่นักกีฬาสองฝ่ายกำลังตีลูกโต้ตอบกันไปมา ระหว่างตาข่ายกั่นกลางปรากฏมีกลุ่มหญิงสูงวัยสามคนกำลังจัดดอกไม้สีเหลืองกองโตเพื่อบูชาพระ ลูกแบดมินตันยังคงตีโฉบไปมาข้ามหัวกลุ่มคนดังกล่าว ผู้กำกับวนถ่ายภาพที่แลดูขัดแย้งนี้ไปรอบๆ เพื่อสื่อถึงความคิดหลักอันว่าด้วยความแข็งแรงของร่างกายภายนอกและความมั่นคงแน่วแน่ของศรัทธาในใจ เป็นฉากเปิดเรื่องที่เท่ห์และลุ่มลึก เรียกร้องความสนใจได้ในทันที (มีผู้รู้บอกว่าเป็นหนังสั้นอีกเรื่องที่ผู้กำกับนำมาแปะแถมไว้ แต่ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่ามันสอดคล้องและหนุนเสริมกับเรื่องหลักเป็นอย่างดีประมาณการ์ตูนสั้น animatrix)

แพทย์หญิงชนบทใช้ชุดคำถามเพื่อตรวจสุขภาพจิตให้แพทย์ทหารนายหนึ่ง บนม้านั่งข้างๆ ห้องมีชายหนุ่มร่างกายดูปวกเปียกนั่งรอขอความรักจากเธอด้วยอาการป่วยใจ ต่อมาแพทย์หญิงวินิจฉัยอาการป่วยให้ภิกษุชรารูปหนึ่งซึ่งเธอเรียกว่าหลวงตา หลวงตาเชื่อว่าอาการปวดข้อเท้าและต้นขาเป็นผลกรรมที่เคยหักขาไก่สมัยเป็นเด็กและตอนนี้วิญญาณไก่กำลังตามมาแก้แค้นเอาคืน ภิกษุหนุ่มอีกรูปหนึ่งซึ่งมาพร้อมหลวงตากำลังรักษาฟันอยู่กับทันตแพทย์อีกคน ทันตแพทย์ร้องเพลงลูกทุ่งให้พระหนุ่มฟังในระหว่างรักษาและบอกว่าเขามีงานอดิเรกเป็นนักร้อง ส่วนภิกษุรูปนั้นก็เล่าความฝันสมัยวัยรุ่นให้ทันตแพทย์ฟังว่าอยากจะเป็นดีเจ



ชายหนุ่มท่าทางปวกเปียกคนเดิมยังคงตามตื๊อแพทย์หญิงไม่เลิกรา พร้อมเล่าอาการที่กำลังตกอยู่ในห้วงความรักให้ฟังว่าเขาทั้งกินไม่ได้และนอนไม่หลับ แพทย์หญิงบอกว่าเธอเองก็เคยตกอยู่ในอาการเดียวกันนั้นตอนที่ตกหลุมรักพ่อค้าขายต้นไม้ในงานวันเกษตร

แพทย์หญิงเล่าเรื่องของเธอให้ชายหนุ่มคนนั้นฟัง ว่าพ่อค้าขายต้นไม้เชื่อว่ากล้วยไม้ป่าสามารถเปล่งแสงเรืองๆ ออกมาได้ตอนกลางคืน เขาหลงรักกล้วยไม้ป่าและตีราคามันสูงลิบจนไม่มีใครกล้าซื้อ เขาเจอกล้วยไม้ป่าบนต้นไม้ของโรงพยาบาลและอยากได้มันมากปานใจจะขาด แพทย์หญิงได้รู้จักและสนิทสนมกับเขาในช่วงนี้ ต่อมาก็พากันไปเที่ยวโดยมีป้าอีกคนหนึ่งซึ่งขาเจ็บเดินกะโผลกกะเผลกร่วมทางไปด้วย ป้าคนนั้นเล่าเรื่องเหนือธรรมชาติในอดีตตอนที่เกิดสุริยุปราคาให้แพทย์หญิงฟัง ต่อมาชายหนุ่มขายต้นไม้ก็เปิดใจกับเธอว่าตอนนี้เขาเองกำลังแอบชอบใครคนหนึ่งอยู่เหมือนกัน

ทันตแพทย์ถูกชะตากับพระหนุ่มและเจอกันอีกครั้งหลังการรักษา ทันตแพทย์เชื่อว่าพระรูปนี้คือน้องชายของตนที่ตายไปแล้วกลับชาติมาเกิด เขาเอาซีดีเพลงที่ร้องและแต่งเองมาให้พระหนุ่มฟัง เป็นเพลงแนวลูกทุ่งเกี่ยวกับรอยยิ้มและการรักษาสุขภาพฟัน

เรื่องราวความรักหลากหลายในชนบทได้จบลงและพล็อตเรื่องเดียวกันนี้ก็ถูกเล่าซ้ำอีกครั้งโดยมีพื้นหลังเป็นบริบทแห่งความทันสมัยของเมืองหลวง รายละเอียดบางส่วนแตกต่างออกไปโดยเฉพาะการที่เรื่องหลังนี้ได้เน้นไปที่ตัวแพทย์ทหารและชีวิตรักของเขาเป็นสำคัญ



หลวงตายังคงมารักษาอาการป่วยด้วยโรคเก๊าและภิกษุหนุ่มก็ยังคงมาหาทันตแพทย์

ในห้องของทันตแพทย์เต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย ทว่าในระหว่างการตรวจทันตแพทย์กลับมีอาการตึงเครียดและหงุดหงิดที่พระหนุ่มไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา พยาบาลผู้ช่วยเตรียมเครื่องมืออยู่นานจนทำให้ทุกคนรู้สึกรำคาญ พระหนุ่มมีท่าทางไม่พอใจกับความเย็นชาที่เกิดขึ้นในห้องนี้

แพทย์ทหารเดินตามแพทย์อีกคนลงไปยังชั้นล่างของโรงพยาบาลซึ่งเป็นห้องขาเทียมรักษากลุ่มคนพิการขาขาด ในนั้นมีแพทย์หญิงสูงวัยกำลังดื่มเหล้าย้อมใจเพื่อลดอาการตื่นเต้นเพราะจะไปออกรายการทีวีและเด็กหนุ่มอาการตอบสนองช้าคนหนึ่งซึ่งป่วยด้วยโรคทางสมองแต่สุขภาพร่างกายภายนอกนั้นยังคงดูแข็งแรง หญิงสูงวัยอีกคนได้ถ่ายทอดพลังแห่งจักรศาสตร์ (พลังแห่งดวงอาทิตย์) เพื่อช่วยรักษาอาการป่วยให้หนุ่มคนนั้น
ภายนอกโรงพยาบาลมีการแข่งขันกีฬาสี ส่วนในห้องชั้นล่างมีการทุบตึกสะท้อนเสียงดังให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ ในห้องเก่าๆ ที่ทรุดโทรมมีแสงไฟนีออนแลดูเย็นชา มีท่อแปลกๆ และกลุ่มไอบางอย่างลอยฟุ้งอยู่ก่อนที่จะถูกดูดลงไปในท่อประหลาดนั้น




แพทย์ทหารกับแฟนสาวพลอดรักกันอย่างดูดดื่มในมุมหนึ่งของห้อง อวัยวะเพศของฝ่ายชายเริ่มขยายตัวและแฟนสาวก็เอามือลงไปสัมผัสมัน เธอชักชวนให้แพทย์ทหารไปอยู่ด้วยกันที่ชลบุรีซึ่งมีโครงการก่อสร้างเมืองขนาดใหญ่ในอนาคต เธอหว่านล้อมเขาให้คล้อยตามว่ามันเป็นเมืองที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี ทั้งนำภาพถ่ายของเมืองดังกล่าวที่เริ่มลงมือก่อสร้างไปบ้างแล้วมาให้เขาดู ทว่าแฟนหนุ่มยังคงชั่งใจ เค้าลางความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มปรากฏรอยร้าว

ณ สวนสาธารณะกลางกรุง ปรากฏภาพการเต้นแอโรบิคออกกำลังกายของกลุ่มคนเมือง แล้วหนังเรื่องแสงศตวรรษนี้ก็จบลง ?



พล็อตของหนังมีเพียงแค่นี้ และคงไม่จำเป็นต้องเตือนล่วงหน้าว่าบทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ แสงศตวรรษไม่มีการบีบไล่อารมณ์และการระเบิด climax ให้เห็น ไม่มีอะไรให้หักมุมหรือพลิกความคาดหมายที่หากบอกต่อแล้วจะทำให้เสียอารมณ์ เรื่องราวเรียบเรื่อยเฉื่อยเฉยเหมือน “สุดเสน่หา” หรือ “สัตว์ประหลาด” หนังเรื่องก่อนของคุณเจ้ย อภิชาตพงษ์ แต่ความนิ่งของเค้านี่แหละที่ไหลลึก เป็นงานหนังสไตล์อภิชาตพงษ์ที่โดดเด่นด้วยมุมมองและวิธีการถ่ายทอดความคิด ไม่ง่ายเลยหากใครจะวัดรอยเท้าเพื่อลอกเลียนแบบ เพราะมันคือผลงานที่กลั่นมาจากสมองและจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปิน

หนังของอภิชาตพงษ์ไม่ซับซ้อนแต่ลึกซึ้ง ผูกเรื่องราวเข้าด้วยกันอย่างหลวมๆ ง่ายๆ ทยอยลำเลียงข้อความคิดออกมาเป็นระยะผ่านตัวละครในสถานการณ์ต่างๆ ความชัดเจนอย่างหนึ่งที่เห็นอยู่เสมอในงานของเขาคือวิธีการคิดแบบทวิลักษณะ (สื่อผ่านการแบ่งครึ่งหนังออกเป็นสองส่วน) นั่นคือวิเคราะห์วิพากษ์ขั้วซ้ายขั้วขวา แสดงสัจจะความจริงของทั้งสองด้านอย่างเป็นธรรมและหลีกเลี่ยงการฟันธงเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน หนังของเขามักจบลงด้วยความคลุมเครือพร้อมคำถามปลายเปิดให้กลับไปต่อยอด ไม่ได้หมายความว่าผู้กำกับเล่าเรื่องไม่จบ ภาพบนจอจบลงตามขอบเขตการนำเสนอที่เพียงพอ หากแต่ข้อความคิดหรือสิ่งที่หนังกล่าวถึงจำเป็นต้องได้รับการสังเคราะห์ต่อไปจากตัวของผู้ชมเองอีกครั้ง ผู้กำกับทำหน้าที่เพียงแค่แสดงธรรมให้เห็นแต่ไม่อาจก้าวล่วงลงไปแทรกแซงเพื่อคิดแทนผู้ชม (หนังของเขารักษาความเป็นกลาง เปิดกว้างทางความคิดและปฏิเสธการชี้นำ)



ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่คุ้นชินกับการเสพสื่อบันเทิงลักษณะนี้และมองเป็นเรื่องประหลาดที่จะต้องเสียเงินไปแลกกับความเครียดที่ได้รับหลังดูจบ ไม่นิยมการสังเคราะห์ความคิดต่อ รอรับการเสิร์ฟความสนุกทางอารมณ์แบบสำเร็จรูป รอรับการตักป้อนที่ไม่อยากแม้แต่จะเคี้ยวหรือย่อยเองเพียงเพราะมันสะดวกและง่ายดายตามสไตล์หนัง hollywood ผู้ชมกลุ่มนี้ย่อมไม่เลือกที่จะเสียเงินไปกับหนังของอภิชาตพงษ์

จะว่าไปแสงศตวรรษก็เซ็นเซอร์ตัวเองอยู่แล้วโดยไม่ต้องรอให้คณะกรรมการเซ็นเซอร์มาจำกัดการรับชม เป็นหนังที่เรียกร้องความสนใจจำกัดเฉพาะกลุ่ม การที่ใครซักคนจะตีตั๋วมานั่งชมดาราชาวบ้าน มุมมองแบบกล้องแช่และพล็อตเรื่องที่ไม่สื่อความสนุกสนาน เขาเหล่านั้นย่อมไตร่ตรองแล้วด้วยวิจารณญาณและวุฒิภาวะที่เป็นผู้ใหญ่พอ หนังของอภิชาตพงษ์คัดกรองกลุ่มผู้ชมได้ด้วยตัวของมันเอง



การใช้พระและแพทย์เป็นสัญลักษณ์แทนศรัทธาความเชื่อและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หากสังเกตดูนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในวงการหนังไทย เพราะ15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งเดินเรื่องในประเด็นใกล้เคียงกัน ก็เคยใช้พระและแพทย์เป็นตัวแทนการวิวาทะลักษณะนี้มาก่อนแล้ว น่าแปลกที่ 15 ค่ำเดือน 11 ไม่ถูกเซ็นเซอร์ฉากที่พระภิกษุทำลูกไฟ ทั้งที่เป็นพฤติกรรมหลอกลวงชาวบ้านให้ศรัทธาในตำนานพญานาคซึ่งถือเป็นเรื่องไสยศาสตร์ขัดต่อหลักพุทธศาสนา ผิดศีลห้าข้อมุสาอย่างชัดเจน และที่สำคัญการสร้างความเชื่อให้ผู้คนก็ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ภารกิจที่แท้ของสงฆ์คือต้องทำให้คนมองเห็นสัจธรรมความจริงตามที่เป็นอยู่

ที่ยกมาพูดนี่ไม่ใช่จะบอกว่าเมื่อแสงศตวรรษถูกเซ็นเซอร์ 15 ค่ำเดือน 11 จะต้องถูกเซ็นเซอร์ด้วย แต่เมื่อ 15 ค่ำเดือน 11 ไม่ถูกเซ็นเซอร์ แสงศตวรรษก็ไม่ควรด้วยเช่นกัน จุดนี้แสดงถึงความไม่มีมาตรฐานหรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมของคณะกรรมการ (ศาลรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้เคยวินิจฉัยว่าการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน)



แสงศตวรรษหอบรางวัลยอดเยี่ยมจากต่างประเทศมามากมายเพื่อการันตีคุณภาพของหนัง ขณะเดียวกันรางวัลเหล่านี้ก็ยังทำหน้าที่การันตีคุณภาพของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ไทยด้วยว่าพวกเค้าเหล่านั้นสุดๆ กันขนาดไหน

แสงศตวรรษแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเหตุการณ์เกิดในชนบทที่อบอวลไปด้วยความเชื่อปรัมปราของชาวบ้าน บ้างดูงมงาย บ้างคือกุศโลบายเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ เช่นฉากที่พระบอกว่าโรคเก๊าของตนเป็นเหตุมาจากกรรมเก่า ยาวิเศษของหลวงตา แพทย์หญิงทวงหนี้ด้วยวิธีการให้สาบานต่อหน้าพระ การเชื่อหมอดูดวงชะตา การรักษาอาการป่วยแบบแปลกๆ เช่นเอาโคลนมาพอกขาเพื่อให้หาย นิทานเรื่องความโลภ การกลับชาติมาเกิด เป็นต้น แม้ความเชื่อลักษณะนี้จะดูตรงข้ามกับระบบเหตุผลและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสู่ความเจริญ ถึงกระนั้นหนังในส่วนนี้ก็ยังสื่อถึงความอบอุ่นที่ผู้คนในชนบทมีต่อกัน อารมณ์ขันและความมีชีวิตชีวา ความรักเป็นสิ่งมีค่าทางจิตใจเหนือกว่าวัตถุภายนอก ผู้กำกับมักใช้แสงเรืองๆ ของดวงอาทิตย์ที่ดูอุ่นตาประกอบการเล่าเรื่อง

หนังส่วนที่สองเป็นสังคมเมืองที่เจริญด้านวัตถุ เทคโนโลยีต่างๆมีความทันสมัย วิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้า ทว่าผู้คนกลับปฏิบัติต่อกันด้วยความเย็นชาประหนึ่งเป็นเครื่องจักรที่ถูกโปรแกรม หนังกล่าวถึงความเติบโตภายนอกที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งมั่นคงแต่ภายในกลับกลวงเปล่าและหยาบกระด้าง เป็นความเจริญที่ง่ายแก่การชำรุดและถูกทำลาย สื่อผ่านภาพการทุบทำลายตึก ร่างกายของมนุษย์ที่พิกลพิการเมื่อสูญเสียอวัยวะ (โดยเฉพาะขา) เด็กหนุ่มที่มีร่างกายแข็งแรงแต่มีปัญหาทางสมองและอารมณ์ หรือแม้แต่ความสัมพันธ์รักทางร่างกายของหนุ่มสาวที่แม้จะชัดเจนเป็นรูปธรรมแต่ก็ยังคงเปราะบางในความรู้สึกและเหมือนกำลังจะพังครืนในเร็ววัน ผู้กำกับใช้แสงไฟนีออนที่แลดูเย็นชาประกอบการเล่าเรื่องในส่วนนี้

หนังกล่าวถึงความสมบูรณ์ของชีวิต ทั้งสุขภาพภายในและสุขภาพภายนอกประกอบกัน หากความมั่นคงของจิตใจและความแข็งแรงของร่างกายเกื้อหนุนให้ร่างกายสมบูรณ์ได้ฉันใด ความเชื่อความศรัทธาอันเป็นนามธรรมและความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุอันเป็นรูปธรรมก็สามารถเกื้อหนุนให้สังคมมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นได้ฉันนั้น สองขั้วความคิดนี้จำเป็นต้องส่งเสริมและประคับประคองซึ่งกันและกัน มิใช่ขัดแย้งหรือขัดขากันเองจนตัวเราเองหรือสังคมโดยรวมพานต้องล้มลงอย่างไม่เป็นท่า



ผู้กำกับใช้สัญลักษณ์หลักในหนังคือขาสองข้างของมนุษย์ สื่อผ่านอาการป่วยด้วยโรคเก๊าของหลวงตาที่ปวดตามข้อและขา ความเชื่อเรื่องการหักขาไก่ ป้าที่ประสบอุบัติเหตุจนขาทั้งสองข้างไม่เท่ากัน คนพิการขาขาด ท่าบริหารขาของแพทย์ที่แนะนำให้ผู้ป่วยทำตาม การก้มลงผูกเชือกรองเท้าของตัวละครในเรื่อง ห้องทำรองเท้า หรือวิธีการถ่ายภาพตอนที่แพทย์ทหารลงไปในห้องใต้ดินซึ่งตากล้องเดินย้ำเท้าถ่ายทำจนให้ภาพส่ายไปมาเหมือนสารคดี เป็นต้น ฉากเหล่านี้สื่อถึงจุดยืนที่เป็นปัญหาของมนุษย์ บ้างก็ขาดไปข้างหนึ่ง บ้างก็สั้นยาวไม่เท่ากันจนเสียดุล

สองขาซ้ายขวาของมนุษย์ประหนึ่งสองขั้วความคิดที่จำเป็นต้องประคับประคองซึ่งกันและกัน มิใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรังแต่จะสุดโต่งเอาชนะ เพราะท้ายที่สุด การขันแข่งของแต่ละฝ่ายย่อมนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ย่อยยับขององค์รวม

หนังให้คุณค่ากับสุขภาพของจิตใจและความแข็งแรงของร่างกาย ให้คุณค่ากับวิถีชนบทและชีวิตสังคมเมือง ให้คุณค่ากับความเชื่อและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ให้คุณค่ากับสองขั้วความคิดที่แตกต่างกันนี้อย่างเท่าเทียมและสมดุล

แสงศตวรรษแบ่งหนังออกเป็นสองส่วน ซึ่งหากขาดส่วนหนึ่งไปหนังเรื่องนี้ย่อมไม่บริบูรณ์ เช่นกัน ศาสนายังคงเป็นตัวแทนของที่พึ่งทางใจ และวิทยาศาสตร์ก็ยังคงเป็นตัวแทนของที่พึ่งทางกาย สองสิ่งนี้แม้จะดำรงอยู่คนละขั้ว แต่บ่อยครั้งก็ยังต้องพึ่งซึ่งกันและกัน (หนังสื่อภาพพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อให้เห็นความจำเป็นของการมีอยู่ของสองสิ่งนี้)

ในโลกที่วิทยาศาสตร์กำลังรุดหน้า เราอาจคิดว่าการอธิบายสิ่งต่างๆ ด้วยความเชื่อเป็นเรื่องไร้สาระ ไร้เหตุผล แต่บางครั้งเมื่อตรรกะอันจำกัดของมนุษย์ไม่อาจอธิบายบางสิ่งได้ ความเชื่อความศรัทธาก็กลายเป็นเครื่องมือให้ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ดีที่สุดเช่นกัน

ฉากจบของเรื่องแสดงถึงความสุขกายสบายใจที่ซ่อนอยู่ในท่วงทำนองเพลงประกอบการเต้นแอโรบิค เป็นจังหวะเพลงสนุกสนานที่แว่วเสียงผิวปากอย่างอารมณ์ดีของใครบางคน

แสงในโรงหรี่ดับ แต่แสงศตวรรษเรื่องนี้ยังคงเรืองรองอยู่ในความทรงจำ เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งของคุณเจ้ย อภิชาตพงษ์ ว่าหนังของเขายังคมกว่ากรรไกรเซ็นเซอร์อย่างเทียบกันไม่ได้






Create Date : 21 เมษายน 2551
Last Update : 25 เมษายน 2551 8:47:25 น. 8 comments
Counter : 707 Pageviews.

 
คุณเบียร์ยังคงเยี่ยมเหมือนเคยครับ

ส่วนประเด็นเรื่อง พระ ที่คุณเบียร์เอาไปเทียบกับ 15 ค่ำเดือน 11 นั้น ให้คำตอบได้ไม่ยากเลยว่าทำไมจึงผลออกมาต่างกัน
เพราะพระสงฆ์ที่ทำลูกไฟเพื่อหลอกลวงชาวบ้านนั้น เป็นพระสงฆ์ของวัดในประเทศลาวนั่นเอง (ส่วนพระรูปนั้นเป็นคนลาวหรือคนไทย จำไม่ได้แน่ชัด)

ในช่วง Q&A นั้น เจ้ยพูดถึงกรณีนี้ด้วย
โดย 2 ฉากที่ตัดเพิ่ม (คืออนุสาวรีย์ทั้งสอง) นั้นมาจากฝั่งของแพทยสภา เพราะเขาไม่ต้องการให้ชาวต่างชาติทราบว่า
แพทย์ในเรื่องนั้นคือแพทย์ของประเทศไทย หรือทำงานในโรงพยาบาลของประเทศไทย
- และอีกข้อที่คนคนนี้พูดถึงก็คือ "พระเล่นกีตาร์อาจอนุโลมให้ผ่านได้ เพราะคนดูต่างชาติอาจพอคิดได้ว่าเป็นพระสงฆ์จากประเทศลาว"
(แต่สุดท้ายก็ไม่ผ่านอยู่ดี)

ตลกดี เพราะถ้าคิดด้วยตรรกะนี้ หนังน่าจะเล่าเรื่องด้วยภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย
(อาจเล่าเป็นภาษาพม่า ลาว เขมร หรือภาษาของประเทศที่มีพระสงฆ์นิกายเถรวาทที่เล่นกีตาร์)


โดย: nanoguy IP: 125.26.132.28 วันที่: 22 เมษายน 2551 เวลา:4:52:53 น.  

 
แวะมาคุยเรื่อง Water ครับ

ผมกลับมองเจตนาของผู้กำกับที่ใช้ "น้ำ" ในหนังเรื่องนี้ไม่เหมือนคุณเบียร์แฮะ
ผมมองว่าเธอใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์ในการประชดประชันศาสนาฮินดูได้รุนแรงมากๆ

กล่าวคือ เรามักจะมองว่าน้ำคือสิ่งที่สะอาดบริสุทธิ์ และใช้ชำระล้างร่างกายความสกปรก หรือในกรณีแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย น้ำก็มีหน้าที่ชำระล้างบาปกรรมด้วย

ทั้งที่จริงๆแล้ว มีแต่คนเอาความสกปรกกับบาปกรรมไปกองอยู่ในน้ำ แล้วน้ำจะสะอาดบริสุทธิ์ได้อย่างไร (แถมน้ำในเรื่อง ยังใช้สัญจรเรือเพื่อพาหญิงสาวไปบำเรอพวกเศรษฐีที่อีกฝั่งน้ำอีกต่างหาก)

ผมเลยเดาว่าเธอใช้แม่น้ำคงคา(หรือเปล่าครับ ในเรื่อง ไม่แน่ใจว่าแม่น้ำอะไร) เพื่อเปรียบเทียบกับบทบัญญัติของศาสนาหลายๆอันที่แลดูไม่เป็นธรรมน่ะครับ


โดย: nanoguy IP: 125.26.133.72 วันที่: 25 เมษายน 2551 เวลา:16:39:50 น.  

 


โดย: DarkMan IP: 203.131.220.2 วันที่: 25 เมษายน 2551 เวลา:19:21:26 น.  

 
ยังไม่ได้ดู water เลย พลาดไป มีโอกาสคงได้หาแผ่นมาชมครับ สำหรับเรื่องนี้เสียดายที่ชมจากดีวีดี แทนที่จะเป็นโรงภาพยนตร์แบบปกติ


โดย: joblovenuk วันที่: 8 พฤษภาคม 2551 เวลา:22:00:22 น.  

 
ขอโทษทุกคนด้วยน่ะครับที่ช่วงนี้ไม่ได้อัพบล็อกเลย ได้ดูหนังมาหลายเรื่องเหมือนกัน ชอบทั้งนั้นเลยแต่ก็ไม่มีเวลาได้เขียน เร็วๆนี้ว่าจะเขียนถึง speed racer ซะหน่อย รออ่านล่ะกันน่ะครับ...


โดย: beerled IP: 203.154.188.177 วันที่: 12 พฤษภาคม 2551 เวลา:17:29:32 น.  

 
แม้ยังไม่ได้ดูแต่ก็รู้สึกว่าหนังคง “ขาด” ไปเยอะ
เพราะฉากต่างๆที่ถูกตัด คงมีผลแม้จะไม่หนักกับเนื้อาหต่าจะมีค่าทางความรู้สึก
คงจริงหยั่งที่บทความนี้ว่า ว่านี่คือหนังที่พิการไปซะแล้ว


โดย: ขอรบกวนทั้งชุดนอน วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:17:53:40 น.  

 
ดูแล้วก็งงๆ แหละ
พอมาอ่าน ก็อยากดูเวอร์ชันเต็มๆ แล้วเด่


โดย: haro_haro วันที่: 20 มิถุนายน 2551 เวลา:16:06:36 น.  

 
หลังจากอ่านบทความชิ้นนี้จบ

ผมรู้สึกแบบเดียวกับเมื่อตอนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จบเลย

มันสงบ ล่องลอย อิ่ม

อยากจะบอกว่าสิ่งที่ผมรับรู้ได้จากหนัง(ซึ่งได้ดูเมื่อนานมากแล้ว) คล้าย เหมือน และถูกต้องในแบบที่คุณเบียร์เขียนมา แม้จะไม่ได้คิดลึกซึ้งขนาดนั้นก็ตาม

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านจบ มันจึงเหมือนการดูหนังรอบสองแบบได้สารจากผู้สร้างไปแบบเต็มๆ

ขอบคุณทั้งผูสร้าง (อภิชาติพงษ์) และเจ้าของบทความนี้(คุณBeerled) นะครับ

เวลาผมเครียดๆ มีเรื่องไม่สบายใจ จะหยิบดีวีดีเรื่องนี้ขึ้นมาเปิดดู แค่ฉากเลื่อนกล้องผ่านต้นไม้พริ้วไหว ใจก็สงบลงได้อย่างประหลาดแล้ว

คนต่างจังหวัดอย่างผม จึงชอบช่วงแรกของหนังจับใจ

อ้อ ที่สำคัญผมได้ดูฉบับเต็มไม่ตัดต่อด้วยนะครับ จากดีวีดีแม่สาย ฉบับคำบรรยายภาษาอังกฤษ


โดย: wOOtts IP: 204.114.196.11 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:17:14:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

beerled
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




"หนัง".....ไม่ได้มีดีเพียงแค่ "ผิว"
New Comments
Group Blog
 
<<
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
21 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add beerled's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.