จักรยานปฏิวัติเมือง รวมเรื่องของทางจักรยานและการออกแบบเมือง

เนเธอร์แลนด์แดนสวรรค์ของจักรยาน ตอนที่5

เท่าที่ผมได้เคยผ่านตาเอกสารเกี่ยวกับที่มาที่ไปของความเป็นเมืองจักรยานของเนเธอร์แลนด์นั้น พบว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้นประเทศเค้าก็ใช้จักรยานกันมาเป็นร้อยปีแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งจักรยานเริ่มประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในโลก แต่ในยุคประมาณช่วงปี 1970 จำนวนรถยนต์ในเมืองที่เริ่มมากขึ้นอย่างผิดหูผิดตา(คงคล้ายๆกับบ้านเรานั่นแหละ) และคนใช้จักรยานก็เริ่มได้รับผลกระทบเนื่องจากการขยายตัวของการใช้รถยนต์ โชคดีของประเทศนี้ที่มีคนกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นว่าหากปล่อยให้มีการใช้รถยนต์อย่างแพร่หลายเช่นนี้ วัฒนธรรมจักรยานของเค้าที่สั่งสมกันมายาวนานคงจะล่มสลายเป็นแม่นมั่น คนกลุ่มนี้ก็ร่วมกันตั้งเป็นองค์กรขึ้นมาชื่อว่า The Dutch Union of Cyclists (ENFB)

กลุ่มสหพันธ์จักรยานแห่งดัทช์นี่แหละที่เป็นกลไกสำคัญในความสำเร็จด้านนโยบายเกี่ยวกับการใช้จักรยานของเนเธอร์แลนด์ในทุกวันนี้ เพราะตั้งแต่ปี 1975 ที่กลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นมา เค้าก็ดำเนินกิจกรรมด้วยการให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆของเมืองในการสำรวจและจัดทำเส้นทางเพื่อคนใช้จักรยาน ให้ข้อคิดเห็นและคำปรึกษาต่างๆเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้จักรยานมากขึ้น ตัวแปรสำคัญที่ทำให้คำปรึกษาหรือแนวคิดของกลุ่มได้รับการปฏิบัติก็คือเมื่อกลุ่มได้สนับสนุนให้นาย Michael Van de Vlis ลงเลือกตั้งในปี1978 นายคนนี้ได้รับการเลือกตั้งแล้วได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดนโยบายการจราจร ทีนี้ก็เข้าทางของกลุ่มเค้าทันที โครงการเพื่อจักรยานอะไรที่ไม่เคยมีงบประมาณสนับสนุน อีตานี้แกก็จัดการหาทางเอางบมาให้ได้ อะไรที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินโครงการ อีตานี้แกก็ลุยให้มันลุล่วงผ่านมาได้ แล้วยังหาทางหางบประมาณมาสร้างเส้นทางจักรยานเพิ่มขึ้น สนับสนุนการศึกษาเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้จักรยานมากขึ้น เรียกว่าอะไรที่มันเป็นเรื่องของจักรยานแกจัดหางบประมาณมาสนับสนุนหมด (แหม ผมอยากให้นักเลือกตั้งประเทศไทยมีสักคนนะคนแบบนี้....เห็นมีแต่พันธ์ุปากเหม็นสมองถั่วทั้งนั้น)



นี่แหละครับหน้าตาของคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนโยบายส่งเสริมการใช้จักรยานของเนเธอร์แลนด์ เมืองไทยเราทำไมจะมีคนอย่างนี้มาเกิดบ้างมั้ยน้อ?

สำหรับตอนนี้ผมก็จะเอาภาพมาเล่าว่าด้วยนโยบายของนายคนนี้(และทีมงาน) จึงทำให้มีอะไรเกิดขึ้นเป็นรูปร่างเรื่องราวที่เราสัมผัสได้บ้าง



ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนจราจรที่คำนึงถึงทุกองค์ประกอบที่ใช้งานพื้นที่ครับ ท่านจะเห็นแนวของรถรางอยุ่ในภาพ มีรถส่วนตัวจอดติดไฟแดงอยู่ แล้วก็ทางม้าลายของคนเดินเท้า แต่ที่อยากให้สังเกตก็คือทางข้ามของจักรยานที่แยกเป็นพื้นสีแดงอย่างชัดเจน ทุกการเดินทางในพื้นที่เหล่านี้มีสัญญาณจราจรควบคุมทั้งหมดเพราะเป็นตำแหน่งทางแยกทางข้ามที่ทุกการเคลื่อนที่มาเจอกัน ดังนั้นต้องทำให้มันชัดเจน ใครจะหยุดใครจะไปต้องเข้าใจตรงกันทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้อุบัติเหตุตรงทางแยกทางข้ามมันก็เกิดขึ้นน้อย และเป็นการทำให้เกิดวินัยสำหรับผู้ใช้พื้นที่ด้วย ใครที่ไม่เคารพกฏเกณฑ์อย่างน้อยก็มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพราะมันเห็นโทนโท่อยู่ว่าสัญญาณไฟมันเป็นไฟเขียวหรือแดง คนจะข้ามถนนซี้ซั้วก็ต้องคิดกันหน่อยล่ะครับ










นี่อีกผลงานหนึ่งครับในเรื่องของการจำกัดความเร็วของรถยนต์ด้วยการทำถนนให้แคบ หนึ่งเลนก็คือหนึ่งเลนจริงๆ ตรงไหนที่ไม่ให้แซงกันก็สร้างอุปสรรคให้เห็นชัดๆว่ามันแซงไม่ได้ ถนนอย่างนี้เอามาทำที่เมืองไทย บรรดาผู้ใช้รถยนต์เสียงยิ่งใหญ่ทั้งหลายได้โวยกันสนั่นเมืองแน่นอน









นี่คือรูปธรรมจากการนำแนวคิดส่งเสริมการใช้จักรยานไปใช้งาน การมีถนนในทุกพ้ืนที่ต้องมีทางจักรยานประกบไปด้วยเสมอ คิดถึงทางเลียบคลองส่งน้ำในชนบทบ้านเรานี่นะครับ ที่ส่วนใหญ่ถ้าท้องถิ่นมีงบประมาณหน่อยก็เอาไปทำถนนเพื่อรถยนต์เสียหมด แต่ของเค้านั้นควบคุบรถยนต์ไว้ให้ขับในเลนที่จำกัด แต่เอาพื้นที่อื่นมาทำเป็นถนนเพื่อจักรยานเสีย ประชาชนในท้องถิ่นเค้าก็เลยได้ขี่จักรยานอย่างมีความสุชจนน่าอิจฉา









นี่เป็นอีกเส้นทางหนึ่งทำเป็นแนวสีแดงสองฟากถนน ข้อสำคัญคือเส้นทางจักรยานเหล่านี้จะต้องสอดคล้องต่อเนื่องกันเป็นเครือข่ายไปทั้งเมือง ผู้ใช้งานจึงจะสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกและสนุก ไม่ใช่เป็นแค่เส้นตรงเส้นเดียวไม่ต่อเนื่องกับใคร คนก็ไม่อยากออกมาใช้งานกัน




จุดไหนที่เป็นทางข้ามทางแยก ก็มีมาตรฐานการออกแบบต้องมีเครื่องหมาย มีอุปสรรคให้รถยนต์ต้องชะลอความเร็ว มีสัญญาณให้หยุดให้ข้ามสำหรับคนและจักรยาน









นี่คือบรรยากาศในย่านช๊อปปิ้งของเมืองครับ สีเทานั่นคือแนวถนนสำหรับรถขนส่ง หรือเข้ามาทำธุระก่อนที่จะถึงเวลาที่คนเดินพลุกพล่านรถก็จะโดนห้ามเข้ามา แต่ที่น่านิยมก็คือการจัดเตรียมที่จอดจักรยาน คือเค้ามีแนวคิดแบบว่าจักรยานก็คือคนที่เดินเร็ว ดังนั้นตรงไหนคนเดินเข้าไปถึงได้ จักรยานก็ต้องเข้าถึงได้เช่นกัน แตกต่างกับแนวคิดของบ้านเรานะครับที่จักรยานเรามองเป็นยานพาหนะต้องลงไปอยู่บนถนนเท่านั้น







เมื่อมีคนเดินพลุกพล่านการค้าการขายอะไรมันก็มีชีวิตชีวา มีคนเดินเข้าเดินออกตลอดเวลา เพราะการออกแบบส่งเสริมให้คนเดินเท้านี่แหละ เพื่อให้การเดินมันไม่น่าเบื่อหน่ายก็มีการสร้างจุดกุ๊กๆกิ๊กๆให้เกิดการมองการพูดคุยอย่างทำเป็นคนนอนบนเปล แล้วยังมีโชว์รูมจักรยานอยู่ตามหัวมุมอีกด้วย นี่แหละครับวิถีชีวิตในวัฒนธรรมจักรยาน ที่ได้ภาพแบบนี้มาก็เพราะว่าช่วงที่ผมไปถ่ายรูปนั้นเป็นเวลาที่ร้านรวงเค้าเตรียมปิดกลับบ้านกันแล้ว













นี่คือที่จอดจักรยานครับ พบเห็นได้ทั่วไปในทุกมุมทุกซอกอาคาร มีหลากหลายรูปแบบการใช้งาน ทั้งนี้ก็เกิดจากภูมิปัญญาอันเนื่องมาจากการใช้จักรยานต่อเนื่องมาจนรู้ปัญหาว่าควรจะจัดทำที่จอดอย่างไรอยู่ในตำแหน่งใด บ้านเราถ้าอยากเอาของเค้ามาใช้บ้างก็คงต้องหาข้อมูลกันหน่อย




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2552   
Last Update : 11 สิงหาคม 2552 20:31:03 น.   
Counter : 1298 Pageviews.  

่เนเธอร์แลนด์แดนสวรรค์ของจักรยานตอนที่4

ช่วงนี้ผีขยันเข้าสิงครับ เลยมีเรื่องมาเล่าให้ฟังเยอะหน่อย แต่จะว่าไปแล้วสำหรับเรื่องจักรยานของประเทศเนเธอร์แลนด์นี่ผมเล่าให้ฟังได้เป็นวันๆไม่รู้จบ เพราะมันเป็นอะไรที่ตรงใจแล้วก็อยากได้บรรยากาศอย่างนี้มาไว้ที่บ้านเราเป็นที่สุด โดยเฉพาะโคราชบ้านผมนั้นเป็นเมืองที่มีลักษณะเป็นที่ราบไม่ได้มีเนินสูงชันเหมาะกับการขี่จักรยานเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนผมจากเนเธอร์แลนด์ที่มาเที่ยวโคราชบ้านผมก็เคยปรารถให้ฟังว่าเค้าแปลกใจว่าเมืองโคราชนั้นมีบางมุมบางกายภาพที่ใกล้เคียงกับเนเธอร์แลนด์แต่ว่าทำไมไม่เห็นคนขี่จักรยาน เราคุยกันยาวเรื่องนี้ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่ามันคือทัศนคติต่อการขี่จักรยานนั่นเอง เนเธอร์แลนด์นั้นประชากรเค้าเห็นว่าการขี่จักรยานนั้นเป็นประโยชน์ทั้งตัวเค้ากับบ้านเมือง(คือประชาชนก็ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ร่างกายที่แข็งแรง เมืองก็มีความสวยงามมลภาวะก็น้อย) แต่โคราชเมืองย่าโม ประชาชนเค้าบอกว่าขี่ไม่ได้หรอกเพราะมันร้อนๆๆๆๆ(ผมเองขี่จักรยานไปทำงานทุกวันยังไม่เคยร้อนตายเลยครับ) มันอันตรายเพราะรถมันเยอะ(ผมก็ขี่จักรยานอยู่ทุกวัน ยังไม่ตาย) บลาๆๆๆๆๆๆๆ สุดท้ายเหตุผลก็คือทุกคนหาเหตุที่จะไม่ขี่จักรยานต่างหาก ไม่ใช่เหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด











ทางจักรยานในเมืองอีกพื้นที่หนึ่งครับ จะเห็นว่าลักษณะการออกแบบเส้นทางของเค้านั้นจะมีการกำหนดให้เห็นได้อย่างชัดเจนไปเลยว่าพื้นที่ไหนคือของจักรยาน พื้นที่ไหนเป็นของรถยนต์ มีการสร้างอุปสรรคป้องกันไม่ให้เกิดการรบกวนกันระหว่างพาหนะสองชนิดนี้โดยให้ความสำคัญกับจักรยานมาก่อน บริเวณใดที่เป็นจุดที่พาหนะสองชนิดนี้ต้องมาใช้พื้นที่ร่วมกันเช่นตรงทางร่วมทางแยก ก็มีระบบสัญญาณจราจรที่ควบคุมทุกรูปแบบการใช้งานบนเส้นทางคือคุมทั้งรถยนต์ จักรยาน คนเดินเท้า ไอ้ของบ้านเรานั้นมีแต่สัญญาณให้รถยนต์เสียเป็นส่วนใหญ่ บ้านเราคนก็เลยไม่มีวินัยในการใช้ถนนร่วมกันอยากข้ามตรงไหนก็ข้ามไป มั่วกันไปหมด ต่างคนก็ต่างเอาความสะดวกของตนเป็นที่ตั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองเหล่านี้ก็ล้วนมาจากการที่ผู้บริหารเมืองไม่มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับจักรยานและคนเดินเท้านี่แหละ












ภาพที่ผมถ่ายมาเหล่านี้เป็นเวลาช่วงเช้าๆครับ ผู้คนก็ออกเดินทางไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ ไปทำธุระกัน จะเห็นกองทัพจักรยานพาเหรดกันออกมาในทุกพ้ื้นที่ของเมือง ดูๆไปก็ไม่น่าจะแปลกใจอะไรเพราะเค้าทำระบบอำนวยความสะดวกให้ขี่จักรยานกันเสียขนาดนั้นผู้คนจะไม่อยากขี่กันได้อย่างไร แต่ที่บ้านเรานั้นมีเหตุผลหนึ่งที่น่าหมั่นไส้เป็นอย่างยิ่งที่ผมได้ยินมาก็คือว่าท่านผู้บริหารท่านไม่ยอมทำทางจักรยานเพราะว่าเกรงว่าทำแล้วถ้าไม่มีคนใช้งานจะสูญงบประมาณเสียปล่าวๆ ผมก็เลยตอบท่านไปว่าที่ท่านๆทำกันน่ะมันถูกต้องตามหลักวิชาการบ้างไหม ทางจักรยานเพียงแค่ขีดเส้นบนถนนแล้วมันจะเป็นทางจักรยานได้หรืออย่างไร แล้วไอ้เจ้ากิจกรรมเกี่ยวกับจักรยานอย่างวันสิ่งแวดล้อมหรือจักรยานพาเหรดที่ท่านๆทำกันนั่นหน่ะมันยั่งยืนแค่ไหน สุดท้ายก็แค่ลูบหน้าปะจมูก ทำแค่พอสักแต่ได้ว่าทำ ชาวบ้านก็รับกรรมอยู่ทุกวันนี้แหละครับ











ถ้าหากพื้นที่ใดๆในประเทศไทย สร้างความสะดวกให้กับจักรยานได้สักครึ่งนึงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ดูซิว่าจะมีคนขี่จักรยานเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทุกวันนี้ที่ประชาชนไม่ขี่จักรยานกันก็เพราะมันไม่อะไรทำให้เค้าเกิดความสะดวกในการใช้งาน โครงการเกี่ยวกับจักรยานที่ทำขี้นมาก็ทำกันอย่างลวกๆแล้วแต่จะคิดนึกกันไปโดยไม่มีการศึกษาหาความเป็นจริง สร้างแต่ภาพลวงตาว่าช่วยลดโลกร้อน พอได้หน้าแล้วก็เลิกกันไป แล้วก็เอาไปสรุปว่าเมืองไทยยังไงก็ขี่จักรยานลำบาก จากภาพด้านบนจะเห็นว่าพอมีองค์ประกอบที่เอื้ออำนวยประชากรในเมืองเค้าก็แก้ปัญหาความไม่สะดวกของเค้าเอง เช่นคุณสาวๆที่กลัวโป๊เวลาขี่จักรยานเค้าก็หาทางแต่งตัวเป็นชุดสะดวกของเค้า ใครอยากขี่จักรยานสบายๆเค้าก็หาจักรยานแบบนอนขี่มาใช้ ใครมีสัมภาระเยอะเค้าก็หากระเป๋าสัมภาระสำหรับจักรยานมาใส่ นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมจักรยานล่ะครับ

























แล้วคนเนเธอร์แลนด์นี่ไม่ใช้รถยนต์กันเลยหรืออย่างไร ที่เห็นมาเค้าก็มีรถยนต์กันเป็นปกติล่ะครับเพียงแต่ว่าทุกถนนต้องมีพื้นที่ให้กับจักรยานเสมอ คือไม่ได้ให้ความสำคัญกับรถยนต์ว่าเป็นการจราจรทั้งหมดแต่ให้ความสำคัญกับจักรยานอย่างเท่าเทียมด้วย ที่ไหนที่รถยนต์ไม่สะดวกแต่ถ้าจักรยานสะดวกนั่นคือไม่เป็นไร แต่ถ้าที่ไหนที่จักรยานไม่สะดวกแล้วรถยนต์สะดวกนั่นต้องกลับมาสร้างระบบใหม่ จากภาพด้านบนท่านจะเห็นการกันพื้นที่เพื่อให้เป็นทางจักรยานชั่วคราวเนื่องจากในบริเวณที่เป็นทางจักรยานเดิมนั้นกำลังมีการปรับปรุง เห็นเค้าเอื้ออาทรกับคนขี่จักรยานขนาดนี้จะไม่อดนึกรักเมืองเค้าได้อย่างไร บ้านเราหรือท่าน? เห็นแต่มันทุบทางเท้ากันทำเป็นถนนเป็นว่าเล่น หรือไม่ก็ขยายถนนโดยอ้างเหตุว่าเพื่อแก้ปัญหาจราจรกันเป็นมาตรฐาน(ดูอย่างที่เชียงใหม่ที่บรรดานักอนุรักษ์เค้ากำลังพยายามต่อต้านการขยายถนนนั่นเถิด)





ที่จอดจักรยานกับแสงแดดยามเช้าครับ ถ่ายมาเล่นๆเห็นแสงมันสวยดี ถ้าภาพนี้เป็นเมืองไทยผมคงนอนตายอย่างมีความสุข



วัฒนธรรมจักรยานที่แข็งแรงทำให้เกิดภาพเช่นนี้ครับ นี่คือจักรยานเพื่อการทำมาหากินของเค้า คงกำลังไปส่งหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารอะไรประมาณนั้น ลองกะประมาณดูสิครับว่าทั้งคันนี้นั้นบรรทุกได้ตั้งเท่าไร







รั้วกันสายตาของโครงการก่อสร้างอาคารอะไรสักอย่างของเมืองนี้ครับ แทนที่จะให้มันทำหน้าที่แค่กันสายตาอย่างเดียวเค้าก็ถือโอกาสให้เป็นแหล่งให้ความรุ้และประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาเมืองไปในตัว กลายเป็นใช้รั้วทำเป็นนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับที่มาที่ไปของโครงการก่อสร้างนี้และเล่าถึงประวัติศาสตร์ของย่านเอาไว้ด้วย ดูเอาเถิดพี่น้อง คนของเค้าจะไม่มีรสนิยมวิไลไปได้อย่างไรในเมื่ออะไรๆมันเอื้อให้เกิดความรู้ได้มากมายเช่นนี้




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2552   
Last Update : 10 สิงหาคม 2552 12:22:07 น.   
Counter : 2437 Pageviews.  

เนเธอร์แลนด์แดนสวรรค์ของจักรยาน ตอนที่3

เมื่อบล๊อคที่แล้วผมเล่าให้เห็นภาพทางจักรยานในพื้นที่ที่เป็นย่านชานเมืองของเค้า ในบล็อคนี้ผมจะเอาภาพทางจักรยานในพื้นที่เมืองมาให้ดูกันครับ













หกภาพนี้เป็นถนนในเมืองของเค้าครับ จะเห็นได้ว่าแตกต่างกับถนนในพื้นที่เมืองของเราอย่างฟ้ากับก้นเหวเลยทีเดียว มองหารถยนต์แทบจะนับคันกันได้ นอกนั้นเป็นแต่คนเดินกับขี่จักรยานกันให้ขวักไขว่ มองไปที่ฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นแนวของจักรยานจำนวนมากจอดเรียงรายกันเป็นตับ นี่เป็นภาพที่เจนตาพบเห็นได้โดยทั่วไปในประเทศนี้ อยากได้ภาพเหล่านี้เอาไปไว้ที่ประเทศไทยเหลือเกิน(คงจะประมาณชาติหน้าบ่ายๆล่ะ) ด้วยแง่มุมของการอนุรักษ์เมืองให้เกิดความงาม และด้วยความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของเมือง การตีความพื้นที่ถนนของเค้าจึงแตกต่างกับเราอย่างลิบลับ ดูได้ง่ายๆแค่พื้นผิวถนนก็ยังเป็นพื้นผิวแบบเรียงอิฐเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของอาคารสองข้างถนน











นอกจากการสัญจรด้วยการใช้ถนนแล้ว ประเทศนี้ยังมีระบบคูคลองที่ทันสมัยเอาการ แทบจะทุกพื้นที่ต้องมีตลองผ่านเข้าไปด้วย ดังนั้นเค้าก็ใช้ประโยชนฺ์ด้วยการทำเป็นทางสัญจรทางน้ำบริการประชาชนเสียเลย จัดหาเรือที่มีคุณภาพดีๆเป็นเรือเมล์ ต่างกับกทม.บ้านเราที่เคยมีคูคลองแต่ว่าเราถมหมดเพื่อเพิ่มพื้นที่ถนนจนทำให้กรุงเทพเมืองฟ้าอมรถิ่นสัญจรของนางฟ้านางสวรรค์กลายเป็นเมืองนรกแห่งยานยนต์และคนแก่งแย่งแข่งขันกันเช่นทุกวันนี้ ถ้าหากย้อนอดีตได้แล้วเราไม่ยอมถมคูคลอง ผมว่าบรรยากาศก็คงประมาณน้องๆเนเธอร์แลนด์นี่แหละ แต่จะว่าไปปะไรมี มันก็เป็นอดีตที่ไม่สามารถฟื้นคืนได้อีกแล้ว ดังเช่นคนตายไปแล้วจะทำอย่างไรก็คงจะไม่ฟื้น อยู่แต่ว่าพวกเราชาวไทยทั้งหลายจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้โรคติดต่อที่ผมขอเรียกว่าโรคบ้ารถยนต์นี้มันแพร่กระจายไปสู่จังหวัดอื่น เชียงใหม่ก็ใกล้จะสิ้นลมแล้วเพราะรับเอาเจ้าโรคนี้แหละไปพัฒนาเมือง โคราชบ้านผมก็เหมือนกันกำลังร่ำๆจะทำอะไรก็จะให้มันเหมือนกทม.กะเชียงใหม่โดยไม่สำเหนียกถึงอัตลักษณ์ หรือภูมิศาสตร์ของเมืองกันบ้างเลย





สองภาพนี้เอามาเล่าให้เห็นภาพเจ้าเชื้อโรคที่ว่านั่นแหละครับ เจ้าสีดำคันนี้การันตีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นพาหนะจากประเทศไทยอย่างแน่นอนครับท่าน แต่เมื่อมันไปอยู่ที่ประเทศนี้มันก็ต้องสงบสเงี่ยมเจียมตัวเพราะรอบด้านนั้นเค้ามีแต่จักรยานกันทั้งนั้น ต่างกับเมื่ออยู่ที่ประเทศไทยนั้นมันช่างองอาจ หยิ่งผยอง ลำพองเสียยิ่งกว่าใคร ครอบครองพื้นที่ถนนทำลายเมืองเสียจนทุกวันนี้จะข้ามถนนทีต้องสั่งเสียลูกเมียไว้ล่วงหน้าเผื่อว่าชาติหน้าจะได้มาพบเจอกันอีก











ด้วยความแข็งแรงของวัฒนธรรมการใช้จักรยานของชาวเนเธอร์แลนด์นี่แหละ ที่ทำให้เค้ามีเมืองดีเมืองสวย เป็นที่น่าอิจฉาอย่างเช่นทุกวันนี้ สี่ภาพด้านบนนี้ประจักษ์พยานยืนยัน ด้วยการวางแผนจราจรโดยใช้รถประจำทางเป็นขนส่งมวลชนร่วมกับเรือเมล์บริการประชาชนในรัศมีเครือข่ายของแต่ละสถานีรถไฟ มีรถไฟเป็นบริการขนส่งมวลชนสำหรับการเดินทางเชื่อมต่อกันระหว่างเมือง มีจักรยานเป็นขนส่งส่วนบุคคลในการเดินทางระหว่างบล๊อคต่อบล๊อคของเมือง ดังนั้นการมีรถยนต์ส่วนตัวในประเทศนี้จึงเป็นเรื่องที่เกินความจำเป็น เฉพาะคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นจึงจะหารถยนต์มาเป็นภาระให้กับตัวเอง แตกต่างจริงๆกับบ้านเราที่หากไม่มีรถยนต์เป็นของตนเองแล้วล่ะก็หากคิดจะเดินทางไปที่ใดก็ไม่สามารถที่จะกำหนดเวลาหรือมองเห็นความสะดวกได้เลย















การใช้จักรยานในบ้านเค้านั้นมันแพร่หลายมากมายเสียจนกลายเป็นความเชื่อว่าเนเธอร์แลนต์นี่แหละคือเมืองหลวงของโลกจักรยาน(ตอนนี้โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กกำลังจะบอกเหมือนกันว่าฉันก็เป็นย่ะ..เลยไม่รู้ว่าใครเจ๋งกว่ากัน เอาไว้ผมได้ไปเมืองนี้มั่งจะมาตัดสินให้ครับ) เส้นทางจักรยานที่ครอบคลุมทั่งเมือง ทั้งประเทศ จึงต้องมีการลงรหัสบอกเส้นทางเอาไว้ เพื่อเวลาเดินทางจะได้ตรวจสอบจากแผนที่ได้ ดังที่จะเห็นในภาพด้านบนว่าจะมีหมายเลยกำกับไว้ที่ป้ายบอกเส้นทางจักรยาน




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2552   
Last Update : 10 สิงหาคม 2552 0:15:08 น.   
Counter : 1356 Pageviews.  

เนเธอร์แลนด์แดนสวรรค์ของจักรยาน ตอนที่2 (ภาคต่อที่รอเวลานานมากกกกกกกกก)

กว่าจะได้เขียนตอนสองผมก็ทิ้งเวลาเนิ่นนานจากตอนหนึ่งมาประมาณสองสามเดือน รู้สึกตัวอีกเป็นครั้งที่ห้าร้อยสามสิบสองว่าผลัดวันประกันพรุ่งอีกแล้วเรา

มาว่ากันต่อถึงแดนสวรรค์ของจักรยานกันต่อดีกว่าครับ ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจกับผุ้ที่ผ่านมาพบเห็นข้อความนี้เสียก่อนครับว่า ขัอความและภาพที่ปรากฏในบล๊อคนี้ มิได้มีจุดประสงค์ที่จะโอ้อวดอัตตาของผุ้เขียนว่าข้าพเจ้าเคยไปเมืองนอกเมืองนามาแต่อย่างใด แต่วัตถุประสงค์หลักก็คืออยากเอาภาพมาเล่าให้คนผ่านทางมาเจอจะได้รู้จักว่าเมืองนั้นมันพัฒนาด้วยแนวคิดพึ่งพาจักรยานก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอะไรๆก็รถยนต์สะดวกอย่างที่พวกนักเลือกตั้งหัวสี่เหลี่ยมชอบคิดกัน อย่างน้อยก็จะได้คนที่มีความรุ้เท่าและรู้ทันพวกนักเลือกตั้งเหล่านี้บ้าง บ้านเมืองเราจะได้มีอะไรดีๆให้ลูกหลานได้ดูกัน

ตลอดเวลาที่ผมได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้นั้น มันเหมือนคนที่ได้เห็นบ่อน้ำกลางทะเลทราย ดื่มกินอย่างไรก็ไม่รู้จักอิ่ม ไม่ว่าจะมองไปทางไหนทิศทางใด ก็เห็นแต่จักรยานๆๆๆๆๆๆๆๆ โอ้แม่เจ้า สงสารแต่ก็เจ้ากล้องคู่ใจผมนี่แหละที่ต้องทำงานตั้งแต่เก้าโมงเช้าจนถึงสี่ทุ่ม ถ่ายกันเป็นชอทต่อเนื่องแบบแทบจะทุกนาที(กะว่ายังไงได้มาทั้งทีต้องตุนไว้เยอะๆ)









ภาพแรกนั้นคือป้ายบอกทางสำหรับจักรยานครับ เป็นป้ายเล็กๆไม่ใหญ่โตอะไร เพราะว่าจักรยานนั้นใช้ความเร็วต่ำ ยังไงก็ต้องมองหรือสังเกตเห็นจะบอกว่าทางนี้ไปไหนทางโน้นไปไหนเป็นภาษาดัทช์ครับ ไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษด้วยว่าเค้าเองก็คงทะนงตัวว่าฉันก็เป็นชาติมีอารยธรรมไม่แพ้อังกฤษเรื่องไรฉันต้องใช้ภาษาแกด้วยประมาณนั้นมั้ง ส่วนเจ้าป้ายกลมๆสีน้ำเงินก็ทำเป็นรูปจักรยานกับมอเตอร์ไซด์ ความหมายก็คือใช้เส้นทางร่วมกันได้ เท่าที่สังเกตุก็เห็นรถมอเตอร์ไซด์น้อยเต็มที ถ้าเป็นบ้านเราคงจะยากที่จะเอามอเตอร์ไซด์มาใช้ร่วมกับทางจักรยานเพราะบ้านเรานั้นปริมาณมอเตอร์ไซด์มันมากกว่าจักรยานมหาศาลนัก

ภาพต่อๆมาก็เป็นมุมกว้างของเส้นทางนี้นะครับ เนื่องจากว่าบริเวณที่ผมถ่ายภาพนี้มันเป็นย่านที่เค้ากำลังปรับปรุงบูรณะใหม่จากที่ว่างเดิมๆต่อไปก็จะกลายเป็นชุมชน เค้าก็เลยมีการวางระบบถนนเอาไว้ก่อน เราจะเห็นถนนสายหลักที่เป็นเส้นแนวนอนนั่นคือสำหรับให้รถยนต์วิ่งได้ครับ ส่วนเส้นอื่นๆที่เข้ามาแตะอย่างที่เห็นในภาพสังเกตว่าจะมีเสาเตี้ยๆต้นนึงโผล่ขึ้นตรงกลาง ก็เพื่อเป็นอุปสรรคกันไม่ให้รถยนต์ใช้เป็นทางลัดครับ อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่าประเทศนี้เค้าอำนวยความสะดวกให้จักรยานเป็นที่หนึ่งก่อนเสมอครับ ประชากรในบ้านเมืองเค้าก็เลยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสอย่างเจ้าพวกเด็กๆวัยรุ่นที่ผมถ่ายภาพมานี่แหละครับ อากาศเดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงกำลังจะเข้าหน้าร้อนของเค้าครับ แต่ความหนาวยังสะท้านได้ใจอยู่(สังเกตจากการแต่งกายครับ)










สามรูปต่อมานี่คือทางจักรยานในบริเวณใกล้ๆกันกับสี่รูปแรกครับ ด้านซ้ายมือนั้นจะเป็นถนนสองเลนครับ ไปกับสวนมาแล้วก็จะมีการทำเป็นริ้วสีเขียวเล็กๆคั่นระหว่างถนนกับทางสีแดงในภาพนั่นคือทางจักรยานครับแล้วพื้นที่ืที่เหลือก็คือทางเท้าสำหรับคนเดินเท้าทั่วไป ผมรักประเทศนี้ก็ตรงวิธีคิดของเค้านี่แหละครับ คือเค้าให้พื้นที่กับคนที่ไม่มีรถยนต์นี่เกือบจะเท่าๆกับถนนสองเลนทีเดียว บ้านเราลองไปหาดูซิครับว่ามีที่ไหนในประเทศไทยบ้างที่ไหล่ถนนมันมีพอให้คนเดินสวนกันได้สะดวก








ข้างๆถนนก็เป็นที่ว่างบ้างเป็นบ้านบ้าง ย่านนี้ยังดูเป็นชานเมืองอยู่ครับ มีการเลี้ยงม้าด้วย ไม่น่าเชื่อว่าพ้นชานเมืองนี้ไปอีกนิดเดียวก็เป็นตัวเมืองแล้ว







สองภาพนี้เป็นทางจักรยานริมถนนอีกเหมือนกัน จะเห็นว่าเค้าทำทางจักรยานเอาไว้ริมถนนด้านเดียวแต่ทำกว้างพอที่จะขี่สวนกันได้ แล้วก็ยังมีขอบกันระหว่างถนนกับทางจักรยานอีกเพื่อป้องกันไม่ให้รถยนต์ลักไก่เข้ามาใช้พื้นที่จักรยาน ไอเดียนี้เคยนำเสนอนักเลือกตั้งบ้านเรา เค้าบอกว่ามันอันตรายเดี๋ยวคนขับรถยนต์จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย(ดูมันคิดเถอะ) และให้ดูที่ขนาดของถนนนั้นจะเรียกว่าแคบพอควรทีเดียวคือหนึ่งเลนก็คือหนึ่งเลนจริงๆไม่เหลือพื้นที่ให้จอดหรือให้ฉวยโอกาสแซงได้เลย รถยนต์ก็เลยต้องขับด้วยความระมัดระวังตรงตามความต้องการของประเทศเค้า












สี่ภาพสุดท้ายนี้คือบริเวณที่ถนนสองสายมาตัดกันเป็นทางแยกครับ ถ่ายมาเพื่อให้เห็นภาพว่าเค้าทำระบบอำนวยความสะดวกให้กับคนขี่จักรยาน คนเดินเท้า บริเวณทางแยกทางข้ามอย่างไร จะเห็นผู้หญิงใส่เสื้อโค้ทสีแดงแล้วยืนอยู่กับเสาเตี้ยๆลายขาวดำนั่นคือเสาสำหรับกดสัญญาณเพื่อให้ไฟจราจรทำงานในกรณีที่มีคนจะข้ามถนน ส่วนไอ้ถนนกว้างๆที่อยู่ด้านหลังเธอนั้นมันคือทางจักรยานนะครับ(ดูจากป้ายสีน้ำเงิน)ไม่ใช่ถนนสำหรับรถยนต์ แต่ที่เห็นมีรถยนต์จอดอยู่นั่นเพราะว่าพอดีว่าตรงนั้นมันมีการก่อสร้างก็เลยมีคนลักไก่เอารถยนต์เข้าไปจอดด้วย เมื่อเธอกดปุ่มสักพักก็จะได้สัญญาณอนุญาตให้ข้ามอย่างที่เห็นในภาพต่อมา




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2552   
Last Update : 9 สิงหาคม 2552 23:14:22 น.   
Counter : 1384 Pageviews.  

ไฟล์นำเสนอ

เฉพาะหน้านี้จะเป็นเรื่องของไฟล์นำเสนอที่ได้นำเสนอในสถานที่ต่างๆ ผมจะรวบรวมมาเก็บไว้ในบล๊อคเผื่อจะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้ากับผู้ที่ผ่านมาพบเห็นครับ


ไฟล์นี้เป็นงานนำเสนอเกี่ยวกับแนวคิดโคราชเมืองจักรยานครับ นำเสนอที่งานสัมมนาเรื่องแนวคิดใหม่ในการออกแบบและวางผังเมืองเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 ที่เมืองไทหนาน ประเทศไต้หวันครับ
//www.4shared.com/file/113772951/3e51752f/koratbicyclecity.html



ไฟล์นี้เป็นงานนำเสนอเกี่ยวกับการจัดระบบทางจักรยานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว นำเสนอที่งานสัมนาเรื่อง ผลกระทบและการพัฒนาเกี่ยวกับการวางผังเมือง เมื่อวันที่ 25มีนาคม 2552 ที่เมืองไกเซอร์สเลาเทิร์น ประเทศเยอรมัน
//www.4shared.com/file/113777038/29d8a1b0/upe8present.html?



ไฟล์นี้เป็นเรื่องทางลอดหรืออุโมงค์สำหรับรถยนต์ที่เมืองนครราชสีมา อันเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันเนื่องเพราะการพัฒนาโดยไม่มองดูพื้นฐานความจำเป็นทางสังคมของพื้นที่ ผมได้นำเสนอเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรก่อสร้างโครงการนี้ โดยเน้นเรื่องความจำเป็นและลำดับศักย์ของถนนในพื้นที่ตามหลักการทางด้านการผังเมือง
//www.4shared.com/file/103888230/c348c820/_online.html?


ไฟล์นี้เป็นเรื่องทางจักรยานรอบคูเมืองนครราชสีมา มีทั้งหมดห้าไฟล์ด้วยกันครับ เป็นงานที่เริ่มทำมาตั้งแต่ปี2540 ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และเผยแพร่มาเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมสักที
//www.4shared.com/file/103929256/452166f2/Bycicle_1.html?
//www.4shared.com/file/103929522/84222a9/Bycicle_2.html?
//www.4shared.com/file/103929767/1fc0c74c/Bycicle_3.html?
//www.4shared.com/file/103930009/eb053d72/Bycicle_4.html?
//www.4shared.com/file/103937138/2b3a0ca9/Bycicle_5.html?




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2552   
Last Update : 24 มิถุนายน 2552 10:02:21 น.   
Counter : 1077 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

bicycleman
Location :
นครราชสีมา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




บุคคลหนึ่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร วันหนึ่งค้นพบว่าเรากำลังตกอยู่ในอิทธิพลของเจ้าเครื่องจักรบริโภคน้ำมันที่ชื่อว่ารถยนต์ จนหลงลืมทำลายเมืองและวิถีวัฒนธรรมเพื่ออำนวยความสะดวกให้มัน ตั้งแต่นั้นก็มุ่งมั่นที่จะปฏิวัติเมืองด้วยจักรยาน จึงสร้างบล็อคนี้มาเพื่อหาแนวร่วม
[Add bicycleman's blog to your web]