กิน เที่ยวและกวนสบู่
Group Blog
 
<<
เมษายน 2554
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
27 เมษายน 2554
 
All Blogs
 

มาชูพิชูกับสามผู้พิชิต ตอนอวสาน-ชำเลืองเมืองลับแล

เอาล่ะค่ะท่านผู้อ่าน ติดตามตอนสองกันต่อไปไม่ให้เสียเวลา ตอนนี้เป็นตอนอวสานนะคะ ไม่ใช่อะไรหรอก ทริปหน้ามาจ่อตรูดรออยู่อีกไม่กี่วันนี้แล้วแล้ว รีบๆรีวิวเปรูให้จบจะได้รีวิวทริปต่อไปอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจว่าเปรูยังดองอยู่ในไหเลย


พักที่คุสโสสี่คืน ดิฉันและไทก็รู้สึกว่าร่างกายเข้าสู่สภาพปรกติ ไม่ใช่เดินขึ้นบันไดสามสี่ขั้นก็ต้องพักหายใจแบบหมาหอบแดดอีกต่อไป เลยบอกพี่ท่านว่าชั้นว่าชั้นกับไทพร้อมแล้วนะที่จะไปมาชูพิชู เธอไปจัดการเรื่องตั๋วรถเมล์รถไฟได้เลย

การเดินทางไปมาชูพิชูจากคุสโค ทำได้สองสถาน นั้นคือ


๑ เดินไป อ้าว จริงๆไม่ได้หลอกเล่น เดินไปจริงๆค่ะตาม Inca Trail หรือถนนที่ชาวอินคาสร้างไว้จากคุสโค(เมืองหลวงของอาณาจักรอินคา)ไปมาชูพิชู ถนนของชาวอินคาไม่ได้มีสายนี้สายเดียว มีอยู่มากมายครอบคลุมอาณาจักรอินคาทั้งสี่ แต่ปัจจุบัน ถนนชาวอินคาโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุด และมีสภาพดีที่สุด ก็คือสายคุสโค-มาชุพิชู นี่เองค่ะ
Photobucket



ถามชาวบ้านว่า ถ้าเดินจริงๆวันละแปดชั่วโมง กี่วันถึงมาชูพิชู เขาบอกกันมาเสียงเดียวว่า 4-5 วันค่ะ ครอบคลุมระยะทางแค่ 100 กิโลเมตรเท่านั้นนะคะ ไม่ได้ไกลเลย แต่ว่าทางคดเคี้ยวและเป็นทางลาดชันขึ้นเขา ที่ว่าสี่ห้าวันนี่ชาวบ้านเดินนะคะ ถ้าฝรั่งเดินนี่นานกว่านั้น

คนที่จะไปมาชูพิชูด้วยการเดินตามถนนของชาวอินคา ต้องมีขอใบอนุญาต(permit)จากรัฐบาลเปรูก่อน และจะต้องมีคนนำทางที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฏหมาย จะไปเดินเทิ่งๆไม่รู้เหนือรู้ใต้ไม่ได้ เพราะว่ามีอันตรายจากการโดนปล้นฆ่าอยู่เนืองๆ ห้ามเดินคนเดียว ส่วนมากจะเป็นการเดินเป็นกลุ่มของนักท่องเที่ยวพร้อมคนนำทางและลูกหาบค่ะ

ลืมเล่าอีกหน่อยว่า ถ้าคิดว่าจะเดินไม่ไหวตลอดสายคุสโค-มาชูพิชู สามารถนั่งรถหรือรถไฟไปลงครึ่งทาง แล้วเดินอีกครึ่งทางได้ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน

ขอโทษนะ ได้ฟังแค่นี้ก็หายอยาก ใครอยากจะเดินขออัญเชิญ ทางใครทางมันนะจ๊ะเธอชั้นไม่เอาด้วยหรอก เนปงเนปาลที่คนที่ไปร้อยทั้งร้อยต้องไปเทรคกิ้งไปดูฟิชทงฟิชเทล ยังโดนดิฉันเชิดใส่มาแล้ว นับประสากับอีแค่มาชูพิชูอย่าได้มาหือเป็นอันขาด
Photobucket



๒ ใครไม่อยากเดินก็ยังมีทางเลือกค่ะ นั่นคือ การเดินทางด้วยรถไฟ พี่ท่านบอกว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่พี่ท่านมาเที่ยวมาชูพิชูเป็นครั้งแรก เฮียเขานั่งรถไฟธรรมดาที่ชาวบ้านนั่งกันนี่ล่ะค่ะ บอกว่าถูกมากสองสามดอลล่าห์เท่านั้น
แต่ในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถนั่งรถไฟธรรมดาแบบที่ชาวบ้านนั่งได้แล้ว เพราะมีปัญหาด้านความปลอดภัย


นักท่องเที่ยวโดนจี้ปล้นบ่อยมาก
ตอนนี้ถ้าใครอยากไปเที่ยวมาชูพิชู ต้องนั่งรถไฟที่เรียกว่า Peru Rail ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนซึ่งได้รับสัปทานจากรัฐบาลเปรู เรียกว่าผูกขาดการเดินทางไปมาชุพิชูเลยล่ะค่ะ นักท่องเที่ยวต้องนั่งรถไฟ Peru Rail เท่านั้น ในเมื่อไม่มีคู่แข่ง ทำให้ตั๋วรถไฟไปมาชูพิชูค่อนข้างสูง
Photobucket



https://www.perurail.com/en/

ราคาค่าตั๋วดูได้ที่นี่ค่ะ
https://www.perurail.com/en/timetables.php?des=1


ตั๋วรถไฟสามารถหาซื้อได้ในเวปไซต์ได้เลยค่ะ หรือจะมาหาซื้อตามทราเวลเอเจ้นต์ที่คุสโคก็ได้ พี่ท่านตัดสินใจซื้อเป็นแพ็คเก็ทไปเลย เพราะคิดแล้วถูกกว่าการซื้อแยก แพ็คเก็ทที่ว่านั้น ประกอบด้วย
-ตั๋วรถไฟไปกลับ คุสโค-มาชูพิชู
-ตั๋วเข้าชมมาชูพิชู
-ค่ารถไปกลับจาก Aguas Calientes-มาชูพิชู
-ค่าโรงแรม ๑ คืนที่ Aguas Calientes ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของมาชูพิชู (ทางรถไฟจากคุสโค-มาชูพิชู สิ้นสุดที่เมืองนี้ด้วย)


******ตั๋วเข้าชมมาชูพิชู ไม่มีขายบนมาชูพิชูนะคะ ต้องซื้อล่วงหน้าก่อนเข้าชม สามารถซื้อได้ที่คุสโค หรือที่ Aguas Calientes หรือซื้อในเวปไซต์ก็ได้ค่ะ*****


วันที่ขึ้นรถไฟทุกคนมาพร้อมกันที่สถานนีรถไฟของ Peru Rail ที่ทำไว้สำหรับนักท่องเที่ยวโดยฉพาะ คนเยอะมากกกแออัดรอขึ้นรถไฟ ไปยืนรอกันกระจุกเดียวตรงประตูทางเข้าที่ปิดอยู่

พี่ท่านบอกเราไม่ต้องไปบ้าเห่อกับพวกนี้ที่รักจ๋า เพราะว่าบนตั๋วมันมีเขียนไว้ชัดเจนว่า โบกี้เราหมายเลขอะไร ที่นั่งเราหมายเลขอะไร ไม่ต้องไปแย่งกันขึ้นแย่งกันหาที่นั่ง
Photobucket



บนรถไฟที่นั่งออกจะสบายพอควร วันนั้นคนในโบกี้ดิฉันไม่ค่อยเยอะ แยกย้ายกันนั่งแบบสบายๆผิดกับโบกี้อื่นๆที่แน่นมาก

ถามพี่ท่านบอกว่าทำไมมันถึงไม่แน่น พี่ท่านบอกว่าเพราะว่าตั๋วโบกี้ที่เรานั่งมันแพงกว่าโบกี้อื่น อุ๊ยตายผิดคาดเพราะว่าตามธรรมดาอาเฮียของดิฉันคนนี้มันงกมากกกก ซื้ออะไรจะต้องซื้อแบบถูกที่สุด สั่งให้ไปซื้อขนมยี่ห้อนั้นมาให้ลูกกิน จะต้องไปซื้ออีกยี่ห้อที่ถูกที่สุดมาให้ แล้วมันก็ไม่อร่อย ลูกไม่ยอมกิน เป็นเรื่องให้โดนเมียด่าอีกต่างหาก

แต่เฮียเฉลยออกมาในที่สุดว่า ทีแรกชั้นจะซื้อแบบถูกที่สุดแต่มันเต็ม เลยมาซื้ออีกราคาที่สูงขึ้นไป ดิฉันได้แต่นึกในใจ กรูว่าแล้วววว ซื้อล็อตตารี่ก็ถูกรางวัลที่หนึ่งอีกแล้ววววว
Photobucket



ไทตื่นเต้นได้นั่งรถไฟ ไม่ได้ตื่นเต้นจะได้เห็นมาชูพิชูนะค้า
Photobucket



ระยะทางจากคุสโคไปถึงหมู่บ้าน Aguas Calientes ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆหน้าด่านก่อนขึ้นมาชูพิชู มีระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเกือบสี่ชั่วโมง

ยาวนานแล้วค่อนข้างน่าเบื่อ นั่งแล้วนั่งอีกยังไม่ถึงสักที แต่พอครึ่งทางมาชูพิชู ต้นไม้ต้นไร่สิ่งแวดล้อมระหว่างทางเริ่มเปลี่ยนไป จากต้นสน บนที่ราบสูงระหว่างหุบเขา ทำการเกษตรไม่ค่อยได้ผล เริ่มเปลี่ยนเป็นต้นไม้หนาทึบแบบป่าดงดิบบนที่สูง ที่ฝรั่งเรียกว่า cloud forest คล้ายๆกับดอยอินทนนท์ของเราเปี๊ยบเลยค่ะ แสดงว่าระดับน้ำทะเลเริ่มลดลงแล้ว
Photobucket



รถไฟมาสิ้นสุดที่สถานี Aguas Calientes เมืองหน้าด่านของมาชูพิชู นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมาแบบไปเช้าเย็นกลับ ก็เริ่มจัดแจงเดินไปขึ้นรถบัสเพื่อชมมาชูพิชูกันเลย

แต่บ้านดิฉันไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น นี่ก็บ่ายแล้วดูได้ชั่วโมงก็ต้องรีบแจ้นมาจับรถไฟกลับคุสโค รีบซ่กอย่างนี้มันจะสนุกอะไรล่ะคะ ค้างซักคืนดีกว่านะพี่น้อง หาทางที่ดั้นด้นมาดูมาชุพิชูนั้นไกลหนักหนา ต้องดูให้ดื่มด่ำหลายๆชั่วโมงให้สมกับการรอคอยมาชั่วชีวิต

พวกดิฉันสามคนเลยหาโรงแรมที่จองไว้ค่ะ เป็นโรงแรมห้องแถวธรรมดาๆไม่หรูหราอะไร พูดจริงๆทั้งเมืองนี้จะหาอะไรที่มันหรูหราไม่ค่อยจะได้ เป็นเมืองที่น่าเกลียดน่ากลัวตัวละสลึง

ดูรูปกันเอาเองละกันว่าดิสกัสติ้งขนาดไหน ดั้งเดิมอาจเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีการต่อเติมอาคารบ้านเรือนเพื่อรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นการต่อเติมแบบไร้กฏหมายและรสนิยม มันเลยออกมาน่าสยดสยองขนาดนี้ค่ะ
Photobucket

Photobucket



เดิมทีนั้นเราสามคนตั้งใจว่าจะไปรอรถบัสขึ้นมาชูพิชูเป็นรถรอบแรกตอนหกโมงเช้า แต่ตอนที่นั่งรถไฟมานั้น ไทสำแดงอาการเริ่มเป็นหวัด มีน้ำมูกและเจ็บคอ เราสองคนผัวเมียเลยตกลงกันว่า ที่จะเป็นนักสู้บูชิโดจับรถรอบแรกขึ้นมาชูพิชูนั้น เป็นอันล้มเลิกเพราะว่าลูกไม่สบาย ให้ไทนอนตื่นสายตามความพอใจของมัน ตื่นแล้วค่อยกินข้าวแล้วขึ้นรถ เมื่อไรก็เมื่อนั้นไม่รีบ
Photobucket



ไทตื่นมาตอนเจ็ดโมงเกือบแปดโมง กว่าจะกินข้าวแล้วไปรอรถ ขึ้นถึงมาชูพิชูก็เก้าโมงเช้าพอดีค่ะ ฝูงมหาชนล้นหลาม

เนื่องจากเป็นสถานที่สำคัญ เดินดูอย่างเดียวท่าจะไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ความรู้แต่ประการใด หนังสือเกี่ยวกับมาชูพิชูน่ะมี แต่ขี้เกียจอ่าน สองคนผัวเมียจึงทุ่มทุนว่าจ้างไกด์ที่เดินไปเดินมาอยู่แถวนั้นได้มาคนนึง ด้วยสนนราคา 25 เหรียญ ไกด์ที่เดินอยู่แถวทางเข้าเป็นไกด์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฏหมายทั้งนั้นค่ะ หายห่วง






กับแม่นางมาเรีย
Photobucket



แม่นางมาเรีย (ความจริงชื่ออะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้มันนานมาแล้ว) ก็เดินพาเราเดินเข้ามาชูพิชู ทางเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ มาเรียบอกว่า เราควรจะเริ่มจาก Guard's house ก่อน เพราะว่าเป็นมุมที่สวยที่สุด รูปสวยๆของมาชูพิชูที่เราเห็นตามหนังสือหรือโพสการ์ดนั้น ถ่ายมาจากมุมนี้ทั้งหมดเพราะสามารถเห็นมาชูพิชูโดยรวมทั้งหมด





Guard house ชอบรูปนี้มาก
Photobucket



ทีแรกก็มองไม่เห็นอะไรทั้งนั้นล่ะค่ะเพราะว่าหมอกลงหนามาก พระอาทิตย์ก็แอบซ่อนตัวอยู่หลังเมฆ
Photobucket



แต่นั่งรอสักพักทั้งเมฆทั้งหมอกก็ค่อยๆเลือนหายไป มาชูพิชูก็ค่อยๆปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า
Photobucket



สองสามวินาทีแรก บอกตรงๆค่ะว่าลืมไปว่าดิฉันอยู่บนโลกนี้ หลับตาแล้วลองนึกจินตนาการดูว่า เมื่อหกร้อยปีก่อน มาชูพิชูเป็นสถานที่มีชีวิตจิตใจ มีคนอาศัยอยู่ คนพวกนี้จะแต่งตัวยังไง แล้วเขาไปจ่ายตลาดที่ไหน เขาปลูกผักปลูกหญ้าแบบไหนอะไร
Photobucket



เกือบจะเป็นหนแรกในชีวิตก็ว่าได้ค่ะที่ดิฉันซาบซึ้งดื่มด่ำประทับใจกับสถานที่ท่องเที่ยวได้ขนาดนี้ บอกตรงๆไปไหนร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ เวลาเดินทางไปที่ต่างๆดิฉันจะประทับใจกับผู้คนมากกว่าสถานที่ เหมือนที่ฝรั่งคนหนึ่งเคยบอกดิฉันว่า It's the people, not the landmark, that make you fall in love with the country อันนี้ใครเห็นด้วยช่วยส่งเสียงให้ดิฉันได้ยินด้วย
Photobucket



แต่นแต๊น
Photobucket



เคยไหมคะที่ได้ไปเที่ยวในสถานที่ในฝันที่เราเคยเห็นรูปในหนังสือหรือทีวี แต่พอไปเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว มันก็ยังงั้นๆน่ะ ในรูปสวยกว่าอีก ตอนที่ดิฉันไปเที่ยวดูน้ำตกไนแองกรา อุตส่าห์บินมาจากบ้านไปลงดีทรอยต์แล้วต่อเครื่องไปลงบัฟฟาโล แล้วเช่ารถขับไปดูน้ำตก อุแม่เจ้าพอเห็นแล้วอยากจะกลับบ้านบัดเดี๋ยวนั้น มันมีอยู่แค่เนี้ยอ่ะนะ
Photobucket



ไทกับ main gate
Photobucket



เหตุอย่างนี้เกิดขึ้นกับดิฉันอีกเมื่อได้เห็นหอไอเฟิล มหาวิหารเวสมินสเตอร์ โคลีเซียม และอื่นๆอีกมากมาย
Photobucket



ประเทศที่ตราตรึงในดวงใจกลับเป็นประเทศพม่า ไอ้ประเทศที่ปกครองด้วยรัฐบาลที่เลวร้ายที่สุดเกือบจะในโลก กับประชาชนที่โดยเหยียบย่ำจนติดดินไมได้ผุดไม่ได้เกิดมาหลายสิบปี ที่เลวร้ายที่สุดที่ไม่มีสิทธิที่จะบรรยายความรู้สึกจริงๆของตัวเองที่มีต่อรัฐบาลเพราะความเกรงกลัวต่อชีวิต
Photobucket



แต่ชาวพม่ายังยิ้มแย้มแจ่มใส เดินไปไหนก็มีคนทักทายด้วยไมตรีจิตรไม่ว่าจะเป็นในเมืองหลวงหรือหมู่บ้านเล็กๆ ถามก้อะไรก็กุลีกุจอช่วย ตัวเองไม่รู้ก็เดินไปหาคนที่รู้มาช่วยตอบให้
Photobucket



แต่ที่ประทับใจที่สุดคือ ความเลื่อมใสในศาสนาของชาวพม่า เห็นหนุ่มสาวเกี่ยวก้อยกันไปไหว้เจดีย์ชเวดากอง ไม่ใช่ว่าสองคนไปหามุมปลอดคนพรอดรัก แต่กลับไปไหว้พระด้วยกัน คนพม่าไหว้พระแล้วก็จะนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ต่อเป็นเวลานานๆ ไม่เหมือนชาวสยามที่มาวัดแล้วกราบพระก้นโด่งสามครั้งให้มันจบๆไป มีใครกี่คนในห้องบลูที่สามารถอาราธนาศีลได้บ้างขอถามหน่อย แล้วจะไม่ให้อิมเพรสกับคนพม่าได้ยังไงล่ะคะ
Photobucket



เดินมาถึงตรงนี้มาเรียผู้ตาดีชี้ให้ไทดูที่ซอกหินว่ามีตัวชินชิล่าสองตัวหลบแดดอยู่ ไทผู้ชอบดูสัตว์เป็นที่สุดถึงกับกระโดดขึ้นกระโดดลงอย่างดีใจ

อันนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์สูงสุดของทริปเปรูเลยทีเดียวคือได้เห็นตัวชินชิล่าแบบตัวเป็นๆ(ไม่ใช่ที่เขาขายในร้านขายสัตว์เลี้ยง) กับได้ถ่ายรูปกับตัวลามา ส่วนมาชูพิชูบ้าบอคอแตกมันไม่ได้สนใจเท่าไรหรอกค่ะ พ่อแม่อยากจะมาก็ลากมันมา มันก็ต้องเดินต้อยๆตามพ่อแม่ไปทุกแห่ง เบื่อก็เบื่อ ง่วงก็ง่วง อยากเลนส์เกมส์ อยากดูหนังอยู่บ้านมากกว่าอีก
Photobucket



พ่อมันบอกเสมอว่า แล้ววันหนึ่งเมื่อเอ็งโตขึ้น เอ็งจะชอบใจพ่อกับแม่ที่พาเอ็งเดินทางไปทั่วโลก ไปเห็นว่าคนอื่นเขาอยู่ยังไง กินยังไง คิดอะไรเหมือนหรือแตกต่างกับเรา

ไม่ต้องเป็นคางคกในกะลาเหมือนคนอเมริกันทั่วไป ที่เดินทางออกนอกประเทศน้อยมาก อย่างเก่งก็วาเคชั่นที่ Sun destinations ในเม็กซิโกอย่างแคนคูน คาโบซานลูคัส คอซูเมล ต้องจองที่พักแบบ inclusive (คือรวมหมดทุกอย่าง ห้องพัก อาหาร เครื่องดื่มทุกอย่าง ค่ารถจากสนามบินไปโรงแรม)
ไปถึงแล้วก็อยู่ในโรงแรมไม่ออกไปดูโลกภายนอกเขาเลยว่าคนเม็กซิโกจริงๆเขาอยู่กันยังไง

คนอื่นเขาถึงแซงหน้าอเมริกาไปถึงไหนๆแล้ว เพราะว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ยังคิดแบบคางคกในกะลาว่า ประเทศของข้าเจริญที่สุด กว้างใหญ่ที่สุด ดีที่สุด รวยที่สุด ไม่หันไปมองคนรอบข้าง ตอนนี้เลยอยู่ในระหว่างขาลงอย่างที่เห็นๆกันอยู่
Photobucket



ถึงตรงนี้ไทพยักหน้าหงึกหงักรับคำพ่อ แต่ไม่รู้ว่าจะซึบซาบในหัวของมันได้แค่ไหน มันอาจจะคิดว่าพ่อแม่สอนอะไรซ้ำๆซากๆ แม่ชอบสอนว่า อย่าหวังน้ำบ่อหน้า(อันนี้ได้มาจากหม่อมยายของมัน) และ "ทำอะไรให้ดีก็ทำแค่หนเดียว" ถ้าทำลวกๆพอให้ผ่านไปก็ต้องกลับมาทำใหม่ (เช่นเวลาไทเอาขยะไปทิ้งแล้วทิ้งไม่ลงถังทั้งหมด แม่ก็จะจิกให้มาทำใหม่ ไม่ปล่อยเอาไว้) พ่อก็ชอบบอกว่า life is all about making choices, You made a wrong choice, you brush yourself up and you move on
Photobucket



เล่าเรื่องมาชูพิชูสักนิดหน่อยดีไหม ไหนๆก็ไหนๆแล้ว
Photobucket



Machu Picchu เป็นภาษา Quecha -เคชวา ซึ่งเป็นภาษาแม่ของชาวอินคาโบราณที่ผู้สืบเชื้อสายมาจนทุกวันนี้ก็ยังใช้ภาษานี้กันอยู่ทั่วไป เรียกว่า ภาษานี้ใช้พูดกันธรรมดา แต่ภาษาที่เป็นภาษาราชการ (และเป็นภาษาที่สอนในโรงเรียน)คือภาษาสเปน
Photobucket



คำว่า Machu Picchu แปลง่ายๆตรงตัวว่า old peaks มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 8000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล เอาเข้าจริงๆยังต่ำว่าคุสโคที่มีความสูงอยู่ที่ 10000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ระยะทางจากมาชูพิชูไปคุสโคก็แค่ 80 กิโลเมตรเท่านั้นเอง
Photobucket



ไม่รู้ใครรู้แน่นอนว่ามาชูพิชูนั้น ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์อะไร นักโบราณคดีได้แต่เดากันไปเดากันมา สันนิษฐานกันไปว่า

1--มาชูพิชูถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางของความเชื่อทางศาสนาของชาวอินคา ที่กราบไหว้พระอาทิตย์เป็นเทพเจ้า
Photobucket



2---มาชูพิชูถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เพื่อดูแลสอดส่องผลประโยชน์ของอาณาจักรอินคาทั้งสี่
Photobucket



3--มาชูพิชูถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานีทดลองทางการเกษตร เพราะมีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการทำการเกษตรแบบขั้นบันไดแพร่หลายมากในบริเวณนั้น
Photobucket



แต่สรุปแล้วนักโบราณคดีส่วนใหญ่จะเอนเอียงมาทางข้อสันนิษฐานที่ว่า มาชูพิชู ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่แปรพระราชฐานของกษัตริย์อินคา (the Royal retreat) จากเมืองหลวงที่คุสโค มีหลักฐานว่ามีการเรื่องสร้างมาชูพิชูขึ้นเมื่อประมาณปีคศ. 1400 หรือหกร้อยกว่าปีมาแล้ว และจบสิ้นลงเมื่อคองคิสตาดอร์มีชัยชนะเหนืออาณาจักรอินคาที่คุสโคเมื่อปีคศ. 1572
Photobucket



นักโบราณคดีสันนิฐานว่า กษัตริย์อินคาเดินทางมาประทับที่มาชูพิชูเป็นครั้งคราว จะมีบริวารประมาณ 100 คนเท่านั้นที่อาศัยอยู่ที่นี่ตลอดทั้งปี หลังจากปี 1572 ที่อาณาจักรอินคาล่มสลาย คนเหล่านี้ก็ยังซ่อนตัวอยู่ที่มาชูพิชูไม่ได้หนีไปไหนจนกระทั่ง 100 ปีต่อมามีการระบาดของโรคฝีดาษ ผู้คนที่เหลือที่มาชูพิชูล้มตายลงหมด ถือว่าเป็นการล่มสลายโดยธรรมชาติ
Photobucket



จากจดหมายเหตุของคองคิสตาดอร์ ไม่มีการเล่าเรื่องของมาชูพิชูไว้เลยแม้แต่น้อย แสดงว่าพวกสเปนไม่ได้รู้เลยว่า มาชูพิชูมีตัวตนอยู่ในโลกนี้

อันนี้เป็นสาเหตุหนึ่งเดียวที่ทำให้มาชูพิชูมีความสำคัญเป็นพิเศษเหนือหลักฐานทางโบราณคดีอื่นใดในเรื่องอารยธรรมอินคา เพราะว่าเป็นสถานที่แห่งเดียวที่ไม่เคยโดนคองคิสตาดอร์โจมตีและทำลาย ทุกอย่างเสื่อมสลายลงโดยธรรมชาติ
Photobucket



หลักฐานทางโบราณคดีของชาวอินคาก็ยังมีอยู่ครบถ้วน
มาชูพิชูก็คงความเป็นเมืองลับแลอยู่ มีแต่ชาวบ้านแถวนั้นที่รู้ความจริงว่ามีเมืองร้างซ่อนตัวรอการค้นพบอยู่บนยอดเขา
Photobucket



จนกระทั่งปีคศ. 1911 Hiram Bingham ซึ่งเป็นนักสำรวจและนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเยล (Yale University)

คุณพี่ฮิแรมคนนี้ เธอไม่ได้ตั้งใจจะมาค้นหามาชูพิชูหรอกค่ะ เพราะว่าเธอยังไม่รู้เลยว่ามาชูพิชูมีตัวตนอยู่ในโลกนี้ เธอตามหาเมืองโบราณชื่อ Vilcebamba ซึ่งเป็นที่ตั้งมั่นของชาวอินคาเมืองสุดท้ายที่พ่ายแพ้ต่อพวกคองคิสตาดอร์ (แต่ต่อมาก็มีการค้นพบว่า Vilcebamba มีนิวาสสถานอยู่ในป่าลึกทางใต้ของเปรู)
Photobucket



คุณพี่ฮิแรมเธอไปเจอชาวนาคนหนึ่งที่อาศัยอยู่แถวนั้น จากการพุดคุยผ่านล่าม ชาวนาคนนั้นก็เล่าเรื่องเมืองลับแลบนยอดเขาให้ฟังแล้วใช้ลูกชายอายุสิบสอง ให้เป็นคนนำทางฮิแรมขึ้นไปดูเมืองโบราณแห่งนี้ นี่ล่ะค่ะ Hiram Bingham ถึงได้ชื่อว่าเป็นคนค้นพบมาชุพิชู
Photobucket



ถึงตอนนี้ พี่ท่านก็เอ่ยขึ้นมาว่า Why do white people have to take credit for everything? เพราะชาวบ้านชาวช่องแถวนั้นเขาก็รู้มาตั้งนานแล้วว่ามันมีเมืองร้างอยู่บนยอดเขา ทำไมไม่ให้เครดิตเด็กชายลูกชาวนาคนนั้นว่าเป็นคนค้นพบ ทำไมฝรั่งมันต้องเอาหน้าไปเสียทุกเรื่อง
Photobucket



รูปนี้เป็นรูปกำแพงที่สร้างล้อมรอบ temple of the Sun ซึ่งเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สดของมาชูพิชู สังเกตนะคะว่ากำแพงสร้างได้เรียบเนียน ปราณีตมาก Hiram Bingham ถึงกับเอ่ยปากว่า กำแพงนี้เป็น the most beautiful wall in the Americas
Photobucket



โปรดอย่าลืมว่า คนที่สร้างกำแพงอันงดงามนี้ เป็นชาวอินคาที่ไม่รู้จักการหลอมเหล็ก ไม่มีเครื่องมือที่ทำด้วยเหล็ก ไม่มีค้อน ไม่มีเลื่อย ไม่มีสิ่ว ไม่มีขวาน แล้วเขาสร้างกำแพงเรียบงามนี่ได้ยังไง
Photobucket

Photobucket



เล่าต่ออีกนิดว่า หลังจากที่ค้นพบมาชูพิชูแล้ว Hiram Bingham ร่วมกับมหาวิทยาลัยเยล ได้ขออนุญาตรัฐบาลเปรูขุดแต่งมาชูพิชู ใช้เวลา 11 ปี ค้นพบหลักฐานหลักฐานทางโบราณคดีมากมายหลายประการ

แล้วHiram Bingham ก็ถือวิสาสะตามนิสัยฝรั่ง ถือว่าตัวเหนือกว่าคนอื่นเป็นนิสัยเดิม นำหลักฐานทางโบราณคดีมากมายกลับไปอเมริกา นำไปตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑ์ที่มหาวิทยาลัยเยล และบางส่วนได้ขายให้กับพิพิทธภัณฑ์ในนิวยอร์ค
Photobucket



ไม่ว่ารัฐบาลเปรูจะขอคืนยังไงๆก็ไม่ให้คืน เพิ่งจะมาตกลงกันได้เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2010 ผ่านมาไม่ถึงสามสี่เดือนนี่เองว่า จะยอมคืนวัตถุโบราณทุกชิ้นให้กับรัฐบาลเปรู โดยที่มี National Geographic Society เป็นตัวกลางในการเจรจาในครั้งนี้
Photobucket



ลืมบอกไปว่า Hiram Bingham นี้หลังจากค้นพบมาชุพิชุก็ดังเป็นพลุแตกในหมู่นักโบราณคดีด้วยกัน แบบว่ากลายเป็นตำนานเลยทีเดียว ตัวละครIndiana Jones จากหนังเรื่อง Indiana Jones ทั้งสี่ภาค ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากคุณพี่ฮิแรมนี่ล่ะค่ะ
Photobucket



พูดถึงหนังเรื่องอินเดียน่าโจนส์ ดิฉันเพิ่งแนะนำให้ไทดู เสาร์อาทิตย์นั้นมันไม่ได้ทำอะไรนอกจากตะลุยดูอินเดียน่าโจนส์ทั้งสี่ภาค

ดูคนเดียวไม่สนุกต้องให้แม่นั่งดูด้วย จะลุกไปเข้าห้องน้ำหรืออะไร มันก็ pause ไว้ จะได้กลับมาดูด้วยกัน หารู้ไม่ว่าดิฉันอยากจะลุกไปทำอย่างอื่นมากกกก ด้วยความที่เบื่อเพราะดูมาหลายครั้งแล้ว (แต่ไม่กล้าบ่นให้มันฟัง มันอยากให้ดูก็ต้องทนเบื่อนั่ง เพราะจะได้ใช้เวลากับมันบ้าง)
Photobucket



คุณพี่แฮริสัน ฟอร์ด เป็นอินเดียน่าโจนส์ภาคแรก ขอโทษเถอะดูไปน้ำลายหกเพราะพี่เขาหล่อล่ำมาก อยากได้มานอนกกสักสองสามคืนก่อนจะส่งกลับคืนไปให้เมียแก
Photobucket



แต่พอดูมาถึงภาคสี่ซึ่งสร้างหลังจากภาคแรกผ่านไปยี่สิบกว่าปี แอริสัน ฟอร์ดผู้หล่อลาก กลับกลายมาเป็นตาแก่หง่อมเผละๆคนนึง ไม่น่าเชื่อว่า ธรรมชาติจะเล่นงานมนุษย์ทุกคนไม่เว้นแม้แต่แฮริสัน ฟอร์ด

ย้อนคิดว่าดูตัวเองแล้วก็เศร้า จำได้เลยว่าอินเดียน่าโจนส์ภาคสาม -Indiana Jones and the Last Crusade ดิฉันยังสวยพริ้งเป็นนางงามอยู่เมืองไทย ไปดูเรื่องนี้กับแฟนที่กรุงเทพ พอมาภาคสี่ กลับกลายเป็นแม่ของเด็กคนหนึ่ง อยู่เมืองนอก ไปทำงานนอกบ้านเป็นงานอดิเรก งานหนักคือเลี้ยงลูกกับขัดส้วม
พูดแล้วเศร้ามาก สังขารไม่เที่ยงจริงๆ
Photobucket



เดินไปเดินมาในมาชูพิชูจงระวัง เพราะว่าจู่ๆก็มีฝูงลามาโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้
Photobucket



พวกลามาฝูงนี้เลี้ยงไว้เพื่อให้กินหญ้าแถวๆบริเวณ คงจะเลี้ยงไว้ในนักท่องเที่ยวดูด้วยเพราะว่ามันน่าร๊ากกกกกก เขาเจาะหูแล้วเอาพู่ห้อยไว้ให้มันตุ้งติ้ง

ทางเดินนิดเดียว พอเห็นต้องหลับให้ดีเพราะว่ามันตัวใหญ่มากกก อาจโดนเบียดตกทางเดินได้
Photobucket



จบแล้วค่ะ มาชูพิชูกับสามผู้พิชิต ดีใจจังที่เอาเสียจนจบ วันนี้วันจันทร์ เดี๋ยววันศุกร์ดิฉันก็จะเริ่มทริปใหม่กับสองหนุ่มที่บ้านแล้ว

สัญญาว่าจะเอามารีวิวให้ดู ถ้าไม่โดนไฮยีน่าคาบหัวเอาไปกินเสียก่อน

ขอบคุณที่เข้ามาดูค่ะ

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket















































 

Create Date : 27 เมษายน 2554
17 comments
Last Update : 27 เมษายน 2554 22:43:10 น.
Counter : Pageviews.

 

รถไฟหรูมากเลย วิวที่ถ่้ายมาก็สวยมาก อยากไปบ้างจังอิอิ

 

โดย: ตะวันเจ้าเอย 27 เมษายน 2554 22:57:48 น.  

 

ตามอ่านมาหลายบล็อกแล้ว สนุกดีค่ะทริปแบบนี้

 

โดย: settembre 28 เมษายน 2554 17:02:39 น.  

 

ชอบอ่านบล๊อคคุณที่สุดเลยค่ะ เขียนได้สนุกสนานน่าติดตามมาก ถ้าออกพ๊อคเก็ดบุคต้องขายดีแน่ๆ
ขอบคุณที่เล่าเรื่องสนุกมีความรู้ให้ฟังนะคะ น้องไทโชคดีจริงๆที่คุณพ่อคุณแม่พาท่องโลกกว่าอย่างนี้ จะได้เป็นคนมีโลกทรรศน์กว้างไกล ฝากบอกน้องไทด้วยว่าน่ารักมากค่ะ

 

โดย: ไข่ IP: 182.52.72.116 7 พฤษภาคม 2554 23:42:09 น.  

 

ขอบคุณมากค่ะ เรื่องและลงรูปน่าสนใจมาก กระตุ้นให้อยากไปยลมาชูพิชูด้วยตาตัวเองบ้างค่ะ

 

โดย: แหม่ม IP: 62.178.92.60 19 พฤษภาคม 2554 19:14:32 น.  

 

ลูกชายเป็นหนุ่มขึ้นเยอะมาก

ขบวนรถไฟนี้... เป็นอะไรที่ผมอยากนั่งมากสุดรองจากสายปักกิ่ง-ลาซา ถ้าโอกาสยังไม่สายต้องไปสัมผัสสักครั้งครับ

 

โดย: sirimas_m 26 พฤษภาคม 2554 23:23:44 น.  

 

หลงเข้ามาอ่านโดยบังเอิญ
แต่อ่านแล้วเพลินสนุกดีค่ะ ย้อนไปอ่านตอนก่อนมาเรียบร้อย
มาชูพิชู นี่เป็นอีกที่ที่ต้องไปดูด้วยตาให้ได้ก่อนตายจริงๆ
แค่ดูรูปก็อินมากๆแล้วค่ะเนี่ย เดี๋ยวขอสั่งสมประสบการณ์ เงินด้วย อิอิ และความกล้าอีกนิด เจอกันแน่นอนเปรู

ขอบคุณรูปและเรื่องราวที่เอามารีวิวฝากกันนะคะ

 

โดย: IndyLand 30 พฤษภาคม 2554 3:24:05 น.  

 

หลงตามเข้ามาจากกระทู้พม่าค่ะ เลยโชคดีได้เที่ยวไกลถึงเปรูเลย

 

โดย: never the last 30 กรกฎาคม 2554 17:54:41 น.  

 

เยี่ยมมากเลย ภาพได้บรรยากาศ บรรยายก็ได้อารมณ์ :) ชอบครับ

 

โดย: dokawa 17 สิงหาคม 2554 13:53:07 น.  

 

หลงรักน้องไท น่ารักจริงๆ คุณพ่อคุณแม่สอนมาดีค่ะ ตอนนี้กลายเป็นแฟนบล็อกคุณแอนไปแล้ว

 

โดย: lovetravelling IP: 125.24.72.3 4 กันยายน 2554 16:36:46 น.  

 

ตามมาดูอย่างช้ามากเลยค่ะ แต่ขอบอกก่อนว่าคุณแหม่มสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก



มาชูพิชูก็สวยมากกกกกก อยากจะไปสักครั้งค่ะ
น่าเที่ยวจริงๆ

 

โดย: bear hunt 18 กันยายน 2554 2:04:23 น.  

 

สวยมากค่ะ แต่บางมุมก็หน้าหวาดเสียวค่ะ มันสูงค่ะ

 

โดย: catmaels 21 กันยายน 2554 11:30:23 น.  

 

เคยอ่านรีวิวของคุณ flymom และชอบมากค่ะ มาเจอชื่อในกระทู้คุณ splendour เข้าเลยแวะเข้ามาชมบล็อกค่ะ

 

โดย: Red-rose-14feb IP: 125.24.68.165 17 ตุลาคม 2554 22:04:19 น.  

 

คุณ flymom เดี๋ยวนี้หายไปไหนแล้วอ่ะค่ะ มารออ่านรีวิว เง้อ กลับมาเร็วๆนะคะ

 

โดย: Tip IP: 182.53.113.232 27 กุมภาพันธ์ 2555 2:42:41 น.  

 

ปกติไม่ชอบ comment เพราะขี้เกียจ แต่อ่านรีวิวอันนี้แล้วประทับใจมาก รูปสวย เขียนมันมาก ฮาตลอด สนุกจริงๆ เหมือนได้ไปเที่ยวด้วยเลยอ่ะ อยากให้เขียนอีกเรื่อยๆเรื่องอะไรก็ได้...นะ

 

โดย: wanchut IP: 125.24.174.195 22 สิงหาคม 2555 9:38:46 น.  

 

ดิฉันติดตามคุณแอนมา ตั้งแต่รีวิวพม่าแล้วค่ะ ดีใจมากที่ค้นพบบล็อกของคุณ ชอบคุณเขียนมากค่ะ เมื่อกลางวันนี้ดิฉันกินก๋วยเตี๋ยว ซดนํ้าจนแทบไม่เหลือในชาม คิดถึงคำพูดของคุณที่ว่า กินแบบแหกหม้อแหกไห ดิฉันหัวเราะไปด้วย ว่ากินอย่างนี้หรือเปล่าที่คุณแอนว่ากินแบบแหกหม้อแหกไห ฮ่า ฮ่า

 

โดย: Kanchanakosai@gmail.com IP: 77.168.69.46 22 พฤษภาคม 2556 0:48:08 น.  

 

รบกวน ขอเบอร์ k. mayuraที่ทำ สบู่ค่ะ
จะสั่งสบู่ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
viboonyas@th.dbsvickers.com

 

โดย: viboonya suttiyen IP: 203.150.234.149 25 กันยายน 2556 11:26:16 น.  

 

คุณแอน รีวิวอื่นๆพี่จะดูได้ที่ไหนคะนี่ ส่งลิ้งค์ให้พี่ด้วยค่ะ คุณแอนมาเปิดดูลิ้งค์นี้บ้างไหมหนอ ไม่เห็นตอบข้อความเลยแงๆ

 

โดย: กาญจนา ศรีจันทร์แปง IP: 77.165.150.100 28 ตุลาคม 2556 15:22:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

flymom
Location :
American Siberia--- United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]




Friends' blogs
[Add flymom's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.