กิน เที่ยวและกวนสบู่
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
11 ธันวาคม 2552
 
All Blogs
 
ปันใจไปเนปาล ตอนที่ 6-หมู่บ้านในนิทานกับผ้าห่มเจ้ากรรม

มีใครในห้องนี้เคยฟังเพลง"หมู่บ้านในนิทาน" ของคุณเรวัติ พุทธินันท์ ไหมคะ อยู่ในอัลบั้มเต๋อ 1 หรือเต๋อ 2 จำไม่ได้ รู้แต่ว่ามันนานมาแล้วค่ะ

ตอนที่คุณเรวัติออกอัลบั้มเต๋อ 1 นั้น ดิฉันเรียนหนังสืออยู่มหาวิทยาลัยปีแรก

http://www.ijigg.com/songs/V2CD7EEEP0

ก่อนยังมีแดนห่างไกล ไกลนักแต่ยังมีคนพักอาศัย
บางคนที่เคยไป ยังติดใจนักหนา
มีชาวบ้านชาวนา กินอยู่มานมนาน
มีทุ่งนาป่าเขียวสดงาม มีน้ำใสเย็นอยู่ในลำธาร

**ผู้คนเลยชื่นบาน ไม่มีใครร้าวราน
หมู่บ้านในนิทาน สุขสันต์ตลอดมา**

ไม่มีแสงสีล่อใจ ไม่มีรถขวักไขว่ล้นถนน
ไม่มีคนหลอกลวงคน มีแต่คนจริงใจ
มีก็แบ่งกันไป มีอะไรก็เจือจาน
คนกับคนไม่จนจิตใจ มากไปน้อยไปให้กันเป็นทาน

**ผู้คนเลยชื่นบาน ไม่มีใครร้าวราน
หมู่บ้านในนิทาน สุขสันต์ตลอดมา**

อยู่กันตามประสา คนบ้านป่าไม่คิดอะไร
มีงานก็ทำไป ไม่ละเมอเพ้อหา
นอนก็แค่หลับตา พอตื่นมาก็ทำงาน
เป็นที่กินที่โตที่ตาย ร่มเย็นหัวใจไม่มีใดปาน

**ผู้คนเลยชื่นบาน ไม่มีใครร้าวราน
หมู่บ้านในนิทาน สุขสันต์ตลอดมา

ไม่มีใครเสียใจ ไม่มีใครร้านราน
หมู่บ้านในนิทาน เล่ากันตลอดมา**
Photobucket



จะมาเล่าให้ฟังว่า...ดิฉันไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านในนิทานมาแล้วค่ะ

นอนที่อช.จิตวัน 4 คืน 5 วัน จะมีความสุขมาก ตื่นเช้ามาไปเดินเล่นดูช้างอาบน้ำ เดินดูทุ่งนาของชาวบ้าน นอนอ่านหนังสือริมแม่น้ำ ลูกก็หัดเล่นตั้งเตกับลูกชาวบ้านแถวๆนั้น ตอนแรกมันเล่นไม่เป็น ดิฉันต้องสอนมันจนมันติดใจ เล่นไปเล่นมามันเล่นเก่งกว่าใครเขาเพราะว่าขามันยาวกว่าเด็กๆแถวนั้น

ถ้าไม่เล่นกับลูกชาวบ้าน ไทก็วิ่งไล่ฝูงเป็ดฝูงไก่แถวๆนั้นเล่น สามารถวิ่งตามลูกเป็ดลูกเจี๊ยบได้ทั้งวัน
Photobucket



จากจิตวัน พวกเราสามคนมุ่งหน้าไปที่เมืองเล็กๆที่ชื่อ บันดิปูร์ (Bandipur) เป็นเมืองที่เจออย่างบังเอิญมากในโลนลี่แพลเน็ต ในโลนลี่แพลเน็ตนั้นมีพูดถึงอยู่ย่อหน้าเดียวจริงๆ อ่านไปเจอต้องหันไปบอกเฮียว่าที่รักชั้นอยากไปเมืองนี้จังเลย
Photobucket



ลองกูเกิ้ลหาข้อมูลที่อื่นดูก็หาได้ยากมากในอินเตอร์เนต ข้อมูลมีติ๊ดเดียวต้องไปตายเอาดาบหน้า มันเป็นเมืองของชาวเนวารี(ชนชาติดั้งเดิมของเนปาล) ที่ถูกอนุรักษ์ไว้

บันดิปูร์อยู่ครึ่งทางระหว่างกาฏมัณฑุกับโพครา ซึ่งเมืองท่องเที่ยวอีกเมืองนึงของเนปาล
Photobucket



จ้างรถพร้อมคนขับจากจิตวันไปบันดิปูร์ 5500 รูปีหรือประมาณ 70 เหรียญ เหมือนจะแพงแต่ไม่แพงเลย เพราะต้องนั่งรถนานถึง 4 ชั่วโมง
Photobucket



พอมาถึงบันดิปูร์ก็ถอนใจอย่างโล่งอก เพราะบันดิปูร์เป็นเมืองเล็กๆ แต่ทางเข้าเมืองนั้นไม่อนุญาตให้รถ มอเตอร์ไซต์ หรือจักรยานอะไรผ่านทั้งนั้น อยู่จะเข้าเมืองมีแต่เดินเข้าสถานเดียว ถูกใจดิฉันมากเพราะที่นี่รถราบีบแตรกันปวดกบาลนอนไม่หลับ

************************************************
ถนนกลางเมืองบันดิปูร์
Photobucket



ดิฉันเดินขนของไปที่โรงแรมที่หาชื่อมาได้จากอินเตอร์เนต ชื่อโรงแรม The Old Inn ซึ่งดัดแปลงมาจากบ้านอายุ 150 ปี คลาสิกเสียไม่มี มีอยู่แค่ 8 ห้องค่ะ แต่ละห้องไม่เหมือนกัน ที่เหมือนกันคือ ห้องมันติ๊ดดดเดียว
Photobucket



แล้วไหนล่ะห้องน้ำ

************************************************
หน้าโรงแรม สวยคลาสิกที่สุดในโลกนี้
Photobucket



ผู้จัดการส่ายหน้าบอกว่า นี่มันบ้านอายุ 150 ปีอ่ะยู ไม่มีห้องน้ำในตัว มีห้องน้ำรวม(ที่เดินไปดูแล้วสะอาดพอสมควร) สามคน คืนละ 60 เหรียญ รวมภาษีและอาหารเช้าแล้ว
Photobucket



แพงเหมือนกันนะคะ แต่สำหรับดิฉันแล้ว มันแสนจะคลาสิก นอนที่นี่ล่ะ เอาเลยสองคืน ขี้เกียจไปดูที่อื่นแล้ว ที่จริงมันก็มีอีกห้าหกโรงเตี๊ยมเท่านั้น แต่ที่นี่ดูดีที่สุด กิ๊บเก๋ที่สุด
Photobucket



ห้องโถงอีกหนึ่งรูป
Photobucket



ไทท้องเสียตั้งแต่เช้า ระหว่างทางจากจิตวันต้องแวะให้ไท "ไปทุ่ง" ถึงสองครั้ง มันหัวเราะคิกคักๆกับพี่ท่าน บอกพ่อมันว่า มันจะกลับไปเล่าให้คุณย่าฟังว่ามันได้ "ไปทุ่ง" เป็นครั้งแรกในชีวิต

อยู่ที่นี่สองวันถือเป็น rest days ให้ไทพักผ่อนไปด้วยเลย

************************************************
โรงแรมทางด้านหลัง
Photobucket



ห้องอาหารแบบเอ้าท์ดอร์ของโรมแรม วิวสวยมากก
Photobucket



ดิฉันถามผู้จัดการโรงแรมว่า บันดิปูร์นี่มันแปลว่าอีหยัง ผู้จัดการบอกมันเป็นภาษาสันสกฤตนะยู แปลว่า City of the knowledgable ones.
Photobucket

Photobucket

Photobucket



ดิฉันเลยถึงบางอ้ออีกแล้ว (เลือดนักเรียนภาษาสันสฤตเดือดพล่านขึ้นมาอีกแล้ว) มันภาษาสันสกฤตแท้นี่หว่า
Photobucket



มาจากคำว่า บัณฑิต ที่แปลว่าผู้รู้ + ปุระ หรือบุระ ที่แปลว่าเมือง เลยออกมาเป็นคำว่า บัณฑิตปุระ ออกเสียงแบบเนปาลีว่า บันดิปูร์

แปลเป็นไทยง่ายๆก็คือเมืองบัณฑิต หรือเมืองของผู้รู้
Photobucket



ห้องนั่งเล่นชั้นสอง
Photobucket



กินข้าวเช้า
Photobucket



ปล. พ่อครัวที่นี่หล่อล่ำกำลังมาก หน้าตาดี๊ดีอยากกินพ่อครัวจังเลย สำหรับฝีมือทำกับข้าวก็งั้นๆแต่เนื่องจากพ่อครัวหล่อ กับข้าวออกมายังไงก็พอทน

เมื่อก่อนนะคะ ตอนที่ดิฉันเด็กๆแล้วได้ยินสุภาษิตไทยที่ว่า "วัวแก่กินหญ้าอ่อน" นั้น ดิฉันไม่เข้าใจหรอกค่ะ อีกทั้งเวลาได้ยินเรื่องผู้ชายอายุมากๆมีเมียหรือกิ๊กเด็กๆนั้น ดิฉันก็ไม่เข้าใจ

ตอนนี้เมื่อตัวเองอายุปูนนี้ ถึงได้เข้าใจถ่องแท้ เวลามองผู้ชาย ชอบแบบหนุ่มแน่นเนื้อแทบจะแตกดังเปรี๊ยะ กระดูกคงจะกรุบกรอบดีแท้ เพื่อนร่วมงานของดิฉันคนนึงอายุพอๆกัน เวลาเธอดูผู้ชายหนุ่มๆนั้น เธอจะบอกว่า I skip the face and go straight to the body

บอกแล้วว่าจ่าฝูงแรดมาเองงานนี้
Photobucket



ห้องที่เรานอนอยู่ชั้น 4 ค่ะ เดินออกมาจากห้องก็เป็นดาดฟ้าเลย สามคนพ่อแม่ลูกตีแปลงจองดาดฟ้า พอสี่โมงก็มานั่งดูวิวกันแล้ว จะกินข้าวก็บอกให้เขาถ่อขึ้นมาเสิร์ฟบนดาดฟ้า
Photobucket



นั่งเรื่อยไปจนท้องฟ้ามีแต่ดวงดาว อากาศเย็นฉ่ำจนต้องไปเอาเสื้ออีกตัวมาใส่ คุยกันสามคนพ่อแม่ลูกสารพัดเรื่องตามแต่ใครจะเริ่มพูดก่อน คุยจนฟ้ามืดสนิทมีแต่ดาวเป็นล้านล้านดวง ชวนลูกดูดาวโน้นดาวนี้ พ่อมันก็นี่ไงไท Little dipper, big dipper

************************************************
ห้องอาหารมองลงมาจากชั้นสี่
Photobucket



พ่อของไทนั้น ถือว่าการเล่านิทานอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นงานยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติพึงกระทำ พี่ท่านเริ่มอ่านหนังสือให้ไทฟังตั้งแต่ไทอายุไม่ถึงหกเดือน ตอนนั้นไทเข้านอนสองทุ่ม พอสักทุ่มตรงนี่ก็ขึ้นเตียงเล่านิทานกันแล้ว

หนังสือนั้นไม่ต้องไปซื้อไปหาที่ไหน ห้องสมุดใกล้บ้านมีหนังสือนิทานเด็กเป็นแสนๆเล่ม ยกเว้นเล่มไหนที่ไทชอบมากถึงจะซื้อมาเก็บไว้
Photobucket



สำหรับไทนั้น แม่กลับเล่านิทานได้สนุกที่สุด เพราะดิฉันด้นเอาสดๆเลย ไม่ต้องอาศัยหนังสือ มีทั้งเรื่องของฝรั่งและไทย

จะให้ได้บรรยากาศก็ต้องปิดไฟแล้วนอนเล่ากันบนเตียงของไทเลย เล่ากันไปก็หัวเราะก๊ากกันไป

เรื่องของฝรั่งก็มีเรื่องคิวปิดกับนางไซคี(สองคนนี้เขาเป็นกิ๊กกัน) เรื่องของเพอซิอุสปราบนางเมดูซา เรื่องกล่องของนางแพนดอร่า(Pandora's box) เรื่องการผจญภัยของโอดิซิอุส(The Odyssey) เรื่องอภินิหารขนแกะทองคำ(Jason and the Argonauts)

เรื่องพวกนี้ดิฉันจำมาจากหนังสือเรื่อง Mythology ของ Edith Hamilton ใครเรียนวรรณคดีอังกฤษอย่างดิฉันต้องอ่านจนจบเล่มทุกคน
Photobucket



เรื่องไทยก็มีไม่ใช่ไม่มี เรื่องรามเกียรติ (ไทเรียกว่าเรื่องของ Prince Rama and Princess Sita เล่าให้มันฟังตั้งแต่ไปบาหลี) ดิฉันจะจับตอนมาเล่าให้ไทฟังแบบตอนทรพีวัดรอยเท้าทรพา ตอนศึกกุมภกรรณ ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ

อีกเรื่องที่ไทยฟังแล้วอ้าปากหวอนั้นคือเรื่องโคนันทวิศาล(เด็กสมัยนี้รู้จักไหมหนอ) ไทเรียกโคนันทวิศาลว่า The bull who likes sweet talks ฟังแล้วฟังเล่าไม่รู้เบื่อ
Photobucket



พอพ่อของไทชี้ให้ลูกดูดาวต่างๆ มีหรือที่แม่คนนี้จะยอมแพ้

ดิฉันก็ชี้นิ้วส่งๆไปมั่ง โน่นไงไทดาวลูกไก่ไงลูก ไทบอกดาวอะไรนะแม่ ไม่เคยได้ยิน
Photobucket



โฮ้ยยย เชย ไม่เคยได้ยินดาวลูกไก่ มานี่แม่จะเล่าให้ฟัง มีแม่ไก่นะมันมีลูกไก่อยู่ 7 ตัวอยู่ที่บ้านชาวนาคนหนึ่ง วันนึงมีพระมาธุดงค์ใกล้ๆบ้านชาวนาคนนี้ ชาวนาก็คิดว่าจะทำกับข้าวใส่บาตรพระธุดงค์รูปนี้ แต่ชาวนานี้จนมาก เลยต้ดสินใจจะฆ่าแม่ไก่เลี้ยงพระ

บรรดาลูกไก่กับแม่ไก่ได้ยินเข้า ลูกไก่ก็บอกว่า แม่ๆๆๆหนีเถอะ พรุ่งนี้แม่ต้องตายแน่ๆ แม่ไก่กลับบอกว่า ลูกเอ๋ย ชาวนาคนนี้มีบุญคุณกับพวกเรายิ่งนัก ที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะเขา เพราะฉะนั้นแม่จะต้องแทนคุณชาวนาคนนี้

รุ่งขึ้นแม่ไก่โดนเชือดเอามาทำอาหารให้พระธุดงค์จริงๆ ลูกไก่ทั้ง 7 เสียใจมาก เลยพากันกระโดดกองไฟตายตามแม่
Photobucket



แล้วทั้งแม่ไก่ลูกไก่..ก็ไปเกิดเป็นดาวด้วยกันบนฟากฟ้า...

ตอนดิฉันเด็กๆมีเพลงที่นักร้องท่านหนึ่งร้องไว้ด้วยค่ะ จำชื่อนักร้องท่านนั้นไม่ได้ แต่รู้ว่าเป็นนักร้องเพลงพื้นบ้าน จำได้ด้วยว่า เพลงนั้นจบลงด้วย "ด้วยอานิสงฆ์อันประเสริฐ ลูกไก่ไปเกิดเป็นดาว..."

ใครพอทราบชื่อนักร้องท่านนั้นไหมคะ
Photobucket



วิวที่เห็นจากดาดฟ้าตอนเย็นคือ วิวเทือกเขาหิมาลัยค่ะ เห็นทีแรกขนลุกนะ เพราะได้ยินมานานแล้วอ่ะค่ะ พอเห็นตัวจริงแล้วเหมือนกับว่า ถ้าจะตายตอนนี้ก็ตายตาหลับแล้ว
Photobucket



อันนี้วิวตอนเช้าค่ะ จากที่นี่เห็นหิมาลัยแต่ไม่เป็นเดอะเอเวอร์เรสนะคะ

ลืมบอกไปว่าที่นี่อากาศดีมากๆ กลางคืนอากาศเย็นเกือบหนาวเลย แต่พอแดดออกจะอุ่นสบายค่ะ
Photobucket



ตอนที่ดิฉันไปเนปาล เป็นตอนปลายฝนต้นหนาว ถ้าเป็นหน้าหนาวจริงๆจะเห็นชัดกว่านี้ค่ะ
Photobucket

Photobucket



สภาพในเมืองค่ะ มันเป็นเมืองเล็กๆที่สงบสุข พลเมืองไม่ถึง 5000 คนได้มั้ง ไม่มีรถ ไม่มีแสงสี ไม่มีเด็กร้องขายโพสการ์ด ไม่มีคนมาวุ่นวายถามโน่นถามนี่ ที่จริงทั้งเมืองไม่มีของที่ระลึกนักท่องเที่ยวขายเลย อยู่กันตามประสาชาวบ้านจริงๆ
Photobucket



ห้องสมุดประชาชนแสนสวยกลางเมือง
Photobucket

Photobucket



บ้านใครก็ไม่รู้ งามอีกแล้ว
Photobucket



ตอนเย็นหลังกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะมานั่งเล่นสังสรรค์กันอยู่ที่ถนนหน้าบ้าน มีร้านอาหารขายนักท่องเที่ยวอยู่สองสามร้าน พอสามทุ่มทุกอย่างปิดเงียบ แยกย้ายกันไปนอนเอาแรงตามประสาคนอยู่เมืองเล็กๆ
Photobucket



ตอนดิฉันแวะร้านของชำ มีเด็กผู้หญิงคนนึงขอตังค์ แต่ตอนนั้นดิฉันฟังไม่รู้เรื่องว่า เด็กพูดอะไร พอเด็กคนนั้นพูดขาดคำเท่านั้น เจ้าของร้านวิ่งเอาไม้จะมาตีเด็กคนนั้น พร้อมทั้งไล่เด็กคนนั้นออกนอกร้าน

แถมยังบอกดิฉันว่า คุณนายไม่ต้องไปฟังอีเด็กคนนั้น มันนิสัยเสีย ทั้งเมืองมีมันอยู่คนเดียวที่ขอเงินนักท่องเที่ยว ถ้าคุณนายเห็นมันขอตังค์อีกอย่าให้มันเป็นอันขาด เสียนิสัย อิฉันขอโทษด้วยค่ะ

โห...ประทับใจคนเมืองนี้โคตรๆๆๆ อยู่ที่นี่สามวัน ไม่มีเด็กคนไหนมาขอตังค์จริงๆด้วย ทั้งๆที่เขาไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลย

คนเมืองนี้นิสัยดีมากค่ะ
Photobucket



อ้อ บอกก่อนเด้อว่า เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ แต่มีนักท่องเที่ยวบ้างไม่มากนัก เพราะว่าเป็นการพักครึ่งทางสำหรับคนเดินทางจากกาฏมัณฑุมาโพครา เวลานักท่องเที่ยวเสร็จจากการเทร็คกิ้งจากโพครา บางคนจะมาพักนอนที่นี่ 1 คืนก่อนจะต่อไปที่อื่น
Photobucket



เมื่อก่อนบันดิปูร์เป็นเมืองค้าขายที่สำคัญมากเมื่อร้อยสองร้อยปีก่อน เพราะว่าเป็นเมืองอยู่ครึ่งทางของเส้นทางเดินค้าขายจากอินเดียไปธิเบตพอดิบพอดี นี่หมายถึงเส้นทางเดินขึ้นเขาลงเขานะคะ

พ่อค้าชาวอินเดียจะนำสินค้าพวกงาช้าง เครื่องเทศไปขายที่ธิเบต พ่อค้าชาวธิเบตก็จะนำขนสัตว์จากตัวแย็ก กับผ้าไหมมาขายที่อินเดีย

แต่พอมีการสร้างถนน ความสำคัญของบันดิปูร์ก็หมดไป

************************************************
"เขตปลอดอึ"
Photobucket



ลืมบอกไปว่า เห็นเป็นเมืองเล็กๆอย่างนี้นั้นเป็นเมืองเล็กพริกขี้หนู เนื่องจากมีโรงพยาบาลของรัฐเล็กๆอยู่บนเขา ชาวบ้านแถวนี้ใครเจ็บป่วยต้องมาโรงพยาบาลนี้ค่ะ ไปเดินเล่นเห็นผู้ชายคนนึงแบกภรรยาท่าทางไม่สบายมาหาหมอ แบกบนหลังแบบขี่หลังเลยนะคะ

พี่ท่านบอกว่า ไม่รู้แบกกันมากี่สิบกิโล แถวนี้โรงพยาบาลนี้คงเป็นโรงพยาบาลเดียวในระยะรัศมีหลายสิบกิโลเมตร
Photobucket



แถมยังมีโรงเรียนประจำที่นักบวชนิกายเจซูอิตมาสร้างไว้ด้วยค่ะ เป็นโรงเรียนที่เด็กยากจนวรรณะไหนก็ได้สามารถเข้าเรียนได้ เมื่อตอนพวกเหมาอิสต์อาละอวดเมื่อสองสามปีก่อน โรงเรียนนี้ต้องปิดตัวลง พวกนักบวชต้องอพยบไปอยู่กาฏมัณฑุ แต่ตอนนี้โรงเรียนเปิดสอนปรกติแล้ว
Photobucket



ลืมบอกอีกแล้วว่า บันดิปูร์นี้เป็นเมืองอนุรักษ์ค่ะ นอกจากห้ามรถเข้าแล้ว ยังห้ามมีการรื้อถอน หรือต่อเติมอาคารภายในเมืองด้วย โดยเฉพาะส่วนหน้าที่หันหน้าเข้าถนน ห้ามต่อเติมอย่างเด็ดขาด

ไปเนปาลครั้งนี้ ดิฉันเอาหนังสืออ่านเล่นของไทไปด้วยค่ะประมาณ 40 เล่ม เป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่มีรูปภาพสวยงาม ที่นี่ถูก ที่โน่นเด็กไม่มีปัญญาจะซื้ออ่าน ดิฉันเลยติดไปด้วย จะเอาไปบริจาคให้เด็กยากจน
Photobucket



จำได้ไหมคะ ในรีวิวพม่าของดิฉัน ดิฉันทำ book drive ที่บริษัทที่ดิฉันทำงานอยู่ ได้หนังสือมาหนึ่งพันเล่มเศษๆได้ เอาไปให้เด็กพม่าส่วนหนึ่ง ครั้งนี้เองกลับไปให้เด็กนักเรียนโรงเรียนที่ห่างไกลที่จังหวัดศรีสะเกษ ที่เหลือก็เอามาเนปาลเท่าที่จะขนมาได้ ที่บ้านยังมีเหลืออีกกองเบ้อเริ่ม

ใครยังไม่ได้อ่าน ตรงนี้เลยค่ะ

http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E7517694/E7517694.html
Photobucket



ถามคนที่โรงแรมว่า โรงเรียนในบันดิปูร์นี้ มีโรงเรียนไหนที่จนที่สุด อีตาผู้จัดการชี้มือไปบนยอดเขาบอกว่าโน่นไง จนที่สุดแล้ว เป็นโรงเรียนของเด็กวรรณะต่ำ อย่าลืมนะว่าที่เนปาลถือระบบวรรณะเหมือนอินเดีย แต่ไม่ติดยึดมั่นขนาดอินเดีย
Photobucket



ดิฉันแหงนหน้าไปดูโรงเรียนบนยอดเขาแล้วถอดใจเฮือก จัดการแบ่งหนังสือเป็นสองส่วน ใส่เป้ของทั้งผัวทั้งเมียแล้วเริ่มเดินขึ้นเขา เดินไปสัก 40 นาทีก็ถึงค่ะ

แปลกใจมากที่ตอนไปถึงตอน 9 โมงเช้านั้น โรงเรียนปิดค่ะ โรงเรียนเนปาลเข้าเรียนตอน 10 โมงเช้า สายมากๆในความคิดดิฉันนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเริ่มสอนสายขนาดนั้น เลยนั่งรออยู่นอกโรงเรียนค่ะ เพราะโรงเรียนนี้อยู่ในเขตเทวาลัย ในเขตเทวาลัยของศาสนาฮินดู ห้ามคนต่างศาสนาเข้าไป มีป้ายบอกไว้ชัดเจนว่า No entry for non-Hindus เราสามคนเลยรอข้างนอก
Photobucket



รอสักพักก็เห็นครูใหญ่เดินขึ้นเขามา เลยทักทายแนะนำตัวกันพักนึง ครูใหญ่ทั้งแปลกใจทั้งตื่นเต้นที่มีคนเอาหนังสือมาบริจาค บอกว่าตั้งแต่ไอเป็นครูใหญ่มาสามสิบปี พวกยูเป็นกลุ่มแรกที่เอาหนังสือมาบริจาค เพราะเมืองนี้ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว คนน้อยนักท่องเที่ยวน้อย
Photobucket



เรามอบหนังสือให้ครูใหญ่แล้วบอกลา ครูใหญ่บอกจะรีบไปไหน เข้ามาในโรงเรียนมาดูนักเรียนไหม เราลังเล แต่ครูใหญ่บอกเข้ามาเหอะ ยูเข้ามาได้ ในเทวาลัยก็เข้ามาได้ อันนี้ดิฉันรู้สึกว่าครูใหญ่ให้เกียรติพวกเราสามคนมาก
Photobucket



มาดูเด็กนักเรียนออกกำลังกายก่อนร้องเพลงชาติค่ะ ก่อนร้องเพลงชาติก็มีการออกกำลังกายก่อน คุณครูผู้หญิงชวนเชิญดิฉันออกมาออกกำลังกายด้วย อ้าว งานนี้มีเฮสิครับท่าน

ดิฉันก็เลยสอนเด็กๆให้ boogie ด้วยการให้เด็กเอามือสองข้างจับหัวเข่าทั้งสองไว้ แล้วโยกเข่าไปมาโดยทำก้นงอนๆไปด้วย เด็กๆหัวเราะกันเจี๊ยวไปหมด ท่าดิฉันเด็ดๆมีหลายท่าเช่นกระโดด Jumping jack ท่าสุริยนมัสการ ท่าหนุมานถวายแหวน แบบว่าคิดค้นท่ากันสดๆเดี๋ยวนั้นเลย เป็นที่ถูกใจเด็กๆทั้งโรงเรียนเป็นยิ่งนัก
Photobucket



คุณครูคนนี้ดีใจมากที่มีคนเอาหนังสือมาให้ เชิญไทเข้าไปนั่งในชั้นเรียน แล้วให้นักเรียนร้องเพลงภาษาอังกฤษให้ฟัง น่ารักมาก ห้องนิดเดียวนักเรียนนั่งอัดกันเต็มเลย
Photobucket



แล้วคุณครูคนนี้ก็บอกเด็กคนนึงเป็นภาษาเนปาลี เด็กคนนั้นวิ่งจู๊ดออกไปพักเดียวก็กลับมาด้วย...ดอกไม้สดค่ะ คงไปเก็บมาแถวๆนั้น คุณครูคนนี้อยากจะมอบดอกไม้ขอบคุณให้ไท เพราะดิฉันบอกไปว่า เป็นหนังสือของไทที่ไทอยากจะเอามาให้เด็กๆเนปาล (ที่แท้จริงมันไม่ได้มีส่วนร่วมคิดร่วมทำเลย อ่านเสร็จแล้วมันก็ทิ้ง)
Photobucket

Photobucket

Photobucket



ใครมาเนปาล ไม่โดนเด็กๆขอขนมขอเงินนี่ กลับเมืองไทยซื้อล็อตตารี่ได้เลย ไม่ว่าเดินไปทางไหน จะมีเด็กเล็กๆเดินมาพูดแบบท่องขึ้นใจไว้เลยว่า "ten rupees one candy one pen"

ทีแรกฟังไม่ออกหรอกค่ะ สามีแปลให้ฟังว่าเด็กๆพูดว่าอะไร
Photobucket



แน่นอนค่ะ ดิฉันไม่เคยให้อะไรที่เด็กขอไปเลย ดิฉันมีนโยบายไม่สร้างนิสัยขี้ขอให้เด็กๆเหล่านี้ค่ะ

ถ้าใครจะเอาของไปแจกชาวบ้านหรือเด็กๆ ดิฉันขอสนับสนุนการเอาหนังสือหรืออุปกรณ์การเรียนแบบสมุด ดินสอหรือขนมก็ได้ อะไรทำนองนี้ไปแจกค่ะ ที่สำคัญคือไปแจกที่โรงเรียนเลย สละเวลาเที่ยวของเราหน่อย

ดิฉันเกลียดเวลาเห็นนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะไทยหรือชาติไหนๆ แจกขนม ปากกา หรือเงินกับเด็กๆตามแหล่งท่องเที่ยว ใช่ มันทำให้เรารู้สึกดี รู้สึกเหมือนเราใจบุญได้ทำบุญ แบบที่ฝรั่งเขาพูดว่า It makes you feel good about yourself

แต่คนพวกนั้นหารู้ไม่ว่า กำลังสั่งสมนิสัยที่น่ารังเกียจอย่างที่สุดกับเด็กๆพวกนั้น นั่นคือนิสัยขี้ขอ ไม่รู้จักหาเอง ต้องร้องขอคนอื่นเขา

ของที่คุณเอามาบริจาค ซื้อเอาตามร้านชาวบ้านแถวนั้นยิ่งดีไปใหญ่ เป็นการกระจายรายได้สู้ท้องถิ่น แล้วถ้าจะให้ เอาไปให้ที่โรงเรียนเลยค่ะ โรงเรียนจนๆมีเยอะแยะไป เด็กๆนักเรียนจะได้รู้สึกว่า เพราะเขามาโรงเรียนมาเรียนหนังสือ เขาถึงได้รับของแจกเป็นรางวัลที่เป็นเด็กดีมาเรียนหนังสือ แทนที่จะหนีโรงเรียนไปวิ่งเล่นขอนักท่องเที่ยว
Photobucket



ตลอดเวลาสามวันสองคืน ดิฉันกับสองพ่อลูกไม่ทำอะไรเลยนอกจาก ตื่นเช้ามาก็ปีนเขาไปดูพระอาทิตย์ขึ้น แล้วเดินไปดูชาวบ้านซักผ้าที่บ่อน้ำสาธารณะนอกเมือง เดินกลับมากินข้าวที่โรงแรมแล้วเดินลงเขาไปดูเขาฝัดข้าวด้วยมือ(ตอนที่ไปเป็นหน้าเกี่ยวข้าวพอดี) ไปดูทุ่งนา เดินแกว่งไปแกว่งมาอยู่แถวๆนั้น กินข้าวเที่ยงร้านอาหารในเมือง คุยกับชาวบ้านแถวนั้น ตอนเย็นก็ปีนภูเขา(ที่นั่นมีภูเขาไม่สูงนักอยู่เยอะ)ไปดูแสงพระอาทิตย์ตกลงบนยอดเขาหิมาลัย แล้วเดินกลับมากินข้าวที่โรงแรม แค่นี้จริงๆค่ะ

คนที่ชอบมีกิจกรรมอะไรทำทั้งวันอาจจะไม่ชอบเมืองบันดิปูร์ค่ะ
Photobucket




วันแรกที่มาถึงบันดิปูร์ เป็นวันที่เกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของบ้านดิฉัน

เพราะว่า...ไทลืมผ้าห่มตัวเองไว้ที่จิตวัน
Photobucket



ตลอดเวลาที่ครอบครัวนี้เดินทางไปไหน ไทจะมีแบ็คแพ็คเล็กๆไว้ใส่ของส่วนตัว ไทมีหน้าที่แพ็คของมีค่าชิ้นเดียวที่มี นั่นคือผ้าห่มแสนรัก

มาถึงบันดิปูร์ พอหาโรงแรมแล้วกินข้าวกลางวันเสร็จกำลังเอาของออกจากกระเป๋า ได้ยินเสียงไทร้องไห้โฮดังมาก พ่อมันถามว่าอะไร ไทบอกว่า ลืมจิจิ๊(ค่ะ ผ้าห่มของไทมีชื่อเสียงเรียงนามว่า จิจิ๊)ไว้ที่จิตวัน

เรื่องใหญ่สิคะพี่น้อง จิตวันกับบันดิปูร์นี่มันต้องขับรถตั้งครึ่งวันกว่าจะถึง ตอนนั้นมันก็สองโมงเย็นแล้ว คนทำความสะอาดห้องพักที่จิตวันเอาจิจิ๊ไปทิ้งเสียแล้วก็ไม่รู้

ทุกคนในที่นี้อาจจะสงสัยว่า กะอีแค่ผ้าห่มผืนเดียวถึงมีความสำคัญถึงขนาดนั้น...

จิจิ๊นั้นมีความสำคัญต่อไทสูงเทียมยอดเขาพระสุเมรุบวกยอดเขาโอลิมปัส จิจิ๊เป็นเพียง baby blanket ราคาถูกไม่กี่เหรียญ ใครซื้อให้ก็ยังจำไม่ได้...

...แต่เป็นผ้าห่มที่พ่อมันฉวยติดมือไปวันที่รับไทจากโรงพยาบาลกลับบ้านเป็นครั้งแรก เป็นผ้าห่มที่ใช้ห่มไทตอนที่ไทเป็นเบบี้ ไม่ว่าจะหนาวแค่ไหน ต้องเอาจิจิ๊ห่มไทก่อนแล้วค่อยวางผ้านวมตาม...

************************************************
นี่ล่ะค่ะ โฉมหน้าอันโสมม(เหม็นมาก)ของจิจิ๊
Photobucket



ไทติดจิจิ๊มากตามภาษาเด็กฝรั่งที่ต้องมีอะไรถือติดมือตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่งจะนอนที่ไหนก็ต้องมีจิจิ๊ ไปไหนร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำก็ต้องเอาจิจิ๊ไปด้วยไม่งั้นนอนไม่ได้ มีครั้งหนึ่งดิฉันขอซักจิจิ๊เพราะว่าหมักหมมดำปี๋ ไทซึ่งตอนนั้นประมาณ 4 ขวบนั่งเฝ้าหน้าเครื่องซักผ้าไม่ยอมไปไหน นานๆก็ส่งเสียงถามจิจิ๊ในนั้นว่า "Gigi, are you ok in there?"

พอซักเสร็จเอาจิจิ๊ใส่เครื่องอบผ้า มันเอาหูแนบเครื่องอบผ้าแล้วบอกดิฉันว่า "Gigi said it's really hot in there"

ไทปฏิบัติต่อจิจิ๊เหมือนพี่น้องที่มันไม่เคยมี เมื่อโตขึ้นมาถึงตอนนี้ แม้ไทจะไม่พูดคุยกับจิจิ๊เหมือนเมื่อก่อน แต่เวลานอนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก จิจิ๊ต้องอยู่ข้างกายไทเสมอ

ถึงตอนนี้สังขารของจิจิ๊แทบจะสูญสลายไปหมดแล้ว ขาดเป็นรูนับไม่ถ้วนแถมยังเปื่อยบางเสียจนแทบจะขาดออกจากกัน ทุกครั้งที่กลับเมืองไทย หม่อมยายของมัน(แม่ดิฉันเอง) จะใช้ให้คนไปซื้อผ้าขาวบางเนื้อดีมาปะด้านหลังจิจิ๊ แล้วชุนจิจิ๊ให้รูที่ขาดนั้นเข้าหากัน

พ่อมันลงไปขอใช้โทรศัพท์กับผู้จัดการทันที ต่อไปถึงโรงแรมที่จิตวันขอพูดกับผู้จัดการที่นั่นให้ไปหาดูว่าพนักงานทำความสะอาดยังเก็บจิจิ๊ไว้หรือเปล่า
ปรากฏว่ายังเก็บไว้ให้ พ่อมันบอกผู้จัดการที่จิตวันทันทีว่า This is a life or death situation

ยูหาคนขับรถมาคนนึงเดี๋ยวนี้เลย รถอะไรก็ได้ชั้นไม่สนใจ ให้เอาผ้าห่มผืนนั้นมาบันดิปูร์เดี๋ยวนี้ ให้ถึงก่อนสามทุ่มคืนนี้ drive safe but drive fast แล้วชั้นจะจ่ายค่ารถกับน้ำมันให้คนขับเอาไปให้ยูเอง บอกคนขับด้วยว่า ถ้ามาถึงก่อนสามทุ่มคืนนี้ เขาจะได้รับทิปอย่างงามที่สุดเท่าที่เคยได้มาในชีวิต

************************************************

ดูกันชัดๆว่าจิจิ๊นั้นอาการร่อแร่ขนาดไหน ทั้งขาดทั้งเปื่อยจนแม่ดิฉันไม่รู้จะชุนตรงไหนแล้ว
Photobucket



ไทนั่งรอนอนรอใจตุ๋มๆต่อมๆอยู่จนถึงสองทุ่ม คนขับซึ่งบึ่งมอเตอร์ไซต์มาจากจิตวันตั้งแต่สามโมงเย็นก็มาถึงพร้อมทั้งจิจิ๊สุดที่รักของมัน พี่ท่านให้เงินคนขับ 5500 รูปีค่ารถและน้ำมันฝากไปให้นายจ้าง ส่วนตัวคนขับพี่ท่านให้ทิป 50 เหรียญบวกอีก 10 เหรียญเป็นค่าอาหารเย็นและโรงเตี๊ยมถ้าคนขับจะนอนบันดิปูร์

ไทนั้นนั่งตักพ่อกอดจิจิ๊ไว้แนบอก พร่ำขอบคุณพ่อมันแล้วบอกว่า Daddy, now I know how much you love me พ่อมันเลยถือโอกาสสอนเสียเลยว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ไอจะทำอย่างนี้ ครั้งหน้าถ้ายูลืมจิจิ๊ไว้ที่ไหน จิจิ๊ก็จะอยู่ที่นั่นไม่กลับมาหายูอีก ของที่เอ็งรักเอ็งหวง เอ็งต้องเก็บให้ดีอย่าลืมอีกเป็นอันขาด เอ็งไม่มีหน้าที่รับผิดชอบอะไรเลยในทริปนี้นอกจากจิจิ๊แล้วเอ็งยังลืม

ตอนนั้น สิ่งที่เข้ามาให้หัวดิฉันอย่างเดียวคือ รู้แล้วว่าไอ้ที่ประหยัดค่าเครื่องบินจากกาฏมัณฑุไปจิตวัน เงินตรงนั้นเอามาลงตรงนี้นี่เอง...

************************************************

ให้ดูกันว่าจิจิ๊บางขนาดไหน



ขอบคุณค่ะที่เข้ามาดูมาอ่าน ติดตามตอนอวสานในตอนหน้านะคะ
Photobucket


























































Create Date : 11 ธันวาคม 2552
Last Update : 11 ธันวาคม 2552 0:40:19 น. 15 comments
Counter : 1551 Pageviews.

 
your son is clever-smart-you are beautiful--let.s go to by blog.


โดย: jesdath วันที่: 11 ธันวาคม 2552 เวลา:13:09:00 น.  

 
พี่เล่าเรื่องได้ดีมีอรรถรส น่าติดตามมากค่ะ ดีใจกับน้องไทด้วยนะคะที่ได้จิจิ๊คืนมาจนได้ Gigi means to be with him :)


โดย: p_oriole IP: 24.15.251.208 วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:0:28:02 น.  

 
อ่านบล็อกนี้แล้วนั่งน้ำตาไหล (ตามประสานังคนท้องฮอร์โมนกระฉูด)ทั้งความงดงามของเมือง ทั้งเรื่องบริจาคของและเรื่องจิจิ๊ ครอบครัวพี่แอนน่ารักจริงๆค่ะ


โดย: offita IP: 71.1.209.202 วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:4:12:37 น.  

 
พี่แอนเล่าเรืองสนุกมากกก

เมืองก็สวย โรงแรมสวยที่สุด

เห็นด้วยมากๆ เรืองการให้เงินขอทาน หรือคนที่ขอเงินจากนักท่องเที่ยว เป็นคนนึงที่ไม่เคยให้เงินขอทานค่ะ ยิ่งให้ของกินกับเด็กยิ่งไม่ให้อะค่ะ เด็กควรได้รับการ ปลุกฝังไม่ให้รับของจากคนแปลกหน้า กับเราเค้าปลอดภัย แต่กับคนต่อไป เราไม่รู้นี่คะ


โดย: กบ IP: 208.42.129.30 วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:6:01:31 น.  

 
หลงรักน้องไทค่ะ
น้องไทเป็นคนอ่อนโยนมากๆ เลย


โดย: วดี วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:10:19:30 น.  

 
อ่านเรื่องจิจี๊ประทับใจจริงๆค่ะ ครอบครัวพี่แอนน่ารักมากๆ


โดย: Soap Passion IP: 58.8.238.94 วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:11:46:24 น.  

 
โอย ซาบซึ้ง...ทั้งเรื่องอุตส่าห์หอบหนังสือ 40 เล่มไปบริจาค ทั้งเรื่องจีจี้ของน้องไท และเมืองบันดิปูร์ คุณนายมันส์มากค่ะ


โดย: micky IP: 58.8.17.185 วันที่: 13 ธันวาคม 2552 เวลา:12:02:59 น.  

 
อดคิดไม่ได้ว่าถ้าน้องไทไม่ได้จิจี๊คืนจะเป็นยังไง ซาบซึ้งความรักของพ่อแม่จริงๆ


โดย: happinessUP2 วันที่: 14 ธันวาคม 2552 เวลา:12:07:00 น.  

 
VERY VERY interesting stories kha....
I love your writing mak mak.
BTW, Nong Ty is very clever and handsome boy na ka. ^^

I'm waiting for next too.
Thanks for sharing lovely story kha.


โดย: Yim yim^_^ IP: 88.193.177.59 วันที่: 14 ธันวาคม 2552 เวลา:18:48:34 น.  

 
กลับมาอ่านอีกรอบ เรืองนี้ น่ารักที่สุด

เมื่อวาน อ่าน โสมส่องแสง

วันนี้อ่าน จันทรา อุษาคเนย์ ไม่รู้ว่าพี่แอนอ่านหรือยัง เจ้าของเดียวกันกับ ข้าบดินทร์ (ที่อยากอ่านอีก รอบที่สิบ)

อินกับนิยาย มากมาย หลายวันติดกันละค่ะ

(ปล.ตอนนี้ น้องดื่มน้ำธัญญพืชหมัก ไปสองขวดละ ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าน้องจะอินกับเรืองที่อ่านไปซะทุกเรื่อง เหอๆ)


โดย: กบ IP: 75.73.179.139 วันที่: 9 มกราคม 2553 เวลา:10:11:36 น.  

 
น้องไทน่ารัก อ่่อนโยนมากแอบน้ำตาซึมตอนน้องลืมจิจิ๊

เข้าใจว่าเป็นรัก เหมือนหลานดิฉันเลย 2 ขวบจำผ้าของเค้าได้

แม้ว่าซื้อมาสีคล้ายกันแต่ก็จำกลิ่นได้อีก


โดย: อนุมานน้อย วันที่: 24 มกราคม 2553 เวลา:15:24:35 น.  

 
ถึงบางอ้อ ด้วยคนนะคะ
บันดิปูร์= บัณฑิตปุระ



โดย: ลูกน้ำสีส้ม วันที่: 14 มีนาคม 2553 เวลา:5:57:54 น.  

 
เขียนบล๊อคสนุกมาก ตอนนี้มีแอบซึ้งด้วย น้ำตาซึมเลย ลูกชายหล่อโฮกกกค่ะ


โดย: squareback IP: 58.8.184.6 วันที่: 15 พฤษภาคม 2553 เวลา:2:27:31 น.  

 
เหมือนของลูกชายเลยคะ แต่ของลูกชายจะเป็นผ้าแพร ถ้าไม่มีติดไปด้วยกระวนกระวายนอนไม่หลับ สงสัยคงจะอาการเดียวกัน


โดย: อ้น IP: 124.122.240.20 วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:22:09:50 น.  

 
ผมได้ตามรอยคุณ flymom ไปบันดิปูร์แล้วครับ ชอบมากๆ เป็นที่ประทับใจฝุดๆ ผมพักที่ guest house ติดกับ Old inn ได้ห้องชั้นบนสุด เห็นวิวหุบเขา มีห้องน้ำในตัว เขาเป็นญาติกัน ลองไปดูรูปที่ facebook page ผมได้ที่ lalit lert ขอบคุณที่แนะนำครับ


โดย: lalit lert IP: 110.168.226.132 วันที่: 25 กันยายน 2557 เวลา:16:53:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

flymom
Location :
American Siberia--- United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 49 คน [?]




Friends' blogs
[Add flymom's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.