กิน เที่ยวและกวนสบู่
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2552
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
24 พฤษภาคม 2552
 
All Blogs
 

"Let The Right One In"***The best vampire book, EVER!!!***

"Let the Right One In"'by John Ajvide Lindqvist




Free TextEditor

Photobucket

โอ้วววว มายก๊อดดดดดด

ตามธรรมดาแล้วไม่ได้อุทานเป็นฝรั่งอย่างนี้นะคะ ดัดจริตค่ะดัดจริตงานนี้ เพราะว่าอารามตื่นเต้นเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ สนุกมากๆๆๆ ใครที่ชอบหนังสือเกี่ยวกับผีดูดเลือดแล้ว เล่มนี้ใช่เลย

เมื่อเทียบกับ Interview with a Vampire โดย Ann Rice แล้ว หนังสือเล่มนี้เครียดกว่าเยอะมากค่ะ ดิฉันว่าหนังสือของ Ann Rice นั้นเต็มไปด้วยแฟนตาซี มากเกินรสนิยมของดิฉัน

และเมื่อเปรียบเทียบกับ Twilight ที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ เทียบกับไม่ได้ค่ะพ่อแม่พี่น้อง เหมือนมวยคนละรุ่น อ่านTwilight แล้วมาเทียบกับ "Let The Right One In" แล้ว..

Twilight กลายเป็นหนังสือต่วยตูนไปเลยค่ะ

ขอเตือนก่อนว่า "Let The Right One In" ไม่ใช่หนังสือแฟนตาซี ไม่ใช่หนังสือรักวัยรุ่นเกี่ยวกับผีดูดเลือด ก่อนจะอ่านต้องตั้งสติดีๆก่อนเพราะว่ามันเต็มไปด้วยความรุนแรง ความเกลียดชัง ความเลวร้ายอย่างที่สุดของมนุษย์ ความเปลี่ยวเหงา ความโหยหา

It's very dark, very bleak, very violent, very high in sexual contents kind of book.

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยนักเขียนชาวสวีเดน เป็นภาษาสวีเดน แล้วนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกทีค่ะ

It's a story of the relationship between a very lonely 13-year-old boy and a "creature", who has been 12, for a long time.

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนตุลาคม ปี 1981 ในแฟลตสำหรับคนมีรายได้น้อย (housing project) ชานกรุงสต็อกโฮม ออสก้า เด็กชายอายุ 13 ที่อาศัยอยู่กับแม่ในแฟลตนี้ ชอบหมกมุ่นกับความรุนแรง ชอบดูหนังอ่านหนังสือเกี่ยวกับการฆาตกรรม..ทั้งๆที่ออสก้าโดนเพื่อนกลั่นแกล้งที่โรงเรียนไม่เว้นแต่ละวัน โดยที่ออสก้าไม่เคยโต้ตอบแม้แต่น้อย

ออสก้าไม่มีเพื่อน ใครล่ะอยากจะเป็นเพื่อนกับเด็กที่โดนแกล้งเป็นประจำอย่างออสก้า

ปลายเดือนตุลาคมที่หนาวเหน็บและมืดมิด ออสก้าเห็นพ่อลูกสาวสองชีวิตย้ายเข้ามาอยู่ห้องข้างๆกับออสก้านี่เอง แปลกมากที่สองพ่อลูกนี้ย้ายข้าวของเข้ามาในตอนกลางคืน แถมกลางวัน หน้าต่างก็ปิดทึบไม่เคยเปิดออกมาเลย

...แล้วออสก้าก็ได้พบกับเอลลี่

น่าแปลกที่เอลลี่นั่งอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บได้โดยมีเพียงสเว็ตเตอร์บางๆ ด้วยความเหงาไม่เคยมีเพื่อนของออสก้า เด็กชายจึงทักทายเอลลี่ก่อน

เอลลี่มีผมยาวสีดำขลับ เป็นเด็กที่สวยที่สุดเท่าที่ออสก้าเคยพบมา ดวงตาดำโตซึ่งบางครั้งชั่วพริบตา ออสก้าเห็นความแปลกประหลาดในดวงตานั้นที่ลูกตาดำของเอลลี่กลับมีรูปร่างเหมือนตาแมว...แต่ก็เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น

"ฉันอายุเกือบจะ 13 ปีแล้ว แล้วเธอล่ะ" ออสก้าถาม

Ï'm twelve. I've been twelve for a very long time"

ออสก้าออกมาพบเอลลี่ที่สนามเด็กเล่นของแฟลตทุกคืน เขาสังเกตว่าเอลลี่นั้นต่างกับเด็กคนอื่นทั่วไป

..เธอสามารถกระโดดลงมาจากที่สูงได้โดยไม่เคยล้มบาดเจ็บ
..เธอเดินและวิ่งได้เร็วมาก
..เธอสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในที่มืด
..เธอไม่เคยกินหรือดื่มอะไรให้ออสก้าเห็นเลย

บางคืนที่เอลลี่ออกมาพบออสก้า เขาสังเกตว่าเธอดูอ่อนโรยมากหน้าตาซีดขาว แล้วมีผมหงอกแซมอยู่บนศรีษะ..ผมหงอกที่ออสก้าไม่ได้เห็นเมื่อคืนก่อน พอถาม เธอบอกว่าเธอหิว พ่อของเธอกำลังไปหาอะไรให้เธอกินอยู่

บางคืนเอลลี่มีกลิ่นสาบสางแรงมากจนออสก้านั่งข้างๆไม่ได้ สาบสางเหมือนซากศพ..ออสก้าคิด

เอลลี่พร่ำบอกออสก้าเสมอว่า ออสก้าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอที่เธอเคยมี เธอจะไม่มีวันทำร้ายออสก้าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

เอลลี่เป็นผีดูดเลือดอายุกว่าสองร้อยปี ความเป็นมาจาก "คน" สู่ "ผีดูดเลือด" ของเอลลี่นั้น เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและหดหู่อย่างที่สุด

เอลลี่เกลียดการเป็นผีดูดเลือดอย่างมาก มันเป็นชีวิตที่เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว ในช่องสองร้อยปี เอลลี่เจอผีดูดเลือดด้วยกันไม่กี่คนเท่านั้น เพราะพวกเขาทนที่จะมีชีวิตอย่างนี้ไม่ได้ ส่วนมากจะฆ่าตัวตายด้วยการจุดไฟเผาตัวเอง หรือการมัดตัวเองอยู่กลางแจ้ง...รอแสงพระอาทิตย์รุ่งอรุณที่จะเผาผลาญร่างกายให้เป็นอิสระจากการเป็นผีดูดเลือด

ฮาคาน ที่ใครๆคิดว่าเป็นพ่อของเอลลี่ ที่แท้เขาเป็นผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์ของเอลลี่ หน้าที่ของเขาคือปกป้องคุ้มภัยให้เอลลี่ในตอนกลางวันที่เอลลี่นอนหลับ กับการหาเลือดมาให้เอลลี่ด้วยการหาเหยื่อและเชือดคอ เหตุผลในการที่ฮาคานอยู่กับเอลลี่ทั้งๆที่เขาเป็นมนุษย์ธรรมดานั้น มันแสนจะ complicate ถ้าจะบอกออกมาในที่นี้จะทำให้หนังสือไม่สนุกไปเลยล่ะค่ะ

สาเหตุอะไรที่ทำให้ฮาคานซื่อสัตย์ต่อเอลลี่ ปกป้องเอลลี่ สามารถจะสละชีวิตของตัวเองให้เอลลี่พ้นภัย

ลองมาอ่านข้อความที่เราตัดตอนมา เป็นตอนที่ฮาคานพลีชีพเพื่อปกป้องเอลลี่ เมื่อฮาคานไม่นำเลือดมาส่งให้เอลลี่ เธอหิวมาก ต้องออกไปหาเหยื่อเอง

...It was dark. No one around. Eli looked up into the top of the tree, along five six meters of smooth tree trunk. Kicked off her shoes. Tought herself new hands, new feet.

It hardly hurt at all anymore, just felt like a tingling, an electric current throught her fingers and toes as they thinned out, took on a new shape. The bones crackled in her hands as they stretched out, shot out through the melting skin of the fingertips and made long, curved claws. Same thing with her toes.

Eli jumped a couple of meters up onto the trunk of the tree, dug in her claws, and climbed up to a thick branch that hung out over the path. Curled the claws on her feet around the branch and sat without moving.

A shooting sensation in her teeth as Eli thought them sharp. The enamel bulged out, was sharpened by an invisible file, became sharp. Eli carefully bit herself in her lower lip, a crescent-shaped row of needles that almost puncutered the skin.

Now only the wait.

ความเหงา ความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง ทำให้เอลลี่กับออสก้าได้มาเจอกัน ในความเป็นเพื่อนนี้ ทั้งสองได้ช่วยเหลือกันและกันในยามทุกข์ยาก ความสัมพันธ์นี้จะจบลงอย่างไร ต้องอ่านเองดูค่ะ เล่าหมดก็คงจะไม่สนุกเลย หนังสือเล่มนี้อาจจะหาอ่านได้ยากสักหน่อย เพราะมันไม่เป็นที่นิยมเหมือน twilight แต่ถ้ามีโอกาสหาอ่านแล้วหลายๆคนจะชอบมาก

มีหนังชื่อเรื่องเดียวกันด้วยค่ะ เราดูหนังก่อนที่จะอ่านหนังสือ หนังเรื่องนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่ดีมากๆ เมืองไทยอาจจะหาดูยากนะเพราะว่ามันสุดแสนจะอินดี้ แต่หาดูได้ในยูทูปค่ะ ที่นี่เลย

http://www.youtube.com/watch?v=7n39DWNMne4&feature=PlayList&p=8FCA3E944A4FE9E3&playnext=1&playnext_from=PL&index=16

หนังสนุกมาก แต่หนังสือ...แน่นอน สนุกมากกว่าค่ะ











 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2552
4 comments
Last Update : 7 มิถุนายน 2552 8:16:37 น.
Counter : 1254 Pageviews.

 

กรี๊ดดดด อยากอ่านค่ะ

ไอซ์ไม่ชอบ Twilight ง่ะ อ่านไม่พ้นสามบทแรกสักที น่าเบื่อและสำนวนไม่ดีมากๆ เลย

เล่มนี้น่าสนใจค่ะ ^^

 

โดย: Clear Ice 8 มิถุนายน 2552 7:26:17 น.  

 

คุณไอซ์ ตามลิ้งค์ของดิฉันไปดูหนังก่อนก็ได้ค่ะ หนังสนุกมาก แต่เครียดมากนะคะ

ดูหนังแล้วตามไปอ่านหนังสือ สนุกสุดๆค่ะ

 

โดย: flymom (flymom ) 8 มิถุนายน 2552 9:05:48 น.  

 

คือ หนังสือมีแปลเป็นภาษาไทยหรือเปล่าครับ
ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วชอบมากเลย
สืบไปมาว่าสร้างมาจากหนังสือ
เลยอยากหาซื้อมาอ่าน

อยากได้แบบแปลไทยน่ะครับ จะมีบ้างมั๊ย

อย่างที่คุณบอก ทไวไลท์เทียบไม่ติดจริงๆ

ผมรักหนังเรื่องนี้

รู้สึกดีครับ ที่คุณดูหนังก่อนแล้วอ่านหนังสือ
เพราะความรู้สึกผม ผมกลัวว่าถ้าดูหนังแล้วไปอ่าน
กลัวจะลดระดับความอยากรู้

แต่อย่างที่คุณว่า ในหนังสือสนุกกว่า

ฮ่าๆๆ ตามหาหนังสือ ด่วนนนๆๆๆ

 

โดย: OPPAPO IP: 125.24.140.26 30 ธันวาคม 2552 22:09:22 น.  

 

เรื่องนี้เข้าเมืองไทยไปสองรอบค่ะ ที่โรงเฮ้าส์
แต่ไม่รู้ทำไม มาเข้าตรงกับช่วงที่ชมฯสอบทั้ง ๒ ครั้งเลย
อดดู...
และยังไม่มีใครแปลเป็นไทยเลย

ทไวไลท์มันไม่ใช่เรื่องของแวมไพร์
มันเป็นแฟนตาซีเกี่ยวกับความรักของผู้หญิง
ผู้หญิงธรรมดา ที่(อยากให้)มีผู้ชายเจ๋งๆมาหลงรักตั้ง ๒ คน
..พร้อมๆกัน

 

โดย: ชมทะเล 2 มีนาคม 2553 20:43:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


flymom
Location :
American Siberia--- United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 49 คน [?]




Friends' blogs
[Add flymom's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.