Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
29 กรกฏาคม 2563
 
All Blogs
 
Ladakh 2019 - สถานีต่อไป Likir

 

ต่อจากเอนทรี่เดิม : แวะ Hemis Shukpachan เมื่อฉันยังไม่อยากกลับเลห์ (2)






เส้นทางการเดินรถที่วิ่งไปยัง Likir จาก Hemis Shukpachan



 
"โนโม่ อยากพักอยู่ที่นี่มากกว่าคืนนึงแต่ก็ติดเรื่องเที่ยวรถโดยสารกลับเลห์ที่มีแค่รอบพรุ่งนี้ใช่มั้ย"   

คำถามจากครอบครัวพี่อังโม่นี้ ทำให้ฉันแอบคิดนะ ถ้าเกิดว่าในวันรุ่งขึ้นไม่มีรถวิ่ง
ออกไปจากหมู่บ้านนี้จะทำ
ยังไง   
จากคำบอกของกลุ่มคนที่ร้านค้าข้างวัดที่ว่ามีรถวิ่งไปเลห์แค่ วัน-เว้น-วัน และโชคยังดีที่วันถัดไปตรง
กับกำหนดการพอดี   
คำตอบบ้าบอที่นึกขึ้นได้หนะเหรอ  ถ้าเกิดพรุ่งนี้ไม่มีรถ...ก็คงหาทางเทรกไป Likir  
 

คนที่บ้านนั้นยืนยันว่ารถประจำทางวิ่งผ่าน Likir อ่ะมีอยู่ และย้ำบอกว่าอย่าคิดเดินเท้าไปเลยมันไกล ฉันรู้
ว่าเรื่องการเดินทางไกลข้ามเขาข้ามหมู่บ้านในระยะทางไกลและสูงชันของชาวลาดักไม่ใช่
สิ่งประหลาด 
เอาน่า!
 เรามาคนเดียวและไม่ใช่คนพื้นที่แถมยังไม่รู้ทิศทางแบบเขาก็ไม่ต้องคิดจะห้าวก็ได้

ในเช้าวันถัดมา ฉันนั่งรถออกจากหมู่บ้านประมาณ 8 โมงเช้า มีคนช่วยกำชับคนขับให้ก่อนออกรถ ถ้าไปถึง
จุดลงรถที่
Likir ก็อย่าลืมหันมาบอกด้วย เพราะรถคันนี้วิ่งไปไม่ถึงที่หมายนั้นโดยตรง 





กระสอบบรรจุข้าวและอื่น ๆ ที่มาวางกองรวมกันบริเวณที่ว่างตรงด้านหน้าของรถ 



หน้าที่หลักของคนนั่งเบาะตำแหน่งด้านหน้า

แนะนำว่าที่นั่งที่ปลอดภัยก็คืออยู่ใกล้ ๆ กับคนขับรถค่ะ ไว้กดดันไม่ให้ลืมบอกเราว่าถึงที่หมายเมื่อไหร่ไป-
ในตัว อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกคือโซนด้านหน้านี้มีพื้นที่กว้างสำหรับวางของเยอะ...เมื่อถึงจุดจอดตรงหมู่บ้าน 
ก็มักเจอการรับฝากข้าวของส่งไปยังตัวเมือง ไม่ก็จุดรับฝากของปลายทาง ณ ที่หนึ่งของการนัดหมาย มาสุม
กองอยู่ตรงโซนหน้านี้เป็นประจำ ตามมารยาทแล้วก็ต้องช่วยเขาเคลียร์พื้นที่
และคอยดูแลให้ด้วย  




เส้นถนนที่วิ่งเลาะเลียบไปตามไหล่เขาบางครั้งก็มีปัญหา...ต้องอาศัยรถแบ็คโฮมาเคลียร์ให้



เมื่อผ่านมาถึงหมู่บ้านหนึ่ง เดาว่าน่าจะเป็น Yangthang มีผู้หญิงต่างชาติมายืนรอขึ้นรถพร้อมกับคนพื้นที่
แอบคิดว่าพวกเขาน่าจะมีแนวโน้มไปลงยัง 
Likir เหมือนกันแน่ ที่นั่นค่อนข้างเป็นหนึ่งในจุดหมายของ
นักท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่ก็ผิดคาด...พอมาถึงทางแยกที่ต้องลงรถ ไหงกลับมีแค่ฉันคนเดียวที่ต้องลงตรงนั้น 
คนขับรถบอกให้เดินต่อไปเองบนทางเนินอีกราวสองกิโลเมตร  


หลังรถวิ่งหายลับตาไปแล้ว   รู้สึกวังเวงเป็นบ้า 






พอใกล้ถึงปลายทางคนขับก็บอกให้รู้ว่าอาคารสีขาวที่ตั้งเด่นไกล ๆ นั่นคือ Likir Monastery 


รถหักเลี้ยวมาอีกทางเพื่อวิ่งออกถนนใหญ่ โดยหยุดจอดให้ลงตรงนี้  



เดินตรงไปตามป้ายเลย เส้นทางก็ไม่ซับซ้อนอะไร



ระหว่างทางที่เดินขึ้นเนินไปเรื่อย ๆ บริเวณตำแหน่งซ้ายมือ คือที่ตั้งของชุมชน Likir ซึ่งก็มีบ้านเรือน โรงเรียน
ป้ายบอกทางไปร้านอาหาร เกสเฮาส์ติดอยู่ด้วยแต่มันก็ไกลห่างจากจุดหมายมากอยู่ดี น่าจะไกลเกิน 2 กิโลฯ 
พอเห็นที่ตั้งอารามสงฆ์กับทางถนนที่พาเลี้ยวอ้อมโลกด้านล่างโน่น -- Oh ju! 
หาทางลัดเดินไปดีกว่าค่ะ  


แอบได้ยินเสียงพึมพำ ๆ มาจากฝั่งคนอ่าน
เฮ้ย...จขบ. มันรู้ได้ไงว่าทางลัดอยู่ไหน 112





มีคนมาเขียนแผนที่ไว้บนหิน โอ๊ะ...เดินไปอีกห้าสิบเมตรเอง



พอข้ามมายังฝั่งที่ว่าในระยะห้าสิบเมตรก็พบทางลัด...และลายแทงบนหินบอกว่าต้องเดินต่อไปอีกหนึ่งกิโลเมตร จ้าาาา



แล้วมันก็ไม่ใช่ทางราบ แต่เป็นทางลัดที่พาขึ้นเขาลงห้วยชัด ๆ 



แถวนี้มีทางน้ำไหล มีต้นไม้ ดูสดชื่นดีเห็นแล้วก็รู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมาบ้าง



ปีนขึ้นมาถึงเนินด้านบนแล้ว ขอถ่ายภาพย้อนเส้นทางที่เดินไกลมาจากฟากโน้นสักหน่อย มองไม่เห็นจุดลงรถหรอกค่ะ โค้งนั้น
โดนเนินเขาบังอยู่ 



ตอนแรกไปเจอเกสเฮาส์เล็ก ๆ ชื่อ Old Likkir ตามลายแทงที่พามา มันอยู่กลางทุ่งบรรยากาศดีเลยแหละ
ดูฮิปใช้ได้  ด้านในมีบอร์ดประชาสัมพันธ์ขนาดเล็กติดบอกราคาที่พักและบริการอื่น ๆ อย่างเช่นการจัดนำ
เส้นทางเดินทางไกล พาเทรกข้ามเขาเชื่อมไปยังหมู่บ้านหรือพื้นที่อื่นซะด้วย แต่เหมือนจะไม่มีคนอยู่ดูแล
ส่งเสียงเรียกแล้วไม่มีสัญญาณตอบรับ ได้ยินแค่เสียงเพลงตะวันตกแว่วมาจากลานชั้นสอง คงเป็นเพลงของ
นักท่องเที่ยวที่มาพัก...ก็เลยออกจากที่นั่นไปยังทิศทางใหม่แทน ผ่านท้องทุ่งข้าวบาร์เลย์ที่กำลังรอเก็บ
เกี่ยวผลผลิตในเวลานี้ และจุดตั้งสถูปเก่า ๆ สีขาวขนาดเล็กและใหญ่คละปนกันไป 

เส้นทางไปยังหน้าวัดที่ดูไกลห่าง  คงมีบ้านคนอาศัยอยู่เพราะมีถนนเชื่อมถึง หวังว่าแถวนั้นจะมีที่พักเงียบ ๆ
ให้ได้ค้างแรมหรือหากไม่มีค่อยย้อนกลับมาที่เก่าก็ยังไหว  เมื่อเดินไปจนเกือบถึงหัวโค้ง ก็เจอพระรูปหนึ่ง
ขับมอเตอร์ไซค์ลัดทุ่งสวนทางมาพอดี  เลยต้องรีบโบกถามถึงเกสเฮาส์ที่อยู่ฟากโน้นว่าพอจะมีมั้ย เผื่อจะได้
ไม่ต้องย่ำเท้าต่อให้เสียเที่ยว หลวงพี่บอกว่า...เดินไปอีกหน่อยแถววัดมีให้เลือกเยอะแยะ   




ซุ้มตรงทางเข้าวัด ส่วนอาคารทางซ้ายมือเป็นที่ตั้งของสถาบันสงฆ์ 



กงล้ออธิษฐานบริเวณทางเข้าหน้าวัด แถวนี้มีร้านขายอาหารนะคะ 



ฉันมาถึงลานจอดรถหน้าวัด พร้อม ๆ รถยนต์คันหนึ่งที่ตรงเข้ามาจอดเทียบ เห็นพวกเขากำลังเตรียมขนข้าว-
ของ เครื่องใช้ในครัวเรือน อย่างกระติกน้ำร้อน หม้อนึ่ง แล้วก็เคียวเกี่ยวข้าวอีกสองสามเล่มลงจากรถเพื่อนำไป
ไว้บนวัด  ดูทรงแล้วไม่น่าใช่นักท่องเที่ยวหรือคนต่างถิ่นนะ ...ไม่รู้คิดยังไงแต่ฉันอยากลองถามพวกเขาดูเรื่อง
ที่พัก  พี่คนขับเลยหันไปคุยกับป้าแล้วบอกให้รอตรงนี้ครู่หนึ่ง เดี๋ยวให้ป้าพาไปที่บ้านเพราะแกเปิดบ้านให้
นักท่องเที่ยวมาพักอยู่พอดี 




กะโหลกแพะและมัดกิ่งไม้ที่นำมาผูกเป็นกรอบล้อม ถูกวางไว้ตรงเนินดินที่ก่อไว้ตรงข้างบ้าน


ที่พักใน Likir หนนี้อยู่ไม่ไกลไปจากวัดและหน้าถนนใหญ่เท่าไหร่ สามารถเดินทะลุถึงกันได้สบาย ๆ สำหรับ
โฮมสเตย์ที่ป้าทำอยู่นั้นมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่เป็นกิจลักษณะค่ะ วันนี้ก็เลยได้ทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยว
กะเขามั่ง   โอเค...ได้ที่พักแล้ว (เลิกบ่นซะที)  เดี๋ยวพาขึ้นไปเที่ยวชมวัดพอกรุบกริบและสภาพแวดล้อมของ
พื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้านนี้ต่อเลยนะคะ 

ก็ตามอย่างที่เห็น Likir มีหมู่บ้านตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งหากผ่านเข้ามา
จากทางถนนใหญ่ก็จะผ่านจุดที่ตั้งชุมชน
ส่วนฟากที่ตั้งของวัดก็เป็นพื้นที่เพาะปลูกเสียส่วนใหญ่ หมู่บ้านนี้อยู่ไกลจากเลห์ประมาณ 58 กิโลเมตร  
หลายคนมักแวะมาเที่ยววัดกัน อารามสงฆ์แห่งนี้ก่อตั้งมาในช่วงศตวรรษที่ 11 ด้วยความที่ไม่ได้ถูกทิ้งร้าง

จึงไม่ได้ดูทรุดโทรมมากเสียเท่าไหร่ เคยสังเกตอยู่ว่า วัดแถวนี้เขาพยายามบูรณะให้คงสภาพเดิมมาก ๆ นะ
ก็เลยตรึงความรู้สึกเก่าแก่โบราณเอาไว้ได้แบบไม่ต้องพยายาม  ยกเว้นพระพุทธรูปสีทององค์ใหญ่ข้างวัด
ที่เพิ่งสร้างขึ้นภายหลังเมื่อปี ค.ศ. 1999  

เมื่อเดินเข้าไปยังพื้นที่ด้านในก็จะมีแนวลูกศรชี้บอกทางไปจนถึงจุดสิ้นสุด ไม่รู้ว่าวันนี้มาผิดเวลาหรือบริเวณ
ชั้นสองปิดทำการประตูบนนั้นล็อคไว้ เจอแค่พระที่นั่งเฝ้าจอภาพวงจรปิด เห็นนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่เดินนำ
มาก่อนหน้าต้องเดินย้อนกลับลงมาเหมือนกัน ก็เลยไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมจนครบหมด 




บริเวณกลางลานวัดด้านในมีที่ตั้งของธงผืนยาวปักอยู่ 



ประตูทางเข้าวิหาร 



โต๊ะสำหรับทำวัตรสวดมนต์ ตอนนี้เลยเวลาแล้วเลยไม่ได้เห็นช่วงประกอบพิธี มีแค่เสื้อคลุมที่จัดเรียงวางไว้พับไว้อย่างเป็น
ระเบียบส่วนหมวกที่เห็นแขวนตรงเสาข้าง ๆ กลองสีเขียวคงไม่ต้องเดาให้ยากเนอะว่าเป็นอารามสงฆ์นิกายไหน คำตอบคือ
Gelug หรือ เกลุกปะ "นิกายหมวกเหลือง" นั่นเอง

 


ภาพจำลองของทะไลลามะองค์ปัจจุบันตั้งอยู่บนธรรมาสน์ตรงเบื้องหน้า 



ขึ้นมาที่ด้านบนแล้วก็ต้องกลับเพราะห้องถูกปิดกุญแจไว้



ภาพถ่ายเก่า ไม่รู้ว่าบันทึกในปีไหน 



ดอกไม้ที่ปลูกไว้เป็นสีสันในฤดูร้อนตรงระเบียงด้านนอก  




พื้นที่ด้านหลังที่เป็นท้องนา -- รูปนี้ถ้ามองดี ๆ จะเห็นคนยืนเกี่ยวข้าวที่นาแปลงหนึ่ง




น่าจะเป็นข้าวบาร์เลย์ 



เจอเจ้าถิ่นตัวนึง  


เรื่องของอาหารการกิน สำหรับนักท่องเที่ยวที่แวะมาเที่ยว Likir Monastery  บริเวณทางเข้าด้านหน้าจะเจอกับ
ร้านขายอาหารอยู่สองแห่งและร้านขายของ
ทั่วไปหนึ่งร้าน ลูกค้าประจำของร้านที่ว่ามักเป็นเณรและเด็กพอถึง
ช่วงพักเบรกก็ออกมาซื้อขนม มีโรงเรียนวัดตั้งอยู่ถัดไปบริเวณด้านหลังร้านขายของ เห็นมีป้ายติดไว้หน้าประตู
ของโรงเรียนว่ายินดีต้อนรับผู้มาเยือน ถ้าเข้าไปเยี่ยมชมช่วงบ่ายก็จะการจัดน้ำชาดำมาให้ดื่ม 
(*เป็นคนละส่วนกับ
สถาบันฯ บริเวณทางเข้าวัดนะ) 


สำหรับสาย Eco ที่พกกระบอกน้ำมาเอง ก็ให้เดินไปที่ลานหน้าวัดเลยค่ะ มีจุดกรอกน้ำดื่มรองรับไว้  






คอกเลี้ยงสัตว์แถวหน้าลานวัด



พื้นที่สีเขียวกลางหุบเขาและลำธารเล็ก ๆ ด้านล่าง   



อีกมุมหนึ่งของ Likir Monastery ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาขนาดเล็ก 




รถประจำทางที่วิ่งผ่านหมู่บ้านในช่วงเย็น มีการทยอยส่งข้าวของที่ผูกติดไว้บนหลังคาให้กับชาวบ้านที่มารอ 



บรรยากาศหลังพระอาทิตย์ตกผ่านวิวหน้าต่างที่พัก



ห้องรับแขกที่โฮมสเตย์ พวกตู้โชว์ของแต่ละบ้านก็สไตล์นี้ทั้งนั้นคือ มีหม้อ,ไห,ถ้วย,ชาม ให้ดู



พื้นที่ครัวด้านในอีกห้อง ป้าเรียกให้มากินมื้อค่ำที่นี่แทนเพราะห้องนี้มีโทรทัศน์  เราเลยนั่งกินข้าวไปพร้อม ๆ กับดูหนังอินเดีย 


คืนนี้มีแค่ป้ากับฉันที่อยู่กันแค่สองคน เรานั่งกินข้าวมื้อเย็นพร้อมกัน ผักที่นำมาทำอาหารก็เก็บจากแปลง
ปลูกข้างบ้านเด็ดกันสด ๆ ล้างน้ำแล้วก็เอามาปรุง พืชผักสวนครัวหลัก ๆ ก็มี มันฝรั่ง ถั่วลันเตา แครอท 
กะหล่ำดอก ปาลัก (คล้าย ๆ กับ Spinach) มะเขือเทศ ...ไม่แน่ว่าอาจมีเยอะกว่านี้ 

ฉันแอบเห็นมีใบไม้แห้งวางผึ่งไว้บนถาดด้วยทีแรกก็นึกว่าเป็นชา แต่ที่
จริงแล้วคือ ใบปาลัก 
ป้าบอกว่าต้องเอามาตากแห้งเก็บไว้สำหรับกิน
ช่วงฤดูหนาว เพราะในเวลานั้นเพาะปลูกอะไรไม่ได้
ซึ่งนั่นคือเรื่องปกติของคนที่นี่  พวกเขารู้จักวิธีการถนอมอาหารไว้เก็บกินนอกฤดูกาลมาตั้งไหนแต่ไร
การออกไปจ่ายตลาดเพื่อซื้อหาอาหารคือวิถีไม่ค่อยปกตินัก  (ฮา) 

ฉันแอบสงสัยว่าแล้วกิจการบ้านพักในฤดูนั้นจะตั้งรับกับนักท่องเที่ยวกันยังไง?  ป้าตอบแบบไม่ต้อง
คิดอะไรให้ซับซ้อนยุ่งยาก "ก็ปิดสิ ...
ช่วงหน้าหนาวไม่ค่อยมีคนมาพักค้างแรมกันอยู่แล้ว"
ฟังแล้วรู้สึกดีใจจัง ที่ได้มาเที่ยวตอนฤดูร้อน อย่างน้อยเรื่องอาหารการกินมันก็ดูหาง่ายกว่าเป็นไหน ๆ 


 

 




"อื่น ๆ"


* ระยะทางไกลจาก Leh มา Likir เราอิงตามตัวเลขที่ระบุบนแผนที่นะคะ

* ข้อมูลของที่พักกลางทุ่งที่หลงไปเจอลงเผื่อไว้เป็นแนวทาง
สำหรับคนรักบรรยากาศ
กลางท้องนาละกัน   Old Likkir guest house
(Old Likkir Traditional Farmstay) ที่อยู่เพจ : Ladakh Trekking Oldlikkir Guest House
ส่วนเว็บไซต์ที่เขียนบอกไว้บนหิน https://www.oldlikkir.com นั่นเปิดไม่ได้ 

โฮมสเตย์ที่ได้เข้าพักวันนั้นคือ Chuma Homestay  
ก็สะดวกตรงที่มีรถประจำทางที่วิ่งไปเลห์รอบเช้าวิ่งผ่านหน้าบ้านพอดี 


Create Date : 29 กรกฎาคม 2563
Last Update : 3 สิงหาคม 2563 14:01:25 น. 12 comments
Counter : 467 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณtuk-tuk@korat, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก, คุณhaiku, คุณKavanich96, คุณสองแผ่นดิน, คุณภาวิดา คนบ้านป่า, คุณInsignia_Museum, คุณSweet_pills, คุณชีริว, คุณ**mp5**


 
ทางกันดารมาก แต่ก็มีเสน่ห์สุด ๆ ค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 31 กรกฎาคม 2563 เวลา:20:48:59 น.  

 
ป๊่าดโธ่! Old Likkir
อุตส่าห์ทำลายแทงซะดิบดี (หมายถึงดิบ ดี อะนะ ^^")
แตู่้คนดูแลดันไม่อยู่ซะได้ เลยดันอดได้ลูกค้า VIP เลย เห็นมะ
แต่ช่างมันเนอะ ที่พักที่ใหม่ดูดีแถมถูกกฎหมายซะด้วย
ได้กินอยู่แบบนักท่องเที่ยวซะที ><

ดูจากรูป ถนนแถว ๆ วัดเค้าทำดีเรียบสวยเลยล่ะ
อาจเป็นเพราะ ที่นั่นน่าจะเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญ
และน่าจะมีนักท่องเที่ยวผ่านไปผ่านมาแถวนั้นไม่น้อยมั้ง
เลยทำดูดีอย่างนี้


ป.ล.1 ชอบรูปที่มีคำบรรยายว่า "ดอกไม้ที่ปลูกไว้เป็นสีสันในฤดูร้อน..." สวยดี ^^
ป.ล.2 กะโหลก, ทยอย นะ


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 31 กรกฎาคม 2563 เวลา:23:21:09 น.  

 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 3 สิงหาคม 2563 เวลา:2:11:29 น.  

 
ไปดูลิ้งค์เกี่ยวกับแอฟริกันไวโอเล็ตที่บ้านพี่นะคะ
แปะที่นี่ไม่ได้ค่ะ แล้วพรุ่งนี้พี่กลับมาใหม่




โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 4 สิงหาคม 2563 เวลา:19:57:43 น.  

 
อ่านถึงท้ายย่อหน้า ค.ศ.1999 ละค่ะ
จะมาต่อ



โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 5 สิงหาคม 2563 เวลา:18:04:18 น.  

 
การเดินทางที่ผ่านภูเขาสูง ผู้คน วัด ที่ไม่คุ้นชิน
น่าจะเป็นความสุขของผู้ไปเยือน
ชอบการแนะนำเส้นทางบนก้อนหิน ไอเดียดีจริงๆครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 5 สิงหาคม 2563 เวลา:18:44:41 น.  

 
พี่ใช้ดินร่วนๆผสมมูลไส้เดือน
ตั้งกระถางให้ได้แดดวันละสองสามชั่วโมงตอนเช้า
รดน้ำวันเว้นวัน ให้ปุ๋ยตัวกลางสูงบ้าง
แต่พี่ว่าน้องแอฟคงชอบอาการเย็นนะคะ
พี่เลี้ยงที่กรุงเทพฯก็ไม่รุ่งค่ะ



โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 6 สิงหาคม 2563 เวลา:13:28:58 น.  

 

ความรู้ใหม่ครับ ไปค้นดูเลยได้ทราบถึงประวัติของ Gelug และได้ทราบถึง Likir Monastery เค้าว่าที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่งดงาม อยู่ใกล้กับ แม่สินธุ คือที่ต้องไปค้น ตามความเข้าใจของผม คิดว่าคุณกำลังเล่าเรื่องการเดินทางในอินเดีย อยู่ ที่ทำให้ผมงงคือ Gelug เป็นนิกาย มหายาน จากทิเบต พระลามะ พาให้คิดว่าคุณไปทิเบตล่ะมั่ง เลยต้องเข้าไปดูสถานที่ ที่คุณกล่าวถึง อยู่ที่ไหนครับ
.
.
.
จากบล็อก ผมว่าใช่ครับ บลูซัลเวีย แต่สีของมันทำให้ผมต้องหาข้อมูลเพิ่มอีก


โดย: สมาชิกหมายเลข 4149951 วันที่: 6 สิงหาคม 2563 เวลา:23:39:07 น.  

 
สวัสดีค่ะน้องฟ้า

จากจุดลงรถแล้วต้องเดินต่อเองไกลทีเดียวนะคะ
โชคดีมีคนเขียนทางลัดบนก้อนหินไว้ก่อนหน้า

พี่ต๋าพยามยามหาคนยืนเกี่ยวข้าวตามที่น้องฟ้าบอก
เดี๋ยวต้องหาอีกรอบค่ะ

บรรยากาศที่พักดูอบอุ่น อยู่กับคุณป้าและได้กินอาหารจากวัตถุดิบสดๆจากสวนครัวด้วย ดีจังค่ะ
ขอบคุณน้องฟ้าที่แบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวนะคะ

นอนหลับฝันดีคืนนี้
ขอบคุณที่เจิมบล็อกให้พี่ต๋า+กำลังใจค่ะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 7 สิงหาคม 2563 เวลา:22:26:05 น.  

 
อ้าว เสียใจ มาไม่ทันดูก(ร)ะหล่ำ...

ตอนไปทัวร์ชอบนั่งหลัง เพราะถ่ายรุปผ่านกระจกหลังชัดกว่ากระจกข้าง แต่ถ้านั่งรถเองคงต้องนั่งข้างคนขับจริงๆแฮะ ไม่งั้นลงผิด
ป้ายบอกทางหยั่งกะภาพเขียนยุคก่อนประวัติศาสตร์ จารึกบนหินอย่างคลาสสิค
ชอบความแล้งๆ หินๆ นะ มันสวยอีกแบบ แต่ถึงจะแล้งดอกไม้ก็บานสวย
หมาแถวนี้ไม่ไล่เห่าแบบหมาไทยใช่ป่ะ


โดย: ชีริว วันที่: 8 สิงหาคม 2563 เวลา:16:56:38 น.  

 
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ


โดย: **mp5** วันที่: 9 สิงหาคม 2563 เวลา:18:51:21 น.  

 
มาอ่านได้จบแล้วค่ะ
ขอบคุณที่พาไปเที่ยวนะคะ



โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 10 สิงหาคม 2563 เวลา:19:18:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

กาบริเอล
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




ชอบต้นไม้, แมว, หนังสือ
และออกเดินทางท่องเที่ยวบ้าง

ไม่ชอบพบปะผู้คนมากนัก
เป็นมนุษย์จำพวก introvert

การเขียนบล็อก
คืออีกพื้นที่บอกเล่าผ่านตัวอักษร
และตัวตนของเราก็อยู่ในสิ่งที่เขียนค่ะ

ขอบคุณ Bloggang
สำหรับพื้นที่แบ่งปันตรงนี้นะคะ

....

เริ่มต้นลงบันทึกอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 16 ม.ค. 2014

(C) ขอสงวนลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย 
ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง แก้ไข 
โดยไม่แจ้งที่มา ก่อนได้รับอนุญาต


New Comments
Friends' blogs
[Add กาบริเอล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.