บริหาร การจัดการ การตลาด พัฒนาตนเอง พัฒนาความคิด กลยุทธ์ ธรรมะ จักรราศี ฯลฯ
จัดตั้งธุรกิจ ปรับปรุงกิจการ | ไขความลับสมองเงินล้าน | การเขียนแผนธุรกิจ | บริหารคน บริหารงาน | พัฒนาความคิด
พระไตรปิฎกฉบับหลวง | แด่องค์กรที่แสนรัก | สุขใจกับเด็กสมาธิสั้น
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2548
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
23 สิงหาคม 2548
 
All Blogs
 
มองการศึกษาของไทย ในเชิงการตลาดและการบริหาร

เท่าที่ผมสังเกตุการศึกษาของเรานั้น ก็เหมือนกับ สาธารณูปโภคของเรา มันเป็นสิ่งจำเป็น แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้มา และ ต้องอยู่กับมันโดยขาดมันไม่ได้ ทำให้คนให้บริการทางด้านการศึกษา น้ำ ไฟฟ้า และ อื่นๆ ที่ทางรัฐบาลจัดให้ ทำแบบ คุณได้แค่นี้ คุณต้องจ่ายแค่นี้ ซึ่งผมคิดว่า ถ้ามันจะผิดแล้วละก็ มุมมองของคนบริหารประเทศนั้น เป็นสิ่งที่ผิด เพราะเขาคิดว่า เขาจัดระบบ และ องค์ประกอบโดยรวม เพื่อให้เราได้ใช้ ดังนั้น การจัดระบบแบบรวมๆ นั้น มันก็เลยเหมาะกับ คนกลุ่มใหญ่ หรือ คนที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับคนกลุ่มใหญ่ได้เท่านั้น แค่นี้ผมก็รู้สึกได้ ถึงการบีบบังคับให้ทำ ให้เรียน ให้ใช้ และ ให้จ่ายในสิ่งที่บางครั้ง คุณไม่มีทางเลือกมากนัก...

การเรียนการสอนของเรานั้น ปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกันทั้งห้อง ทำให้ผู้เรียนนั้น ไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพของตนเองเท่าที่ควร จึงทำให้เกิดอาการท้อแท้ หรือ มีความขัดแย้งขึ้นในใจจนอาจทำให้การเรียนการศึกษาของคนๆนั้น ตกต่ำ และ หนำซ้ำ สังคมของเรายกย่องเชิดชู คนที่เรียนเก่งในระบบนี้เสียด้วย สังคมของเรา ชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ชอบยกตนให้สูงกว่าคนอื่น ทำให้ เด็กๆ เกิดค่านิยมที่ผิดๆ และหากคนใดเพลี่ยงพล้ำโดนสังคมทำร้าย เหยียดหยาม แล้ว อาจจะทำให้ ผู้เรียนท่านนั้น เกิดการเลือกเส้นทางที่ไม่ถูกต้องก็มีมาก...

แต่เมื่อผมอยู่ในห้องสีลม พันทิปแห่งนี้ ผมก็อยากให้เพื่อนๆ หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้อง มองการเรียนการศึกษาในมุมของ การตลาด และ บริหาร บ้าง ซึ่งผมต้องก็ขอเปรียบการศึกษา เหมือนกับ "การบริการ" มันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต แต่มันก็เป็นงานบริการ ที่ต้องการดูแลเอาใจใส่กับ ผู้ใช้บริการ ถ้าคิดว่า การศึกษา เป็นงานทางด้านการบริการแล้ว คุณจะมองเห็นได้ถึง ภาพของการบริการนักเรียนในรูปแบบต่างๆกัน ภาพของการเอาใจใส่ ภาพของการทำความเข้าใจ และ ยอมรับนักเรียนมากขึ้น ซึ่งนั่นคือทั้งหมดที่ผมจะกล่าวต่อไป...

ผมเพียงอยากได้ การเรียนการศึกษา ที่ลูกผมกำลังใช้บริการอยู่ในตอนนี้ ให้เหมาะกับเขามากที่สุด และ ผมก็อยากได้การบริการที่ดีกว่านี้ สำหรับลูกๆของผม หรือ แม้นแต่ลูกๆของเพื่อนๆ ลูกๆของคนทั่วไป เพื่อทำให้ งานบริการที่ ครู หรือ อาจารย์ ควรจะสร้างให้มีให้กับผู้ใช้บริการอย่าง นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั้งหลาย เพื่อให้เขาเหล่านั้น ได้ออกมามีคุณภาพ ทั้งทางด้านความคิด และ สติปัญญา




"เข้าใจผู้เรียนรู้ และ เลือกวิธีการให้เหมาะกับผู้เรียน"


องค์ประกอบที่สำคัญของการศึกษาคือ ผู้เรียนรู้ และที่สำคัญ ผู้เรียนรู้แต่ละคนนั้น มีนิสัยในการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน มีความสามารถในการเรียนรู้ต่างกัน มีความชอบพอ และ ต้องการที่แตกต่างกัน มีสภาวะแวดล้อมที่จะเอื้อต่อการเรียนรู้แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ ครู และ อาจารย์ ทั้งหลาย พึงมีความเข้าใจในผู้เรียนรู้ให้มากที่สุด เพื่อจะหาแนวทางการสอนในแต่ละกลุ่มนั้น ได้แตกต่างกันออกไป ซึ่งมันอาจจะเป็นไปได้ยากที่จะให้ ครู/อาจารย์ มองเห็น ศิษย์ แต่ละคนแตกต่างกัน และ ปฏิบัติให้แตกต่างกัน ผมบอกว่ามันยาก แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้



"ผลักดันให้ผู้เรียนรู้ มีแนวคิด และ ความสามารถ ในสิ่งที่เขาเป็น อย่างธรรมชาติ"


ถ้าเราได้วิเคราะห์ คนให้ลึกซึ้ง คุณจะเห็นว่า นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งหลายที่มีความแตกต่างกันนั้น สามารถแยกกลุ่มความสามารถในการเรียนรู้ ได้เป็นกลุ่มๆ อย่างเช่น คนบางกลุ่มชอบออกความคิดเห็น แต่ คนบางกลุ่มชอบที่จะคิดแต่ไม่กล้าออกความเห็น คนบางกลุ่มชอบที่จะมีคนมาป้อนความรู้ให้ คนบางกลุ่มชอบที่จะเป็นจุดเด่นของการเรียนรู้ คนบางกลุ่มชอบที่จะเรียนรู้เอง จะเห็นว่า ถ้าเราได้รวบรวมลักษณะการเรียนรู้ของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้อย่างเป็นระบบ แล้ว เราจะเห็นความแตกต่างของผู้เรียน ได้อย่างเด่นชัด หากครู/อาจารย์ ได้แยกแยะ ผู้เรียนออกเป็นกลุ่มๆ ได้ ก็จะสามารถเลือกปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับ กลุ่มคนนั้นๆได้ ทำให้คนแต่ละกลุ่มได้รับความพึงพอใจ ในสิ่งที่เขาชอบ สิ่งที่เขาสามารถแสดงความรู้ ความสามารถของตนเอง ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และ เหมาะกับตัวเขาแล้ว สิ่งเหล่านี้จะผลักดันให้พวกเขาได้ก้าวไปในทิศทางที่เป็นตัวของเขาเอง และ สร้างให้เขามีความคิดตามแนวของเขาได้มากขึ้น...



"สร้างระบบที่ดีสำหรับสร้างคน"


การวิเคราะห์กลุ่มคนนั้น ต้องให้ ความสามารถและมันสมองของประเทศ ในการสร้างระบบต่างๆขึ้นมา ซึ่งต้องใช้การรวบรวมความคิด และ การวิจัยพฤติกรรมของผู้เรียน เพื่อให้ได้ข้อสรุป เพื่อหาแนวทางที่สอดคล้อง และ วิธีการที่ดีที่สุด ในการที่จะทำให้ ผู้เรียน นั้น สามารถขับเอาความสามารถเฉพาะตน แสดงออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่คนมีอำนาจสั่งการมองข้าม ทำให้เรายังไม่มีระบบการสร้างคนธรรมดา ให้มีความสามารถที่เป็นเลิศ ความรู้เหล่านี้ จริงๆมีหลายท่านที่ได้ศึกษาและรวบรวมเอาไว้ แต่ไม่เห็นมีใครสามารถเอาความรู้ที่เรามีมาประยุกต์ หรือ ใช้งานอย่างจริงจัง นี่เป็นอีกสิ่งที่ผมมีความรู้สึกว่า เรากำลังทิ้งให้ความรู้ที่มีคุณค่าที่ได้มีการรวบรวมมาอย่างดีเหล่านี้สูญเสียไปเปล่าๆ



"สร้าง คนให้มีศักยภาพทางด้านจิตวิทยา และ การสื่อสาร"


ความสามารถในการแยกประเภทของผู้เรียน ไม่ต้องการมันสมองที่เป็นเลิศ แต่ต้องการผู้ที่เข้าใจคน ผู้ที่มีจิตวิทยา ผู้ที่มีความโอบอ้อมอารีย์และมุ่งมั่นที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ ให้ได้คุณภาพมากที่สุด รวมทั้งเป็นคนที่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ทุกกลุ่มคนเข้าใจ... การจะหาคนกลุ่มนี้ให้ได้จากกลุ่มคนทั่วไป ผมว่า ทำได้ยากกว่าการหาคนเรียนดีที่สุด มากมายนัก นั่นเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ระบบการศึกษาของเราไม่ได้ไปถึงไหน... แต่ความเป็นจริงแล้ว คนที่มีลักษณะเช่นนี้ของไทย มีจำนวนมาก และ อันที่จริง คุณลักษณะเหล่านี้ สามารถสร้างให้มีได้ ง่ายกว่าการสร้างคนให้เรียนเก่งเสียอีก แต่ไม่มีใครที่จะสนใจในจุดนี้มากนัก ระบบการสร้างคนที่มีความรู้แล้วต้องสร้างให้มี ให้เกิดให้ได้ ก่อนการสร้างคนรุ่นใหม่วัยเยาว์ต่อไป



"การสร้างการเรียนรู้ไม่ใช่สอนแต่วิชาพื้นฐานแล้วให้ไปประยุกต์เอง"


นอกจากการจะผลักดันให้ ผู้เรียน นั้นเรียนรู้ในแนวทางของเขาเอง... หรือ การจะสร้าง ครู/อาจารย์ให้เหมาะกับการสอนนั้น สิ่งที่สำคัญถัดมาคงไม่พ้น หลักสูตร สำหรับการเรียนการสอน ซึ่งตอนนี้ หลักสูตรของเรานั้น ได้แยกย่อยออกมาเป็นแขนงๆ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ บัญชี การบริหาร การจัดการ ช่างเครื่อง ช่างศิลป์ มันแยกย่อยออกมา เจาะแนวลึกมากกว่าแนวกว้าง จนทำให้เรามองไม่เห็นถึงวิธีการเอาความสามารถแต่ละแขนง มารวมกันเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา และ ใช้ในชีวิตประจำวัน หลักสูตรที่จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนการสอนแบบบูรณาการที่ดีนั้น ต้องมีรูปแบบการผสมผสานความรู้ในแขนงต่างๆ ในหลักสูตรเดียว และ สามารถอธิบายได้ทั้งในแง่ของการแยกองค์ประกอบของความรู้ออกมาเป็นแขนงต่างๆอย่างลึกซึ้ง ซึ่งหากสามารถรวมรวมและจัดทำหลักสูตรอย่างนี้ได้อย่างต่อเนื่อง จะสร้างให้ ผู้เรียน มีความคิดที่ลุ่มลึก และ มองเห็นภาพของความเป็นจริงได้มากขึ้นด้วย อีกทั้งในอนาคต เราต้องการคนที่มีความรู้หลากหลาย มีความสามารถหลายด้าน เพื่อเอาความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ให้เป็นสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้น อย่างเช่น นักวิศวะที่เก่งทางด้านแพทย์, นักจิตวิทยาที่เก่งทางด้านการสอน คนเหล่านี้จะเป็นที่ต้องการในอนาคต ซึ่งหากสามารถผลักดันแนวทางการเรียนอย่างผสมผสานได้ จะทำให้เราได้บุคคลากรไว้รองรับในอนาคตได้มากทีเดียว



"กีดกัน ขัดแย้ง หวงแหน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่พัฒนา"


หลักสูตรลักษณะนี้ ไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก มีบางคนคิดออกมาเป็นรูปธรรมแล้ว แต่เนื่องจากการสื่อสารภายในของระบบเรา รวมทั้ง การไม่ยอมรับแนวทางใหม่ๆ ทำให้เกิดการกีดกันวิธีการเรียนการสอน ในเชิงบูรณาการขึ้น ทำให้เราไม่ได้ก้าวหน้าไปถึงไหนมากนัก อีกทั้ง ความรู้ต่างๆที่มีส่วนใหญ่ ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างจริงจัง อันเนื่องจากมันเป็นความลับบ้าง มันเป็นสูตรเฉพาะบ้าง มันเป็นท่าไม้ตายที่จะต้องตายไปกับผู้รู้ บางคนรู้ว่าตัวเองเก่งอะไรแต่ก็ไม่ยอมถ่ายทอดออกมาอันเนื่องจากกลัวว่าคนอื่นจะหาว่าอวดเก่ง จนมีคำๆนี้ขึ้น "ทำดีได้แต่อย่าเด่นจะเป็นภัย" ก็ในเมื่อสังคมของคนไทยเรามีอย่างนี้มาก โดยเราสอนให้รักษาตัวรอดของตนเองก่อน ซึ่งในความเป็นจริงก็ควรเป็นเช่นนี้ แต่ถ้ามองในแง่ลบมันก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ มันทำให้ใช้การรักษาตัวรอด กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไป มันทำให้เราไม่สามารถแยกคนที่มีความสามารถ กับไม่มีความสามารถได้ยาก บางคนก็บอกว่าตัวเองเก่งแต่ทั้งๆที่ตัวเองไม่มีอะไร สังคมของเราเลยวุ่นวาย ไม่รู้ว่าคนไหนคือคนจริง คนไหนคือของปลอมไป สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าของประเทศเสียด้วยซ้ำ...



"เราต้องมีความต่อเนื่องในการสร้างสรร"


การสร้างหลักสูตรให้ต่อเนื่องได้จนจบกระบวนการ และ ช่วงระยะเวลาการเรียนรู้นั้น มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องมีการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และ ต้องใช้วิชาความรู้ที่มีแต่ละแขนง มาผสมผสาน และ ทำให้ต่อเนื่อง ต้องมีระบบการสื่อสารที่ดี ต้องมีวิธีการที่มีหลักการอย่างมาก ทำให้ระบบการเรียนการสอนแบบบูรณาการของเรายังไม่ไปไหนเสียที อันเนื่องจาก เราขาดการติดตามผล และ ตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะสร้างอย่างจริงจัง ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นยาก มันไม่เหมือนกับการเอาสิ่งที่มีเดิมๆอยู่แล้วเอามาสอน หรือ สิ่งที่เคยเรียนมาอย่างไร ก็สอนไปอย่างนั้น วิธีการเหล่านี้มันง่าย และ รวดเร็วกว่ามาก แต่ได้ผลที่น้อยกว่ามากเช่นกัน



"อย่าตัดสินคนจากผลการเรียน"


นอกจากหลักสูตร การวิเคราะห์ ตรวจวัดและประเมิณผล ก็มีส่วนสำคัญกับระบบการศึกษาแบบใหม่ อดีตใช้เปอร์เซ้นต์ของคะแนน เป็นตัวเปรียบเทียบความสามารถ ซึ่งระบบเดิมอยู่มานานทำให้คนไทย ติดกับการแข่งขัน และจัดอันดับ มีการแข่งขันกันสูงขึ้น การสร้างระดับเกรดของความรู้ของเรา ก็เพื่อลดการเปรียบเทียบ แต่ไทยเราก็สามารถเอาจุดทศนิยมมาเป็นตัวเปรียบเทียบ และ จัดอันดับอีก อันเนื่องจากการใช้ระบบอย่างไม่ถูกต้อง อีกทั้งความเคยชินในอดีต ดังนั้น จึงต้องหาวิธีการลดการเปรียบเทียบลง จากการยึดว่าต้องเก่งกว่าคนอื่น มาเป็น การสร้างให้ ผู้เรียน แข่งขันกับตนเอง เปรียบเทียบกับตนเองว่า เราต้องดีกว่าเดิม มีความสามารถมากกว่าเดิม ซึ่งระบบลักษณะนี้ มีข้อเสียหลายประการ แต่ก๊มีข้อดีหลายอย่างเช่นกัน...



"อำนาจของคนบางกลุ่ม มีส่วนทำให้เราไม่ก้าวหน้า"


ในเมื่อการสอนยังเป็นแบบเดิม ในองค์ประกอบต่างๆ การจะเปลี่ยนสิ่งที่ดำเนินมาอย่างยาวนานอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน แต่หากมีแรงสนับสนุนที่ดีมากๆ และต่อเนื่อง อาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงทั้งระบบได้ ภายใน 5-10 ปี แต่เนื่องจาก งานบริหารของไทยนั้น ต้องเปลี่ยนแปลงทุกๆ 4 ปี กว่าคนใหม่จะเข้ามา กว่าจะต่อระบบติด ความคิดของคนเก่ากับคนใหม่ก็อาจจะไม่เหมือนกัน ทำให้เรายังไม่พัฒนาเท่าที่ควรอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย และ จุดมุ่งหมาย สิ่งหนึ่งที่ควรจะสร้างให้เกิดขึ้น คือการสร้างองค์กรการศึกษา ที่วางระบบโครงสร้างเพื่ออนาคตโดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจ ซึ่งอาจจะช่วยให้เกิดความต่อเนื่องได้มากยิ่งขึ้น แต่นั่นแหละ สิ่งไหนที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของคนที่มีอำนาจ สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เขาอยากจะมีอำนาจเหนืออยู่เสมอ มันจึงต้องอาศัยแรงสนับสนุนที่ดีมากๆ และ ต่อเนื่อง มาผลักดัน ซึ่งผมก็ได้แต่หวังไว้ว่าสักวันอาจจะมี...




ทั้งหมดนี้ผมก็แค่เสนอแนวความคิดของผมต่อการศึกษาของเรา ที่สามารถจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ เพียงแต่ใครที่จะมองเห็นแนวความคิดของผม แล้วสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ให้เป็นรูปธรรมเท่านั้น...


Create Date : 23 สิงหาคม 2548
Last Update : 23 สิงหาคม 2548 5:56:15 น. 13 comments
Counter : 890 Pageviews.

 
วันนี้มาซะดึก อ่านแบบคราวๆ นะคะ

แต่ที่แน่ๆ งานบริการเป็นงานที่หนัก ^^'


ฝันดีค่ะ ...


โดย: ขอบคุณที่รักกัน (blueberry_cpie ) วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:1:02:35 น.  

 
อยากให้อ่านเรื่อง
การศึกษาหมาหางด้วน

ของท่านพุทธทาสจังครับ


โดย: เ ม ฆ ค รึ่ ง ฟ้ า วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:2:00:08 น.  

 
อืม คงเปลี่ยนแปลงยากมั้งคะ ระบบการศึกษาของไทย ยิ่งในตอนนี้อยู่ระบบทุนนิยมด้วยแล้ว เคยถามเพื่อนบางคนว่าเรียนปริญยาโท จบแล้วจะไปทำอะไร มันตอบว่า โก้ดีอ่ะ เพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง ทำให้สาวๆมาสนใจมากขึ้น แต่ยังไงก็จะรอการเปลี่ยนแปลงค่ะ(แม้ว่าจะแก่ตายซะก่อนก็ตาม)


โดย: รักบังใบ วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:2:13:47 น.  

 
เข้ามายิ้ม


โดย: Angel Tanya วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:6:57:48 น.  

 
เด๊วกลับมาอ่านนะค่ะ งานเยอะเลยค่ะตอนนี้


โดย: oley IP: 67.51.156.207 วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:8:12:55 น.  

 
ชอบจังค่ะที่ว่า อย่าตัดสินคนด้วยผลการเรียน

แต่คงต้องเปลี่ยน ค่านิยมในสังคมให้ได้ก่อนมั๊งคะ ยากจริงๆ


โดย: Black Tulip วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:12:11:02 น.  

 
เข้ามาปลื้มคนเก่ง


โดย: วีดี้ : Vydde IP: 210.1.26.82 วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:12:29:50 น.  

 



หนี่ฯมาลงชื่อค่ะ ..
แอบบบบ ปลื้มว่าที่คุณพ่อวงเล๊บเปิดคุณลูก จขบ.
ฝากมาบอกค่ะ อิ .. อิ ...


"สบายดีน๊ะค๊ะ ..





โดย: หนี่หนีหนี้ วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:18:05:25 น.  

 
อืมมม...

ผมว่า...การเรียนในเมืองไทย..เดี๋ยวนี้เป็นการค้าซะเยอะแล้วอะครับ..ตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาล ยันระดับปริญญาเอก...เฮ้ออออออ...


โดย: กุมภีน วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:22:27:49 น.  

 
การศึกษาไทยเปลียนยากคะ เพราะผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ยังไม่ได้ทุมเท่ที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้ดีเลยคะ นอกจากใช้อำนาจหาผลประโยชน์ใส่ตัว...


โดย: asariss วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:22:57:50 น.  

 
อยากให้มีบทความเกี่ยวกับการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันจัง


โดย: ฐา IP: 118.173.227.249 วันที่: 1 ตุลาคม 2551 เวลา:3:58:57 น.  

 
ถึงจะยากกับการเปลี่ยนแปลงแต่ถ้ามีคนคิดและลงมือทำถึงใช้เวลานานแต่ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้วดูตัวอย่างประเทศเวียตนามเมื่อก่อนเวียตนามมาดูงานการศึกษาของไทยแต่ตอนนี้ไทยต้องไปดูการศึกษาของเวียตนามเพราะอะไรครับก็เพราะเขายอมรับการเปลี่ยนแปลที่ดีอย่างไรละครับ ถ้าคนไทยยอมรับการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการศึกษาก่อนครับสำหรับความคิดของผม


โดย: คนเมือง IP: 118.173.67.98 วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:10:47:52 น.  

 
ถึงจะยากกับการเปลี่ยนแปลงแต่ถ้ามีคนคิดและลงมือทำถึงใช้เวลานานแต่ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้วดูตัวอย่างประเทศเวียตนามเมื่อก่อนเวียตนามมาดูงานการศึกษาของไทยแต่ตอนนี้ไทยต้องไปดูการศึกษาของเวียตนามเพราะอะไรครับก็เพราะเขายอมรับการเปลี่ยนแปลที่ดีอย่างไรละครับ ถ้าคนไทยยอมรับการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการศึกษาก่อนครับสำหรับความคิดของผม


โดย: คนเมือง IP: 118.173.67.98 วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:10:48:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
wbj
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 205 คน [?]




ต้องการสอบถาม กรุณาติดต่อทางเมล์ที่ wbjoong@gmail.com หรือ 062 641 5992

วิทยากรเชิงกิจกรรม

วิทยากรกระบวนการ

ที่ปรึกษาธุรกิจ ด้านการบริหารจัดการ

การตลาดและการประชาสัมพันธ์

การบริหารทรัพยากรมนุษย์

และ

การวางแผนกลยุทธ์



ไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้...
ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องง่าย
และ ทำให้ดีกว่าดีที่สุด

Wiboon Sae Joong

Create Your Badge



<< Main Menu >>


<< บทความล่าสุด >>



ดวงถาวร


ดวงตามวันเกิด



ดวงตามปีเกิด






;b[^]pN 06' ไรินนื ่นนืเ "รินนื ๋นนืเ c:j06'




Friends' blogs
[Add wbj's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.