Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2560
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
29 พฤษภาคม 2560
 
All Blogs
 
O พุทธธรรม .. O



.
.
.
จากประวัติพุทธศาสนา ..
เป็นคำสอนของพุทธะ ถูกบันทึกไว้ในสมัยพระเจ้าอโศกระหว่างกระทำสังคายนาครั้งที่ 3 ประมาณ พศ.300 ในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
.
หลังจากนั้นมีการส่งพระสมณทูต นำเอาพระไตรปิฎกออกเผยแผ่ไป 9 เส้นทาง
.
เส้นทางที่ 8 นำโดยพระโสณะมาทางสุวรรณภูมิ
เส้นทางที่ 9 นำโดยพระมหินทร์ ไปศรีลังกา
.
ไตรปิฎกที่ตกทอดมาในปัจจุบันในแถบสุวรรณภูมิ ได้มาจากสมณทูตสายที่ 8 .. อันมี พม่า มอญ ไทย ลาว เขมร เป็นสำคัญที่สืบทอดเนื้อหาในแนวทางพุทธแบบเถรวาท
.
สำหรับเมืองไทย .. มีการแปลเป็นภาษาไทยให้อ่านเข้าใจอยู่หลากหลายฉบับ ..
.
จากการแปล เหล่านี้ มีข้อน่าสังเกตุบางประการให้ใคร่ครวญ
1.เป็นการใช้ความเข้าใจของผู้แปล อธิบายความออกมา
2.การใช้ภาษา ศัพท์แสง เชิงวิชาการ ทำให้ยากต่อการทำความเข้าใจของชาวบ้านทั่วไป
.
จากประการที่ 1 จึงเป็นที่มาของ "การตีความ" ที่เป็นไปตามใจผู้แปล ..
.
จากประการที่ 2 จึงเป็นที่มาของ "อรรถกถา" ที่หมายถึงหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นเพื่ออธิบายความหมายในพระไตรปิฎกอีกทีหนึ่ง .. เช่นคัมภีร์ วิสุทธิมรรค เป็นต้น
.
"ปัญญา" ของผู้แปล จึงส่งผลสำคัญต่อ "ความถูกตรง" หรือ "ความเบี่ยงเบน" ไปจากพุทธะประสงค์ของพุทธธรรม
.
ปัญญา - ย่อมไม่ใช่ ศรัทธา
ปัญญา เป็นสิ่งที่ต้องรู้แจ้งด้วยตนเอง หลังการทดลองกระทำแล้วได้ผลลัพธ์
.
ท่านจึงกำหนด แนวทางเพื่อเป็นไปตามหลักของ ปัญญา คือ "กาลามสูตร" - อันหมายถึง "ความที่ยังไม่ต้องเชื่อ 10 ประการ" ให้ศาสนิกปฏิบัติ
.
สังคมสยามเพิ่งเริ่มต้นมาประมาณ 800 ปี
การสืบทอด รับเอาพุทธธรรมเถรวาทจึงเริ่มต้นมาเพียง 800 ปี
ขณะที่การสังคยนาครั้งที่ 3 เกิดเมื่อ 2,300 ปีที่แล้ว
.
การดำรงอยู่ของพุทธธรรมในสุวรรณภูมิจึงมีมาก่อนความเป็นสยามจะตั้งต้นราวประมาณ 1,500 ปี
.
ก่อนพ่อขุนรามคำแหงจะประดิษฐ์อักษรไทย
1500 ปีก่อนมีภาษาไทย .. พุทธธรรมดำรงอยู่ด้วยภาษาใด ?
.
การจะสืบสาวเรื่องนี้ต้องรู้ช่วงเวลา เรืองอำนาจ ของอาณาจักรต่างๆ ในสุวรรณภูมินี้ให้ชัดเจนก่อน .. (ขอไม่พูดถึงในที่นี้) ..
.
สันนิษฐานได้เพียงว่า - การแปลความ ตีความ พุทธธรรมในระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา "มีปัญหา" แน่นอน ..
.
.
.
ประการที่ 1 - ขัดหลักกาลามสูตร
ประการที่ 2 - ขัดหลักไตรลักษณ์
.
.
"ไตรภูมิพระร่วง" เป็นปฐมเหตุแห่งมิจฉาทิฏฐิในสังคมไทย - สามารถพูดฟันธงได้อย่างนี้
.
หนังสือเล่มนี้ แปล วิสุทธิมรรค มา
.
การบรรยาย สวรรค์ นรก ภพ ภูมิ
การอธิบาย ปฏิจจสมุปบาท
ทั้ง 2 ประการเป็นไปตามแบบ "อุปนิษัท" ของพรามหณ์ (สมัยนี้เรียก ฮินดู)
.
.
.
(วิสุทธิมรรค อธิบาย ปฏิจจสมุปบาท ออกทะเล
โดยแทรก "ปฏิสนธิวิญญาณ" ขึ้นมาสนธิช่วงต่อ ระหว่าง วิญญาณ กับ นามรูป
โดยวาง ..
.. อวิชชา กับ สังขาร - เป็นอดีตชาติ
.. (ปฏิสนธิ)วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ ตัณหา เวทนา อุปาทาน ภพ - เป็นปัจจุบันชาติ
.. ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส - เป็นอนาคตชาติ
.
.
เกิดตรง นามรูป ครั้งหนึ่ง
เกิดตรง ชาติ อีกครั้ง
.
.
ซึ่งคำ "ปฏิสนธิวิญญาณ" นี้ไม่มีในพระไตรปิฎก
.
จึงกลายเป็นเกิด 2 ครั้ง มี 3 ภพ 3 ชาติ
และนับเนื่องเป็นตัวตน (บุคคล) เดิมเดียว อันเป็นเรื่องของ อาตมัน ของพราหมณ์
ในทางพุทธศาสนา เรียกแนวคิดการเวียนว่ายตายเกิดแบบนี้ว่า สัสสตทิฏฐิ)
.
.
.
พุทธธรรม ในยุคที่ อินเตอร์เนต มีใช้งานกันทั่วไป - รู้ได้โดยไม่ต้องไปวัด ..
.
การเดินทาง .. การสมาคม .. รวมทั้งพิธีรีตอง เป็นเรื่องเกินความจำเป็นของผู้สนใจ "เนื้อหา" .. เป็นเพียง "รูปแบบ" ที่หวังผลไม่ได้
.
พุทธธรรมแห่งยุคสมัยจึงอยู่ในบ้าน - บ้านที่สงบเงียบ ทั้งสามารถสอบทานหลักธรรมกับ ไตรปิฎก - พุทธวจนะ ได้โดยตรง - หาก"ขวนขวาย"พอ
.
"ข้ออ้าง" ต่างๆ จึงเป็นเพียง "โลกวิสัยแห่งวัฏฏะสงสาร" เท่านั้นเอง




Create Date : 29 พฤษภาคม 2560
Last Update : 29 พฤษภาคม 2560 13:59:42 น. 0 comments
Counter : 490 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.