Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 สิงหาคม 2555
 
All Blogs
 
O คน 3 จำพวก .. ในคติทางพุทธศาสนา .. O

.







ภาพวาดด้านบนนี้บอกเรื่องราวได้ประการหนึ่ง .. ว่าขณะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ๆ นั้น .. ทรงรู้สึกว่าธรรมที่ทรงตรัสรู้ในระดับโลกุตรธรรมนั้นมีความลึกซึ้งยิ่งนัก จะมีใครเข้าใจได้อย่างพระองค์ และความรู้สึกต่อมาคือไม่อยากสอนธรรมแก่ใครเลย (ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็จะเป็นเพียง พระปัจเจกพุทธเจ้า .. คือตรัสรู้อริยะสัจจ์เพียงพระองค์เองแต่ไม่สอนธรรมแก่ผู้ใด)

ความลึกซึ้งยากเย็นนั้น หมายถึงหลักธรรม"ปฏิจจสมุปบาท" ซึ่งเป็นหลักธรรมที่มีขึ้นเพื่อทำลายอัตตา อันเป็น"ภาวะทางจิตวิญญาณ" ในระดับสูงสุดอันบุคคลพึงมี ที่แม้"อุปนิษัท"ของพราหมณ์เองก็ไปไม่ถึง !

สามารถกล่าวได้ว่า "ปฏิจจสมุปบาท" ที่ทรงใคร่ครวญจนแทงทะลุแจ่มแจ้งในคืนตรัสรู้นั้น เป็นภาวะการณ์ที่ทำให้จิตหลุดพ้นไปจาก"สัญชาติญาณ"ของสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ตั้งแต่จำความได้เรื่อยมา ลงได้อย่างสิ้นเชิง

เป็นหลักธรรมที่มีขึ้นเพื่อโค่นหลัก "อาตมันนิรันดร" ในยุคอุปนิษัทของพราหมณ์อย่างถอนรากถอนโคน .. ด้วยนัยะที่ตรงกันข้ามอย่างขาวกับดำ !
.
.
.
อันว่าธรรมชาติของคนเรานั้น .. ตั้งแต่จำความได้ ภาวะจิตกับร่างกายไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลยแม้แต่ชั่ววินาทีเดียว .. มันแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกันตลอดเวลา ไม่ว่า ตื่นหรือหลับ !

และนั่นเป็นธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ ที่แม้จะเหนือกว่าสัตว์ทั่วไปตรงที่มี ความคิด จิตใจ สติสัปชัญญะ เพียงชนิดเดียวบนโลกใบนี้ก็ตาม แต่ยังไม่อาจเข้าใจ และรู้เท่าทัน ภาวะการณ์แห่งธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่เกิดนี้ได้เลย !

และด้วยไม่อาจรู้เท่าทันจิต ตรงนี้เองที่ทุกๆลัทธิความเชื่อตั้งแต่ก่อนยุคพุทธกาลเรื่อยมาจนถึงเมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว หลักธรรมทั้งหลายจึงหยุดอยู่เพียงแค่"ตัวตน" ของผู้ยอมรับหลักธรรมนั้น เท่านั้นเอง

เป็น ตัวตน ที่พยายามเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ "ความดีงาม" ที่ ..
- ค่อยๆ กำหนดกันขึ้นมา
- ค่อยๆ นิยามกันขึ้นมา
- ค่อยๆ ให้คุณค่ากัน เพื่อเป็นอุดมคติของชีวิต
แล้วยกขึ้นเรียงร้อยเป็นหมวดหมู่ ไว้เพื่อโน้มน้าวจิตใจชนให้คิดให้เชื่อไปในทางเดียวกัน มีค่านิยมแห่งความดีเดียวกัน เพื่อจะได้อยู่กันอย่างสงบสุข

คุณความดี เหล่านี้ ตัวตนผู้ให้คุณค่าย่อมใช้เป็นที่พึ่งพิงด้านจิตใจก่อนเป็นเบื้องต้น .. แล้วค่อยๆ มีพัฒนาการต่อมาเป็นการยก คุณความดี อุดมคติแห่งชีวิตที่ร้อยเรียงสืบต่อกันมานี้ ให้สูงกว่าชีวิตตนเองและชีวิตของทุกคน เพื่อทุกคนจะได้ยอมรับได้อย่างเต็มใจ ..

อันเป็นที่มาของ "ตัวตนแห่งความดีสูงสุด - พระเจ้า" .. แล้วยกหลักความดีสูงสุดที่สืบทอดกันต่อมานี้ มอบให้เป็นสิ่งที่ตัวตนแห่งความดีสูงสุดเป็นผู้สร้างแทนการสืบทอดสืบต่อกันมา ..

ดังนั้น .. การเข้าถึงตัวตนแห่งความดีสูงสุด จึงเป็น"อุดมคติภาวะ"ที่คนทุกคนพึงตั้งเป็นจุดหมายปลายทางแห่งชีวิต

ที่กล่าวมานั้น คือ .. หลักศีลธรรม อันเป็นไปเพื่อ โลกียธรรม นั่นเอง

"ตัวตนแห่งความดีสูงสุด" นี้เอง ที่เรียกว่า "ปรมาตมัน" อันมีมาก่อนพุทธกาล .. และเป็นจุดหมายปลายทางที่จะต้องเข้าถึงของพรามหณ์ทุกผู้


ดังนั้นกระบวนการปรุงแต่งทางจิต ที่เรียกกันว่า สังขาร ก็ทำงานประเมินประมวล เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อการเข้าสู่และการเข้าถึงจุดหมายปลายทางสูงสุดนั้น .. ก็เลยเพ่งกันมาที่การฝึกฝนทางจิตอันมีหลากหลายหมู่เหล่าของผู้คนครั้งพุทธกาล

บ้างเรียก โยคี
บ้างเรียก ชฎิล
ฯลฯ


แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงก็สูงสุดได้เพียงการเข้าถึง "ตัวตนแห่งความดีสูงสุด" เท่านั้น .. แต่ไปต่อไม่ได้ ! .. เช่น อาฬารดาบส และ อุทกดาบส .. 2 เจ้าสำนักที่เจ้าชายสิทธัตถะเคยอยู่ศึกษาแนวทางปฏิบัติด้วย ..

ดังพุทธวจนะที่ว่า ..

ราชกุมาร !
ครั้งนั้นเราเข้าไปหาอาฬารผู้กาลามโคตรถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า "ท่านกาลามะ! ท่านทำให้แจ้งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว และประกาศได้เพียงเท่าไรหนอ?" ครั้นเรากล่าวอย่างนี้ อาฬารผู้กาลามโคตรได้ประกาศให้รู้ถึง อากิญจัญญายตนะ แล้ว.

และ

ราชกุมาร !
ครั้งนั้นเราเข้าไปหาอุทกผู้รามบุตรถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า "ท่านรามะ ! ท่านทำธรรมนี้ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วและประกาศได้เพียงเท่าไรหนอ?" ครั้นเรากล่าวอย่างนี้ อุทกรามบุตรได้ประกาศให้รู้ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้ว


แล้วมาดูกันว่า 2 ชื่อที่กล่าวถึงนั้นคืออะไร ?
.
.
..............................


พรหมภูมิ หรือ พรหมโลก ถือเป็นดินแดนของพระพรหม ซึ่งเป็นภพภูมิที่สถิตย์อยู่เสวยสุขของพระพรหมผู้อุบัติเกิดในพรหมวิมาน ณ พรหมโลก อันเป็นแดนซึ่งมีแต่ความสุขอันเกิดจากฌานเท่านั้น (แบ่งชั้นตามอำนาจฌานที่ได้บรรลุ) ในภพภูมินี้ตามคัมภีร์กล่าวว่าไม่มีความสุขที่เนื่องด้วยกามราคะ


พรหมภูมิอาจแบ่งออกเป็น 2 พวก ได้แก่ รูปพรหม และ อรูปพรหม


1 รูปพรหม.
1.1 ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ
1.2 ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ
1.3 ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ ....... สามชั้นแรก รวมเรียกว่า ปฐมฌานภูมิ

1.4 ชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ
1.5 ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ
1.6 ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ ........ ชั้นที่ 4 - ชั้นที่ 6 รวมเรียกว่า ทุติยฌานภูมิ

1.7 ชั้นที่ 7 ปริตตสุภาภูมิ
1.8 ชั้นที่ 8 อัปปมาณสุภาภูมิ
1.9 ชั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ ....... ชั้นที่ 7 - ชั้นที่ 9 รวมเรียกว่า ตติยฌานภูมิ

1.10 ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ
1.11 ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ
1.12 ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ
1.13 ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ
1.14 ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ
1.15 ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ
1.16 ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ ..... ตั้งแต่ชั้นที่ 10 ขึ้นไป รวมเรียกว่า จตุตถฌานภูมิ

หากแต่เฉพาะเหล่าพระพรหมในชั้นที่ 12 – 16 เรียกว่า ปัญจสุทธาวาส หรือ สุทธาวาสภูมิ อันเป็นชั้นที่เหล่าพระพรหมในชั้นนี้ ต้องเป็นพระพรหมอริยบุคคลในพุทธศาสนา ระดับ อนาคามีอริยบุคคล เท่านั้น


2 อรูปพรหม .
2.1 ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ
2.2 ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ
2.3 ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ
2.4 ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ


ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ.
ชั้นที่ทรงภาวะไม่มีอะไรเลย ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้ยึดเอาความไม่มีอะไรเลย เป็นอารมณ์ เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย นัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ พระพรหมผู้วิเศษไม่มีรูป และปฏิสนธิด้วยอากิญจัญญายตนวิบากจิตพ้นจากวิญญานัญจายตนภูมิขึ้นไปอีก 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ มีอายุแห่งพรหมประมาณ 60000 มหากัป

ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ.
ชั้นที่ทรงภาวะที่มีสัญญาไม่ปรากฏชัด ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้เข้าถึงภาวะมี สัญญา ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้เกิดจากฌานที่อาศัย ความประณีตเป็นอย่างยิ่ง พระพรหมวิเศษแต่ละองค์ในชั้นสูงสุดนี้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้สำเร็จยอดแห่งอรูปฌาน คืออรูปฌานที่ 4 มาแล้ว มีอายุยืนนานเป็นที่สุดด้วยอำนาจแห่ง อรูปฌานกุศลอันสูงสุดที่ตนได้บำเพ็ญมา เพราะเหตุที่ตนปฏิสนธิด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนวิบากจิตทั้ง อยู่พ้นจากอากิญจัญญายตนภูมิขึ้นไปอีก 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ มีอายุแห่งพรหมประมาณ 84000 มหากัป.


จาก .. วิกิพีเดีย
.............................


หากพิจารณาภาษาที่บันทึกเหล่านี้ให้ดีจะเห็นว่า เป็นภาวะแห่งจิตที่เข้าถึง"พรหมภูมิ" .. ทั้งๆที่ยังมีชีวิตเลือดเนื้อร่างกายอยู่ คือยังมีชีวิตอยู่นี่เอง .. ทั้งอาฬารดาบส ทั้งอุทกดาบส ทั้งเจ้าชายสิทธัตถะ ..

จึงสรุปได้ว่า ภพภูมิ ที่บรรยายข้างบนทั้งสิ้นนั้นเป็นเพียงระดับการเข้าถึงของจิตบนร่างกายเป็นๆนี่เอง .. หาใช่ภพภูมิบนสวรรค์หลังการตายเข้าโลงแล้วไปอุบัติใหม่ตามความเชื่อปรัมปราแต่อย่างใด !

และเห็นได้ว่า อรูปพรหมนั้น ไต่ระดับไปสูงว่า รูปพรหม
ขนาดรูปพรหม ในชั้น 12-16 ที่เรียกว่า ปัญจสุทธาวาส หรือ สุทธาวาสภูมิ ยังต้องเป็น อริยบุคคลระดับอนาคามีเท่านั้น

ทีนี้เมื่อ อาฬารดาบส บรรลุถึงขั้นอรูปพรหม ระดับอากิญจัญญายตนภูมิ
และอุทกดาบส บรรลุถึงขั้นอรูปพรหม ระดับเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

นั่นแปลว่า .. อย่างน้อยท่านทั้งสองต้องมีภาวะจิตในระดับพระอนาคามีแล้ว เป็นอย่างน้อย !

แปลว่าอะไร ?


เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ เข้าสู่สำนักแรกของอาฬารดาบสนั้น ท่านกลับออกมาด้วยภาวะจิตในระดับ อนาคามีแล้ว เป็นอย่างน้อย เพราะอาจารย์ยกให้เทียบเสมอและอยู่ปกครองหมู่คณะด้วยกัน

รวมทั้งอุทกดาบสที่สูงขึ้นไปอีกระดับ แต่ยังเป็นได้เพียงพระอนาคามี เช่นเดิม เพราะมันหยุดอยู่ที่ตัว อัตตา นี่เอง แม้จะเหลืออยู่เบาบางมากแล้ว !


หากเคยอ่านพุทธประวัติกันมาบ้างคงพอจำกันได้ว่า สาวกจำนวนไม่น้อยเพียงฟังธรรมจากพระพุทธองค์ก็บรรลุอรหันต์ในทันทีที่ฟังจบ !

บ้างก็ 7 วันหลังฟังธรรม เช่น พระโมคคัลลาน อัครสาวกฝ่ายซ้ายผู้เรืองฤทธิ์
บ้างก็ 15 วันหลังฟังธรรม เช่น พระสารีบุตร อัครสาวกฝ่ายขวาผู้เรืองปัญญา เพื่อนรักพระโมคคัลลาน

รวมทั้ง ชฎิล 3 พี่น้องพร้อมบริวารจำนวน 1,000 คน

อันสามารถประเมินได้ว่า ภาวะจิตไต่ขึ้นถึงระดับ พระอนาคามีแล้วทั้งสิ้นก่อนฟังธรรมของพระพุทธองค์ .. เมื่อฟังธรรมแล้วแจ้งทะลุใน ปฏิจจสมุปบาท จึงสามารถทำลายอัตตาอันเป็นสิ่งที่ติดตังอยู่ได้ออก .. ก็ถอนอาสวะออกจากจิตได้สิ้นเชิง ก็บรรลุอรหันต์

บุคคลแรกที่พระพุทธองค์ตั้งใจจะไปสอนธรรม คือ อาฬารดาบส กับ อุทกดาบส นี้เอง แต่ท่านทั้งสองสิ้นอายุเสียก่อน .. จึงนึกถึง ปัญจวัคคีย์ เป็นรายต่อไป


การจำแนก .. นึกถึงที่จะสอนธรรม ไปตามลำดับนี้เอง เสมือนการแบ่งบุคคลเป็น 3 ระดับ คือ บัวพ้นน้ำ บัวเรี่ยน้ำ บัวใต้น้ำ .. นั่นเอง

ในระดับ บัวพ้นน้ำ ชูดอกล่อแมลงกลางอากาศแล้วนั้น เพียงสะกิดนิดเดียวก็เข้าใจธรรมขั้นลึกซึ้งได้ไม่ยาก คนพวกนี้ ปัญญามีกำลังยิ่งยวด เช่น อาฬารดาบส อุทกดาบส พระโมคคัลลาน พระสารีบุตร ชฎิล 3 พี่น้อง นั่นเอง

ในระดับ บัวเรี่ยน้ำ ดอกบัววางกลีบบนผิวน้ำ เพียงสะกิดนิดเดียว ย่อมไม่อาจเข้าใจธรรมขั้นลึกซึ้งได้ .. ย่อมต้องอาศัยความเพียรอย่างหนัก .. จิตใจระดับนี้จำต้องเริ่มต้นเรียนรู้ธรรมขั้นศีลธรรมไปก่อน จนกระทั่งศรัทธาที่เกิดขึ้นนั้นแรงกล้า จนสามารถจดจ่อจิตใจ พฤติกรรม กับโลกธรรม วันแล้ววันเล่า .. กระทั่งปัญญาเกิด .. เหตุและผลเกิด แล้วในที่สุดจะค่อยๆเข้าใจธรรมขั้นโลกุตรธรรมได้ในที่สุด

ในระดับ บัวใต้น้ำ ดอกบัวลอยตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ กลางน้ำ หรือติดดินตม .. ในระดับนี้ยากมากที่จะเข้าใจธรรมในขั้นโลกุตระได้ .. ไม่ว่าอุตสาหะพยายามสักเพียงไหนก็ไม่มีวันเข้าใจได้ .. เนื่องจากกำลังแห่งปัญญา ไม่มีกำลังมากพอ ..

รวมทั้ง .. เนื่องจากจิตของชนกลุ่มนี้มักเต็มไปด้วยศรัทธาที่เกิดจากความเห็นที่ลงกันได้กับจริตส่วนตัวมากกว่าเหตุผล ที่ควรเป็น ที่ถูกต้อง .. หรือ มิจฉาศรัทธานั่นเอง ..

อย่างมากที่เป็นได้คือกลับมาหา สัมมาศรัทธา .. ได้เท่านั้น .. เพียงแต่การแยกแยะสิ่งใดถูก สิ่งใดผิดของคนกลุ่มนี้ ทำได้ยาก หรือมักทำไม่ได้ด้วยตัวเอง .. ต้องมีผู้ชี้นำเสมอไป

พฤติกรรมในชนกลุ่มหลังสุดนี้จะแนบแน่นกับไสยศาสตร์ - ศาสตร์แห่งผู้หลับใหล และมีพุทธธรรมไว้เป็นที่พึ่งทางใจในลักษณะสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับปกป้องความมืดมัวในจิตที่ไม่อาจเข้าใจสภาพธรรมรอบตัวได้อย่างมีเหตุมีผล ..

พูดได้ว่าไม่มีความเข้าใจในสภาพธรรมชาติที่แวดล้อมตัวเองอยู่ทั้งรูปและนาม .. ทั้งอาการของสิ่งมีชีวิต และปรากฎการณ์ของสิ่งไม่มีชีวิต

บุคคลที่ชอบพระเครื่อง แขวนพระเครื่องรอบคอ
บุคคลที่ สักยันต์ ตามร่างกายเพราะเชื่อว่าจะมีผลในทางหนังเหนียว
บุคคลที่ชอบ เครื่องลางของขลังเขี้ยวสัตว์ หนังสัตว์ แขวนเขี้ยวสัตว์ หนังสัตว์ รอบคอ
บุคคลที่เคารพกราบไหว้ สัตว์ ต้นไม้ ภูติผีปีศาจ เจ้าที่เจ้าทาง
บุคคลที่ดูฤกษ์ดูยามเมื่อต้องกระทำการใด ๆ คือให้กาลเวลาเป็นตัวกำหนดชีวิต
ฯลฯ

เหล่านี้คือ บัวใต้น้ำ อันไม่สามารถเข้าสู่กระแสอริยบุคคลได้เลยตลอดกาล และง่ายมากที่จิตจะปรุงแต่งไปในทางมิจฉาทิฏฐิในทุกๆเรื่องที่พบเจอ .. เพราะกำลังแห่งปัญญา ไม่มี ไม่ทำงาน !


ในสังคมหนึ่งๆ .. ย่อมมีคนทั้ง 3 จำพวกดังที่กล่าวมาเป็นสัดส่วนโดยธรรมชาติ ..

เพียงแต่ว่าในสังคมที่พัฒนาแล้ว ที่ผู้คนมีการศึกษาทางโลกโดยเฉลี่ยสูงกว่าผู้คนในประเทศกำลังพัฒนา หรือ ด้อยพัฒนา นั้น .. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผลสามารถนำพาผู้คนส่วนใหญ่ก้าวพ้นระดับบัวใต้น้ำไปได้มากกว่า ประเทศด้อยพัฒนาเป็นธรรมดา


การส่งผ่านความรู้ให้ผู้คนอย่างที่เหมาะสมกับระดับความสามารถในการรับรู้ จึงเป็นความสามารถเฉพาะตัว .. เป็นคุณสมบัติของความเป็น"ครู" ที่ยิ่งใหญ่


ในสังคมพุทธเถรวาทที่เป็นชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนี้นั้น .. ย่อมมีสำนักสั่งสอนธรรมให้ผู้คนเข้าหา ศึกษา เคารพศรัทธา เป็นลูกศิษย์ลูกหา ให้เห็นให้รับรู้ อยู่มากมาย


และเป็นธรรมดาอยู่เองที่ ระดับปัญญาของแต่ละคน จะพาตนเองไปสู่สำนักสั่งสอนธรรมที่เหมาะสมกับตน !


.. พวกที่มีจริตชอบในทาง ฤทธิ์ เดช อำนาจพลังจิต .. ย่อมต้องพึงพอใจในแนวทางของพระราชพรหมยาน (ฤๅษีลิงดำ) แห่งวัดท่าซุง ผู้มีชื่อเสียงในด้านการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานจนได้วิชามโนยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ) ศิษย์หลวงพ่อปานวัดบางนมโค เกจิชื่อดังแห่งอยุธยา .. เป็นธรรมดา

.. พวกที่มีจริตหนักไปทางศรัทธามาก ชอบความเพริดแพร้ว พิสดารของภพชาติต่างๆ .. ของบุญสะสมข้ามภพข้ามชาติ .. ของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารแบบที่มีบรรยายอยู่ในไตรภูมิพระร่วง .. ของการปะปนคติทางมหายาน เป็นต้นว่า คติทางโพธิสัตว์ ซึ่งไม่ใช่แนวทางของเถรวาท รวมทั้งชอบการจัดตั้ง พิธีกรรมหรูหราใหญ่โต .. ย่อมต้องพึงพอใจในแนวทางของ ธรรมกาย .. เป็นธรรมดา

.. พวกที่มีจริตหนักไปทาง การถือศีลพรตเคร่งครัด มีการยึดมั่นถือมั่นในตัวเจ้าสำนักสูง อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่ว่าจะพาไปทางไหน ไม่ว่าจะต้องห่มคลุมด้วยเครื่องแต่งกายแบบไหน .. ย่อมต้องพึงพอใจในแนวทางของ สันติอโศก .. เป็นธรรมดา

.. พวกที่มีจริตหนักไปทางชอบใช้ความคิด ใคร่ครวญข้อธรรมเชิงตรรกะหรือเหตุผล ไม่สนใจเรื่องอดีต ไม่สนใจเรื่องอนาคต สนใจแต่เรื่องปัจจุบัน ที่เป็นเรื่องที่รู้ได้ด้วยตนเอง-สันทิฏฐิโก .. ที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลา-อกาลิโก .. ไม่สนใจเรื่องพิธีกรรมสืบทอดกันมา .. ไม่สนใจเรื่องวัตถุ .. ย่อมต้องพึงพอใจในแนวทางของ ท่านพุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลาราม .. เป็นธรรมดา

.. พวกที่ชอบการฝึกฝนปฏิบัติจิต มีความเป็นอยู่เรียบง่าย และ ไม่ชอบพิธีกรรม ไม่สนใจวัตถุ ชอบความสงัดเงียบของธรรมชาติที่ห่างไกลจากสังคมมนุษย์ .. ย่อมต้องพึงพอใจในแนวทางของ พระสายพระป่า (โดยเฉพาะหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต .. หลวงพ่อชา สุภัทโธ) เป็นธรรมดา

.. พวกที่ชอบเครื่องลางของขลัง สักเลข สักยันต์ แขวนตะกรุด เขี้ยวงาสัตว์ .. ย่อมไม่ชอบสาระแห่งพุทธธรรมแต่อย่างใด .. เนื่องจากไม่ชอบอ่านหนังสือ จึงมักไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก เป็นพุทธสักแต่ว่าเป็น เพราะเกิดมาในครอบครัวพุทธเท่านั้นเอง จิตย่อมแนบแน่น ยึดติดกับเรื่องร่ำลือเล่าขานกันต่อๆมาโดยไม่ต้องการข้อพิสูจน์ใดๆ .. ผู้ซึ่งจักแนบแน่นกับคาถาป้องกันตัว - ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ! .. ย่อมต้องพึงพอใจในแนวทางที่ .. งมงาย .. โง่เขลา .. ไม่เป็นไปเพื่อเจริญปัญญา เป็นธรรมดา


ทั้งสิ้นทั้งปวง ย่อมเป็นไปตามกำลังแห่งปัญญา ตามกำลังแห่งจริตที่จะพึงใจ พอใจที่จะคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ลงกันได้กับตนเอง นั่นเอง





Create Date : 24 สิงหาคม 2555
Last Update : 19 มกราคม 2556 11:57:52 น. 8 comments
Counter : 3502 Pageviews.

 
ธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ ที่แม้จะเหนือกว่าสัตว์ทั่วไปเพียงชนิดเดียวบนโลกใบนี้ก็ตาม แต่ยังไม่อาจเข้าใจ และรู้เท่าทัน ภาวะการณ์แห่งธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่เกิดนี้ได้เลย

ทั้งสิ้นทั้งปวงจึงต้องเป็นไปตามกำลังแห่งปัญญา
ตามกำลังแห่งจริตที่จะพึงใจ
พอใจที่จะคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ลงกันได้กับตนเอง







โดย: Peakroong วันที่: 25 สิงหาคม 2555 เวลา:12:37:33 น.  

 

สดายุ..

บัวเป็นราชินีแห่งไม้น้ำ จัดเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ถือเป็น"สัญญลักษณ์ของคุณงามความดี" บัวหลวงชอบขึ้นในน้ำจืดออกดอกตลอดปี "ชอบน้ำสะอาด" อยู่ในน้ำลึกพอสมควร ถิ่นกำเนิดของบัวอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้(วีคิพีเดีย)

ใน "พระไตรปิฏก" ว่าเมื่อแรกที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ พระองค์ได้พิจารณาว่าพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อนสุขุมคัมภีรภาพ ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้..จึงเปรียบบุคคลด้วยบัว 3 เหล่า..บัวพ้นน้ำ..บัวเรี่ยน้ำ..บัวใต้น้ำ ...
(อย่างสดายุว่า)

มินตรานั้นน่าจะเป็น"บัวพ้นน้ำ" หรือ พยายามจะเป็น..เพราะโปรด เมล็ดบัว มาแต่อ้อนแต่ออก

แม่บอกว่า.."ดอก, เกษรตัวผู้" - ขับปัสสาวะ ฝากสมาน ขับเสมหะ บำรุงหัวใจ เกษรปรุงเป็นยาหอม ชูกำลัง ทำให้ชื่นใจ ยาสงบประสาท ขับเสมหะ
.."เหง้าและเมล็ด" - รสหวาน เย็น มันเล็กน้อย บำรุงกำลัง แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เสมหะ แก้พุพอง

มินตราก็เลย.. ทั้งเมล็ดบัวสด และ เหง้าเชื่อม หรือ แช่อิ่ม
เพื่อที่จะ แก้หิว..และชอบอาหารที่ปรุงด้วย"น้ำมันบัว"

ตอนนี้ ก็ชอบขับรถที่ใช้สีผลิตโดย นาโนเทคโนโลยี่(Nanotechnology)ใน"แนวความคิดใบบัว"(Lotus Effect) เวลาน้ำโดนสีก็จะไม่เกาะที่สี จะกลิ้งไหลไปเอง..หมายความว่า ไม่ต้องล้างรถ..ฮึ..ฮึ..

"บัวพ้นน้ำ" ใช่ไหมเอ่ย...




โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.7.44 วันที่: 25 สิงหาคม 2555 เวลา:14:44:08 น.  

 

ดายุ..

มินตราไปอ่านเรื่อง สรรพคุณ บัว มา..ไปติดคำว่า"ดีบัว"..
จึงมีรายการแถมให้นะ..ไม่รักกันจริงไม่บอกหรอก..

"เมล็ด รสหวานมันเล็กน้อย เป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการร้อนใน แก้กระหายน้ำ รักษาดี รักษาเสมหะ อาการพุพอง เมล็ด จะมี embryo มีสีเขียว เรียกว่า "ดีบัว"ซึ่งมีรสขมจัดมีสารอัลคาลอยด์หลายชนิด มีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อของหัวใจ"
ฉะนั้นเวลารับประทานเมล็ดบัว..กรุณาอย่าดึง"ดีบัว"กลางเมล็ด ทิ้ง...

"ใคร"ที่กำลังเป็นโรคหัวใจ และมีปัญหาว่าเลือดไปเลี้ยง มันสมองไม่พอจนมีอาการปากข้างซ้ายเบี้ยว..โปรดทราบ..

ส่วน"บัวหิมะ" นั้น เท่าที่ทราบมิได้เป็นญาติโกโหติกา กับบัว(Lotus)เลย..



โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.7.44 วันที่: 25 สิงหาคม 2555 เวลา:15:14:28 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ

ได้เข้ามาอ่านหน้านี้ถือว่าคุ้มมากค่ะ ได้ความรู้ทางพุทธศาสนาแล้วยังได้รู้สรรพคุณของบัวอีก

ขอบคุณทั้งคุณสดายุ และคุณมินตราค่ะ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 25 สิงหาคม 2555 เวลา:15:22:42 น.  

 

สวัสดีค่ะ

ใครก็มิทราบเพราะไม่เห็นชื่อ..
ไม่ต้องขอบคุณค่ะ เพราะิมินตราเข้ามาตอนเจ้าของเวปไม่อยู่
เดี๋ยวกลับมา ก็คง เอ็ดตะโรใหญ่โตอีก..
ท่านต้องการจะ เขียนเรื่องอะไรอย่างหนึ่ง..
แล้วมินตรามาชักใบให้เรือเสีย เสียฟอร์มหมด..เฮอะ..เฮอะ..

ความจริงมิได้ต้องการจะเป็น"ผู้ช่วย(พระ)เอก"
แต่ต้องการจะเป็นนางเอกเอง..
ก็นั่งออดนั่งอ้อนให้ใครเขียนกลอน หรือฉันท์ให้
ยังไม่ีใครได้ยิน..เลยต้องรองบประมาณ"นางในวรรณคดี"ไปก่อน






โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.24.19 วันที่: 26 สิงหาคม 2555 เวลา:15:55:58 น.  

 

เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง
มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า
มิหวังกระทั่งฟากฟ้า
ซบหน้าติดดินกินทราย

อังคาร กัลยาณพงศ์ (13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 — 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555)
ศิลปินแห่งชาติ-จินตกวีของรัตนโกสินทร์


โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.24.19 วันที่: 27 สิงหาคม 2555 เวลา:2:51:40 น.  

 

ประเทศเราใช้คำว่า กำลังพัฒนา มานานมากแล้วนะคะ...

"ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผลสามารถนำพาผู้คนส่วนใหญ่ก้าวพ้นระดับบัวใต้น้ำ"

คนกลุ่มนี้ก็ไม่น้อย ค่อนข้างมีมากและบางคนมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างที่คุณว่าก็จริง แต่พวกเขาติดหล่มระบบอุปถัมภ์ค่ะถอนตัวไม่ขึ้น...

พัฒนาเป็นหย่อมๆค่ะ ไม่งั้นเราจะเห็นภาพไหว้เสาไฟฟ้าไหว้ตุ๊กแก ฯลฯ และ ภาพหมอบกราบ? แบบแบ่งชนชั้นเหรอคะ? มาคิดอีกที เอ๊ะ!!!รึว่า"เจตนา" จะให้เป็นแบบนั้นนะ น่าคิด...

พูดเรื่องเดวกันป๊ะเนี่ย อิอิ


โดย: witch IP: 118.172.104.61 วันที่: 27 สิงหาคม 2555 เวลา:9:41:57 น.  

 



สวัสดีครับคุณปีกรุ้ง
ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีนะครับ
ประเทศนี้คนส่วนใหญ่บอกว่า ตนเองเป็นพุทธเถรวาท .. แต่ส่วนใหญ่เกือบเท่าๆกับที่บอกนั้น ไม่รู้เนื้อหาในหลักธรรมอะไรเลยแม้แต่น้อย .. จึงต้องเขียนประเด็นแบบนี้กันไปเรื่อยๆ .. ครับ

พอเห็นพระพุทธรูป ก็ยกมือไหว้ไว้ก่อนแต่ไม่รู้ว่าไหว้ไปทำไม .. ไหว้ทองเหลือง
พอเห็นพระสงฆ์ ก็ยกมือไหว้ก่อนโดยไม่รู้ว่าไหว้ไปทำไม .. ไหว้ผ้าเหลือง
เหลืออย่างเดียว .. ยังดีที่มีคนคอยสอนจึงไม่ไหว้ตะพึดแต่ก็มีบ้าง .. ไหว้พวกเสื้อเหลือง
อิๆๆ





มินตรา
บัวเป็นไม้น้ำ จึงเหมาะสมที่จะใช้เปรียบเทียบ .. กับระดับปัญญาคน
หากคนเราไม่เอา .. โวหารสร้างภาพ .. หรือ .. โวหารภาพพจน์ .. มาคอยเคลือบคำให้ตัวผู้พูดดูดีในสายตาผู้อื่น (ซึ่งคิดเอง เออเองทั้ง 100% ) แล้วถือหลักความจริงมาพูด .. เราคงไม่ปฏิเสธว่า คนเราต่างกัน .. และคนเราไม่อาจเท่าเทียมกันในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่า ..
.. สติปัญญา
.. ความชอบในสิ่งต่างๆ
.. ความไม่ชอบในสิ่งต่างๆ
.. ความสามารถเฉพาะตน .. ความถนัด

ดังนั้นทั้งในทางศาสนาและทางการเมือง .. ชนผู้ด้อยปัญญา จึงมักถูกครอบงำจากผู้มีปัญญาเหนือกว่าเสมอไป
และ การครอบงำนี้ .. คือการทำให้ความคิดบริสุทธิ์ที่มีอยู่เดิมของคนคนนั้นเบี่ยงเบนไป .. จึงไม่อาจนับเป็นความขาวสะอาด ยุติธรรมได้เลย

จริงไหม ?






คุณวลี ฯ
สวัสดีครับ .. สลับฉากมาเปิดประเด็นเรื่องหนักๆบ้าง ..
พอเห็นข่าวคนใหญ่คนโตของประเทศ ออกอาการ .. งมงาย .. ไร้เหตุผล .. ทำตามๆกัน .. แล้วของขึ้นทุกทีครับ
ไม่รู้ว่าขึ้นมาเป็นระดับ อธิบดี ปลัดกระทรวง กันได้ไง สิน่า ...

ส่วนสรรพคุณเรื่องบัวนั้น ..
ลองอ่านใน วิกิพีเดีย เช็คดูก่อนนะครับ .. ตามหลัก กาลามสูตร
อิๆๆ




แม่มดตัวน้อย
คนที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์คือคนเรียนหนังสือมา .. พูดได้ว่า มีการศึกษา และ มักมีเหตุผล

เพียงแต่ว่าชนชั้นมีการศึกษานี้ มีความได้เปรียบในสังคม .. และคนที่ได้เปรียบในสังคมย่อมไม่สนใจกฎกติกามากนัก เพราะความได้เปรียบนั้นทำให้สามารถก้าวข้ามกฎกติกาได้โดยไม่มีความยุ่งยากในชีวิตเกิดขึ้นแม้แต่น้อย !

การบังคับใช้กฎกติกากับชนชั้นที่ได้เปรียบในสังคมจึงทำได้ยากเย็น ..

นอกเสียจากว่า .. เราจะ set 0 กันใหม่ !

การยอมหมอบกราบของชั้นปัญญาชนต่อผู้อื่นนั้น .. ตัวผู้อื่นนั้นต้องมีคุณใหญ่หลวงเป็นการส่วนตัวจริงๆ หรือ เป็นบุคคลระดับพระอริยเจ้าเท่านั้นถึงจะยอมทำกัน ..

แต่หากผู้อื่นนั้นไม่ใช่อย่างที่กล่าวแล้ว มันก็คือ .. อาการภาพพจน์ .. เท่านั้นเอง
มองผิวเผิน .. ภาพแบบนั้นมันเหมือนการ .. ยอมทำลายตัวตนลง .. ด้วยความเคารพนอบน้อมต่อบุคคลที่ 2 อย่างสูงสุด ถึงขนาดนั้น

แต่ภาพที่ซ้อนขึ้นมาคือการสร้างภาพของ .. ผู้จงรักภักดีที่ไร้ข้อกังขา .. เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ ที่ตามมาจึงเป็นเหตุผลที่แท้จริงในการกระทำนั้น ..

เพียงแต่มัน ไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อสังคมส่วนรวม !

ข้างบน .. ก็กราบไหว้กัน เอาเกียรติ เอายศ เอาประโยชน์ ที่จะกอดรัดลงโลงไปด้วยกัน
ข้างล่าง .. ก็กราบไหว้กัน เอาโชค เอาลาภ เอาความมั่นคงใส่จิตใจที่อ่อนไหว

ส่วนตรงกลาง .. ไม่ต้องแบกเอาอะไรทูนไว้บนหัว .. ไม่ต้องก้มลงเอาอะไรล่ามขา .. ก็ตัวเบาสบายเดินจูงมือกันไปอำเภอเพื่อเปลี่ยนนามสกุลให้เหมือนกันได้ทุกเมื่อ !

พูดเรื่องเดวกันป๊ะเนี่ย อิอิ



โดย: สดายุ... วันที่: 27 สิงหาคม 2555 เวลา:22:04:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.