Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2557
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
5 มิถุนายน 2557
 
All Blogs
 
O ขยะรกศาสนา .. O

ในทางการเมือง กับ ในทางศาสนา มีจุดร่วมอยู่อย่างหนึ่งคือ เหตุผล
หากขาดสิ่งนี้ไป ย่อมเละเทะทั้งคู่

แต่ "ความงมงาย" คำนี้มักใช้กับความเชื่อที่ขาดเหตุผลทางศาสนา มากกว่าการเมือง

ขาดเหตุผล คืออย่างไร ?
คือแนวคิดที่ไม่สอดรับกับสามัญสำนึกของคนปกติทั่วไป

อะไรที่ไม่สอดรับกับสามัญสำนึกบ้าง ?
ในศาสนาพุทธ เช่น การเวียนว่ายตายเกิด
ทำไมถึงไม่ make sense ?
เพราะหลักใหญ่ใจความของพุทธคือ หลักอนัตตา
และแนวคิดของการ เวียนว่ายตายเกิดคือ หลักอัตตา หรือ อาตมันของพราหมณ์

คนพุทธ แทบ 100% ท่อง 3 คำนี้ได้
อนิจจัง
ทุกขัง
อนัตตา

แต่อาจไม่ค่อยเข้าใจความหมายอย่างแท้จริง
คนพุทธแทบ 100% จึงยังเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด วิญญาณล่องลอยหลังตาย

หากนาย ก ตายแล้วไปเกิดใหม่เป็นนาย ข
ถามว่า เป็นคนเดิม คนเดียว กันหรือไม่ ?

คำถามนี้จะมาย้อนแย้งเรื่องเดียวกันของ พระเจ้าสิบชาติ
เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว
จาก พระเตมีย์ใบ้ ไปจน พระเวสสันดร นับเนื่องเป็นคนเดิม และมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะในที่สุด

หากเชื่ออย่างนี้ แปลว่าเชื่อหลักอัตตาเที่ยง หรือ หลักอาตมัน
เปรียบเทียบได้ว่า ตั้งแต่ พระเตมีย์ใบ้ ตายไป เกิดอีก 9 ชาติจนเป็นพระเวสสันดร วิญญาณเวียนเกิดนี้เรียกว่า อาตมัน

เมื่อมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ในชาติสุดท้าย เป็นพระสมณะโคดมผู้ตรัสรู้ คือการที่อาตมันของบุคคลนี้เข้าสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ "บรมอาตมัน" หรือ "ปรมาตมัน" นั่นเอง

นี่คือสิ่งที่พรามหณ์สอนกันมาตั้งแต่ยุค อริยะ จนถึงยุค อุปนิษัท ที่ปฏิรูปคำสอนเพื่อสู้กับศาสนาเกิดใหม่อย่างพุทธ ไชนะ ชฎิล

หากความเชื่อนี้ถูกต้อง เจ้าชายก็ไม่จำเป็นต้องออกแสวงหาหนทางอื่น เพราะเมื่อมาถึงยุคพุทธกาลนั้น ศาสนาพรามหณ์ได้ตั้งมั่นในดินแดนชมพูทวีปตอนเหนือมา ไม่น้อยกว่า 1500 ปีแล้ว นานพอๆกับอายุของอิสลามในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น แนวคิดนี้จึงไม่สอดรับกับหลักสามัญสำนึกของคนที่เรียกตัวเองว่าชาวพุทธผู้ยึดหลักปัญญา ที่กอปรด้วยเหตุผล

ไม่สอดรับกับหลัก อนัตตา หลักใหญ่ใจความของพุทธ ที่ตรงกันข้ามกับ อาตมันของพราหมณ์แบบ ไม่อาจประนีประนอม

หรือ พูดได้ว่าไม่อาจยอมรับแม้แต่คำ "แล้วแต่จะตีความ" เอาตามใจชอบ !

ความมั่นคงของหลักเหตุผล มันไม่สามารถโยกคลอนด้วยเพียง การคาดเดาอันแตกต่างใดๆ แม้แต่น้อย


โดยหลักเหตุผลแล้ว
เรื่องพระเจ้า 10 ชาติ เป็นเพียงเรื่องแต่งเชิงอุปมาอุปไมย เป็นเรื่องนามธรรมเพื่อแสดงให้เห็นพัฒนาการของจิตดวงหนึ่งไปถึงจุดของความหลุดพ้นจาก"สัญชาติญาณ" อันเป็นธรรมชาติติดตัวมาของมนุษย์ทุกคน

ตั้งแต่ พระเตมีย์ใบ้ คือหลักการ อดทน อดกลั้น โดยเอาการไม่พูดมาเป็นประเด็นเปรียบเทียบ

จนถึง พระเวสสันดร คือหลักการ ละวางความเป็น "ของกู" โดยเอาการสละแม้จน ลูก เมีย เป็นประเด็นเปรียบเทียบหลัก

เมื่อเอา "ของกู" มาวางอย่างโดดเด่นในชาติพระเวสสันดร
และเอา "ตัวกู" มาวางในชาติพระสมณะโคดม

แปลว่า ลำดับขั้นแห่งพัฒนาการของจิตนี้ "ตัวตน" เป็นจุดสุดท้าย เป็นจุดยากสุด ก่อนจะถอน "สัญชาติญาณ" ออกจากจิตจนสิ้นได้ (ถอนอาสวะ)

.
.


ธรรมชาติภายนอกมีอยู่ เป็นอยู่ ของมันเอง
ธรรมชาติภายในมีอยู่ ทำงานได้ปกติ
โลก เกิดขึ้นมา ตั้งแต่มีตัวรับรู้ทั้ง 6 ทาง สัมผัส และมีปฏิกิริยาโต้ตอบ
วงรอบการเกิดดับ ก็เริ่มต้นหมุน (วัฏฏะสงสาร)

รู้น้อย ไม่รู้จักคิด วงรอบเกิดดับก็จะหมุนทุกวินาทีไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น
รู้ทัน รู้จักคิด วงรอบเกิดดับ จะหมุนๆ หยุดๆ
รู้แจ้ง ตลอดเวลา วงรอบเกิดดับ จะหยุดหมุนตลอดกาล โลกก็จะดับลง







Create Date : 05 มิถุนายน 2557
Last Update : 5 มิถุนายน 2557 21:31:30 น. 1 comments
Counter : 749 Pageviews.

 
ใน “ภาคผนวก 1” หัวข้อ “ความคิดเห็นบางแง่มุมของนิทเช่ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนา (“โต้คริสต์” 20-23)” ของหนังสือเล่มที่โพสต์นี่แหละครับ (น.462-468) เช่น น.462-463 นิทเช่ เขียนว่า

พุทธศาสนามีความเป็นจริงมากกว่าศาสนาคริสต์ร้อยเท่า และได้รับมรดก-คือการเสนอปัญหาอย่างเยือกเย็นและปราศจากอารมณ์-จากการเคลื่อนไหวทางปรัชญาที่มีมาก่อนหน้านั้นหลายร้อยปี แง่คิดเกี่ยวกับ “พระเจ้าผู้เป็นหนึ่ง” ถูกทำลายลงเรียบร้อย เมื่อพุทธศาสนาอุบัติขึ้น ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เราเห็นว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวเท่านั้นที่มีรากฐานตั้งอยู่บนปรากฏการณ์ที่สัมผัสได้ แม้ในทฤษฎีแห่งการหาความรู้ ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของปรากฏการณ์อย่างเคร่งครัด ทั้งไม่ค่อยเอ่ยถึงการต่อสู้กับ “บาป” แต่กลับพูดถึงการต่อสู้กับ “ทุกข์” ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริง


โดย: สดายุ... วันที่: 8 มิถุนายน 2557 เวลา:8:43:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.