Group Blog
 
<<
เมษายน 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
21 เมษายน 2555
 
All Blogs
 
O พระสยามเทวาธิราช .. โมหะการณ์ในบ้านเมือง .. ! O

.



ที่มา .. ของความเชื่อ

...........................................


หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการศึกษาประวัติศาสตร์ ทรงมีพระราชดำริว่าประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นภยันตรายมาได้เสมอ คงจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่ สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการปั้นหล่อเทวรูปสมมุติขึ้น ถวายพระนามว่าพระสยามเทวาธิราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรมในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร ในพระอภิเนาว์นิเวศน์

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า

"...ตอนมหาอำนาจทางตะวันตกทำการเปิดประตูค้ากับพวกตะวันออก ในระยะเวลาต้นๆศตวรรษที่ ๑๙ ของคริสต์ศักราชนั้น พวกเมืองข้างเคียงไม่รู้ทันเหตุการณ์ภายนอกว่า ทางตะวันตกมีอำนาจปืนเรือพอที่จะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย จึงพากันไม่ยอมทำสัญญาด้วย ซ้ำยังขับไล่ ใช้อำนาจจนเกิดเป็นสงครามขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่คนมีแต่มีดจะต้องแพ้ผู้มีปืน แล้วถูกเป็นเมืองขึ้นไปโดยสะดวก

ฝ่ายทางเมืองไทยเรานั้นมหาอำนาจตกลงกันให้อังกฤษมาเป็นผู้เปิดประตูทำสัญญาค้าขาย ซึ่งตามที่จริงก็เคยมีไมตรีกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่เมื่อบ้านเมืองมีเหตุการณ์ศึกสงครามเกิดขึ้นชาวต่างประเทศไปมาค้าขายไม่สะดวกได้ ก็จำต้องหยุดการติดต่อกันไปเป็นพัก ๆ การเป็นเช่นนี้แก่ทุกบ้านทุกเมือง

ฉะนั้น เมื่อเสร็จศึกกับพม่าในรัชกาลที่ ๑ แล้ว ถึงรัชกาลที่ ๒ ชาวโปรตุเกสก็เข้ามาจากเมืองมาเก๊า เพื่อขอทำสัญญาค้าขายใน พ.ศ. ๒๓๖๓ โปรดเกล้าฯ ให้รับสัญญาเพราะเรายังต้องการซื้อปืนไฟจากชาวตะวันตกอยู่ ต่อมาอีก ๒ ปี มิสเตอร์ จอน ครอเฟิด (John Grawford) ทูตอังกฤษเข้ามาขอทำสัญญาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียใน พ.ศ. ๒๓๖๕

ถึงรัชกาลที่ ๓ อังกฤษเกิดรบกันขึ้นกับพม่าเป็นครั้งแรก ครั้นชนะแล้วจึงให้กัปตันเฮนรี่ เบอร์เนย์ (Henry Burney) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ ทูตอเมริกัน มิสเตอร์ เอ็ดมอนด์ โรเบิต (Edmond Robert) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕ มิสเตอร์ริดชัน (Ridson) ทูตอังกฤษเข้ามาทำสัญญาขอซื้อช้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๑ และเซอร์เจมส์ บรู้ค (Sir Jame Brooks) ผู้เคยเป็นรายา (White Raja) ผู้ครองเกาะซาราวัค (Sarawak) เข้ามาขอทำสัญญาอีกเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๓ ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เสด็จสวรรคต

รวมทูตอังกฤษที่เข้ามาทำสัญญากับเมืองไทยถึง ๔ ครั้ง แต่ก็ได้ทำแต่เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเรื่องผ่านแดนไทยกับพม่า และสัญญาซื้อขายช้าง ม้า และแลกเปลี่ยนสินค้าบางอย่าง ไม่ได้ทำสัญญากับเมืองไทยโดยตรงอย่างเมืองอื่น ๆ

ส่วนทางเมืองไทยก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าจะมีผู้ใดจะเกะกะทางนี้ได้ บางคนนึกเลยไปว่าเหล็กจะลอยน้ำได้อย่างไร ในเมื่อมีใครมาเล่าว่าทางมหาอำนาจตะวันตกนั้นมีเรือรบที่ทำด้วยเหล็ก ไทยจึงไม่เต็มใจจะเปิดประตูค้ากับผู้ใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่รับข้อที่จำเป็นในเวลานั้นเท่านั้น แต่ในที่สุดเราก็ได้พบรายงานของเซอร์เจมส์ บรู๊ค ผู้ซึ่งเข้ามาครั้งสุดท้ายในรัชกาลที่ ๓ ว่า

‘ ..พระเจ้าแผ่นดินกำลังเสด็จอยู่บนพระแท่นสวรรคต และพระองค์ที่จะทรงเสวยราชย์ใหม่ก็มีหวังจะพูดกันได้เรียบร้อย ฉะนั้น จึงขอรอการใช้กำลังบังคับไว้ก่อน... ’

ตามรายงานนี้เห็นได้ชัดว่า เขาเตรียมจะใช้กำลังกับเราอยู่แล้ว เผอิญให้เกิดมีการสวรรคตและเปลี่ยนแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นมาเสวยราชย์ในเวลาที่ทรงทราบเหตุการณ์นอกประเทศดีอยู่แล้ว เพราะทรงมีเวลาศึกษาเพียงพอ ในเวลาที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุถึง ๒๗ ปี พอเสวยราชย์ได้ ๔ ปี เซอร์จอน โบว์ริง (Sir John Bowring) เจ้าเมืองฮ่องกง ก็มีจดหมายส่วนตัวเข้ามากราบทูลว่า คราวนี้ตัวเขาจะเข้ามาเป็นราชทูตแทนพระองค์ควีน วิคตอเรีย ไม่ใช่เป็นแต่เพียงทูตมาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียเช่นคนก่อน ๆ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าจะไม่มีเรื่องเดือดร้อนถึงต้องขัดใจกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบข้อไขอันนี้ดี จึงเปิดประตูรับในฐานะมิตร และเป็นผลให้เราได้พ้นภัยมาได้แต่ผู้เดียวในทางตะวันออกประเทศนี้

..เมื่อเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว ทรงพระราชดำริว่า เมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิด ๆ จะต้องเสียอิสรภาพมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่ จึงสมควรจะทำรูปเทพพระองค์นั้นขึ้น ไว้สักการบูชา แล้วโปรดให้พระองค์เจ้าดิษฐวรการ (หม่อมเจ้ารัชกาลที่ ๑) นายช่างเอกทรงปั้นรูปเทพพระองค์นั้น เป็นรูปทรงต้นยืนถือพระขรรค์ในพระหัตถ์ขวา ขนาด ๘ นิ้วฟุตงดงามได้สัดส่วนแล้วหล่อด้วยทองคำแท่งทั้งพระองค์ ทรงถวายพระนาม "พระสยามเทวาธิราช"

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
......................................................................


ง่ายๆ อย่างนี้เอง .. คือแค่ความคิดของใครคนหนึ่งที่อุบัติขึ้นจากการ"คิดไปเอง" ในการมองเรื่องราวในอดีตแล้ว"ปรุงแต่งจินตนาการขึ้นมา" .. มาบัดนี้ กลับค่อยๆแทรกลงฝังหัวชนชาติที่มักไม่ใช้เหตุผลบนผืนแผ่นดินนี้ให้ "เชื่อถือ - ศรัทธา" อย่างเอาเป็นเอาตาย ถึงขนาดที่ว่า " .. ใครคิดร้ายต่อชาติ - พระสยามเทวาธิราชจะสาปแช่งคนผู้นั้น ! .. "


คนที่เข้าใจ"พุทธธรรม" ได้ดีพอในระดับ"บัวพ้นน้ำ" คงอดแย้มหัวไม่ได้กับความเชื่อที่ยกมา ..

การปรุงแต่งคิดไปเองนั่น ภาษาบาลีใช้คำว่า "สังขาร" ที่เกิดจาก "จิตที่ปราศจากความรู้ในอริยะสัจจ์ - อวิชชา" นั่นเอง !


ประเด็นนี้อาจใช้เป็นแม่แบบที่สามารถจำลองกระบวนการ"ปรุงแต่งความคิด" จากคนต้นคิดแรกสุดได้เช่นเดียวกับกรณี "พระเจ้า - God" ของยิวจนมีฝรั่ง .. อาหรับ .. มาตามแห่ตามโหนในที่สุด .. ในทำนองเดียวกับ เทพต่างๆของ พราหมณ์ - ฮินดู ก็ย่อมไม่ต่างกัน


เราสามารถมองสภาพธรรมผ่านกรณี พระสยามเทวาธิราช นี้ ได้ว่า " ...สังขาร หรือ การปรุงแต่งในจิต นี้เองเป็นตัวสร้างสรรพสิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้นมา ในโลกนี้ !..."


จึงอาจพูดได้ว่า พระเจ้า .. เทพต่างๆ .. รวมทั้ง พระสยามเทวาธิราช ล้วนมีกำเนิดขึ้นจาก สังขาร ในจิตที่กอปรด้วยอวิชชา ทั้งสิ้น !

ในระดับชนชั้นที่มีการศึกษาทางโลกสูงหน่อย - การปรุงแต่งในจิต ก็จะมีความแยบคาย มีท่วงทำนองที่อารยะกว่า การปรุงแต่งในจิตของระดับด้อยการศึกษาอยู่มาก

ในสังคมบ้านนอกต่างจังหวัด ชนชั้นด้อยการศึกษาทำการกราบไหว้บูชาต้นไม้ใหญ่ ด้วยการห่มโคนต้นด้วยผ้าสีแดง เขียว เหลือง มีให้เห็นได้ทั่วไป .. ภาพพวกนั้นเกิดจากจิตปรุงแต่งที่ไม่ได้ต่างอะไรกันเลยกับ เทพระดับสูง หรือ เทพเดี่ยว แบบยิว คริสต์ หรือ การเดินรอบหินดำของอิสลาม รวมทั้งกรณีพระสยามเทวาธิราช ด้วย

เป็นกระบวนการของ สังขารในจิต ที่ก่อภาวะขึ้นในท่วงทำนองเดียวกันทั้งสิ้น


ดังนั้น .. ไม่ว่าท่านรัฐบุรุษจะเอามาตอกย้ำเชิดชูสักเพียงไหน .. ชนผู้มีปัญญาย่อมรู้ได้ เข้าใจได้ ว่าเป็นนัยะในทางรัฐศาสตร์เท่านั้น ..

ซึ่งหากพิจารณาผ่านแนวทางของตรรกะวิภาษแล้วไซร้ .. ย่อมเป็นเพียงความว่างเปล่า เท่านั้นเอง

การปรุงแต่งในจิตของคนคนหนึ่ง หากสามารถ”ดลบันดาล” จนส่งผลเชิงรูปธรรมแก่คนอีกคนได้แล้ว .. สัจธรรมก็คงต้องถูกตั้งคำถามที่ยากจะตอบได้ !

ความบังเอิญที่ปรากฏขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้ง แล้วมีการรับรู้เกิดขึ้น – ไม่ได้เป็นข้อสรุปว่า ครั้งต่อไปจะเป็นเช่นนั้น !

หากเราเอาสภาพทางวัตถุธรรม รวมทั้งพฤติกรรมของชนในสังคม มาเป็นตัววัด เราจะพบได้ว่า แผ่นดิน อย่างกลุ่มสแกนดิเนเวียร์ เช่น สวีเดน นอรเวย์ เดนมาร์ค นั้น มีความ ..

ความมีการศึกษา ความมีวุฒิภาวะทั่วถึงของคนในสังคม
การเคารพกฎกติกาการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม ..
ความมีจิตสำนึกต่อทรัพย์ส่วนรวมของคนในสังคม ...
ความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง สาธารณูปโภค พื้นฐาน ...
ความสงบ ปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน …
ก้าวหน้าในทางวิทยาการ และการประดิษฐ์ คิดค้น …
ความมีเสรีภาพทั้งในทางศาสนา และแนวคิดทางการเมือง ...
ความเท่าเทียมกันทางฐานะเศรษฐกิจของคนในสังคม ...
ฯลฯ
.
.
.
ทั้งสิ้นทั้งปวงล้วนเหนือกว่าไทย !

ซึ่งอาจพูดได้ว่า “สวีดิชเทวาธิราช” ของเขาเก่งมาก ทำให้แผ่นดินตรงนั้น น่าอยู่ มากมาย จริงไหม ?
เพราะอะไรเล่า ..
เพราะ นอกจาก ส่วนดีที่มากกว่าแล้ว ยังไม่พอ .. ยังมีส่วนชั่วที่น้อยกว่าด้วย เช่น

คอรัปชั่น น้อยกว่า ไทย
ยาเสพติด น้อยกว่า ไทย
อิทธิพลมืด น้อยกว่าไทย
ของหนีภาษี น้อยกว่า ไทย
ฆาตกรรม น้อยกว่า ไทย
ลวงหญิงค้าประเวณี น้อยกว่าไทย
อนาจารผู้เยาว์ น้อยกว่าไทย
.
.
พระสยามเทวาธิราช เยี่ยงไรจึงดูแลแต่”ความมั่นคงของอาณาจักร” เท่านั้นเล่า ? .. ทำไมไม่สามารถดลบันดาลให้สมองน้อยๆในกะโหลกคนไทย ..

.. คิดอ่านเพื่อชาติได้แบบคนญี่ปุ่น ?
.. ไม่เอาของของผู้อื่นแบบคนญี่ปุ่น ?
.. ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ จนพาชาติเป็น 1 ใน 7 ชาติร่ำรวยที่สุดในโลก (G7) หนึ่งเดียวจากเอเชียแบบญี่ปุ่น ?


ไม่มีเรื่องเช่นนั้น หรือ เช่นไหน ทั้งสิ้น ..
เพราสิ่งนั้นๆ ไม่มีจริง ไม่เคยมี และไม่มีทางจะมีขึ้นตลอดกาล

การพยายามฝังหัวคนให้โง่งมอยู่กับความเชื่อ ความศรัทธา ในสิ่งที่มองไม่เห็น .. พิสูจน์ไม่ได้ อย่างกรณีพระสยามเทวาธิราช ย่อมไม่ต่างอะไรกับกรณี ไตรภูมิพระร่วง ที่มีขึ้นมาด้วยเจตนารมณ์เดียวกันตั้งแต่ยุคสุโขทัย

มีแต่การละทิ้ง ความงมงาย ความไร้เหตุผลลงไปให้หมดเท่านั้น จึงจะสามารถพาไทยไปพ้นความยากจนได้ .. ด้วยการศึกษาในทางวิทยาศาสตร์ที่จำต้องใช้เหตุผล ..

เช่นที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศแล้วเปิดรับวิทยาการจากตะวันตกโดยไม่ต่อต้านมาอย่างยาวนาน .. จึงเป็นที่มาของ Master Plan ของประเทศที่ว่า ..

.. แผ่นดินมีน้อย – การเกษตรกรรมต้องใช้แผ่นดินมาก – ขัดแย้งกัน จึงไม่เป็นเหตุผลกัน จึงไม่ใช่แนวทางของประเทศ
.. ผู้คนมีมาก – การผลิตอาหารทำได้น้อย จึงต้องซื้อเขามากิน จึงเสี่ยงต่อการถูกปิดล้อมให้อดอยากยามสงคราม – อาหารจึงเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศที่ต้องพึ่งตนเองได้ (ยามสงครามต้องผลิตได้พอกิน – โดยไม่ต้องพึ่งใคร)
.. อุตสาหกรรม – ใช้คนมาก ใช้ที่ดินน้อย (นึกดูว่านิคมอุตสาหกรรมหนึ่ง มีคนทำงานเท่าไร .. ใช้แผ่นดินเท่าไร – เทียบกับครอบครัวชาวนาที่ครอบครองที่ดินขนาดนิยมอุตสาหกรรมว่ามีคนสักกี่คน ? )
.. อุตสาหกรรม ต้นทุนต่ำ ขายแพง กำไรมาก .. ไม่ต้องพึ่งพาฤดูกาล .. ควบคุมได้ทุกส่วน – จึงมีเสถียรภาพด้านรายได้
.. อุตสาหกรรมต้องการคนทำงานที่มีทักษะเชิงเหตุผล – การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ย่อมสามารถรองรับตรงนี้
ฯลฯ
.
.
เมื่อสะสมความมั่งคั่งมาอย่างยาวนานก็สามารถสร้างสิ่งต่างๆได้เต็มที่ .. ในทุกด้าน ก็กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หมายถึงสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานของสังคมส่วนรวมนั้น รัฐบาลมีเงินมาใช้จัดการได้อย่างเพียงพอ รวมทั้งการศึกษาของชนในชาติ

ทั้งสิ้นทั้งปวงล้วนเป็นเรื่องจับต้องได้ เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ไม่ต้องคอยบนบาน กราบไหว้ เพื่อให้ได้มาแต่อย่างใด !

ไม่มีสิ่งใดจะได้มาด้วยการ “แค่คิดเอา” อย่างเด็ดขาด !

เพราะหากมีจริง หมอขมังเวทย์ชาวเขมร คงเสกหนังควายเข้าท้องฝรั่งเศสจนสามารถยึดกรุงปารีสได้ตั้งแต่ครั้งกระโน้นแล้วสิ .. ?

แต่ที่เห็นคือ ดินปะสิว ถูกเข็มชะนวนกระแทก แล้วระบิดตูม พาหัวลูกปืนวิ่งทะลุพุงเขมรทุกที จนเอาบรรพบุรุษฮุนเซนเป็นทาสได้ตั้งเป็นร้อยปี !


บทสรุป จึงมีว่า ..

" ..พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบข้อไขอันนี้ดี จึงเปิดประตูรับในฐานะมิตร และเป็นผลให้เราได้พ้นภัยมาได้แต่ผู้เดียวในทางตะวันออกประเทศนี้.. "

ข้อความข้างบนนี้เอง .. คือต้นเหตุของการรอดพ้นจากการปะทะขั้นแตกหัก กับ อำนาจอาวุธที่เหนือกว่า แล้วรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น - คือ "รู้เขา รู้เรา - รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครา" กลยุทธเดียวกับ ซุนหวู่ นั่นเอง

หาใช่พระสยามเทวาธิราชที่ไหนไม่ ?


ไม่เชื่อ .. จึงต้องลบหลู่ !





Create Date : 21 เมษายน 2555
Last Update : 15 พฤษภาคม 2556 12:59:05 น. 4 comments
Counter : 2083 Pageviews.

 
เยี่ยมครับ


โดย: phahurat IP: 188.169.189.155 วันที่: 21 เมษายน 2555 เวลา:19:01:56 น.  

 


เห็นชอบด้วยค่ะ...

ตรงๆดี คิดแบบนั้นเหมือนกันเจ้าค่ะ


โดย: witch IP: 118.172.109.203 วันที่: 26 เมษายน 2555 เวลา:16:33:23 น.  

 
สุดยอด รอยหยักบนสมองน้อยๆของข้าพเจ้าเพิ่มขึ้นมากโขครับผม


โดย: KK IP: 122.154.136.52 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2555 เวลา:12:20:36 น.  

 
So true


โดย: ต๋อย IP: 125.24.77.43 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:22:16:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.