Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2557
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
8 มิถุนายน 2557
 
All Blogs
 
O พระเจ้า .. มีจริงหรือ ? O

.



มาดูนิยามคำว่า พระเจ้า ดูกันสักหน่อย

...............................................................................................


พระเจ้า (อังกฤษ: God) หมายถึง พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด คือ ผู้สร้างและบันดาลสรรพสิ่ง ตามความเชื่อของศาสนาประเภทเอกเทวนิยม อันเป็นที่สักการะบูชาของศาสนาต่างๆ เช่น พระอัลลอหฺของศาสนาอิสลาม พระยาห์เวห์ของศาสนาคริสต์ และอื่น ๆ ระวังสับสนกับคำว่า "เทวดา" หรือ "เทพเจ้า" (อังกฤษ: deity หรือ gods) ซึ่งมีความหมายในเชิงปกรณัมแบบพหุเทวนิยม


จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

..............................................................................................


เอกเทวนิยม = คือแนวคิดการมีพระเจ้าองค์เดียว เช่น ยูดาย คริสต์ อิสลาม
พหุเทวนิยม = คือแนวคิดแบบมีพระเจ้าหลายองค์ เช่น ฮินดู หรือ พราหมณ์


พระเจ้าคือผู้สร้างและบันดาลสรรพสิ่งจริงหรือ ?

หากเป็นเช่นนั้นจริง...ดวงดาวในเอกภพทั้งหลาย..ไดโนเสาร์สัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์บนโลกนี้ ก็ต้องถูก"บันดาล"ด้วยจริงไหม ?

ในบทนิยามที่ยกมานั้นเป็นเพียงการพูดถึงคุณลักษณะของพระเจ้าเพียงบางส่วนเท่านั้น....

หากแท้จริงแล้ว...ควรต้องนิยามให้ครอบคลุมว่า...

.. พระเจ้าคือสภาวะสมบูรณ์สูงสุดที่ปราศจากข้อบกพร่องตำหนิใดๆ – (The perfect one) และทรงสิทธิ์ขาดใน พลานุภาพที่จะสร้างสรรสรรพสิ่งในสากลจักรวาลขึ้นมา ทั้งรูปและนาม ทั้งอาการและปรากฎการณ์ .. แต่เพียงผู้เดียว ..

จริงไหม ?

เพียงแต่ว่าแนวคิดของ....การสร้างและบันดาลสรรพสิ่งขึ้นมาได้ทั้งสิ้นทุกประการนั้น..ไม่ต้องการข้อพิสูจน์..รวมทั้งไม่ต้องการข้อโต้แย้งใดๆ...หาไม่เช่นนั้นแล้วหลักคิดแนวคิดเรื่องพระเจ้าก็จะเป็นเรื่องที่ ”เป็นไปไม่ได้ !“ - ตรงนี้เองที่เรียกว่า ..หลักศรัทธา ..

นัยะของประเด็นนี้อยู่ที่ว่า พระเจ้า ที่คริสต์และอิสลาม ยึดถืออยู่นี้ มีลักษณาการเป็น บุคคลาธิษฐาน (รูปธรรม) .. หรือ ธรรมาธิษฐาน (นามธรรม) กันแน่ ?

หรือพูดอีกอย่างได้ว่า...นัยะของความเป็นพระเจ้านี้ เป็นความหมายของ “ผู้ทรงความดีสูงสุด” หรือ “ภาวะของความดีสูงสุด” กันแน่ ?

ซึ่งเมื่อพยายามนิยามให้ชัดลงมาแล้ว จะสามารถมองเห็นเค้าลางของ “สมมุติภาวะ” หรือ “อุดมคติภาวะ” เพื่อให้จิตใจคนใช้เป็นเครื่องยึดมั่น ถือมั่น และดำเนินรอยตาม


ทีนี้ .. เมื่อมองต่อถึงประเด็นของการสืบทอดลักษณาการแห่งความดีสูงสุดลงมา .. เราจะเห็นถึง “ความเบี่ยงเบน” หรือ “ความแปลกแยก” จากภาวะสมบูรณ์สูงสุดที่ปราศจากข้อบกพร่องเดิมนั้น .. ปรากฏเป็นความชั่วร้ายต่างๆขึ้นบนโลกนี้ซึ่งประเด็นนี้ หากเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์สูงสุด เช่น ชีวิตทั้งหลายบนโลกนี้ เราสามารถพูดได้ว่า เป็นการ “กลายพันธุ์” อันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่จะเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการไป ไม่อาจหยุดอยู่กับที่ได้ – คืออนิจจังตามหลักไตรลักษณ์ของพุทธ

หากสำหรับ ผู้อยู่ใต้หลักศรัทธาแล้ว จำต้องมีคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผลสำหรับหล่อเลี้ยงศรัทธาตนเอง คือ การส่งผ่านสืบทอดนี้ เป็นลักษณะร่วมขั้นพื้นฐานเท่านั้น .. แต่พระเจ้าให้อิสระที่จะเป็นอยู่ แก่ทุกจิตวิญญาณ แม้จนถึงการปฏิเสธ ผู้ให้กำเนิด คือ พระองค์ ! .. ซึ่งตรงจุดนี้ หลักศรัทธาจะเปิดช่องทางอีกทางไว้ให้คือ ทางสู่ขุมนรก ! (ภาวะอันควรปฏิเสธ..ภาวะอันจิตใจเป็นอยู่ด้วยทุกข์ทรมาน)



ไดโนเสาร์ .. เป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว .. เป็นสิ่งมีชีวิตอีกประเภทหนึ่งที่ ..
.. เป็นการสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้า (ตามนิยามการสร้างสรรพสิ่ง)
.. ไม่อาจพูดได้ว่า ปฏิเสธ พระเจ้า คือไม่มีความคิดจิตใจแบบมนุษย์นั่นเอง มีแต่สัญชาติญาณเหมือนสัตว์ทั่วไป

แต่ไม่อาจสืบทอดภาวะต่อมาได้ !
เราจะพิจารณาประเด็นนี้อย่างไร .. ?
เหตุใด สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดย “ผู้ทรงคุณความดีสูงสุด” จึงไม่อาจดำรงอยู่ต่อ ?

และหากว่า การสูญพันธุ์ เกิดจากอุกาบาตพุ่งชนโลกจนเกิดฝุ่นหนาปกคลุมบรรยากาศเป็นเวลายาวนานจนชีวิตที่ขาดแสงอาทิตย์ให้ความอบอุ่นไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้จริง...

คำถามก็ย่อมมีต่อว่า .. แล้ว สิ่งไหน ก่อให้เกิดการพุ่งชน ?
หรือ การพุ่งชนนี้ ถูกกำหนดโดย ใคร ? และเพราะเหตุใด ?

จะเป็นความผิดพลาด ล้มเหลวของการสร้างสรรค์”บางสิ่ง” .. เช่นเดียวกับการลองผิดลองถูกหรือไม่ ?
และหากเป็นเช่นนั้น จะแปลว่า สร้างแล้ว ควบคุมจัดการ ให้อยู่ในปกติภาพ ไม่ได้ใช่หรือไม่ ?
หรือว่า สัตว์ยุคโบราณพวกนั้น ปฏิเสธ พระองค์ จึงต้อง พิพากษาให้สูญหายไปจากอาณาจักรของพระองค์ ?

เนื่องจากความผิดพลาด ไม่อาจเกิดขึ้นได้จาก “สภาวะสมบูรณ์แบบสูงสุด” .. จริงไหม ?

และหากว่าประเด็นอุกาบาตพุ่งชนโลกจนเป็นสาเหตุให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ตามที่นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานเป็นจริง .. รวมทั้ง วงโคจรของอุกาบาตซึ่งย่อมเกิดจาก"มือที่มองไม่เห็น" คือการบันดาลจากพระเจ้าด้วยเช่นกันอย่างปฏิเสธไม่ได้นั้น .. มาทำให้เกิดภาวะสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์

แปลว่า เมื่อมือข้างหนึ่งสร้างไดโนเสาร์ แล้วเห็นว่า ไม่ work มีข้อบกพร่อง .. มืออีกข้างก็เลยกำหนดวงโคจรของอุกาบาตมาทำลายล้างสิ่งที่ตนเองสร้าง ! ..

กลายเป็นภาวะที่ขัดแย้งในตัว !

ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ !


มนุษย์ ..
เมื่อมองลงไปในตัวมนุษย์เองซึ่งเป็นผลผลิตของพระเจ้าเช่นเดียวกับ ไดโนเสาร์ .. ก็เช่นเดียวกัน

ไม่มีความสมบูรณ์แบบใดๆให้มองเห็นได้เลย .. แบบจำลองของสิ่งสมบูรณ์สูงสุดกลับสามารถมองเห็นแต่กระบวนการลองผิดลองถูก หรือ วิวัฒนาการทั้งสิ้น ตั้งแต่จิตเดิมแท้ จนกระทั่งจิตที่เรียนรู้ รับรู้สภาพธรรมรอบด้านแล้วนั้น

ประดิษฐกรรม ของมนุษยชาติไม่มีสักสิ่งเดียวที่จะสำเร็จสมบูรณ์แบบในการสร้างทำขึ้นมาภายในครั้งเดียว...แต่กลับไปสอดคล้องกับกระบวนการวิวัฒนาการทั้งสิ้น...เป็นต้นว่า ..

รถยนต์ ที่รถคันแรก กับรถคันล่าสุดของชั่วโมงนี้ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จนแทบจะเหลือแต่หลักการพื้นฐานเท่านั้นที่เหมือนกันคือ มี 4 ล้อ มีเครื่องยนต์หมุนล้อให้วิ่งไปข้างหน้า เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้ายได้ และมีเบรกให้หยุดได้ เท่านั้น

กล้องถ่ายรูป ที่มาบัดนี้บริษัทผลิตม้วนฟิล์ม อย่างโกดัก ถึงกาลล่มสลายไปเรียบร้อย

เครื่องพิมพ์ดีด ที่คงเหลือเก็บในพิพิธภัณฑ์ ในอีกไม่นาน

เครื่องบิน .. ระหว่างปีก 2 ชั้นของพี่น้องตระกูลไรท์ กับเจ้า SR-71 Blackbird นั้นแทบจะเหลือแค่การลอยบนอากาศได้และเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ ลงจอดได้เหมือนกันเท่านั้นเอง ..

ยารักษาโรค .. ระหว่างยาหม้อแบบโบราณ กับยาเม็ด ในปัจจุบัน .. ความแตกต่าง ประสิทธิภาพ คุณภาพ ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมาเท่าไร ?

ทำไม ผลิตผลของสิ่งสมบูรณ์สูงสุดถึงไม่สามารถสร้างประดิษฐกรรมต่างๆ ให้สมบูรณ์แบบเพียงแค่คิดขึ้นมาในครั้งเดียว ?

......................................



ลองใช้หลักกาลามสูตรของพุทธกระทำ"วิภาษวิธี"ดูสักหน่อย ...


"....มุฮัมมัดไม่รู้หนังสือเหมือนกับชาวอาหรับทั่วไป ท่านอ่านและเขียนหนังสือไม่เป็นตลอดชีวิต นักประวัติศาสตร์รายงานว่าในสมัยนั้นมีคนที่อ่านออกเขียนได้ในมักกะหฺไม่กี่คนเท่านั้น ชาวอาหรับในสมัยนั้นถูกขนานนามว่า อุมมียูน คือชนผู้อ่านเขียนไม่เป็น...."

"....เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับ วะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ใน ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะหฺ โดยทูตสวรรค์ญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอหฺ ตามที่ศาสดามูซา (โมเสส) และอีซา (เยซู) เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา 23 ปี พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน....."


ที่มา วิกิพีเดีย ...
..............................................................................................
.
.
เท่าที่ทราบ...ภาษาในอัลกุรอาน เป็นภาษาอาหรับชั้นสูงที่รจนาไว้ไพเราะมาก...แล้วคนที่เขียนหนังสือไม่เป็นนั้น ใช้อะไรทำให้ปรากฎเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมา ?

ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ จริงไหม ?

แต่ข้อสงสัยนี้กลับไปเสริม ตอกย้ำ ความ"ศักดิ์สิทธิ์"ของเรื่องราวว่า มุฮัมหมัด ทำหน้าที่เป็นเพียง"รูปธรรม"ให้อัลลอห ผ่าน"เจตจำนง" ที่เป็น"นามธรรม"สู่มวลมนุษย์...จึงทำให้เชื่อว่าอัลกุรอานเป็นพระวจนะจากอัลลอห ที่แท้จริง ....คล้ายๆการบังคับรูปกายให้ทำไปภายใต้การถูกครอบงำทางจิตใจอยู่โดยอัลลอห

อิสลาม จึงต้อง "เชื่อ" เท่านั้น...ห้ามถาม...ห้ามสงสัย .. คือหลักศรัทธานั่นเอง...

ทีนี้ในมุมมองคนที่ไม่ใช่อิสลาม...ทั้งไบเบิล..ทั้งอัลกุรอาน ล้วนสงสัยได้ทั้งนั้น...เพราะไม่เคยถูกครอบไว้ด้วยหลักศรัทธามาแต่เด็ก (ความศรัทธาที่มีอาการเดียวกับคนเกาหลีเหนือร้องไห้แก่"ท่านผู้นำที่รัก"..เสียจนยิ่งกว่าคนไทยร้องไห้ตอนพ่อแม่ตายเสียอีก...555..นี่คือพิษสงของการครอบงำทางความคิดมาตั้งแต่เกิด....ตั้งแต่ยุค"ผู้นำที่ยิ่งใหญ่" คิมอิลซุง ผู้พ่อโน่นแล้ว....)

13 ที่หายไป"ทางตะวันออก" ของเยซู ..
อัลกุรอาน ในถ้ำที่ได้จากคนเขียนหนังสือไม่เป็น ..

ประมาณ 500 ปีที่เยซูสิ้นไป จึงเกิดมุฮัมหมัด แนวคิดจากไบเบิลยังไม่ทันได้ตั้งไข่เลย...ทำไม อัลลอห หรือ ยโฮวาห์ จึงต้องหาคนใหม่เผยแพร่อีก ????

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผ่นดินที่ศาสนาทั้ง 2 ได้ตั้งมั่นนั้น อยู่ใกล้กันนิดเดียวเอง คือ แผ่นดินเยรูซาเลม ในอิสราเอล และเม็กกะในซาอุดิอารเบีย...(ลองพิจารณาแผนที่ตะวันออกกลาง..ข้างล่างนี้ดู)

ขณะที่แผ่นดินในโลกกว้างใหญ่ไพศาล...หากพระเจ้าจะประกาศเจตนารมย์ของพระองค์ให้มนุษย์ดำเนินรอยตาม ทำไมไม่ไปประกาศในที่ที่ห่างไกลกันมากกว่านี้ ? ... มนุษย์ที่อยู่ในส่วนอื่นของโลกจะได้มีศรัทธาและรับอานิสงส์ไปด้วยกัน ?


.. ระหว่างคริสต์ กับ อิสลาม
ทำเลที่เกิดขึ้นอยู่ไม่ไกลกัน ..
ระยะเวลาห่างกันแค่ 500 ปีโดยประมาณ ..
ยอมรับว่าเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน ..


นี่คือข้อสันนิษฐาน ..
"เป็นไปได้ว่า" .. คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่"เกิดมีขึ้นในถ้ำ"โดย มุฮัมหมัด นั้น "อาจจะ"เขียนขึ้นโดยผู้รู้ที่มีการรับรู้เรื่องราวในสิ่งที่เยซูประกาศมาก่อนแล้ว .. จดจารขึ้นใหม่โดย"เพิ่มเติม"กฎเกณฑ์อันเหมาะสมต่อภูมิประเทศและหมู่ชนเข้าไป แล้วเก็บงำไว้ในถ้ำจนมีผู้ไปค้นพบเข้าโดยบังเอิญ ..



มีความ"ไม่เหมาะสม"เยี่ยงไรหรือจึงต้องเปลี่ยนคนใหม่ ?

หากมีความไม่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้น...นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ชี้ว่า..นิยามของคำว่า "the perfect one" เป็นเท็จ .. ?

ทีนี้เรื่องประวัติศาสตร์ที่ผ่านพ้นมายาวนานนั้นเป็นเรื่องยากที่จะค้นคว้ามาทำการ วิภาษวิธี กัน

มาดู"แบบจำลอง"ของสิ่งสมบูรณ์แบบสูงสุด ที่ควรจะสมบูรณ์แบบเช่นกัน...ด้วยว่าเกิดแต่สิ่งสมบูรณ์แบบ"ทำให้มีขึ้น"บนดาวเคราะห์ดวงนี้....

ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่...

ในประดิษฐ์กรรมของคนในโลก....ไม่เคยสมบูรณ์แบบภายในครั้งเดียว...แต่กลับมีลักษณาการแบบค่อยเป็นค่อยไปอันสอดคล้องกับ ทฤษฎีวิวัฒนาการมากกว่า...

ลองนึกถึงการสร้างรถยนต์ คันแรก....แล้วจนถึง เฟอร์รารี่รุ่นล่าสุด....ว่าแตกต่างกันมากมายเพียงใด....และมันค่อยพัฒนารุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยวิศวกรคนแล้วคนเล่า...ผ่านกาลเวลาวันแล้ววันเล่า....

ทำไมมันไม่เกิด เฟอร์รารี่ รุ่นล่า ตั้งแต่ครั้งแรกที่คนเราสร้างขึ้นมา ?

รวมทั้ง เครื่องบิน...รถไฟ...จรวด...ตึกรามบ้านช่อง...ฯลฯ

ในเมื่อ"แบบจำลองของสิ่งสมบูรณ์แบบ"...มันไม่สอดรับกับแหล่งกำเนิด....แปลว่า สิ่งสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีจริง...

ไม่เคยมีภาวะสมบูรณ์แบบใดๆเกิดขึ้นมาก่อนเลยแม้แต่สิ่งเดียว...แม้จนดวงดาวในเอกภพ...แต่ทุกสิ่งอยู่ภายใต้ การเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ...เพราะภาวะวิวัฒนาการนั่นเอง

วิวัฒนาการ คือ สังขาร คือ อำนาจแห่งการปรุงแต่ง(จิตใจ-สิ่งที่เป็นนามธรรม)

หรืออำนาจแห่งการเปลี่ยนแปลงภาวะของสรรพสิ่ง(วัตถุ หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรม)ที่ไม่อนุญาตให้สิ่งใดๆอยู่คงที่ได้เลยแม้แต่ขณะเดียว...

อำนาจแห่งการปรุงแต่งนี้เองทีทำให้รถยนต์คันแรก...ไม่เหมือนกับรถยนต์คันล่าสุดโดยสิ้นเชิง...

.........


เยซู ถูกตรึงกางเขนตอนอายุ 33

".....เรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ ที่บันทึกเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูเจ้าในช่วงระยะเวลาตั้งแต่อายุ 12 ปีจนถึงตอนที่รับพิธีบัพติสมาในน้ำที่แม่น้ำจอร์แดนไม่ได้ถูกบันทึกไว้มากนัก ชาวคริสต์เรียกช่วงเวลานี้ว่าพระชนม์ชีพเร้นลับของพระเยซูเจ้า แต่เรื่องราวของพระเยซูตั้งแต่รับบัพติสมาจนสิ้นพระชนม์ที่กางเขน แล้วกลับฟื้นคืนพระชนม์ชีพอีกครั้งถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด....."

".....เมื่อพระเยซูอายุได้ 30 ปี ก็ทรงรับพิธีบัพติสมาในน้ำจากนักบุญยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาที่แม่น้ำจอร์แดน...."

แปลว่ามีเวลาเผยแผ่แนวคิดเพียง 3 ปีเท่านั้น....

ช่วงเวลาตอนที่อายุ 12-30 นั้น ไม่ได้ถูกบันทึกไว้มากนัก....แต่"ไปทางตะวันออก" ซึ่งบางข้อมูลกล่าวว่า ไปทางอาฟกานิสถาน แผ่นดินที่กลุ่มตาลีบันเพิ่งระเบิดพระพุทธรูปใหญ่ที่สลักไว้ติดภูเขาจนถล่มหักพังเมื่อไม่นานมานี้...ดูรูป



ผลงานของแนวคิดที่ริษยาลัทธิอื่น (สำนวน มรว.คึกฤทธิ์ ..)



ซึ่งตั้งอยู่ในแผ่นดินที่เรียกว่าแคว้น กัมโพชะ ในยุคพุทธกาล





ซึ่งเมื่อดูแนวการเชื่อมต่อของเขตแดนของยุคปัจจุบันแล้วก็คือเขตอาฟกานิสถานนั่นเอง .. (ดู .. จงอยปากนกแก้วที่ขีดเส้นแดงขึ้นไป .. ในรูป )







เพิ่มเติมให้เห็นภาพ 16 มหาชนบทยุคพุทธกาล กับ เขตแดนอินเดียปัจจุบัน




สีม่วงคืออาณาจักรเมารยะ ของพระเจ้าอโศก ก่อนคริสตศักราช 260 ปี




อาณาจักรเมารยะบนแผนที่โลกปัจจุบัน รวมเอาปากีสถาน อาฟกานิสถานเข้าไปด้วยจนจดเปอร์เซียหรืออิหร่าน .. เส้นลูกศรสีขาวคือการไปทางตะวันออกของเยซูช่วงเวลาที่เร้นลับที่ไม่ได้รับการจดบันทึกไว้ .. ส่วนเส้นลูกศรสีดำคือระยะทางระหว่างเยรูซาเลมกับเมกกะ ที่มันใกล้กันมาก และนับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน .. รายการนี้ค่อนข้างแน่ใจว่าที่เกิดหลังนั้น "ลอกเขามาแล้วปรับให้แตกต่าง"



ตอนเยซูเกิดนั่น พุทธศาสนาผ่านช่วงที่พระเจ้าอโศกมหาราชแผ่ขยายดินแดน (พร้อมพาแนวคิดทางพุทธศาสนาไปพร้อมกันจนแคว้นมคธนั้นอาณาเขตจดเขตปากีสถานเลยทีเดียว) .. ไปได้สัก 200 ปีเล็กน้อย


แปลว่าแนวคิดเรื่องพระเจ้า...เป็นเรื่องไร้สาระ...

เป็นความคลุมเครือที่ใช้อธิบายสิ่งที่เข้าใจไม่ได้ของคนรุ่นก่อน สมัยที่ยังเข้าใจธรรมชาติแวดล้อมได้ไม่แจ่มแจ้งนัก...ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจไปพลางๆก่อน

การบรรยายเรื่องราวในคัมภีร์ทางศาสนาพวกนี้เต็มไปด้วยเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์..ฤทธิ์..ปาฏิหารย์...ซึ่งคนรุ่นใหม่ยากจะทำใจยอมรับได้



หญิงพรมจารีย์ท้อง .. คริสต์
สิ้นพระชนม์ที่กางเขน แล้วกลับฟื้นคืนพระชนม์ชีพอีกครั้ง .. คริสต์
คนไม่รู้หนังสือเขียนภาษาชั้นสูงจากในถ้ำ .. อิสลาม
คนแรกเกิดเดินได้เจ็ดก้าวมีดอกบัวรองรับ .. พุทธ



ล้วนเป็นการสร้างเรื่องขึ้นเพื่อเรียกศรัทธาจากคนยุคก่อนวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น...


......................................

.
.

ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาทั้งหมดนั้น บอกเราว่า กระบวนการแห่งวิวัฒนาการ นั้นเกิดขึ้นอยู่เป็นภาวะปกติของสรรพสิ่ง อันลงกันได้กับหลัก อนิจจัง ... ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติยืนโรงของสากลจักรวาลที่ส่งผลต่อทั้งรูปธรรม และนามธรรม ไม่มีข้อยกเว้น...


ดังนั้น ความคิดของคนเรา อันเป็นนามธรรม จึงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นี้ด้วย


จึง-ไม่มีสิ่งสมบูรณ์แบบใดๆ จะสร้างสรรพสิ่งได้ !
มีเพียงการพยายามนิยามคุณลักษณะนั้นขึ้นมาเป็นอุคมคติสูงสุดในชีวิตให้มนุษย์ยึดถือแล้วประพฤติปฏิบัติตามแล้วอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่เบียดเบียนกัน ..

แต่เพราะการยึดถือ ยึดมั่นนี่เอง ทำให้มนุษย์กลุ่มที่ด้อยทางปัญญาใช้การนิยามที่มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง ของคุณลักษณะสมบูรณ์สูงสุดที่กล่าวมานั้น มาเปรียบเทียบ มาเยาะเย้ยถากถางกัน มาแบ่งแยก ทะเลาะเบาะแว้งกัน .. อย่างน่าหัวร่อ เช่นที่เกิดในสงครามครูเสด เป็นต้น

ดังนั้น สำหรับชนผู้กอปรด้วยปัญญาแล้ว แม้แต่ภาวะสมมุติอันสมบูรณ์แบบอย่างเป็นอุดมคติ ก็ไม่ควรยึดถือ แต่ควรรู้เท่าทัน มันให้ได้

เพราะไม่มีอะไรจะเป็นตัวเป็นตนให้ยึดถือ มันจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา .. ด้วยอำนาจของการปรุงแต่งของจิตตนเอง – สังขาร

และสังขาร นี้เองที่เป็น “ผู้สร้างสรรพสิ่ง”
และเพราะโง่ จึงสร้างสรรพสิ่งขึ้นมา .. ความโง่นี้เองที่เรียกว่า อวิชชา ที่ดำรงอยู่ในจิตมาก่อน เราสามารถนิยามได้ว่า
.. มีอยู่ก่อนแล้วในจิต
.. ไม่ถูกสร้างโดยผู้ใด
.. แต่สร้างสรรพสิ่ง และสิ่งแรกที่สร้างคือ อำนาจแห่งการปรุงแต่ง คือ สังขาร นั่นแล


..............


ยิว นับถือพระเจ้าองค์เดียว ชื่อ ยะโฮวาห์
อาหรับ นับถือพระเจ้าองค์เดียว ชื่อ อัลเลาะห์

ทั้งยิว ทั้งอาหรับ ยอมรับว่าเป็นพระเจ้าองค์เดียวกันแต่เรียกชื่อต่างกัน

ตอนนี้ .. ผู้ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวกัน รบราฆ่าฟันกันเอาเป็นเอาตาย ..
แล้ว พระบิดา ของพวกเขาอยู่ไหนกัน ?
หากพระบิดามีจริง .. ต้องหยุดการฆ่าของพวกที่มีศรัทธาเดียวกันให้ได้

หากอำนาจบันดาลสรรพสิ่งมีจริง .. ต้องดลใจคนทั้งสองกลุ่มให้เปลี่ยนความเกลียด .. มารักกัน ให้ได้

ไม่มีอะไรจะเป็นเช่นนั้นได้ .. ก็เพราะสิ่งนั้น ไม่มีจริง !

คนจึงรบราฆ่าฟันกันมาตั้งแต่ยุค อียิปต์ สร้าง ปิรามิด โน่นแล้ว .. ตราบจนบัดนี้

แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ .."อุบายวิธี" .. ที่ดำเนินผ่านรูปแบบของสมมุติภาวะเช่น "พระเจ้า" นี้แล


The Mughals Of India





Create Date : 08 มิถุนายน 2557
Last Update : 7 กรกฎาคม 2557 21:07:57 น. 0 comments
Counter : 3347 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.