Group Blog
 
<<
มีนาคม 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
25 มีนาคม 2556
 
All Blogs
 
O นรก - สวรรค์ ของบัวต่างน้ำ .. O

.








ภาพด้านบนเป็นภาพหลังจากตัดสินพระทัยแล้วว่าจะทรงแสดงธรรมโปรดสัตว์ จึงทรงพิจารณาดูอัธยาศัยของของคนในโลก แล้วทรงเห็นความแตกต่างแห่งระดับสติปัญญาของคนถึง ๓ ระดับ หรือ ๓ จำพวก ..

๑. อุคฆฏิตัญญู - บัวน้ำบน
ผู้อาจรู้ธรรมแต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง .. เหมือนดอกบัวเปี่ยมน้ำ พอได้รับแสงอาทิตย์ก็บาน

๒. วิปจิตัญญู - บัวน้ำกลาง
ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่อท่านอธิบายความแห่งหัวข้อนั้น .. เหมือนดอกบัวใต้น้ำที่ยังไม่โผล่พ้นน้ำ และที่จะบานในวันต่อๆไป

๓. ปทปรมะ - บัวน้ำล่าง
ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง .. เหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำลึกลงไปมาก ถึงขนาดไม่อาจขึ้นมาบานได้ เพราะตกเป็นภักษาของปลาและเต่าเสียก่อน


หากเคยรับรู้มาว่า มีการแบ่งเป็น 4 จำพวก .. ให้พึงเข้าใจว่า นั่นเป็นคำของสงฆ์สาวก มิใช่คำของพระพุทธองค์ ..


การที่ทรงใคร่ครวญถึง "ธรรมชาติของจิต" บนโลกนี้ที่สามารถรับรู้ ไตร่ตรอง เข้าใจเหตุเข้าใจผล ต่างกันนี้เอง .. จึงเป็นที่มาของการจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ของทั้งพระพุทธองค์และสงฆ์สาวกทั้งหลาย


ตรงนี้ บอกอะไร ?


บอกว่า .. เรื่องเดียวกัน คนสองคนสามารถเข้าใจได้ไม่เท่ากัน ..
บอกว่า .. เรื่องเดียวกัน สามารถเกิดภาพในความคิดของผู้ฟังได้ไม่เหมือนกัน
บอกว่า .. "รูปภพ-รูปธรรม" เข้าใจได้ง่ายกว่า "อรูปภพ-นามธรรม" .. คือเรื่องราวที่สามารถจินตนาการมองเห็นภาพได้ นั้น เข้าใจได้ง่ายกว่าเรื่องราวที่ไร้รูปให้จินตนาการ


สวรรค์ นรก .. จึงถูกสร้างขึ้นมาให้มี รูป เพื่อความเข้าใจของ บัวน้ำกลาง และ บัวน้ำล่าง นั่นเอง !




ภาพนี้เป็นสวรรค์แบบจินตนาการของฝรั่ง


ภาพนี้เป็นสวรรค์แบบพุทธ


ภาพนี้เป็นสวรรค์ตามจินตนาการของจิตรกรแนวลายไทย


มาดูกันก่อน .. สวรรค์มี 6 ชั้นตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ที่พระร่วงเอาเขียนลง ไตรภูมิกถา มอมเมาคนไทยมา 7-800 ปีจนพัฒนาต่อได้ยากลำบาก มีดังต่อไปนี้ ..





1. ชั้นจาตุมมหาราชิกา 50 ปีมนุษย์เป็นวัน 1 คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 500 ปีทิพย์ เท่ากับ 9 ล้านปีโลกมนุษย์

2. ชั้นดาวดึงส์ 100 ปีมนุษย์เป็นวัน 1 คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 1,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 39 ล้านปีโลกมนุษย์

3. ชั้นยามา 200 ปีมนุษย์เป็นวัน 1 คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 2,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 144 ล้านปีโลกมนุษย์

4. ชั้นดุสิต 400 ปีมนุษย์ เป็นวัน 1 วัน คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 4,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 576 ล้านปีโลกมนุษย์

5. ชั้นนิมมานรดี 800 ปีมนุษย์เป็นวัน 1 คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 8,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 2,304 ล้านปีโลกมนุษย์

6. ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี 1,600 ปีมนุษย์เป็นวัน 1 คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 16,000 ปีทิพย์ เป็นอายุทิพย์เท่ากับ 9,216 ล้านปีโลกมนุษย์เรา


..............


ส่วนใครที่ต้องการอ่านรายละเอียดมากกว่านี้ ..
ลองไปอ่านดูที่นี่ .. -> .. สวรรค์ทั้ง 6 ชั้น .. <-


หากอ่านแล้ว .. เมื่อลองใคร่ครวญดูตามข้อเขียนแล้ว จะเห็นถึงลักษณาการ"ว่าเอาเอง"สูงมาก .. เป็นต้นว่าสวรรค์ชั้นที่ 3 ชั้นยามาภูมิ ที่ว่า ..

.. พระสยามเทวธิราช หรือเรียกว่า พระสุยามะ หรือ ท้าวสุยามะเทวราช ผู้มีอายุยืนถึง 2,000 ปีทิพย์ เป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยามา ..

ต้องบอกว่า มั่วกันจนสีข้างแดงเถือก !
เพราะเหตุว่า พระสยามเทวธิราช นี้ .. พระจอมเกล้า รัชกาลที่ 4 เป็นผู้สร้างขึ้นมาตามที่เคยเขียนไว้ ->พระสยามเทวาธิราช .. โมหะการณ์ในบ้านเมือง .. !<-

ยังไม่ถึง 200 ปีเลย จะไปปกครองสวรรค์ของพราหมณ์ที่สร้างขึ้นมาเมื่อ 4,000 ปีที่แล้วได้อย่างไร ?

นี่คือส่วนหนึ่งของภาวะวิสัยของคนไทยที่เชื่อตามๆกันมาโดยขาดการใคร่ครวญเชิงเหตุผลอย่างจริงจัง ..


สังเกตุได้ว่าภาวะต่างๆที่บรรยายมา .. รับรองแทนได้เลยว่า องค์การนาซ่ายังไม่อาจรู้ได้ละเอียดเท่านี้เลย - 55


ลองนึกถึงว่า .. ผู้บันทึก สิ่งต่างๆเหล่านี้รู้ได้อย่างไร ?
โดยที่ยังไม่ต้องใช้หลักกาลามสูตรก็ได้ .. สวรรค์ นรก ชาตินี้ ชาติหน้า .. ผู้บันทึกเรื่องราวเหล่านี้ รู้ได้อย่างไร ?

รวมทั้ง รายละเอียดของระยะความห่างกันของแต่ละสวรรค์ ..
ชื่อของเทพทั้งหลาย ..
จำนวนเทพในแต่ละสวรรค์ ..
สิ่งปลูกสร้างต่างๆ สระแก้ว ปราสาทแก้ว .. อะไรที่แก้วๆ ทั้งหลาย ?


คนเขียนรู้ได้อย่างไร ?


ตอบได้ง่ายๆ เป็นลำดับขั้นตอนได้ว่า ..
1. คือการอ่านมาจากบันทึกที่คนจิตฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งขึ้นมาเขียนไว้ แล้วเชื่อ ..
2. ความเชื่อนี้มาจากลักษณะศรัทธาจริตที่สูงกว่าจริตด้านอื่นในตัวตนนั้นๆ จึงสั่งสมเป็นอิทธิพลสู่พฤติกรรมหลักโดยรวมของ อัตภาพนั้นๆ
3. ภายใต้บริบทแห่งความเชื่อ .. ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งสิ้น โดยที่เรื่องของเหตุผลเป็นเรื่องไม่จำเป็น และไร้สาระ
4. ความเป็นไปได้ในเรื่องราวที่บรรยายนั้น แม้จะขาดเหตุผลรองรับโดยสิ้นเชิง แต่สามารถเรียกศรัทธาจริตให้ล่องลอยไปกับจินตนาการแสนอ่อนไหวนั้นได้อย่างเพลิดเพลิน .. อย่างเพียบพร้อมทั้งขนาด ปริมาณ และอย่างไร้ขีดจำกัด


เพียงแต่การสร้างภาพสมมุติให้เห็นได้นี้ .. ง่ายต่อเหล่าศรัทธาจริตจะสามารถใช้อ้างอิงแก่จิตวิญญาณตนเองได้ .. คือนึกได้ง่ายกว่า "นามธรรมในจิตที่เต็มพร้อมด้วยวิชชา - วิมุติภาวะ - ความว่างจากอุปาทาน" มากนัก !


ขณะที่ฝ่ายนรกเองก็ทำนองเดียวกัน มีขุม มีข่าย ดังรายละเอียดต่อไปนี้



รูปนี้ นรก แบบดั้งเดิม .. ที่ได้ยินได้ฟังมามีครบ ทั้งต้นงิ้ว ทั้งหมา ทั้งนก



รูปนี้ดูแออัดยัดเยียดเหมือนกับจะสื่อว่า .. พวกลงนรกนี่มันเยอะจนเหมือนจะแย่งกันลง - 55



รูปนี้วาดแบบจีน ชีวิตสัตว์นรกที่ตกกระทะทองแดง ใช้ทองแดงเพราะนำความร้อนดีที่สุด คือร้อนเร็ว ไม่ต้องรอนานก็เปื่อยได้ที่ - 55



รูปนี้ .. นรกแบบฝรั่ง .. ภาพของเขาสวยงามเสมอสำหรับพวกผิวขาวที่ทำอะไรก็ได้เรื่องได้ราวไปแทบทั้งสิ้น


นี่ก็ นรกแบบฝรั่งยิวเพราะมีดาวดาวิดโผล่ที่เหนือกะโหลก .. ตาแดงโร่ .. ภาพสร้างรายละเอียดได้สวยงาม


นรกภูมิ..แปดขุมใหญ่ !!!
ไตรภูมิกถาว่า นรกแบ่งออกเป็นแปดขุมใหญ่ ขุมใหญ่นี้ยังแบ่งออกเป็นขุมย่อยหรือที่เรียกว่า "นรกบริวาร" อีกขุมละสิบหกขุมย่อย ขุมใหญ่ทั้งแปดได้แก่



แผนภูมิ .. สำหรับตำแหน่งของขุมนรกทั้ง 8 ที่ควรรับรู้เอาไว้ .. จะได้ไปกันถูก !


1. สัญชีวนรก ("นรกแห่งการเกิดอีกหน") : นรกขุมนี้มีผนังทำจากเหล็กร้อนกั้นรอบด้าน มองไปไม่เห็นขอบ มีอาณาเขตไพศาลยิ่งนัก และทั่วบริเวณมีไฟลุกโชนหาที่ว่างเว้นมิได้เลย ในไฟนรกนี้ปรากฏอาวุธต่าง ๆ เช่น หอก ดาบ มีด สัตว์ในขุมนี้จะวิ่งพล่านอยู่บนไฟนรกดังกล่าว เมื่อวิ่งแล้วก็กระทบกับอาวุธเหล่านั้นได้รับบาดเจ็บเป็นนักหนา เมื่อถึงแก่ชีวิตก็ดี หรืออวัยวะขาดไปก็ดี ร่างกายจะกลับมามีพลานามัยสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อให้รับโทษในขุมนี้จนกว่าจะสิ้นโทษ สัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาสี่พันห้าร้อยล้าน (4,500,000,000) ปีมนุษย์ หรือห้าร้อยปีนรก

เหตุที่ทำให้ไปตกในนรกใหญ่ขุมนี้ คือ บาป หรือ อกุศลกรรมที่สัตว์นรกเหล่านั้นกระทำไว้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ คือ ได้ฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ ใหได้รับทุกขเวทนา ด้วยตนเองบ้าง มอบอาวุธให้คนอื่นทำแทนตนบ้าง เป็นโจรปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์บ้าง บางคนเป็นข้าราชการมีตำแหน่งใหญ่โต แต่ขาดความยุติธรรม กดขี่ข่มเหงชาวบ้าน ใช้หน้าที่โดยมิชอบ โกงเอาเรือกสวนไร่นาของชาวบ้านบ้าง หรือตลอดจนถึงโกงที่ดินวัด หรือกลั่นแกล้งสั่งย้ายข้าราชการผู้น้อย โดยไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้อื่นพลัดพรากจากที่อยู่ที่ทำกิน บาปกรรมเหล่านี้เป็นต้นที่ส่งผลให้เขาต้องไปตกนรกในสัญชีวนรก


2. กาฬสุตนรก ("นรกด้ายดำ") : มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือ สัตว์ในขุมนี้จะถูกตีเส้นบนเนื้อตัวโดยนายนิรยบาลด้วยการนำเส้นเหล็กเผาไฟมานาบเป็นลายบนตัว และจะถูกผ่า เลื่อย หรือตัดตามเส้นนั้น สัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาสามหมื่นหกพันล้าน (36,000,000,000) ปีมนุษย์ หรือหนึ่งพันปีนรก


3. สังฆาฏนรก ("นรกตีกระทบ") : มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือ นรกนี้จะห้อมล้อมไปด้วยภูเขาเหล็กลูกมหึมามีไฟลุกท่วมคอยกลิ้งเข้ากระทบกระแทกสัตว์นรกจนเหลวเป็นวุ้นเลือด ผู้วิ่งหนีมิเข้าไปในระหว่างเขานี้จะถูกนายนิรยบาลไล่แทงไล่ฟันเป็นต้น เมื่อตายแล้วก็กลับเป็นปรกติเพื่อรับโทษอีกครั้งเหมือนในขุมก่อน ๆ สัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาสองแสนเก้าหมื่นล้าน (290,000,000,000) ปีมนุษย์ หรือสองพันปีนรก


4. โรรุวนรก ("นรกแห่งเสียงหวีดร้อง") : มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือ ใจกลางขุมมีเหล่าดอกบัวกลีบเป็นเหล็กมีไฟลุกโชน สัตว์นรกจะถูกกรรมดลใจให้ดำผุดลงไปในดอกบัวเหล่านั้น กลีบบัวก็จะงับอวัยวะต่าง ๆ เช่น ศีรษะ แขน และขา เป็นต้น เมื่องับไว้แล้วก็ไม่ปล่อย ไฟจากบัวก็จะเผาผลาญสัตว์นั้น สัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาเก้าแสนสามหมื่นหกพันล้าน (936,000,000,000) ปีมนุษย์ หรือสี่พันปีนรก


5. มหาโรรุวนรก ("นรกแห่งเสียงหวีดร้องอย่างหนัก") : มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือ เหล่าบัวมิได้มีแต่ในกลางขุม แต่ขึ้นอยู่ทั่วไป และกลีบบัวนั้นเป็นกรด ช่องว่างที่บัวมิได้งอกจะมีอาวุธลุกเป็นไฟ เช่น แหลน หลาว หอก เป็นต้น งอกขึ้นมาแทน บัวจะไม่งับสัตว์นรกไว้แน่นนักเพื่อให้ดิ้นพร่านไปถูกอาวุธที่งอกขึ้น เมื่อดิ้นไปมาจนตกลงสู่พื้นแล้วจะมีสุนัขร้ายเข้ามากัดทึ้งจนเหลือแต่กระดูก และกลับมาสมบูรณ์เพื่อรับโทษใหม่อีกจนกว่าจะหมดโทษเหมือนในนรกที่แล้ว ๆ มา สัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาเจ็ดหมื่นสามพันล้านเจ็ดแสนสองหมื่นแปดพันล้านล้าน (73,000,728,000,000,000) ปีมนุษย์ หรือแปดพันปีนรก


6. ตาปนรก ("นรกแห่งความร้อน") : มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือ นรกนี้มีไฟลุกท่วม ในไฟมีอาวุธ เช่น หอก แหลน หลาว เป็นต้น คอยพุ่งเข้าทิ่มแทงสัตว์นรกขึ้นตั้งไว้ย่างไฟ เมื่อเนื้อหนังมังสาของสัตว์นั้นกรอบหลุดร่วงลงมาจะยังให้สัตว์นั้นร่วงลงมาด้วย ครั้นร่วงแล้วจะถูกสุนัขขนาดใหญ่เท่าช้างวิ่งเข้ามากัดทึ้งจนเหลือแต่กระดูก สัตว์ใดหนีสุนัขได้จะถูกนายนิรยาลจับทิ่มหอกแล้วตั้งขึ้นย่างอีกครั้ง และเช่นเดิม เมื่อตายแล้วจะลับมาสมบูรณ์เพื่อรับโทษใหม่อีกจนกว่าจะหมดโทษ สัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลา สองพันเก้าร้อยสี่สิบเจ็ดล้านสามแสนเก้าหมื่นสองพันล้านล้านปีมนุษย์ (2,947,392,000,000,000) หรือหนึ่งหมื่นหกพันปีนรก


7. มหาตาปนรก ("นรกแห่งความร้อนอย่างหนัก") : มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือ ไฟนรกนั้นจะพุ่งซัดเข้ามาจากกำแพงนรกรอบด้าน และใจกลางนรกก็จะมีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟ เมื่อสัตว์นรกหนีไฟที่พุ่งมาโดยปีนขึ้นไปบนเขาก็จะถูกย่างสด และเมื่อร่วงลงมาก็จะถูกอาวุธร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นเสียบตัวตั้งไว้ย่างไฟอีกเหมือนนรกขุมที่แล้ว สัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาครึ่งกัลป์หรือคือเวลาอันประมาณมิได้


8. อเวจีมหานรก ("นรกอันมิขาดสาย") : มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วคือ นรกขุมนี้มีกำแพงหกด้านอยู่ขุมเดียว โดยสัตว์นรกจะเคลื่อนไหวร่างกายมิได้เลยเพราะถูกอาวุธร้อนตรึงไว้กับพื้นหมดในท่ายืนกางแขนและขา โดยมีไฟลุกท่วมย่างสัตว์นั้น นอกจากนี่ยังมีเตาเผาใหญ่ นายนิรยบาลจะจับสัตว์โยนลงไปย่างในเตานั้นด้วย สัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาหนึ่งกัลป์หรือคือเวลาอันประมาณมิได้



ที่มา ..
//board.postjung.com/643816.html


............................


ทำนองเดียวกับสวรรค์ .. เป็นการสร้างภาพให้นึกออก เห็นได้ .. ไว้เป็นที่อ้างอิงสำหรับเหล่า ศรัทธาจริต โมหะจริต นึกภาพออกได้มากกว่า .. "นามธรรมในจิตที่เต็มพร้อมด้วย .. อวิชชา - นันทิในเวทนา (ความพอใจในรสของอามณ์) - ความเป็นอยู่อันแนบแน่นอยู่ด้วยอุปาทาน" มากนัก !



นั้น .. มีไว้สำหรับ บัวน้ำกลาง .. และบัวน้ำล่าง เท่านั้น


ส่วน .. นรก สวรรค์ .. ของบัวน้ำบน มีดังนี้ ..


...........................................................

ภิกษุ ท. !
ภิกษุผู้ถึงความเป็น เทพ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. !
ภิกษุในกรณีนี้ ..
- สงัดแล้วจากกาม และสงัดแล้วจากสิ่งอันเป็นอกุศลทั้งหลาย
- บรรลุฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่;

- เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ บรรลุฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ทำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่;

- เพราะความจางไปแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า "ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข" ดังนี้ แล้วแลอยู่;

- เพราะละสุขและละทุกข์เสียได้ และเพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน บรรลุฌานที่สี่ อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่.

ภิกษุ ท. !
ภิกษุ ผู้ถึงความเป็น เทพ ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล.

ภิกษุ ท. !
ภิกษุผู้ถึงความเป็น พรหม เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. !
ภิกษุในกรณีนี้ ..
- แผ่จิตอันประกอบด้วยเมตตา, กรุณา, มุฑิตา, อุเบกขา สู่ทิศที่หนึ่ง ทิศที่สอง ที่สาม และที่สี่ โดยลักษณะอย่างเดียวกันตลอดโลกทั้งสิ้น ในที่ทั้งปวง ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และด้านขวาง, ด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา อันไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท เป็นจิตกว้างขวาง ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวงหาประมาณมิได้ แล้วแลอยู่.

ภิกษุ ท. !
ภิกษุ ผู้ถึงความเป็น พรหม ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล.

ภิกษุ ท. !
ภิกษุผู้ถึง อาเนญชา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. !
ภิกษุ
ในกรณีนี้ ..
- เพราะผ่านพ้นการกำหนดจดหมายในรูปเสียได้ โดยประการทั้งปวง,
- เพราะความดับแห่งการกำหนดหมายในอารมณ์ที่ขัดใจ.

- และเพราะการไม่ทำในใจซึ่งการกำหนดหมายในภาวะต่าง ๆ เสียได้ เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด" ดังนี้, แล้วแลอยู่;

- เพราะผ่านพ้นอากาสานัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า “วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด” ดังนี้, แล้วแลอยู่;

- เพราะผ่านพ้นวิญญาณัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญยตนะ อันมีการทำในใจว่า"อะไร ๆ ไม่มี" ดังนี้, แล้วแลอยู่;

- เพราะผ่านพ้นอากิญกัจจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ, แล้วแลอยู่,

ภิกษุ ท. !
ภิกษุ ผู้ถึง อาเนญชา ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล.

ภิกษุ ท. !
ภิกษุผู้ถึงความเป็น อริยะ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. !
ภิกษุในกรณีนี้ ..
- ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า ทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ
- ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ
- ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้
- ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้.ๆ
ดังนี้.

ภิกษุ ท. !
ภิกษุผู้ถึงความเป็น อริยะ ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล.
.
.
.
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๔๙/๑๙๐

.........................................


ชัดเจนว่า สิ่งที่เราพูดกันว่า เทพ พรหม เทวดาต่างๆ มนุษย์ คนทรรพ์ ยักษ์ ฯลฯ ... นั้นคือภาวะของจิตที่สามารถเข้าถึงระดับภูมิธรรมหนึ่งๆเท่านั้น .. มิใช่รูปแบบอย่างที่ชาวบ้านเข้าใจกันแต่อย่างใด

ปัญหาของสังคมไทยคือ การอ่านสิ่งที่บันทึกไว้แล้วเข้าใจไม่ได้ .. เนื่องจากจินตนาการถูกผูกติดไว้กับ นิทาน หรือ เรื่องแต่ง เรื่องสมมุติ เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย .. ของคนยุคก่อน

เทวดา ต่างๆจึงต้องอยู่บนสวรรค์ ที่สร้างภาพไว้เหมือนสภาพลอยล่องบนปุยเมฆ .. และสัตว์นรก จึงต้องอยู่ในนรกภูมิมืดมิดไม่เห็นแสงสว่าง (เปรียบได้กับ - จิตที่มัวหมกอยู่กับความมืดบอดแห่งมิจฉาทิฐิ .. อันเป็นอุบายธรรมเปรียบเทียบ - เมื่อเข้าใจไม่ได้ก็จับยึดเป็น ภพภูมิที่เป็นอยู่จริง - existance)

เพราะภาพอย่างนั้น มันง่ายต่อความเข้าใจของคน .. ในขณะที่ภาวะนามธรรมในจิตแบบที่พระพุทธองค์กล่าวนั้น ยากต่อความเข้าใจได้ของปุถุชนที่แนบแน่นอยู่ด้วย อัตตา ทุกขณะจิต

เข้าใจว่าในสมัยพุทธกาลนั้น .. พระพุทธองค์จำแนกธรรมสั่งสอนคนเป็น 2-3 ระดับตามระดับภูมิปัญญา .. และคำที่ทรงใช้นั้นควรต้องเหมาะสมกับกลุ่มชนนั้นๆ ที่สามารถเข้าใจได้ ..

เมื่อเวลาผ่านไป .. คำพวกนั้นซึ่งใช้เหมือนกันกับคำของพวกพราหมณ์ เช่น คำว่า วิญญาณ เทพ พรหม เหล่านี้ กลับถูกตีความเป็นอย่างพราหมณ์ไปทั้งหมด จากเวลาที่เนิ่นนาน และผู้ที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว

จึงเมื่อผ่านมาถึง พศ.1000 พระพุทธโฆษาจารย์ ท่านจับประเด็นในพระไตรปิฎกมาอธิบายความในอรรถกถาอย่าง "วิสุทธิมรรค" ท่านจึงตีความข้อธรรมสับสนปนเประหว่าง พุทธ กับ พราหมณ์ จนเกิดความฟั่นเฝือ รวนเร และยากต่อการทำความเข้าใจ ..

วิญญาณ เทพ พรหม ในวิสุทธิมรรคจึงเป็นความหมายอย่างพรามหณ์ไปทั้งหมด .. และเป็นที่มาของการหาที่ลงให้ "นามรูป" ในปฏิจจสมุปบาทไม่ได้ .. จึงต้องเติมแต่งแทรก "ปฏิสนธิวิญญาณ" เพิ่มเข้ามา - ซึ่งข้อธรรมดั้งเดิมในพระไตรปิฎกไม่มี !

จะเห็นได้ว่า .. พระพุทธองค์ท่านจับเอา เทพ พรหม อาเนญชา มาก่อน อริยะ .. เพราะอะไรเล่า ?

- เพราะว่า เทพ คือ ผู้บรรลุญาณที่ 4 คือ โสดาบัน - ทรงเข้าถึงในพิธีแรกนาตอนพระชนมายุ 10 พรรษา
- เพราะว่า พรหม คือ ผู้บรรลุจิตของโพธิสัตว์ คือ สกิทาคามี - ทรงเข้าถึงตอนออกจากสำนักอาฬารดาบส
- เพราะว่า อาเนญชา คือผู้บรรลุถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ คือ อนาคามี - ทรงเข้าถึงตอนออกจากสำนักอุทกดาบส
- เพราะว่า อริยะ คือผู้บรรลุอริยะสัจจ์ 4 คือ อรหันต์ - ผู้มีปัญญาแทงทะลุหลักธรรมปฏิจจสมุปบาท .. ทรงเข้าถึงที่ริมฝั่ง แม่น้ำเนรัญชรา คืน 15 ค่ำเดือนวิสาขะ เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา

เพราะนี้เป็น .. "อาทิพรหมจรรย์" .. เป็นลำดับขั้นตอนแห่งวิมุติภาวะของจิต ที่ไม่มีทางลัด .. ที่ไม่อาจผ่านเส้นทางไปได้ด้วยเพียง "ศรัทธาจิต" .. แต่ต้องกอปรด้วยกำลังปัญญาอันยิ่งยวด พร้อมความเพียรอันยิ่งยวด เท่านั้น !


............


นั่นคือ สวรรค์ ของบัวน้ำบนที่มีพร้อม ทั้ง ..
- เทพ
- พรหม
- อาเนญชา
- อริยะ


นรก ของบัวน้ำบน คือภาวะอันตรงกันข้ามกับสวรรค์

และ ทั้งนรก ทั้งสวรรค์ มีพร้อมอยู่ในโลกที่ตั้งมั่นอยู่ในกาย ที่มีพร้อมทั้งสัญญาและใจ !




Create Date : 25 มีนาคม 2556
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2558 18:25:35 น. 0 comments
Counter : 12979 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.