Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 
 
8 กุมภาพันธ์ 2555
 
All Blogs
 
O ไตรภูมิพระร่วง..ปฐมบท-แห่งมิจฉาทิฐิในสังคมไทย ?.. O

.
.
.

...................................
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ไตรภูมิพระร่วง มีหลายชื่อเรียกได้แก่ "ไตรภูมิพระร่วง" "เตภูมิกถา" "ไตรภูมิกถา" "ไตรภูมิโลกวินิจฉัย" และ "เตภูมิโลกวินิจฉัย"

เป็นวรรณคดีพุทธศาสนาที่แต่งในสมัยสุโขทัยประมาณ พ.ศ. 1888 โดยพระราชดำริในพระยาลิไท รวบรวมจากคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา มีเนื้อหาเกี่ยวกับโลกสันฐาน ที่แบ่งเป็น 3 ส่วน หรือ ไตรภูมิ ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ

วรรณคดีเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ คติความเชื่อของชาวไทย เป็นจำนวนมาก เช่น นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด ทวีปทั้งสี่ (เช่น ชมพูทวีป ฯลฯ) ระยะเวลากัปป์กัลป์ กลียุค การล้างโลก พระศรีอาริย์ มหาจักรพรรดิราช แก้วเจ็ดประการ ฯลฯ

ประวัติ
ไตรภูมิพระร่วง เป็นพระราชนิพนธ์ของพระมหาธรรมราชาลิไทซึ่งแต่งขึ้นเมื่อ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีระกา ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 1864 (ปีเก่า) จ.ศ.683 ม.ศ.1243 เป็นปีครองราชย์ที่ 6 โดยมีพระประสงค์ที่จะเทศนาโปรดพระมารดา และเพื่อจำเริญพระอภิธรรม ไตรภูมิพระร่วงเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถอย่างลึกซึ้ง ในด้านพุทธศาสนาของพระมหาธรรมราชาลิไทที่ทรงรวบรวมข้อความต่างๆ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา นับแต่พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และปกรณ์พิเศษต่างๆ มาเรียบเรียงขึ้นเป็นวรรณคดีโลกศาสตร์เล่มแรกที่แต่งเป็นภาษาไทยเท่าทีมีหลักฐานอยู่ในปัจจุบันนี้

ทั้งนี้ อ.สินชัย กระบวนแสง ได้วิเคราะห์เหตุผลการแต่งไตรภูมิพระร่วงของพระมหาธรรมราชาลิไท ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองด้วย เนื่องจากไตรภูมิเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนรก-สวรรค์ สอนให้คนรู้จักการทำความดีเพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์ หากแต่ใครทำชั่วประพฤติตนผิดศีลก็จะต้องตกนรก กล่าวคือ ประชากรในสมัยที่พระมหาธรรมราชาลิไทปกครองนั้นเริ่มมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้การปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขปราศจากโจรผู้ร้ายเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น การดูแลของรัฐก็ไม่อาจดูแลได้ทั่วถึง

พระมหาธรรมราชาลิไทจึงได้คิดนิพนธ์วรรณกรรมทางศาสนาเรื่องไตรภูมิพระร่วงขึ้นมาเพื่อที่ต้องการสอนให้ประชาชนของพระองค์ทำความดี เพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์มีชีวิตที่สุขสบาย และหากทำความชั่วก็จะต้องตกนรก ด้วยเหตุนี้วรรณกรรมเรื่องไตรภูมิจึงเป็นสิ่งที่ใช้ควบคุมทางสังคมได้เป็นอย่างดียิ่ง เพราะสามารถเข้าถึงจิตใจทุกคนได้โดยมิต้องมีออกกฎบังคับกันแต่อย่างไร

เนื้อหา
ไตรภูมิพระร่วงเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่กล่าวถึงภูมิ (แดน) ทั้ง 31 คือ กามภูมิ11, รูปภูมิ16 และอรูปภูมิ4 ซึ่งมีเนื้อหาพรรณนาถึงที่อยู่ ที่ตั้ง และการเกิดของมนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเทวดา ที่ตั้งเหล่านี้มีเขาพระสุเมรุเป็นหลัก เขาพระสุเมรุนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางจักรวาล มีทิวเขาและทะเลล้อม ทิวเขามีชื่อต่างๆดังนี้ 1. ยุคนธร 2. อิสินธร 3. กรวิก 4. สุทัศน์ 5. เนมินธร 6. วินันตก และ7.อัศกรรณ ซึ่งเป็นเขารอบนอกสุด ทิวเขาเหล่านี้รวมเรียกว่าเขาสัตตบริภัณฑ์ ส่วนทะเลที่รายล้อมอยู่ 7 ชั้น เรียกว่า มหานทีสีทันดร ถัดจากทิวเขาอัศกรรณออกมาเป็นมหาสมุทรอยู่ทั่วทุกด้าน แล้วจะมีภูเขาเหล็กกั้นทะเลนี้ไว้รอบเรียกว่า ขอบจักรวาล พ้นไปนอกนั้นเป็นนอกขอบจักรวาล

............................................


ข้อสันนิษฐาน
เริ่มจากอุบายธรรมสำหรับฝังหัวคนในยุคเมื่อ 667 ปีที่แล้ว เพื่อให้ปกครองง่ายขึ้นเท่านั้น...จึงเอาเรื่องราวปรัมปราของพราหมณ์มาบรรยายโลกให้คนไทยเข้าใจเป็นจริงเป็นจัง คลุกเคล้าผสมปนเปจนไม่รู้ว่า โลกอย่างไหนเป็นโลกแบบพราหมณ์สำหรับให้ตัวตนจับยึด และโลกอย่างไหนเป็นโลกแบบพุทธสำหรับให้ตัวตนปล่อยวาง !

ความที่คนไทยเป็นชาติพันธุ์ที่ไม่ค่อยคิดใคร่ครวญไตร่ตรองมากนัก แต่มีแนวโน้มในทางฟังแล้วเชื่อเลยโดยไม่ยึดหลักเหตุและผล ทำให้สังคมไทยเชื่อฝังหัวกับโลกแบบที่บรรยายในไตรภูมิพระร่วงมาตั้งแต่หนังสือเล่มนี้ได้เขียนมาเลยทีเดียว

นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด...แบบที่บรรยายในไตรภูมินั้น...มีปรากฎอยู่ก่อนแล้วก่อนพุทธกาล ในไตรเภทของพราหมณ์

สันนิษฐานว่า พระร่วงท่านได้รับแนวคิดมาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรคจากลังกาในยุคที่ไทยเรารับเอาศาสนามาจากลังกาที่เรียกว่า ลังกาวงศ์ และบางครั้งทางลังกาเมื่อหลักการเสื่อมทรามลงก็มาเอา สยามวงศ์ ไปจากไทยเพื่อตั้งหลักใหม่ โดยเป็นแนวคิดแบบยึดถือ"ถ้อยคำของพระพุทธองค์ที่บรรดาสาวกท่องจำเอาไว้"เป็นหลัก เรียกว่า "เถรวาท"

ในขณะที่ทางมหายานนั้นยึดถือ "พุทธจิต" เป็นหลัก

เนื่องจากเรื่องราวที่บรรยายในไตรภูมินั้น..เราไม่สามารถรู้ได้ด้วยตนเอง..จึงสามารถพูดได้ว่าไม่เป็นสันทิฏฐิโก..คือต้องเชื่อถ่ายเดียว..จึงลงกันได้กับลัทธิที่เน้นเรื่องศรัทธา ความเชื่อ และห้ามสงสัย

เพราะเหตุว่าเราคงไม่สามารถลงไปเดินเล่นในนรกทุกขุม หรือ ขึ้นไปวิ่งเล่นบนสวรรค์ทั้ง 6 ได้ด้วยตนเอง จึงไม่อาจรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วมันเหมือนกับที่มีบรรยายไว้หรือไม่

จึงต้องเชื่อ..เท่านั้น !

วิสุทธิมรรค นั้นเขียนขึ้นโดยพระพุทธโฆษาจารย์ ภิกษุชาวอินเดียที่ไปอยู่ที่ศรีลังกาเมื่อประมาณ พศ.1500...เป็นคัมภีร์ที่เขียนเพื่ออธิบายความจากพระไตรปิฎกอีกต่อหนึ่งเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ทั่วๆไป...และพระภิกษุรูปนี้ท่านเป็นพราหมณ์มาก่อนจะมาบวชในพระพุทธศาสนา...ท่านจบไตรเภทมาอย่างพราหมณ์ ..ซึ่งสิ่งนี้มีความสอดคล้องลงตัวกันมากกับการนำเรื่องราวในไตรเภทนั้นมาผสมปนเปลงในคัมภีร์ที่ท่านเขียนคือ วิสุทธิมรรคนี้...

จึงการบรรยายเรื่องราวของนรกขุมต่างๆ หรือ สวรรค์ชั้นต่างๆ อย่างเพริดแพร้วพิสดารจึงปรากฏขึ้นมาท่ามกลางจำนวนศรัทธาจิตซึ่งมีสัดส่วนมากโดยธรรมชาติอยู่แล้วนั้น ได้รับเอามาชื่นชมปลอบประโลมจิตวิญญาณของตนกันอย่างทั่วหน้าทั้ง ฆราวาส ทั้งบรรพชิต มาร่วม 7 ศตวรรษ

การปรากฏขึ้นมาของโลกในอดีต และโลกในอนาคต เพื่อไว้หลอกล่อ..รับรอง จิตวิญญาณรับรู้เพื่อ”ให้ปกครองง่าย-อยู่กันอย่างสงบเสงี่ยม – เคารพเชื่อฟังในผู้มีอำนาจบารมี” อันเป็นอุบายเชิงจิตวิทยาเพื่อการปกครองของคนสมัยโบราณ เมื่อผ่านกาลเวลามายาวนานจึงยากต่อการแยกแยะหลักธรรมแท้ ออกจาก อุบายธรรมเพื่อการปกครองหมู่ชน...

สังคมจึงฟั่นเฟือนไปกับ สัทธรรมปฏิรูป เหล่านี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้และอยู่ในสภาพที่”มิจฉาทิฐิท่วมเมือง”…ภาวการณ์ “ตาบอดคลำช้าง” จึงปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไป


หากยังจำพุทธประวัติกันได้...คงไม่ลืมว่า พระพุทธองค์เกิดในวรรณะกษัตริย์...รวมทั้งศึกษาไตรเภทมาอย่างพราหมณ์ ซึ่งในยุคนั้นแนวคิดเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิดทางเนื้อหนัง เรื่องนรก เรื่องสวรรค์...แนวคิดเรื่องตัวตนเดิมเดียว (อาตมัน) เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบรู้สิ้นจนกว่าจะบำเพ็ญ สั่งสมคุณความดีจนถึงที่สุดแล้วจึงจะเข้าไปอยู่รวมกันกับ ตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่ยืนโรงถาวรสูงสุดของจักรวาล (บรม+อาตมัน – ปรมาตมัน) ซึ่งทางพราหมณ์เขาก็เรียกของเขาว่า นิพพาน เหมือนกัน นั้น มีอยู่ก่อนแล้ว แพร่หลายอยู่ก่อนแล้ว – สิ่งนี้พระพุทธองค์ร่ำเรียนมาก่อน...รับรู้มาก่อน...แต่ทรงปฏิเสธ แล้วปลีกไปเสียจนค้นพบหลักธรรมสูงสุดในคืนตรัสรู้นั้นเองจึง ถอนอาสวะได้สิ้นเชิง...หลักธรรมนั้นก็คือ หลัก ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง

คำถามคือ...แล้วเหตุใดเราผู้ปฏิญญาตนเป็นพุทธะ จึงไม่คิดใคร่ครวญดูว่า...
อะไร ที่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ ?

อะไร ที่มีความขัดแย้งโดยนัย จนไม่อาจประนีประนอมให้ลงกันได้เลย ?

ขณะที่เราแทบทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า หลักไตรลักษณ์ มาบ้างแล้ว...ว่าคือหลักใหญ่ใจความของแนวคิดของพุทธ

ไตรลักษณ์ คือ ลักษณะสามประการ....ทุกขัง.. อนิจจัง.. อนัตตา

ทุกขัง...ทุกสิ่งที่ใจรู้ไม่ทันแล้วหลงจับยึด – เป็นทุกข์
อนิจจัง...ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงไม่อาจอยู่คงที่ได้ ทั้งรูป และ นาม
อนัตตา...ทุกสิ่งไม่มีอะไรเป็นตัวตน ให้นับเนื่อง ยึดถือได้

คำคำหนึ่งที่มีบทบาทอย่างมากในชีวิตคนหนึ่งๆคือคำว่า “สังขาร”
สังขาร นี้คือ อำนาจแห่งการปรุงแต่งของจิต (ที่กอปรอยู่ด้วย อวิชชา)...ตัวนี้เองที่ทำงานผ่าน ทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งอยู่กับร่างกายเราทุกคน...จ้องจับคู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสลูบไล้ เรื่องราวต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งนอกกายทั้งสิ้น

ในขณะที่ ”อวิชชา” หมายถึง ..สภาพที่ปราศจากความรู้ในเรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

อำนาจการปรุงแต่งนี้...บงการ ควบคุม ”ภาวะพร้อมสรรพสำหรับการรับรู้ – เรียกว่า วิญญาณ” เมื่อมีการสัมผัสคู่ของมันนอกกายที่มีความหมาย (ตา ต้องเจอ รูป เท่านั้น…ตา จะไม่จับคู่กับ เสียง หรือ กลิ่น เด็ดขาด...55)

เมื่อ วิญญาณ นั้นเกิดจากตาสัมผัสกับรูป...ก็เรียกว่า..จักษุวิญญาณ
เมื่อ วิญญาณ นั้นเกิดจากหูสัมผัสกับเสียง...ก็เรียกว่า..โสตวิญญาณ
เมื่อ วิญญาณ นั้นเกิดจากจมูกสัมผัสกับกลิ่น...ก็เรียกว่า..ฆานวิญญาณ
เมื่อ วิญญาณ นั้นเกิดจากลิ้นสัมผัสกับรส...ก็เรียกว่า..ชิวหาวิญญาณ
เมื่อ วิญญาณ นั้นเกิดจากผิวกายสัมผัสกับการลูบไล้...ก็เรียกว่า..กายวิญญาณ
เมื่อ วิญญาณ นั้นเกิดจากจิตใจสัมผัสกับเรื่องราว...ก็เรียกว่า..มโนวิญญาณ

ทั้ง 6 คือ วิญญาณตามนัยแห่งพุทธศาสนา...

ส่วน วิญญาณล่องลอยออกจากร่างที่สิ้นลมหายใจ...แล้วล่องลอยวูบวาบหาท้องใหม่เพื่อมุดเข้าไปเพื่อตั้งภาวะขึ้นใหม่ในร่างกายทารกในหญิงท้องแก่นั้น...เป็นเรื่องที่ใครพูดขึ้นมาเมื่อไรก็ไม่รู้...รู้แต่ว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยพูดไม่เคยสอน

เนื่องจากโดยนัยแนวคิดแบบนั้นเป็นการตอกย้ำภาวะที่เป็นจิตตัวตนเดิมเดียวที่เปลี่ยนแต่รูปกายภายนอก...เกิดดับวนเวียนไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ...ตามหลักคิดแบบพราหมณ์ที่เรียกว่าอาตมัน หรือ พูดได้ว่าเป็นแนวคิดแบบมีอัตตา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงปฏิเสธตั้งแต่ครั้งยังทรงแสวงหาหนทางหลุดพ้น

ดังนั้น..เมื่อหลักการแห่งพุทธเผยแผ่มาจนถึงดินแดนสุวรรณภูมิที่เดิมทีนั้นอยู่ใต้ปกครองของชนชาติขอมแห่งเมืองพระนคร (นครวัด) ซึ่งนับถือลัทธิพราหมณ์อยู่โดยทั่วไป...ดังปรากฎปราสาทหินมากมายในดินแดนเขมร รวมทั้ง อีสานใต้ของไทยนั้น ซึ่งก็คือ เทวาลัย สำหรับบูชาเทพของชาวขอมในยุคนั้นนั่นเอง....รวมทั้งลัทธิถือผีตามท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว...พุทธ-พราหมณ์-ผี จึงปะปนกลมกลืนเข้ากันได้อย่างลงตัว


สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนก็คือ วิญญาณทั้ง 6 นี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามหลักอนิจจัง แน่แท้แน่นอน ไม่ใช่ตัวยืนโรงถาวรอย่างใดทั้งสิ้น....เมื่อตัวหนึ่งดับไปแล้ว ตัวใหม่ก็ตั้งต้นอีก ตราบที่จิตที่ปราศจากความรู้นั้นยังไม่ได้รับการฝึกให้รวดเร็วจนสามารถต่อกรกับอำนาจแห่งการปรุงแต่งได้ทันที ในทุกๆช่องทางแห่งการสัมผัส

สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนต้องเป็นประโยชน์แก่ชีวิต ณ เวลานี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอให้แก่ตายเข้าโลงแล้ววนเวียนไปเกิดใหม่ อย่างที่เชื่อฝังหัวด้วยมิจฉาทิฐิมาตั้งแต่เกิด...ไม่เช่นนั้นแล้วศาสนธรรมก็ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ศาสนิกที่จะใช้ประพฤติ ปฏิบัติ จนดับทุกข์ หรือ ลดทอนทุกข์ลงได้...เพราะคอยแต่คาดหวังผลไปรอรับเอาชาติหน้า (ที่มีหรือไม่ก็รู้ไม่ได้...ที่เป็นอย่างไรก็รู้ไม่ได้...) อยู่เรื่อยไป

แนวคิดที่สะสมความดีเพื่อไปรอรับผลดีในกาลแห่งอนาคตนั้น...มันพิสูจน์ไม่ได้...มันไม่เป็นเหตุเป็นผลตามหลักปัญญาที่เราต่างก็รู้ว่า พุทธะ คือ ปัญญาไม่ใช่ศรัทธาแบบ คริสต์หรืออิสลาม

สิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปไม่อาจรับรู้ได้ด้วยตนเอง...พระพุทธองค์จะไม่สอนเด็ดขาด...สมกับที่เคยตรัสแก่ชนชาวกาลามะ ประเด็น กาลามสูตร...ความที่ยังไม่ควรเชื่อ 10 ประการนั้นเอง....เพราะเหตุว่าธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสจะไม่มีทางขัดแย้งกันเลยแม้แต่ประเด็นเดียว...

ดังนั้น...ความที่ยังไม่ควรเชื่อ 10 ประการ...กับ สิ่งที่ไม่สามารถมองเห็น สัมผัสได้ อย่างชีวิตในอดีต(ชาติที่แล้ว) หรือ ชีวิตในอนาคต(ชาติหน้า) นั้น...ย่อมขัดแย้งกันโดยนัยอยู่แล้ว....จึงสามารถฟันธงได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคำสอนของพระพุทธองค์


เรื่องแม่ชี แก้กรรม นั่นยิ่งแล้วใหญ่...เป็นความมดเท็จ บิดเบือน และลวงโลก สถานเดียว...สำหรับเหล่า บัวใต้น้ำเท่านั้นที่อาจยอมรับและเชื่อถือ !

ผู้อ่านทุกคนสามารถตระหนักได้เลยว่า...หากตัวเองมีแนวโน้มจะเชื่อเรื่องที่มองไม่เห็น..พิสูจน์ไม่ได้..เพียงเพราะเป็นคำบอกเล่าสืบต่อกันมา ไม่มีเหตุผล และอ่อนไหวปกป้องความเชื่อตัวเองสูง (เนื่องจากภาวะปมด้อยจากความเชื่อไร้เหตุผลนั้น)....นั่นแปลว่าตัวเองนั้นมีแนวโน้มไปในทางของผู้มี “ศรัทธาจริต” สูง...และจิตใจแบบนี้จะไม่มีหนทางสู่ความหลุดพ้นได้เลยอย่างเด็ดขาด เพราะไม่เริ่มด้วย”สัมมาทิฐิ” อันเป็นหลักกิโลเมตรแรกของมรรคมีองค์ 8....จิตแบบนี้มักแนบแน่นอยู่ด้วยความมืดบอด คลุมเครือ

เปรียบเหมือนการเดินทาง...หากตั้งทิศทางที่จะไปผิดทิศผิดทาง...ระยะทางที่ผ่านไปก็ผิดหมด...และไม่มีทางถึงจุดหมายปลายทางได้เลย

เข็มทิศสำหรับบุคคลจึงควรเพ่งไปที่ “พระพุทธวจนะ” แต่เพียงอย่างเดียว....ว่าสิ่งใดที่พระองค์สอน...สิ่งใดที่ไม่เคยสอน

ศรัทธาจริต จักพาบุคคลไปสู่หนทางแห่งพิธีกรรมไร้สาระแก่นสาร...และไม่เป็นไปเพื่อวิมุติภาวะ ดังเช่นบรรดา”วัดบ้าน” ทั้งหลายที่มีอยู่ทั่วประเทศนี้....

รูปเคารพแทนองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าตามโบสถ์ต่างๆนั้น....โดยตัววัตถุนั้นหาได้มีความหมายอะไรไม่...แต่มีไว้ให้น้อมจิตนึกถึงองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเพื่อนำใจไปสู่ภาวะร่มเย็น รำงับจากความวุ่นวายทั้งปวงและสงบลงเพื่อไปสู่ภาวะสมาธิ....จะรูปปั้น หรือ รูปวาด ย่อมไม่มีความแตกต่างกันแม้แต่น้อย.....เพียงแต่รูปวาดที่มีความเหมือนมีความลงกันได้กับจินตนาการของแต่ละคนจะมีส่วนช่วยด้านศรัทธามากกว่า รูปปั้นที่ไม่ได้สัดส่วนตามหลักกายวิภาคและดูน่าเกลียดอยู่มาก

ดังนั้น....
การปิดทองพระพุทธรูป
การเดินถือดอกไม้ธูปเทียนเวียนรอบโบสถ์วิหาร หรือองค์พระธาตุทั้งปวง
การตั้งจิตอธิษฐาน บนบาน
การปะพรมน้ำมนต์
การหยอดเงินใส่ตู้บริจาคตามวัด
การทำสังฆทาน เลี้ยงอาหารพระสงฆ์

ย่อมไม่มี”บุญ”ที่เป็นรูปธรรมใดๆในกาลข้างหน้าจะมารับรองใดๆทั้งสิ้น....
เป็นเพียงเพื่อขัดเกลาจิตใจให้ ลด ละ การครอบครองวัตถุสิ่งของ...เพื่อความมีเมตตาต่อผู้อื่น...เพื่อความร่มเย็นสงบของจิตใจตนเอง...

ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว...หลักใหญ่ใจความคือ การทำลายความรู้สึกว่า ตัวตน ของตน (ท่านพุทธทาสมักใช้คำว่า ตัวกู...ของกู) ลงเสียเท่านั้นเอง ไม่มีอย่างอื่น...

ในเมื่อตัวตน...ของตน คือ อัตตา
ดังนั้นการทำลายตัวตน คือการทำลายอัตตา ซึ่งก็คือหลัก อนัตตา นั่นเอง

พิธีกรรม ย่อมมีไว้สำหรับ จิตใจระดับ"บัวใต้น้ำ"ซึ่งย่อมมีสัดส่วนมากสุดตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตอยู่แล้ว...ก็เอาไว้เป็นประโยชน์ในด้านศีลธรรมได้อยู่

แต่สำหรับเหล่า "บัวพ้นน้ำ" ก็ควรรู้เท่าทันจิตตัวเองว่า อะไรคืออะไร และมีขึ้นหรือเป็นไปเพื่ออะไร


ดังนั้นโปรดรับรู้รับทราบว่า....นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด ที่รับรู้รับฟัง กันมาตั้งแต่เกิดนั้น เป็นเรื่องของพราหมณ์ และมีพระที่มีอดีตเป็นพราหมณ์จับมาใส่ในคัมภีร์อรรถกถาชั้นหลังที่ตัวเองอธิบายทิ้งเอาไว้ สังคมไทยจึงสืบทอดความคิดนี้ต่อมา ผ่านไตรภูมิพระร่วง....


และแม้แต่พระพุทธโฆษาจารย์ผู้เขียนคัมภีร์ วิสุทธิมรรค ต้นตำหรับให้พระร่วงอีกทีหนึ่งนั้น ....ยังกล่าวไว้ว่าอธิบายตามที่มีมาก่อน และท่านเขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อประมาณ พศ.1500

แปลว่า...แนวคิดเวียนว่ายตายเกิดของพราหมณ์ที่แทรกลงในพุทธศาสนานั้น"น่าจะ"มีมาตั้งแต่ การกระทำสังคายนาครั้งที่ 3 ประมาณ พศ.300 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช โน่นทีเดียว


โลกจึงว่างจากพระอรหันต์มาตลอดนับพันปีตั้งแต่หลังพุทธปรินิพพาน เพราะเข็มทิศมันตั้งไว้ผิด


ก็ต้องลองใช้วิจารณญาณใคร่ครวญดู...




Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 19 มกราคม 2556 13:49:00 น. 7 comments
Counter : 3146 Pageviews.

 
พี่ชาย..

แต่..ไตรภูมิพระร่วงก็มีอิทธิพลทางด้านจิตใจมนุษย์ที่นับถือพุทธไม่ใช่น้อยเลยนะคะ..โดยฉะเพราะ นรก สวรรค์ แม้แต่การเวียนว่ายตายเกิด หรือ ไฟบรรลับกัลป์ล้างโลกน่ะค่ะ

พี่ชายสบายดีนะคะ..ระลึกถึงเสมอค่ะ


โดย: น้องฟาง IP: 118.172.194.80 วันที่: 21 สิงหาคม 2555 เวลา:21:52:07 น.  

 
น้องฟาง

ก็เอาไว้เป็นประโยชน์ในระดับศีลธรรมได้ค่ะ
เพียงแต่มันไม่ใช่เรื่องจริงเท่านั้นเอง

เรื่องอุบายธรรมพวกนี้มีไว้สำหรับจิตใจในระดับที่ไม่อาจ
แยกเรื่องสมมุติเรื่องจริงได้ .. โบราณจึงต้องมีอุบายไว้หลอกล่อ

พี่สบายดีค่ะ


โดย: สดายุ... วันที่: 22 สิงหาคม 2555 เวลา:6:07:47 น.  

 
พี่ชาย..

แต่ในไตรภูมิถ้าเราได้ศึกษากันจริง..ให้คุณค่าในหลายๆด้านเลยนะคะ..วรรณกรรมหลายๆเรื่องรับอิทธิพลมาโดยตรงเลยค่ะหรือแม้แต่ภาพวาดตามผนังโบสถ์ต่างๆอย่างที่พี่ชายชอบก็รับมาโดยตรงเช่นกันค่ะ

ตอนนี้พี่ชายยังอยู่ที่เขลางค์นครอยู่หรือเปล่าคะ?
คิดถึงพี่ชายเสมอค่ะ


โดย: น้องฟาง IP: 118.172.199.138 วันที่: 22 สิงหาคม 2555 เวลา:22:03:15 น.  

 
น้องฟาง

พี่ยังอยู่ที่ลำปางค่ะ
คงอยู่อีกนานค่ะเพราะพี่ทำงานทีนี่

ฟางสบายดีนะคะ
ตอนนี้น้องอยู่ที่ไหนคะ


โดย: สดายุ... วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:6:08:39 น.  

 
พี่ชาย..

ค่ะ..น้องผ่านไปบ่อยเหมือนกันค่ะ..ตอนนี้น้องอยู่เชียงใหม่ค่ะ
ไปๆมาๆระหว่างแม่สะเรียงกับเชียงใหม่ค่ะ

น้องสบายดีค่ะ
ท่านผู้สูงวัยและผู้อ่อนเยาว์สบายดีนะคะ


โดย: น้องฟาง IP: 182.93.202.8 วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:13:43:07 น.  

 
สบายดีค่ะ
สาวน้อยจะกลับมาอีกทีก็ช่วงปีใหม่ค่ะ
ตอนนี้เขาเรียนอยู่ทัสมาเนีย ออสเตรเลีย



โดย: สดายุ... วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:20:23:29 น.  

 
เป็นบทความวิเคราะห์ที่ดีมาก ค่ะ เราชาวพุทธ ควรต้องเรียนรู้ ศึกษาแก่นแท้ของพุทธศาสนาให้เข้าใจมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ก็ยากค่ะ
เพราะความเชื่อเช่นที่กล่าวมา มันฝังรากลึก มานมนานแล้ว จนมีคำกล่าวไว้ว่า "พุทธะ กับ ไสยะ ต้องเดินคู่กันไป หมายความว่า พุทธศาสนา
เป็นศาสนาแห่งปัญญา ผู้ที่จะเรียนรู้พุทธศาสนา จะต้องเป็นผู้มีปัญญา เท่านั้น เขาจึงต้องพยายามนำพิธีกรรมของฝ่ายพราหมณ์เข้ามา
สอดแทรก เพื่อให้ศักดิ์สิทธิ์ น่าเชื่อถือ ดังที่เป็นมาจนถึงปัจจุบันนี้ น่ะนะ


โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 15 ตุลาคม 2561 เวลา:17:14:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.