Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
9 กรกฏาคม 2557
 
All Blogs
 
O หัวใจ .. ห่มเหลือง .. O

ว่าด้วย...วิญญาณ
อ่านบทความนี้แล้ว...
จึงจะอ่าน...วสันตดิลกฉันท์ ชุด เพลงซอที่รอสี
ได้เข้าใจยิ่งขึ้น


มากมายกับความคิด...ความเห็นในประเด็นศาสนา
ที่มีขึ้นในแต่ละเวป....และส่วนใหญ่มักเป็นไปใน
แนวทางดั้งเดิมของความเชื่อ ของวัตรปฏิบัติ
เป็นความดั้งเดิมที่สืบทอดมาตลอดของอายุแผ่นดินนี้
สุโขทัย
อยุธยา
ธนบุรี
รัตนโกสินทร์
ความดั้งเดิมในหลักการของเถรวาท...อันบางยุคสมัย
ก็เลอะเลือนจนต้องไปนำความคิดต้นแบบมาจากลังกา
เพื่อสืบทอดกันต่อไป

ในเมืองไทย....เมื่อมองโดยภาพรวมแล้ว
เห็นอยู่แต่ 2 แนวหลักๆที่ดำรงอยู่
อยากจะขอเรียกว่า …

แนวสืบทอดแบบประเพณีนิยม...ที่มีศรัทธานำ....คือ
ตักบาตรทำบุญ...
กรวดน้ำให้ผู้ล่วงลับ...
ทอดผ้าป่า...ทอดกฐิน...
ทำพิธีบวช..ลูกหลานผู้ชาย
ทำบุญขึ้นบ้านใหม่...สำนักงานใหม่....
ทำบุญวันเกิด...ครบรอบวันตายของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ
จัดพิธีสวดศพกัน 3-5-7 วัน
จัดเดินทางไหว้พระเจ็ดวัดเก้าวัด...รดน้ำมนต์...พ่นน้ำหมาก
ไหว้รูปเคารพทั่วไปไม่เฉพาะพระพุทธรูป..แต่รวมทั้งศาลพระภูมิเจ้าที่
บนบานศาลกล่าว...ต่อเทพยดาฟ้าดิน....
ซื้อพวงมาลัยแขวนหน้ารถยนต์....เจิมแป้ง
ฯลฯ


และแนวคิดที่ยึดพระไตรปิฎก
รวมทั้ง พระพุทธวจนะเป็นหลัก...ที่มีเหตุผลนำ

....................................................................................

ส่วนตัวมีความเห็นเกี่ยวกับพระว่า...
1. พระเป็นผู้สละโลก...และมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายตัวตน
หรืออัตตาให้สิ้นไป....เท่านั้นไม่มีจุดหมายอื่น
2. พระไม่ควรมีสมณะศักดิ์...เจ้าคุณ...ราช..เทพ..พรหม...สมเด็จ ฯลฯ
อันเป็นเรื่องทางโลก ศักดิ์ที่พระพุทธองค์ทรงละมาแล้ว
แล้วทำไมพุทธบุตรยังจะตะกายไขว่คว้าอยู่เล่า
จิตใจที่ยังไขว่คว้าสมณะศักดิ์นั้นไม่คู่ควรต่อการกราบไหว้
ควรสึกเสีย....แล้วไปรับราชการ
3. กุฏิพระไม่ควรติดแอร์ ไม่ควรมีเครื่องอำนวยความสะดวก
ทางโลกเลย เช่นตู้เย็น ทีวี มือถือ
4. อาหารที่พระฉันท์ควรคลุกในบาตรให้เป็นเนื้อเดียวกัน
เพื่อทำลายรสชาติ และรูป เหลือเพียงคุณค่าทางอาหารไว้ยังชีพ
ไม่ควรมีโยมอุปัฏฐากรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส หรือ บรรพชิต
5. กุฏิพระไม่ควรกว้างยาวเกิน 7 ศอก
6. พระไม่ควรมีส่วนร่วมในการเรี่ยไรทางปัจจัยเพื่อก่อสร้าง
วัตถุธรรมทั้งหลายเลย อย่างสิ้นเชิง
7. การบวชพระควรต้องผ่านการนุ่งขาวห่มขาวโกนหัว
มาไม่ต่ำกว่า 5 ปีเพื่อทดสอบจิตใจว่าจะมีความอดทนพอหรือไม่...
เป็นขั้นตอนเตรียมบวช....
และผู้มีสิทธิ์บวชควรผ่านการทดสอบทั้งการปฏิบัติ...และทางด้านทิฐิ...
ที่ต้องถูก..ตรง...ตามหลักพุทธที่แท้จริง...
หากทำไม่ได้แล้วควรห้ามบวชโดยเด็ดขาด....เพราะทางแห่งฆราวาส
นั้นไม่มีข้อกำหนดที่จะต้องเคี่ยวเข็ญให้ผ่านแต่อย่างใด....
ทุกคนเป็นอยู่แล้วโดยชอบ

....................................................................................

พูดแบบนี้ก็จะมีคนแย้งอยู่ในใจมากมาย
ความเข้าใจในธรรมที่ต่างกัน...ทำให้ไม่สามารถคุยกันได้รู้เรื่อง
ด้วยเหตุว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยนึกถึงสาเหตุของ
การเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาเลย....
คิดว่าเกิน 90% ที่เป็นเช่นนั้น.....
เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่านหนังสือ....คนจึงไม่รู้สิ่งที่ควรต้องรู้
เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมคิด....จึงเชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ
เพราะคนขาดความมั่นคงในจิตใจ..จึงต้องเอาใจไปเกาะเกี่ยว
กับสิ่งนอกกายเพื่อหวังได้รับการปกป้อง...
หรือทำให้รู้สึกว่าตัวตนปลอดภัย

พุทธศาสนาเกิดขึ้นในยุคที่อินเดียโบราณที่ขณะนั้น
คนส่วนใหญ่มีความเชื่อ
อยู่ในศาสนาพราหมณ์ ที่กำลังปฏิรูปคำสอนเพื่อรับมือกับ
ศาสนาใหม่ๆ...ที่เกิดขึ้นมากมาย...ยุคปฏิรูปนี้เรียกว่ายุค
อุปนิษัท...อันกินเวลาเป็นพันปี....คร่อมยุคพุทธกาลด้วย

ทำไม...พราหมณ์ถึงต้องปฏิรูป...?
เพราะเหตุว่าคำสอนจำนวนมากเป็นมิจฉาทิฐิ...และขาดเหตุผล
เมื่อเกิดการโต้แย้งกันในที่ชุมชนใด...เหตุผลมักสู้
ลัทธิเกิดใหม่ไม่ได้.....โดยเฉพาะระบบชนชั้นวรรณะยิ่งขาดเหตุผล
อย่างรุนแรงจนไม่อาจยอมรับได้ในยุคพุทธกาล

เป็นการโต้แย้งกันเชิงหลักการเท่านั้น....
สมัยนั้นสังคมชมพูทวีปมีความอารยะมากทางความคิด
ไม่มีการขัดแย้งทางความคิดเชิงศรัทธาจนต้องทำศึก
เข่นฆ่ากันอย่างที่ มุสลิมทำกับพุทธที่นาลันทา
หรือ ฮินดูกับมุสลิม ที่วัดอโยธยา
หรือ ฮินดูกับซิกข์ ที่สุวรรณวิหาร

พราหมณ์นั้นสอนเรื่องอาตมัน....คืออัตตา คือตัวตน
ที่เมื่อตายแล้วจะคงสภาพเป็นวิญญาณ โดยมีกระแสหนุนเนื่อง
จาก..กรรมที่คนคนนั้นทำเอาไว้เพื่อจะไปเกิดใหม่วนเวียนอยู่อย่างนี้
จนกว่าอาตมันนั้นจะบำเพ็ญคุณความดีถึงที่สุดก็จะเข้าไปรวมอยู่กับ
อาตมันใหญ่ ที่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป เรียกว่า ปรมาตมัน
(ใครสนใจ..ลองไปหาหนังสือ...ภควัตคีตา หรือ บทเพลงแห่งองค์ภควัน
มาอ่านดูครับ....โดยเฉพาะบทตอนที่ พระกฤษณะพูดกับอรชุนให้หาย
จากอาการท้อแท้…จากการที่ญาติพี่น้องต้องมาเข่นฆ่ากันเอง)

ฉะนั้นในระบบความคิดพราหมณ์นั้น....
ภพภูมิ...นรก..สวรรค์ชั้นต่างๆ ซึ่งมีมากมายถึง 16 ชั้นนั้นจะเป็นที่
รับรู้แพร่หลายกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล..การเรียกชื่อก็เหมือนกัน

เมื่อพระพุทธองค์อุบัติขึ้นนั้นก็เรียนรู้แนวคิดพราหมณ์ก่อน
ตั้งแต่เด็กเหมือนคนทั่วๆไปสมัยนั้น....เพียงแต่เมื่อโตขึ้นกลับ
มีความขัดแย้งในความคิดกับหลักคำสอนที่มีอยู่ตอนนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
จนไม่อาจลงกันได้...จึงทรงออกแสวงหาหนทางด้วยตนเอง

อะไรที่เป็นหลักการใหญ่ที่ลงกันไม่ได้...จนต้องประกาศศาสนาใหม่ ?
ก็หลัก อาตมัน และ ปรมาตมันนั่นเอง
เนื่องจากหลักอันนั้น...วิญญาณ เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร
อุบัติขึ้นมา....มีพัฒนาการผ่านรูปกายต่างๆ(เกิดจากท้องแม่-ตายเข้าโลง)
จะกี่รอบก็แล้วแต่…เพื่อบรรลุสู่คุณความดีสูงสุด....แล้วเข้าเป็นอันหนึ่ง
อันเดียวกับปรมาตมัน...เป็นอันจบเรื่อง....
เขาก็เรียกภาวะนี้ว่า นิพพาน...เหมือนพุทธนั่นแหละ

เนื่องจากแนวคิดแบบนี้....
กรรมเก่า...กระทำเมื่อชาติที่แล้ว...ก็มาเป็นวิบาก(การรับผลของกรรม)
ในชาตินี้ให้ทนทุกข์กันไป....
กรรมที่ทำใหม่ในชาตินี้ ก็จะเป็นวิบากในชาติหน้า
เรื่อยไปอีกอย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด
เป็นการวางเหตุ...กับ...ผล...ไว้คนละชาติกันคนละภพกัน
แปลว่าต่อให้ชาตินี้ทำดีแค่ไหน...เข้าใจธรรมดีแค่ไหน
ก็เป็นอิสระหลุดพ้นสังสารวัฏฏ์ไปไม่ได้....เพราะวิบากจาก
กรรมเก่ายังส่งผลควบคุมอยู่....
ครั้นจะย้อนกาลเวลากลับไปแก้ไขเหตุไม่ดี..ที่ทำไว้ก็ไม่ได้....
แล้วจะทำอย่างไรกันดีล่ะทีนี้....และจริงๆแล้วก็ไม่อาจรู้ได้เลย
ว่าทำอะไรไว้บ้างเมื่อชาติที่แล้ว....มันเป็นปัญหา อจินไตย
คือ หาคำตอบไม่ได้ ไม่มีเหตุไม่มีผล

การสอนอย่างนี้ เอามาปฏิบัติอะไรไม่ได้

แต่...ใช่ไหมว่า....คนที่อ้างว่าเป็นพุทธ...ไม่ต่ำกว่า 90%
เชื่อกันแบบนี้....เพราะใคร ?

เพราะ...ไตรภูมิพระร่วง....ครับ เขียนโดยพระเจ้าลิไท
คำว่า “โลก”....ในไตรภูมิพระร่วง เป็นโลกแบบ ไตรเภท
ของพราหมณ์...ทั้งหมด....ที่แสดงว่าแผ่นดินกว้างยาวเท่าไร
หนา เท่าไร แผ่นน้ำหนาเท่าไร ...อากาศหนาเท่าไร
เขาไกรลาสสูงเท่าไร....สวรรค์มีกี่ชั้น นรกมีกี่ขุม
โลกแบบนี้รู้ไปจะมีประโยชน์อะไรไม่ทราบ

โลกแบบนี้ต่างกับ”โลก”ของพระพุทธองค์คนละเรื่องกันเลย
โลก ของพระพุทธองค์ คือ ร่างกายเป็นๆที่มีสัญญาและใจพร้อม
และเป็นโลกที่มีความทุกข์เกี่ยวพันอยู่....จะเห็นว่า...
คำว่า..สังขาร
คำว่า...วิญญาณ
คำว่า...ภพ
คำว่า...ชาติ
คำว่า...โลก
คำว่า...สวรรค์
คำว่า...นรก
คำว่า...พรหม
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคือความหมายแบบที่ชาวบ้าน
เข้าใจกัน....

เราจึงต้องมีหลักตรวจสอบ....
หลักการใหญ่ของพุทธ....คือ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
นี่คือหลักใหญ่ใจความ....ที่คงเห็นด้วยกันทั้งหมด
ไม่ว่าสำนักไหน

อนิจจัง...คือ ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
ทุกขัง...คือ ความเร่าร้อน ทรมาน ความไม่เป็นอิสระของจิต
อนัตตา...คือ ความไม่มีอะไรเป็นตัวตนให้ยึดถือ
ทุกสิ่งเป็นเพียงเหตุปัจจัยส่งผลต่อเนื่องกันมา

เมื่อมีหลักใหญ่ใจความอย่างนี้แล้ว
ก็เอามาเป็นตัวกรองคำสอนต่างๆ....

เช่น....
หากเชื่อ...ว่าวิญญาณเวียนว่ายตายเกิด เป็นจิตเดิมเดียวกัน
เปลี่ยนแต่กาลเวลา และ สถานที่ ....
คือเกิดจากท้องแม่ เติบโต แก่ และตายเข้าโลง แล้ววิญญาณ
ออกจากร่างท่องเที่ยว เสพผลกรรมในวัฏฏะสงสาร
แล้วมาเกิดใหม่ กับแม่ใหม่ ที่มีสถานภาพทางสังคมดีกว่าเดิม
หรือ เลวกว่าเดิมแล้วแต่ผลกรรมที่ทำไว้แต่อดีต...
แล้วเติบโต แก่ ตาย อีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ ไม่รู้จบรู้สิ้น
แล้วละก็...
หากมีความคิดแบบนี้ก็คือมีความเชื่อว่าจิตวิญญาณนั้น...เที่ยง
คงทนถาวรคือเป็นอัตตา..ตัวตนเดิมเดียว
และ
ความคิดนี้เป็นความคิดของพราหมณ์....เป็นเรื่องของ...อาตมัน

เรื่องนี้มีมาก่อนพระพุทธเจ้าเกิด....
และเป็นเรื่องที่พระองค์ไม่เห็นด้วย
จึงสอนเสียใหม่ว่า....ทุกอย่างเป็นอนัตตา....ไม่มีอะไรจะเป็นอัตตาไปได้
ถ้าจะเชื่อกันแบบไตรภูมิพระร่วง และ วิสุทธิมรรคแล้ว
คุณก็เป็นพุทธไม่ได้ ต้องเป็นพราหมณ์ หรือ ฮินดู เท่านั้น
และใครก็บังคับไม่ได้.....เป็นสิทธิ์ของคุณ....

ในคำสอนของพราหมณ์นั้น....มีหลายอย่างที่พระพุทธองค์
ไม่ทรงคัดค้านเช่น เรื่องกรรม อันนี้ พุทธ หรือ พราหมณ์ ก็เหมือนกัน
และอีกหลายเรื่องที่มีอยู่นั้นก็ถูกต้อง ไม่ได้ผิดทั้งหมด

แต่เรื่องที่ผิดคือ ความคิดว่าทุกสิ่งเป็นอัตตา
และเป็นกระแสความเชื่อที่ครอบคลุมสังคมไทยมากว่า 800 ปี
ก็พูดได้ว่าตั้งแต่พระร่วงเขียนไตรภูมิ นั่นแหละ

ความเชื่อเรื่องบุญกรรมทำแต่งนั้นมีประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
ที่จะมีความชอบธรรมที่จะอยู่เหนือมนุษย์อื่นๆ
การที่คนเชื่อเรื่องแบบนี้ก็จะทำให้ไม่เที่ยวมาสงสัยว่า....
คนเหมือนกัน...ทำไมถึงมีสถานภาพแรกเกิดไม่เหมือนกัน

ใช่อยู่...ที่สถานภาพหลังการเกิดแล้วนั้นต่างกันได้...มันอยู่ที่
ความฉลาดเฉลียว และความขยันขันแข็งของบุคคล
ที่จะทำจนสูง ต่ำ ดี ด้อย ตามกำลังคนนั้นๆ....ซึ่งเป็นสิ่งที่ยุติธรรม

แต่สถานภาพตอนเกิดแล้วสูงส่งเลยนี่
มันไม่ยุติธรรม....และขาดเหตุผล....จึงต้องมีแนวคิดนี้
ไว้ยุติความเห็นที่อาจบานปลายต้องการเปลี่ยนแปลง
สถานภาพของชนชั้นปกครอง....เหตุเพราะลูกหลานชนชั้น
ปกครองที่เกิดมาอาจไม่ดี ไม่มีความสามารถ ไม่ฉลาด
กว่าชาวบ้านทั่วไปก็เป็นได้....แล้วทำไมจะต้องมาอยู่เหนือผู้อื่น
หากว่า เราเอา ความดี ความสามารถ เป็นตัวตั้ง
ที่จะยอมรับคนๆหนึ่งให้เป็นผู้ปกครอง และ อยู่เหนือคนอื่นได้
มันจะไม่ยุติธรรมเลยหากว่าเราได้คนที่ เลวกว่า โง่กว่าเรา
มาเป็นผู้ปกครองเรา

แต่หากเรามีความเชื่อว่า เพราะเขาทำบุญมาดี จึงเกิดมาใน
สถานภาพที่สูงกว่าผู้อื่นและเราควรยอมรับว่าเป็นเรื่อง
ของบุญญาบารมี...วาสนาของเขา..ที่เราไม่อาจเทียบได้
หากคิดกันอย่างนี้ ก็จะยอมรับกัน และ ไม่มีข้อสงสัย
ในความดี ความสามารถ ของผู้ปกครอง คือ เอาเถอะ..อย่างไรก็ได้
ในเมื่อชาติก่อนทำดีไว้แล้ว....มาชาตินี้ถึงทำไม่ดี...ก็ไม่เป็นไร
ยอมรับได้.... ก็ก้มหน้าก้มตา..กราบไหว้กันไป

ซึ่งแนวคิดแบบนี้ก็มีข้อดีอยู่บ้าง...
คือหากมีความเชื่อแล้วก็จะทำตามอย่าง คือพยายามทำดีไว้
เผื่อว่าชาติหน้าจะเกิดมาในสถานภาพที่สูงกว่าผู้อื่นบ้าง
ไม่ว่าทางฐานะ หรือ ชาติตระกูล....ความคิดความเชื่อแบบนี้
ก็นับว่ามีส่วนทำให้คนแข่งกันทำความดีได้เหมือนกัน
และอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย....คือ
ทำดีแล้ว ความดีนั้นก็จะย้อนกลับมาตอบสนอง
ให้ชีวิตในชาติต่อๆไป..ดียิ่งๆขึ้นไป.....เหมือนการค้าต่างตอบแทน
นี่...สอนอย่างนี้มันเข้าใจง่าย.....


หากสอนว่า ทำดี เถิดแต่อย่าไปยึดมั่น เอาเข้าตัวเอง
ทำดี ผลย่อม ออกมาดี แต่ไม่ต้องคิดว่าเป็นความดีของตน
ให้คิดว่าเป็นความดีที่เกิดขึ้นในโลก แล้วลดความรู้สึก
ครอบครองว่าความดีนั้นเป็นของตนเสีย.....จิตจะละวางเข้าสู่
ภาวะ อนัตตา หรือความว่าง...ได้มากกว่า.....
หากสอนอย่างนี้จะเข้าใจได้ยาก
ชาวบ้านฟังแล้วจะแย้งได้ว่า.. อ้าว...ทำแล้วไม่ได้อะไร..จะทำไปทำไม
เนื่องจากภาวะตัวตนของตนที่มีอยู่....จะประท้วงขึ้นมา
ทันทีกับความคิดแบบนี้
แนวคิดนี้ เข้าใจยาก ปฏิบัติยาก จึงไม่เป็นที่แพร่หลาย
เท่าแนวคิดแรก.....

ทั้งๆที่เป็นแนวคิดที่เป็นสัจจธรรมแท้จริง

เมื่อพุทธ...ไม่มีวิญญาณแบบที่เมื่อร่างกายตายเข้าโลงแล้ว
จะเที่ยวออกล่องลอยตามหาภพภูมิ เสพบุญ เสพบาป แล้ว
งั้น...วิญญาณแบบพุทธ เป็นแบบไหนกันเล่า
เป็นวิญญาณ 6 ครับ
ตา
หู
จมูก
ลิ้น
กาย
ใจ หรือ ธรรมารมณ์

ทั้ง 6 สิ่งนั่นเป็นสิ่งที่เนื่องอยู่กับร่างกายเป็นๆ
ตา มีคู่ของมัน คือ รูป....
ตาคงไม่สามารถทำอะไรกับ...เสียง หรือ กลิ่น ได้
วินาทีที่ ตา เห็นรูป....เราเรียกการกระทบกันของ
อายตนะภายใน กับ อายตนะภายนอก เรียกว่า การสัมผัส
หรือ ผัสสะ.....

ตา..ของชายหนุ่มวัย 25 ปี เมื่อสัมผัสกับ...ก้อนหินริมทาง
แล้ว...ไม่เกิดความหมายใดๆ...แม้จิตชายหนุ่มจะกอปรไปด้วย
ความไม่รู้ในธรรมชาติของสรรพสิ่งตามที่เป็นจริง (อวิชชา) ก็ตาม
ก็จะไม่ปรุงขึ้นมาเป็นความทุกข์ใดๆ จากการเห็นรูปนั้น
ตรงนี้ จักขุวิญญาณ เกิดขึ้นก็จริงแต่ไม่ทำหน้าที่...เพราะรูปนั้น
ไม่มีความหมาย....(ตรงนี้หากเข้าใจเอาว่า..จักขุวิญญยังไม่เกิด
ก็จะเป็นการเข้าใจผิด....เพราะหากไม่เกิดก็ย่อมมองไม่เห็นรูป
การรับรู้ถึงรูปของก้อนหิน...แปลว่าจักขุวิญญาณเกิดแล้ว
คือรับรู้ประมวลผลไปที่จิตว่ามีก้อนหินวางอยู่...เห็นสักแต่ว่าเห็น
ก็ตรงนี้แหละ....แต่ยังไม่ปรุงต่อ....เพราะรูปไม่น่าสนใจ ...
การไม่ปรุงต่อคือการไม่ทำหน้าที่)

ตา..ของชายหนุ่มวัย 25 ปี เมื่อสัมผัสกับเรือนร่างอวบอิ่ม
ของสาวสวยหุ่นดีแต่งตัวยั่วยวนแล้ว...คราวนี้แหละ
รูปมีความหมาย...จักขุวิญญาณ
ก็จะทำหน้าที่ขึ้นมาทันที....เมื่อสติสัมปชัญญะหยุดไม่ทันก็จะปรุงเป็น
เวทนา คือความชอบความชัง ขึ้นมา แล้วต่อเป็น
ตัณหา ความอยากได้ ครอบครอง แล้วต่อเป็น
อุปาทาน ต้องการยึดถือเข้าเป็นของตัว แล้วต่อเป็น
ภพ...ตัวตนก็เริ่มฟักตัวขึ้นมา แล้วต่อเป็น
ชาติ...แล้วคลอดออกมาเป็นตัวกู ที่อยากได้ผู้หญิงคนนี้
มรณา โสกะ ปริเทวะ อุปายาส....
อาการทั้งหมดเกิดต่อเนื่องตามกัน....เร็วเพียง
ชั่วกระพริบตาเท่านั้น

เมื่อไม่ได้ครอบครองก็คร่ำครวญในจิต เป็นทุกข์
เป็นร้อนดิ้นรน....อาการเดียวกับคนหลงเสน่ห์
เพศตรงข้ามนั่นแหละ

ผ่านไปสองวัน....
กลับมาย้อนคิด...ก็ยังอยากได้...อยากเจอะเจอ อีก
อันนี้ผ่านทาง จิต หรือ มโนแล้ว ไม่ใช่ตา
เรียก มโนวิญญาณ

เมื่อนานไปค่อยๆลืมเลือน....วิญญาณตัวนี้ก็หมดฤทธิ์ดับไป
ก็จะเป็นวิญญาณตัวใหม่เกิดขึ้นอีก...อย่างนี้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด
อาจจะทาง
ตา...เมื่อเจอ รูป
หู...เมื่อเจอ เสียง
จมูก...เมื่อเจอกลิ่น
ลิ้น...เมื่อเจอรส
กาย...เมื่อเจอสัมผัส ลูบไล้
ใจ....เมื่อคอยนึกคิดเรื่องราวต่างๆ

นี่คือวิญญาณ...แบบพุทธ...เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
มี 6 ชนิด เท่านั้นคือ

จักขุวิญญาณ....ตามองรูป
โสตวิญญาณ...หูฟังเสียง
ชิวหาวิญญาณ...ลิ้นชิมรส
นาสิกวิญญาณ...จมูกดมกลิ่น
กายวิญญาณ...ผิวหนังรับสัมผัส
มโนวิญญาณ....จิตใคร่ครวญเรื่องราว

จะเห็นได้ว่าวิญญาณแบบนี้นั้นมีความ
เกิดขึ้น...ตั้งอยู่...ดับไป
แปรเปลี่ยน...เป็นทุกข์....และไม่มีตัวตนถาวร
เห็นไหม ว่า เข้ากันได้ลงตัวกับ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พุทธเราไม่มี....ปฏิสนธิวิญญาณ....ครับ
นั่นมันวิญญาณของพราหมณ์ พระพุทธโฆษาจารย์
ภิกษุชาวลังกาเมื่อประมาณ 1,500 ปีที่แล้วท่าน
จับใส่เอาเองในคัมภีร์วิสุทธิมรรค
และพระร่วงเอามาใส่ต่อใน ไตรภูมิกถา

เพราะฉะนั้น....
คนที่ถือเอาวิญญาณล่องลอยหลังจากกายแตกดับ
ก็เป็นพราหณ์....โดยความเชื่อ

ดังนั้นประเทศไทยที่มีประชากร
ประมาณกว่า 65 ล้านคน จึงเป็นประเทศที่มีคนนับถือ
ศาสนาพราหมณ์ ประมาณ 60 ล้านคน และมีพุทธ
ที่แท้จริงอยู่ ไม่เกิน 5 ล้านคนเท่านั้น
ต้องเปลี่ยนข้อมูลกันเสียใหม่






Create Date : 09 กรกฎาคม 2557
Last Update : 9 กรกฎาคม 2557 19:46:21 น. 2 comments
Counter : 1440 Pageviews.

 
สดายุ..

แม่บอกว่าเจตนาในการแต่ง ไตรภูมิพระร่วงในสมัยที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดใดนั้น
แต่งเพื่อให้เป็นกฎปฎิบัติกัน เกรงกลัวบาปกรรม มิกล้าทำความชั่ว..
สังคมจะได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข..

ตะนี้เมื่อถึงสมัยมินตราเกิดนี่ คุณครูให้เรียนเป็นตำรา
ต้องสอบและท่องให้จำ เพื่อให้มีคะแนนดีดี เป็นเด็กขยันหมั่นเรียน...จึงจำเข้าไปในเนื้อไงคะ

เวลาเข้าวัดก็ไปเดินท่านกลางแสงจันทร์คืนวันเพ็ญ
เวียนเทียน เข้าพรรษา ทอดกฐิน สนุกสนานสำราญใจ

เพิ่งจะมาเรียนศาสนาตอนฝรั่งถามหาเนื้อหา และ เหตุผล ปรัชญาทางศาสนาพุทธ นี่เอง จึงฉุกใจ คิดได้..บ้าง...


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 10 กรกฎาคม 2557 เวลา:16:50:09 น.  

 
มินตรา ..

นี่คือเหตุผลที่ฝรั่งจะนิยมพุทธสายวชิรยานทางธิเบต หรือ มหายานทางจีน มากกว่าเถรวาทของทางไทย พม่า ลังกา

เนื่องจากว่า ..
เถรวาท หรือ หินยาน ยึดใน วาทะของพุทธะ หรือ คำของพระพุทธเจ้า คือ การท่องจำคำสอนในสมัยพุทธกาลต่อๆกันมา (พุทธวจนะ หรือ คำสอนพระสาวกต่างๆทั้งหลาย)อย่างตายตัว

มหายาน รวมทั้งวชิรยาน ยึดใน บุคคลิกภาพของพุทธะ และ ปรับคำสอนให้เข้ากับลักษณะกลุ่มคน ทั้งภาษาและวัฒนธรรม โดยยึดหลักการที่เป็นหัวใจของพุทธคือ สุญญตา (เถรวาทนิยมใช้คำว่า อนัตตา) เป็นจุดหมาย โดยไม่ตายตัว

วชิรยานของธิเบตจึงมีการกระทำ "ตรรกวิภาษ" ในแง่การโต้แย้งเชิงเหตุผลในหลักธรรมอย่างที่ไม่ "อ่อนไหวเปราะบาง ในความคิดตน" แบบเถรวาท (ที่ฝรั่งเรียก ดีเบต) ที่มักหลีกเลี่ยงการปะทะทางความคิดกัน

ไตรลักษณ์ คือหลักการใหญ่แห่งพุทธที่สามารถนำมาไว้กรองขยะคำสอนจากแนวคิดของเหล่าศรัทธาจริต ให้ตกไปได้ด้วยหลักปัญญา

เมื่อมีหลัก ก็จะไม่มั่ว

ดังนั้น ..3 คำนี้สามารถพิจารณาใหม่ได้ดังนี้
.
............................

" .. ตรัสรู้ แปลว่า รู้แจ้ง รู้อย่างแจ่มแจ้ง รู้ชัดเจน ใช้เป็นคำเฉพาะสำหรับพระพุทธเจ้า "ตรัสรู้" ของพระพุทธเจ้า คือตรัสรู้ ญาณ ๓ ได้แก่

.. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในอดีตได้ คือระลึกชาติได้

.. จุตูปปาตญาณ ความรู้ในจุติและอุบัติเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียก ทิพพจักขุญาณ หรือ ทิพยจักษุญาณ บ้าง

.. อาสวักขยญาณ ความรู้ในการกำจัดอาสวกิเสส
ตรัสรู้ อีกนัยหนึ่งคือรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เมื่อทรงพระชนม์มายุ ๓๕ พรรษา .. "
.............................

.. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในอดีตได้ คือระลึกชาติได้

"ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในอดีต" .. แปลว่า รูปกายหนึ่งในชาติที่แล้ว ..กับรูปกายของเจ้าชายสิทธัตถะในชาตินี้ (ตามยุคสมัยที่บันทึก)คนละรูปกายกัน แต่นับเป็น "ตัวตนเดิมเดียวกัน" ..

หากเชื่อตามบันทึกนี้ แปลว่า ตัวตนของเจ้าชายสิทธัตถะ นี้เที่ยงแท้ เปลี่ยนแต่รูปกายภายนอก แต่ตัวจิตวิญญาณเป็นตัวตนเดิมเดียว สืบจากชาติอดีตมาชาติปัจจุบัน ซึ่งขัดกับหลักกาลามสูตร

การบันทึกเรื่อง บุพเพนิวาสานุสสติญาณ จึงขัดแย้งกับหลักอนัตตา

แถมยังมีกลิ่นอายของความศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิ์ ปาฏิหารย์ ซึ่งพระพุทธองค์ไม่เคยสอนตลอดพระชนม์ชีพ ..

การบันทึกนี้จึงน่าจะ"มั่ว"

ผมมีความเห็นว่า ..
.. อาสวักขยญาณ ความรู้ในการกำจัดอาสวกิเสส
ตรัสรู้ อีกนัยหนึ่งคือรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (ปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง) พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เมื่อทรงพระชนม์มายุ ๓๕ พรรษา ..

นัยะเดียวนี้เท่านั้นที่มีเหตุผลมีความเป็นไปได้ที่พระพุทธองค์จะตรัสเล่าให้พระสาวกรุ่นแรกๆฟัง (ปัญจวัคคีย์)



โดย: สดายุ... วันที่: 11 กรกฎาคม 2557 เวลา:21:56:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.