All Blog
Yokoso Japan - Day3 Kawaguchiko Lake

      ผมตื่นขึ้นมายามเช้าของคาวากูชิโกะ เปิดหน้าต่างของห้องพักออกไปดูบรรยากาศด้านนอก ฟูจิซังตั้งเด่นอยู่ด้านนอก
กับเมฆดอกเห็ดลอยอยู่บนยอด ครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นเมฆแบบนี้ ผมเรียกคุณผู้หญิงและคุณหนูทั้งสองตื่นมาดูทุกคนตื่น
เต้นกับสิ่งที่เห็น ผต่พอผมถามว่าจะไป Cureito Pagoda อีกรอบมั๊ย ทุกคนปฏิเสธหมดไม่ยอมไป ผมก็เลยต้องหิ้วกระเป๋า
กล้องออกมาคนเดียว
      ผมนั่งรถไฟกลับมาที่สถานี Shimoyoshida อีกครั้ง แต่ยามเช้าแบบนี้รถไฟทั้งขบวน มีนั่งกันมาแค่ 3 คน และผมเป็น
คนเดียวที่ลงสถานีนี้ เดินเข้าสถานี จนออกมาเดินเส้นทางเดิมไม่มีใครสักคน จนเลี้ยวข้ามทางรถไฟมาก็เห็นคุณลุงคุณป้า
กำลังช่วยกันทำสวนครัวอยู่

      แต่พอเดินขึ้นเขาไปเริ่มเจอผู้คนมากมายมาออกกำลังกายครับ รวมถึงตากล้องนานาชาติเลยคราวนี้ เหมือนเป็นที่รู้
กันว่ามาถึงที่นี่แล้ว จะพลาดมุมนี้ไม่ได้ แต่ก่อนไปถึงมุมมหาชน ขอเก็บภาพระหว่างเดินขึ้นบันไดก่อนครับกันพลาดที่นี่
อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ แป๊บเดียวเมฆอาจบังยอดเขาฟูจิไปหมด    มุมนี้ถ่ายจากจุดที่เมื่อวานเจอกลุ่มคุณลุงคุณป้ากำลัง
Hanami ใต้ต้นซากุระครับ

      จากนี้ก็ต้องไต่บันได 400 ขั้นอีกรอบครับ เช้าๆยังพอมีแรงเหลือ ค่อยๆเดินขึ้นไปจนถึง Chureito Pagoda อีกรอบ
แล้วผมก็ได้ภาพมุมมหาชนสมดังตั้งใจครับ

ก่อนกลับขออีกสักรูปครับ

เดินกลับลงมาอย่างอาลัยอาวรณ์เล็กน้อยครับ ระหว่างทางพบกับผู้คนมาวิ่งออกกำลังกาย และตากล้องหลายๆคนถือ
กล้องเดินสวนขึ้นมา ยิ้มทักทายให้กันตามประสาคนชอบถ่ายรูปครับ

      ผมกลับมาที่สถานี Kawaguchiko และก่อนกลับเข้าโรงแรมก็แวะจองตั๋ว City Bus ไว้ด้วย เพราะเดี๋ยวเราจะไปนั่งรถ
ชมรอบทะเลสาบคาวากูชิโกะ หนึ่่งในทะเลสาบทั้ง 5 ที่อยู่รอบภูเขาไฟฟูจิครับ ราคาค่ารถคนละ 1000 เยน ครับ

      กลับมาโรงแรมเพื่อเก็บของและ Check-out และฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม ตอนนี้ก็ได้เวลาที่เราจะนั่ง City Busรอบ
ทะเลสาบกันแล้วครับ รถคันนี้จะพาเราวิ่งริมทะเลสาบ ไปจนถึง Kawaguchiko Natural Living Center จากนั้นจะวิ่งย้อน
กลับเส้นทางเดิมครับ มีจุดจอดรถทั้งหมด 16 จุด เราสามารถลงที่จุดไหนก็ได้ และไปต่อได้โดยรอรถคันถัดไปซึ่งจะออก
ทุกครึ่งชั่วโมงครับ
      ดูรายละเอียดเส้นทางเดินรถและตารางเวลาได้ที่ //www.fujisan.ne.jp/access/retrobus_K_e.php ครับ ขา
ไปเราก็นั่งเล็งไปก่อนครับว่าตรงไหนสวย แล้วขากลับค่อยแวะลงก็ได้ครับ

      นั่งมาจนถึงสุดสายเค้าก็ให้ลงให้หมดก่อนครับ วิวที่สุดสายรถก็สวยมากครับ ผมมีจุดที่เล็งไว้ขามาแล้ว เดี๋ยวขากลับ
ผมจะแวะไปถ่ายภาพ แต่อะไรที่คิดไว้มันก็ไม่เป็นไปตามที่คิดเสมอไป เพราะขากลับเกิดไฟไหม้ป่า ทำให้ควันไฟบังยอด
เขาจนมิดครับ ผมก็เลยไม่ได้แวะจุดที่เล็งไว้

      Kawaguchiko Lake เป็นหนึ่งในทะเลสาบทั้ง 5 ที่อยู่รอบภูเขาไฟฟูจิอันประกอบด้วย Yamanakako Lake, Saiko
Lake, Motosuko Lake, Shojiko Lake และ Kawaguchiko Lake ซึ่งเกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟฟูจิ

      หลังจากจากพลาดจากมุมที่ตั้งใจไว้ เราก็นั่งรถกลับมายัง Kawaguchiko Station เพื่อเตรียมตัวกลับโตเกียว ก่อน
กลับแวะทานข้าวกลางวันร้านคุณป้าอีกครั้งครับ

      เรานั่งรถ Kieo Bus จากคาวากูชิโกะกลับมายังชินจูกุอีกครั้ง มาถึงชินจูกุประมาณบ่าย 2 โมง ยังมีเวลาเหลือพอเที่ยว
ต่อเลยตัดสินใจไม่กลับเข้าโรงแรม แต่เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ Locker ในสถานีชินจูกุก่อน สถานีรถไฟที่ญี่ปุ่นจะมี Locker
ฝากของทุกที่ครับ แต่หากฝากไว้สถานีใหญ่ๆ อย่าลืมจำให้ได้นะครับว่าฝากไว้จุดไหน

      จากสถานี Shinjuku นั่งรถไฟสาย JR Chuo Line ไปลงสถานี Tokyo จากนั้นเดินประมาณ 10 นาทีจะถึง Imperial
Palace หรือวังของจักรพรรดิ์ญี่ป่นครับ ที่หน้าวังจะมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยต้นสนสวยงามครับ

       พระราชวังอิมพีเรียล (โคเคียว ) เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมจิมาตั้งแต่สมัยเอโดะ บนพื้นที่
มากกว่า 270 เอเคอร์ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นสวนป่าไม้ธรรมชาติ และเนื่องจากพระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของสมเด็จ
พระจักรพรรดิ จึงไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม แต่จะมีเพียงกรณีพิเศษ 2 ปีที่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าได้คือ  วันที่ 23
ธันวาคม ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และวันที่ 2 มกราคม ของทุกปีที่สมเด็จพระจักรพรรดิ
จะออกสมาคม เพื่ออวยพรให้ประชาชนเนื่องในโอกาสวันปีใหม่     แต่จะอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าได้เพียงแค่บริเวณ
พระราชฐานชั้นนอกเท่านั้น
      ทางเข้าหลักจะเป็นสะพานคู่หรือเรียกว่า นิจูบาชิ (Nijubashi)  ที่สร้างได้อย่างสวยสง่างาม แต่ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไป
ผ่าน ยกเว้น 2 ครั้งต่อปีตามที่ได้กล่าวไว้ให้พสกนิกร(บางคน)ข้ามมารับพระราชทานพรใกล้ๆที่ประทับ ทางด้านตะวันออก
จะมีสวนดอกไม้ (Higashi Gyoen) ซึ่งจัดไว้อย่างสวยงามเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ตลอดเวลา
และเข้าไปยังเขตพระราชฐานได้ 3 ประตู จากทั้งหมด 8 ประตู คือ โอเตมง(Ote-mon), ฮิรากาวะมง(Hirakawa-mon)และ
คิตะฮาเนบาชิมง(Kitahanebashi-mon) ตัวพระตำหนักเป็นอาคารคอนกรีตทรงเตี้ยกว้างสร้างด้วยหินแกรนิตและบะซอลต์
จากภูเขาไฟ คลุมด้วยหลังคาสีเขียว สร้างเสร็จในปี 1970 แทนพระตำหนักไม้หลังเดิมที่ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกในปี
1945

      ด้านหน้าทางเข้าเขตพระราชวัง เป็นที่ชมดอกซากุระที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่ง ที่มีดอกซากุระหลายสายพันธุ์บานให้
ได้ชมกัน

      จากพระราชวังอิมพีเรียลเรากลับมาที่ชินจูกุเพื่อเข้าพักโรงแรมเดิมคือ Hotel Kent Shinjuku อีกครั้ง หลังจากเช็คอิน
และรับกระเป๋าคืน เก็บของเข้าห้องพักเสร็จอ็ออกมาเดินเล่นชินจูกุยามราตรีเพื่อหามื้อเย็นกินกัน

      เย็นนี้เราได้ร้านราเมนหยอดเหรียญ ไอเดียดีมากครับเห็นแล้วอยากมาเปิดในเมืองไทย หน้าร้านจะมีตัวอย่างอาหาร
อยู่ในตู้กระจกพร้อมคำอธิบายว่ามันคืออะไร พอเลือกได้ก็จำเบอร์ไว้ครับจากนั้นไปกดเบอร์ที่ตู้ที่เห็นด้านซ้ายแล้วหยอด
เงินก็จะได้สลิปมา 1 ใบ เดินเข้าไปในร้าน เอาสลิปไปวางให้พนักงานหน้าห้องครัว จากนั้นก็รินน้ำ น้ำชาไปกิน นั่งรอจน
พ่อครัวทำเสร็จเราก็ไปรับอาหารมากิน กินเสร็จก็ยกชามเปล่ากลับไปคืนหน้าครัวครับ ไม่มีพนักงานบริการในร้าน

พรุ่งนี้เราจะไปไหว้พระใหญ่ที่คามาคุระกันครับ




Create Date : 15 ตุลาคม 2555
Last Update : 16 กันยายน 2556 10:46:16 น.
Counter : 3401 Pageviews.

3 comment
Yokoso Japan - Day2 Kawaguchiko



      เช้าวันที่สอง ในญี่ปุ่น เราเก็บข้าวของแบ่งใส่กระเป๋าเล็ก 1 ใบ เพราะคืนนี้เราจะไปพักที่ Kawaguchiko  ส่วน
กระเป๋าใหญ่ เราฝากไว้ที่โรงแรม เค้ามีห้องฝากกระัเป๋านะครับ เพราะเราจะกลับมาค้างที่นี่อีกครั้งในคืนถัดไปครับ
      เราออกจากโรงแรมกลับไปที่ท่ารถ Kieo Bus ที่เดียวกับที่เราไปจองตั๋วเมื่อวานครับ    อาจเพราะเช้าวันนี้เป็น
วันเสาร์ รถบนถนนและผู้คนเลยดูน้อยๆครับ อากาศในฤดูใบไม้ผลินี่เย็นสบายจริงๆ ราวๆกับฤดูหนาวบ้านเราครับ

      มาถึงท่ารถก็รอเวลาครับ เค้าจะมีป้ายไฟบอกว่ารถที่มาจอดกำลังจะไปไหน แต่ละคันจอดประมาณสัก 10 นาที
ก็ออกครับ วันนี้เป็นวันเสาร์คนญี่ปุ่นเดินทางออกต่างจังหวัดกันค่อนข้างมากครับ แต่เราจองตั๋วไว้ตั้งแต่เมื่อวานก็ไม่
ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่ว่างครับ พอรถมาก็เข้าแถวขึ้นรถได้เลย โชว์ตั๋วให้เค้าดูก่อนขึ้นรถ  ค่ารถไปคาวากูชิโกะคนละ
1,700 เยน เด็ก 850 เยน ครับ

      การเดินทางไป Kawaguchiko โดยรถบัสเป็นทางที่สะดวกและประหยัดที่สุดครับ หากเดินทางโดยรถไฟจะต้อง
อ้อมและใช้เวลามากกว่าครับ   พอรถออกจากโตเกียวก็ขึ้น Free Way ใช้เวลาประมาณสักสองชั่วโมงกว่าครับ จริงๆ
แล้วตามตารางเดินรถจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง 40 นาที แต่วันนี้รถบนทางด่วนมากมายและติดขัดบ้างบางช่วงครับ

      ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึง Kawaguchiko เวลาประมาณ 9 โมงกว่าๆ  อาคารที่เห็นนี่คือ Kawagushiko Station
ทั้งรถไฟ รถบัส และรถซิตี้บัสที่วิ่งรอบทะเลสาบคาวากูชิโกะจะมาตั้งต้นที่นี่ครับ แต่น่าเสียดายตรงที่มาถึงคาวากูชิโกะ
แล้วเมฆฝนปกคลุมไปหมดครับ โดยปกติเราควรจะเห็นฟูจิซังอยู่หลังอาคารสถานีแต่วันนี้ไม่เห็นอะไรเลย  สมกับฉายา
ภูเขาขี้อายจริงๆครับ

      เราเอากระเป๋าเข้าไปฝากไว้ที่โรงแรมก่อนครับ วันนี้เราจะพักที่ Kawaguchiko Station Inn อยู่ตรงข้ามกับสถานี
เลยครับ สะดวกมาก ห้องพักเป็นแบบห้อง 3 คน แต่เราขอพัก 4 คนรวมเด็ก   ราคาก็โหดนิดหน่อยครับ 10,000 เยน
ต่อคืน โรงแรมนี้ห้องพักเป็นแบบญี่ปุ่นเลยครับ พื้นเป็นเสื่อ มีโต๊ะกลางห้องวางกาน้ำชาไว้    เครื่องนอนเก็บไว้ในตู้ที่
ผนังห้อง มีฝูก หมอน ผ้าห่ม ถ้าจะนอนก็เอาออกมากางนอนเองครับ ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม และมีบ่อออนเซนอยู่ชั้น
บนสุดมีหน้าต่างกระจก แช่น้ำไปดูฟูจิซังไปครับ วิธีอาบน้ำก็ไปถึงหน้าห้องน้ำ เค้าจะมีตระกร้าให้ไว้ใส่ชุดของเราต้อง
ถอดออกหมดทุกชิ้นครับ และจะมีผ้าผืนเล็กๆให้ 1 ผืน เลือกเอาเองว่าจะปิดส่วนไหนครับ พอเข้าไปในห้อง ด้านซ้าย
และขวาจะมีเก้าอี้เตี้ยๆและก๊อกน้ำ สบู่ ยาสระผมวางไว้ เลือกนั่งสักตัวเพื่อชำระล้างร่างกายแล้วค่อยลงแช่ในบ่อครับ
ตอนแช่ก็ไม่ต้องสนใจคนรอบข้างครับ แต่บ่อออนเซน แยกชาย-หญิง คนละห้องนะครับ นอกจากนั้นยังมีห้องนั่งเล่น
รวมอยู่ชั้นล่าง มีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ทให้ใช้ฟรีครับ

      ฝากกระเป๋าเสร็จก็หาอะไรใส่ท้องกันก่อนครับ มาเจอร้านอาหารใกล้ๆที่พัก เห็นหน้าร้านแล้วน่าเข้าไปลองมากน่ารัก
จริงๆ พอเข้าไปก็เจอคุณป้าชาวญี่ปุ่นเจ้าของร้าน แกพูดภาษาประกิตไม่ได้ ดีเลยเพราะผมก็พูดไม่ได้เหมือนกัน  ดูกันไป
ดูกันมาก็ได้เมนูปลามา ปกติผมเป็นคนไม่ชอบกินปลาแต่แกทำอร่อยมากครับ ไม่คาวเลย    แถมมิโซะซุปก็อร่อยสุดยอด
เลยครับ

       อิ่มกันแล้วก็เดินทางกันต่อครับ ผมมาที่คาวากูชิโกะนี่จุดหมายหลักคือผมต้องการไปชมภูเขาไฟฟูจิที่อยู่คู่กับเจดีย์
สีแดงแล้วมีซากุระบานอยู่เบื้องล่าง เป็นภาพที่ผมเห็นหลายครั้งจากทัวร์ต่างๆที่พาไปญี่ปุ่น แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่าไม่มีทัวร์
ไหนที่พามาชมมุมนี้จริงๆครับ เจดีย์แดงที่ผมพูดถึงคือ Chureito Pagoda
      การเดินทางไปยัง Chureito Pagoda นั่งรถไฟจาก Kawaguchiko Station ไป 4 สถานี ลงที่สถานี Shimoyoshida
JR Pass ใช้ไม่ได้นะครับเพราะเป็นรถของ Fujikyu Railway ค่ารถ 290 เยน ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีครับ



      ลงที่ชานชลาก็เดินข้ามรางรถไฟเข้าไปในสถานีเลยครับ ขอเล่าเรื่องห้องน้ำนิดนึงครับ ผมแวะเข้าห้องน้ำที่นี่ แทบไม่
น่าเชื่อเลยครับว่าห้องน้ำที่สถานีรถไฟจะสะอาดขนาดนี้ผมว่าสะอาดพอๆกับโรงแรม 5 ดาวบ้านเราเลยแถมฝานั่งมีที่อุ่นก้น
ด้วยครับ อากาศเย็นๆไม่ต้องกลัวสะท้านก้น พูดถึงเรื่องห้องน้ำ ย้อนกลับไปเมื่อวานนิดนึงครับ  ตอนเข้าห้องน้ำในห้องพัก
ครั้งแรกที่เดินทางมาถึงนั่งงงอยู่ตั้งนาน เพราะทุกอย่างเป็นปุ่มกดหมด ต้องดูดีๆว่าปุ่มไหนมันฉีดข้างหน้าหรือข้างหลัง มา
ต่อกันดีกว่าครับเดี๋ยวจะอยู่แต่ในห้องน้ำไม่ได้ไปไหน เดินออกหน้าสถานีมาเลยครับจะเห็นร้านค้าอยู่ขวามือ

      เป็นร้านขายน้ำกระป๋องหยอดเหรียญครับ ตู้หยอดเหรียญที่นี่มีให้เลือกทั้งเครื่องดื่มร้อนและเย็นนะครับ อยากดื่มกาแฟ
อุ่นๆแก้หนาวก็หยอดได้เลยครับ เดินเลี้ยวไปตามถนนด้านขวามือครับผ่านร้านค้าไป แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆจนสุดถนนครับ

      ถึงสุดถนนจะมีทางเลี้ยวขวาเดินข้ามทางรถไฟแล้วเลี้ยวซ้าย   เดินเลียบทางรถไฟไปครับทางจะโค้งไปทางขวามือ
เดินตามทางไปเรื่อยๆครับ ตอนเราเดินข้ามทางรถไฟมาเราเลี้ยวผิดไปทางด้านขวา มีคุณป้าชาวญี่ปุ่นวิ่งออกมาจากบ้าน
มาเรียกเราว่าเดินผิดทางครับ แกพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็พอเดาได้ว่าแกบอกว่าเราเดินผิดทาง แสดงว่ามีคนมาเดินหลง
ก่อนหน้าเราหลายคน

      เดินตามเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆครับเห็นทางด่วนอยู่ข้างหน้าเดินลอดทางด่วนไปเลยครับ จะมีทางขึ้นเนินเดินขึ้นเนินไป
ด้านบนครับ

      มาถึงแล้วครับทางขึ้น Chureito pagoda เห็นเด็กญี่ปุ่นกำลังเล่นกันอยู่ เดินขึ้นไปข้างบนเลยครับ แต่ขอบอกว่ากว่า
จะถึงด้านบนก็หอบพอสมควรครับ

       จากนั้นก็เดินไต่บันไดขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านซุ้มซากุระที่บานเต็มต้นตลอดทางเดินครับ เดินขึ้นไปไม่ไกลมากนักก็มาถึง
เสาโทริอิ(Torii) สัญลักษณ์ของทางเข้าศาลเจ้า Arakura Sengen Shrine ครับ จากสถานีรถไฟเดินมาถึงตรงนี้ประมาณ
15 นาทีครับ

      เดินผ่านเสา Torii เข้ามาเราจะเห็นศาลเจ้า Arakura Sengen Shrine อยู่ด้านซ้ายมือครับ  ศาลเจ้านี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี
ค.ศ. 1963

      เราต้องเดินต่อขึ้นไปยังเจดีย์ 5 ชั้นด้านบนตรับ จะเดินไปตามทางลาดยางด้านข้างศาลาก็ได้ครับ แต่ทางมันจะคดไป
คดมา เพราะเค้าทำไว้ให้ขี่จักรยาน ส่วนด้านขวาของเสาโทริอิมีทางขึ้นซึ่งเป็นบันไดครับ     หันไปเห็นคุณลุงคุณป้ากำลัง
Hanami กันใต้ต้นซากุระ ช่างน่าอิจฉาจริงๆครับ

      เดินขึ้นบันไดที่เห็นขึ้นไปเลยครับ ขอบอกว่าลิ้นห้อยเล็กน้อยครับ แต่ระหว่างทางก็เพลิดเพลินกับดอกซากุระที่ขึ้นริม
ทาง เยอะมากครับ ทั้งริมบันไดและริมถนนที่อยู่ข้างๆบันได กำลังบานสะพรั่งพร้อมกันจนกลายเป็นสีชมพูทั้งภูเขาครับ

      ในที่สุดก็เดินขึ้นมาถึงครับ Chureito Pagoda เจดีย์ 5 ชั้นสีแดงหลังคาเขียว  จากการเดินขึ้นบันไดทั้งหมด 400 ขั้น
ดูจากมุมนี้ก็คงสงสัยกันหล่ะครับว่าบากบั่นมาทำไมไม่เห็นมีอะไรพิเศษ ยังครับยังไม่หมดแค่นี้ต้องปีนภูเขาด้านหลังเจดีย์
ขึ้นไปอีกนิดหน่อยครับ

      มุมนี้แหละครับ มุมสุดฮิตที่ใครต่อใครดั้นด้นมาถึงที่นี่เพื่อมาถ่ายภาพ ฟูจิซัง เจดีย์ 5 ชั้น และดอกซากุระบานสิ่งที่เป็น
สัญลักษณ์ของญี่ปุ่น 3 สิ่งอยู่ในที่เดียวกัน แต่บางทีชีวิตมันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คิดเสมอครับ  เพราะเมฆที่บดบังจนไม่อาจ
มองเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิได้เลยครับได้แต่เห็นฐานของภูเขากับเมือง Fujiyoshida อยู่เบื้องล่าง ผมอดทนรอว่าเผื่อเมฆบาง
ลงแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะบางลงเลย ก็เลยต้องยอมกลับไปคาวากูชิโกะครับ

      เรากลับลงมาอย่างผิดหวังและกลับไปยังโรงแรมเพราะเกือบสี่โมงเย็นแล้ว พอมาถึงก็ทำการเช็คอินแล้วขึ้นไปนั่งเล่น
ในห้องพัก แล้วก็ลงมาเล่นอินเตอร์เน็ทในห้องนั่งเล่น จนห้าโมงกว่าเราออกมาด้านนอกโรงแรม    สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้
เราถึงกับตะลึงครับ ภูเขาไฟฟูจิตั้งเด่นเป็นตระหง่านอยู่ต่อหน้าต่อตาครับ

      ตื่นเต้นกับฟูจิซังได้ไม่นานฟ้าก็เริ่มมืดแล้วครับ มุมเดิมจากเมื่อเช้าที่เราไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิ ตอนนี้เราก็ได้เห็นกันเต็มๆ
เลย ช่างน่าหลงไหลจริง

      เย็นนี้เราอาศัยอาหารสำเร็จรูปในร้าน 7-11 เพราะเค้ามีบริการอุ่นให้เหมือนเซเว่นบ้านเรา รสชาติก็โอเคครับ ผมให้ผ่าน
พรุ่งนี้เช้าเราจะนั่งรถ City Bus เที่ยวชมรอบทะเลสาบ Kawaguchi ครับ





Create Date : 11 ตุลาคม 2555
Last Update : 16 กันยายน 2556 10:44:52 น.
Counter : 11737 Pageviews.

4 comment
Yokoso Japan - Day1 Hello Tokyo


มั่ว งง หลง ในดงปลาดิบ

      เมื่อวันเดินทางมาถึงเราก็ได้เวลาเหิรฟ้าสู่แดนปลาดิบโดยสายการบินรักคุณเท่าฟ้า  บนเครื่องมีคนไทยมากมาย
และส่วนใหญ่มากับทัวร์ เราออกจากสุวรรณภูมิกลางดึกและถึง Kaisai Airport ตอนรุ่งเช้า ก่อนลง Kansai พนักงาน
นำ Immigration form มาแจก ผมกรอกไม่ทันเสร็จเครื่องก็ Landing เรียบร้อยแล้ว เลยต้องถือไปกรอกต่อภายใน
อาคารผู้โดยสารขาเข้า ขณะยืนกรอกอยู่นั้นก็แปลกใจทำไมคนอื่นเค้ากรอกกันเร็วจัง   เพราะเห็นเค้าไปเข้าแถวเพื่อ
ตรวจคนเข้าเมืองกันแล้ว แต่มารู้ทีหลังว่าเค้าได้ใบ Im มาจากทัวร์ก่อนแล้ว  กว่าผมจะกรอกเสร็จเหมือนโดนลงโทษ
สายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิก นำอาม่าอากงจากเมืองจีนมาเที่ยว  คราวนี้เหมือนตลาดแตกเลยครับ ทุกอย่างดูวุ่นวายไป
หมดทั้ง แซงแถว มุดแถว แย่งคิว วิ่งเข้าวิ่งออกกันวุ่นวายไปหมด  กว่าผมจะหลุด ตม. ออกมาได้ผ่านไปเกือบชั่วโมง

      พอผ่านตม. ออกมาแล้วเราก็ไปรับกระเป๋าที่สายพาน  กระเป๋าเราเป็นชุดสุดท้ายที่วิ่งวนอยู่บนสายพานของเที่ยว
บิน TG ผมลากกระเป๋าขึ้นบันไดไปด้านบน เพราะเราต้องไปเปิดใช้ื JR PASS ก่อน วันนี้เราจะเดินทางไป โตเกียวกัน
เลยครับ ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นบนสุด จะเห็นห้องขายตั๋วรถไฟด้านซ้าย ทางเข้าสถานีอยู่ด้านขวา  เดินไปห้องสุดท้าย
ทางซ้ายมือ จะเจอสำนักงาน JR เราต้องเอา Voucher ไปยื่นเพื่อให้เค้าออกตั๋ว JR PASS ให้ครับ

      การเดินทางในญี่ปุ่นจะใช้รถไฟฟ้าเป็นหลัก เราสามารถวางแผนการเดินทางก่อนล่วงหน้าได้ครับโดยวางแผนว่า
แต่ละวันเราจะไปไหนบ้างและแต่ละที่นั่งรถไฟจากไหนไปไหน คู่มือการท่องเที่ยวหรือเวปไซต์แนะนำการท่องเที่ยว
ของญี่ปุ่นจะระบุครับว่าแต่ละสถานที่อยู่ใกล้สถานีอะไร จากนั้นเราก็เข้าไปที่   //www.hyperdia.com   เลือก
สถานีต้นทางและปลายทาง เลือกวันเดินทาง เลือกเวลา แล้วกด Search เวปก็จะแสดงตารางการเดินทางทั้งหมดมา
ให้เราเลือกครับ รวมถึงการเดินทางโดยรถประจำทางและเครื่องบินด้วย   การเดินทางแบบไหนที่ไม่่ต้องการเราก็ติ๊ก
เครื่องหมายออกแล้วสั่ง Search ใหม่อีกรอบครับ การเลือกรถที่จะเดินทาง ถ้าใช้ JR Pass เลือกสัญลักษณ์รถที่มีสี
เขียวและรถ Shinkansen ยกเว้นขบวน Nosomi ครับ ขึ้นได้เลยไม่ต้องเสียเพิ่ม แต่บางเส้นทางอาจไม่มีรถของ  JR
ให้บริการ ก็ต้องไปหยอดตู้ซื้อตั๋วเพิ่มเอาครับ

      จาก Kansai Airport ผมต้องขึ้นรถ Limited Express Haruka 10 เวลา 9.16 น. ไปลง Shin-Osaka ชานชลา 11
ไปต่อ Shinkansen Hikari 464 ชานชลาที่ 25 ไปลง Shinagawa (Tokyo)  จากนั้นไปขึ้น JR Yamanote Line ไปลง
สถานี Shinjuku ซึ่งผมจองที่พักไว้ที่แถวนั้น

      กว่าผมจะจัดการกับ JR Pass เสร็จ 9 โมง 12 นาที ผมมีเวลาแค่ 4 นาที วิ่งไปขึ้นรถไฟให้ทัน เลยพากันวิ่งหน้าตั้ง
ก็ยังรักเธอไปถึงหน้าประตูรถไฟปิดพอดี พวกเราทั้งหมดอยู่นอกขบวนรถไฟมองดูรถไฟเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
หากเคยดูการ์ตูนญี่ปุ่น เวลาตัวการ์ตูนมันสลดมันจะตัวเล็กลงไปอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าอารมณ์ผมตอนนั้นเป็นแบบ
นั้นเลยครับ

      วันแรกที่เดินทางมาถึง รถไฟเที่ยวแรกที่กำลังจะขึ้นแล้วดันตกรถไฟต่อหน้าต่อตา ตอนนั้นสับสนมากว่าจะเอาไง
ดีแล้วถ้าเราไปไม่ทันชิงกันเซ็นจะทำไงดี ไป Taxi ดีมั๊ยจะได้ทัน ตั้งสติอยู่สักพักผมเลยกลับไปถามเจ้าหน้าที่ JR  ว่า
ผมตกรถไฟผมจะทำยังไง เจ้าหน้าที่บอกให้รอขบวนต่อไปอีก 16 นาทีผมเลยถามต่อว่าแล้วผมจะไปทันขึ้นชิงกันเซ็น
มั๊ย เจ้าหน้าที่ก็ตอบให้สบายใจว่าขบวนที่คุณตั้งใจไปขึ้น ไม่ทันแน่นอน แต่คุณไม่ต้องกังวล เพราะรถชิงกันเซ็นที่เดิน
ทางไปโตเกียวมีหลายขบวน ผมเลยคลายกังวลไปนั่งรอรถขบวนถัดไป

ถึงแล้ว Shin-Osaka

      ในที่สุดก้าวแรกในแดนปลาดิบก็ผ่านไปได้ ผมมาถึง Shin-Osaka จนได้แต่ปัญหาก็ไม่ได้หมดแค่นั้นเพราะสถานี
Shin-Osaka เป็นสถานีที่ใหญ่มาก พอลงจากรถไฟฟ้าเข้าสู่ตัวสถานีก็ได้แต่ยืนงง แล้วยังไงต่อดีหล่ะนี่ ผมยืนรวบรวม
สติอยู่พักหนึ่งก็เห็นป้ายทางไป Shinkansen เดินตามป้ายไปก็เจอสำนักงาน Shinkansen Tickets เราก็เลยเข้าไปทำ
การสำรองที่นั่ง ควรสำรองที่นั่งนะครับ เพราะจะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับการไม่มีที่นั่งและตู้สูบบุหรี่

      เมื่อทำการสำรองที่นั่ง เค้าจะออกตั๋วให้เราครับ ตั๋วจะระบุขบวนรถ หมายเลขรถ เลขที่นั่งและรายละเอียดการเดิน
ทางครับ   เราได้รถขบวน Hikari 464  ออกจาก Shin-Osaka 10:40 น.  ไปถึงโตเกียวสถานี Shinagawa  13:33 น.
เมื่อไปถึง Shinakawa เราจะไปต่อ Yamanote Line ซึ่งวิ่งเป็นวงกลมมีรถวิ่งตลอดเวลาครับ

      เมื่อได้ตั๋วเรียบร้อย เราก็ไปดูที่ป้ายบอกตารางเวลาครับ เค้าจะแจ้งว่าขบวนรถ Hikari 464 ออกที่ชานชลาไหน จาก
ตัวอย่างเราต้องไปรอที่ทางขึ้นตู้ที่ 10 ครับ เค้าจะมีป้ายบอกว่าตำแหน่งตู้ 10 อยู่ตรงไหน  ไปเข้าแถวรอเมื่อใกล้เวลารถ
มาได้เลยครับ ด้านข้างรถตรงประตูจะมีตัวอักษรวิ่งว่า Hikari 464 กันขึ้นผิดคันครับ    เมื่อขึ้นไปแล้วก็นั่งประจำที่ได้เลย
ส่วนกระเป๋าล้อลาก เค้ามีที่วางกระเป๋าด้านหน้าตู้โดยสารเป็นชั้นวางไม่ต้องกลัวล้มกลัวหล่นครับ จาก Shin-Osaka   ไป
โตเกียวจองที่นั่งฝั่งซ้ายนะครับ ส่วนขา Tokyo - Osaka ให้จองฝั่งขวา

      ระหว่างทางก็นั่งชมวิวไปเรื่อยๆครับ น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆครับกับวิวที่ดูแปลกตาไปตลอดทางที่รถไฟวิ่งผ่าน ภาพนี้ถ้า
เดาไม่ผิดคงเป็นไร่ชาเขียวครับ

         และสาเหตุที่เราควรจองที่นั่งด้านซ้าย เพราะเมื่อเข้าใกล้โตเกียว หากวันที่อากาศไม่ปิด เรามีโอกาสได้เห็น
ฟูจิซังจากริมหน้าต่าง ช่างสวยงามจริงๆครับ

Hello Tokyo

      แล้วเราก็เดินทางมาถึง Tokyo Shinjuku สักที พอขึ้นมาจากสถานีรถไฟ  ความงงก็เข้ามาครอบงำอีกครั้งครับ แล้ว
เราจะเดินไปทางไหนดี ผมไม่รู้เลยครับว่าจะเริ่มต้นยังไง มองซ้าย มองขวา เจอวตำรวจอยู่หนึ่งคน   ผมก็เลยเดินเข้าไป
ถามว่าผมจะไป Hotel Kent Shinjuku ได้อย่างไร คุณตำรวจทำหน้าแบบไม่เข้าใจที่ผมพูดอย่างแรง เอาหล่ะวา  ภาษา
ประกิตตรูแย่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แล้วคุณตำรวจก็หันไปกวักมือเรียกคุณตำรวจหญิงมาช่วยฟัง พอคุณตำรวจหญิงมาถึง
ก็หยิบแผนที่ขึ้นมากางแล้วชี้ว่าเรายืนอยู่ตรงนี้ ผมก็เลยเอาแผนที่โรงแรมมาเทียบ เอาหล่ะ ผมรู้แล้วว่าต้องไปทางไหน
หันไปดูนั่นไง Prince Hotel ตึกแบนๆสูงๆ เดินเข้าไปในซอยข้างตึกนั้นแหละ

      เราเดินตรงไปทางตึกโรงแรม Prince และเข้าไปในซอยข้างตึกตามแผนที่บอก ไม่ไกลนักก็มาถึงครับ Hotel Kent
Sinjuku โรงแรมที่เราจองไว้ห้องที่นี่แคบมากผมจองไว้ 2 ห้องติดกัน ในห้องมี Free Internet ให้เล่นครับราคาไม่แพง
นักแต่อยู่ในจุดที่เดินทางได้สะดวก ก็โอเคครับ

      เก็บข้าวของเสร็จ ยังพอมีเวลาเที่ยวต่อครับตราบใดที่ฟ้ายังไม่มืด พวกเราจะไปวัด Sensoji หรือที่นักท่องเที่ยวมัก
เรียกว่าวัด Asakusa เหตุเพราะวัดนี้ตั้งอยู่ที่ Asakusa แต่ก่อนจะไปวัด Sensoji เราแวะไปจองตั๋วรถบัสกันก่อน   เพราะ
พรุ่งนี้เราจะเดินทางไป Kawaguchi-go ออกจากโรงแรมเดินกลับไปทางสถานีชินจูกุ เราจะเห็นทางเดินลิดใต้รางรถไฟ
อยู่ทางขวา เดินลอดใต้ทางรถไฟไปเลยครับ จากนั้นเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปจะเจอ Keio Department Store และเห็นทาง
เข้าสถานีรถไฟฟ้าทางเข้าห้าง เดินเลยไปจนสุดตึก ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม เลี้ยวขวาเดินเลาะแนวตึกไปจนสุดแล้วเลี้ยว
ซ้ายเราก็จะเจอสถานีรถบัส Keio ด้านล่างจะมีห้องขายตั๋ว เดินเลยไปครับเลี้ยวซ้ายไปตามมุมตึก จะเจอท่ารถเห็นบันได
ขึ้นชั้น 2 เดินขึ้นไปเลยครับ จะเป็นห้องสำรองตั๋ว จองตั๋วไป Kawaguchi-go รอบ 7 โมงเช้าพรุ่งนี้ครับ

      จองตั๋วเสร็จเราก็เดินกลับไปทางห้าง Keio Department Store จะมีทางลงไปยังสถานีรถไฟครับ    จาก Shinjuku
เรานั่งรถไฟสาย JR Chuo Line ไปลงที่สถานี Kanda เพื่อต่อ Ginza Subway Line ไปสถานี Asakusa ช่วงที่ต่อรถสาย
Subway JR Pass ใช้ไม่ได้ต้องหยอดตู้ซื้อบัตรโดยสารนะครับ หากคุณไม่ได้พักที่ Shinjuku ก็ตรวจสอบการเดินทางได้
จาก //www.hyperdia.com ได้เลยครับ  เพียง 30 นาทีจากที่พักเราก็มาถึงสถานี Asakusa จากสถานีเดินอีกไม่ไกลนักก็
ถึงวัด Sensoji หรือจะลองนั่งรถลากดูสักรอบก่อนเข้าวัดก็ได้ครับ

 วัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple)  

      ตามเอกสารแนะนำการท่องเที่ยวเค้าเล่าว่า มีพี่น้องชาวประมงคู่หนึ่งไปเจอเทวรูป Kannon ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความ
เมตตาในแม่น้ำ Sumida และแม้ว่าทั้งคู่จะนำรูปปั้นนี้กลับทิ้งแม่น้ำอีกสักกี่ครั้ง  ก็จะมีเหตุให้รูปปั้นกลับมาอยู่ในมือของคน
ทั้งสองเสมอ จึงมีการสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นการสักการะบูชาเทพเจ้า Kannon ต่อมาจึงมีการสร้างเป็นวัด เมื่อปี
ค.ศ. 628 และสร้างเสร็จในปี 645

      ระหว่างทางเดินเข้าวัด จากประตูด้านนอกถึงประตูด้านใน มีร้านค้าสองข้างทางตลอดทาง มีสินค้ามากมายทั้งของที่
ระลึกและขนมต่างๆ รวมถึงเสื้อผ้าและของใช้เดินชมกันเพลินจนลืมเวลาเลยครับ

นอกจากร้านค้าสองข้างทางแล้ว ยังมีซากุระกำลังเบ่งบานให้ชมอีกด้วยครับ

มัวเดินดูนู่นดูนี่ กว่าจะเดินมาถึงประตูด้านในก็มืดพอดีครับ โบสถ์ปิดไปซะแล้ว

      เรากลับออกมาหน้าวัดออกมาหาอาหารมื้อเย็นกินก่อนกลับ เจอร้านบะหมี่ก่อนถึงทางลงสถานีรสชาติอร่อยใช้ได้ดีที
เดียวครับ เมื่ออิ่มแล้วก็ได้เวลากลับไปพักผ่อนคืนแรกในโตเกียวกันแล้ว พรุ่งนี้เช้าเราจะเดินทางไป Kawagushi-go เพื่อ
ชมภูเขาไฟฟูจิครับ




Create Date : 08 ตุลาคม 2555
Last Update : 16 กันยายน 2556 10:42:23 น.
Counter : 2456 Pageviews.

2 comment
Yokoso Japan - เปิดบันทึก

บันทึกกันลืมกับการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก

      ครั้งแรกกับประสพการณ์ท่องเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเองแบบไปกันยาวๆของผมก็คือประเทศญี่ปุ่น  ก่อนหน้า
ที่ผมจะไปทริปญี่ปุ่น ก็เที่ยวแค่ 3-4 วัน ประเทศในกลุ่มอาเซียน ไกลสุดก็แค่ฮ่องกง มาเก๊า แต่ผมได้ไปญี่ปุ่นแบบ
ถูกมาก ตั๋วไป-กลับ 10,550 แถมได้ JR Pass ฟรีอีก 7 วัน หลายคนคงสงสัยว่าได้มายังไง ผมจะเล่าให้ฟังครับ
      ย้อนกลับไปปี 2552 ประมาณเดือนสิงหาคม ตอนนั้นมีการจัดงานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลกที่ศูนย์สิริกิต และตาม
ประสาคนชอบเที่ยวผมก็เลยไม่พลาดงานนี้ ในงานมีผู้ประกอบการหลายรายที่มาร่วมเปิดบูทในงานและหนึ่งในนั้นก็
คือ Bangkok Airways โปรโมชั่นในงานมีตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ Flyer Pass ชนิด Freedom ราคา 29,000 บาทต่อ
ชุดใช้เดินทางได้ 4 เที่ยวบิน หรือใช้เดินทาง ไป-กลับ ได้ 2 คน เลือกเดินทางได้ 2 เส้นทางคือ กรุงเทพ - ฮิโรชิมา
และ กรุงเทพ - มัลดีฟ ผมเลยซื้อมา 2 ชุดสำหรับครอบครัว 4 คน ได้ส่วนลดในงาน 20% และยังได้ส่วนลดจากบัตร
เครดิตอีก สรุปแล้วผมจ่ายไปชุดละ 21,100 เท่ากับ ไป-กลับ คนละ 10,550 บาท

      กลับมาถึงบ้านก็ถามคุณผู้หญิงและคุณหนูๆว่า อยากไปไหน มติเป็นเอกฉันท์คือไปญี่ปุ่น แต่ด้วยความดีใจที่ซื้อ
มาในราคาถูกผมเลยไม่ได้ศึกษาเงื่อนไขการใช้  คิดว่าเดินทางเมื่อไหร่ก็ได้ คืนนั้นผมโทรไป Call Center เพื่อระบุ
วันเดินทาง ปรากฏว่าต้องเดินทางในวันที่มีที่นั่งว่างสำหรับตั๋วโปรนี้เท่านั้น บางเที่ยวบินก็เหลือ 2 ที่ บ้าง 3 ที่บ้าง ว่าง
4 ที่ เฉพาะขาไป ขากลับไม่ว่างบ้าง ความฝันในการไปชมซากุระช่วงสงกรานต์ร่วงโรยลงทันที ผมเลยบอกพนักงาน
ว่า เอางี้แล้วกันครับช่วยหาวันว่างให้ผมทีเดินทางไป-กลับ ประมาณ 7 วันไม่รวมวันเดินทาง พนักงานก็หาเที่ยวบินให้
ผมได้ ช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤษภาคม ซึ่งเข้าสู่ฤดูร้อนของญี่ปุ่นและเป็นโลว์ซีซัน

 โชคชะตาหรือฟ้าลิขิต  

      หลังจากได้เที่ยวบิน ผมก็เริ่มศึกษาเส้นทางว่าผมจะไปเที่ยวไหนได้บ้่าง จากฮิโรชิมาอย่างน้อยผมคงนั่งรถไฟ
ชิงกันเซ็นมาเที่ยวโอซากาและเกียวโตได้สัก 2 วัน แต่โตเกียวคงไปไม่ถึง แต่ไม่เป็นไรไว้มีโอกาสค่อยไปโตเกียว
และแล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น บางกอกแอร์เวย์ประกาศยกเลิก 4 เส้นทางการบิน กุ้นหลิน  ซีอาน  โฮจิมินซิตี้
และฮิโรชิมา เส้นทางกรุงเทพ - ฮิโรชิมาให้บริการวันสุดท้าย 26 ตุลาคม 2552 ผู้โดยสารที่ซื้อ Flyer Pass ไว้และ
ยังไม่ได้สำรองที่นั่งมีทางเลือกคือ รับเงินคืนเต็มจำนวน หรือ ใช้บินไปมัลดีฟ ผู้โดยสารที่สำรองที่นั่งไว้แล้ว เลือก
รับเงินคืนทั้งจำนวน เปลี่ยนเส้นทางไปมัลดีฟ หรือ Transfer ไปสายการบินอื่น ยิ่งกว่าถูกหวยอีกครับ เพราะผมได้
ทรานส์เฟอร์ไปการบินไทยโดยไปลงที่ Kansai แทน และบางกอกแอร์ยังใจดีให้ค่า ชิงกันเซ็น 20,000 เยน  ต่อคน
เพื่อนั่งกลับไปฮิโรชิมาแต่ถ้าคุณซื้อ JR Pass คุณสามารถนำมาเบิกได้ 20,000 เยนเช่นกันโดยเสียส่วนต่างเองซึ่ง
ถ้าคุณมี JR Pass ก็สามารถไปที่ไหนก็ได้ในญี่ปุ่นไม่ต้องไปฮิโรชิมาก็ได้

      โชคชั้นแรกคือได้ Transfer ไปการบินไทย โชคชั้นที่ 2 คือได้ค่าชิงกันเซ็น 20,000 เยน  ผมยังมีโชคชั้นที่ 3
อีกคือ ผมสามารถเปลี่ยนวันเดินทางได้ หากที่นั่งการบินไทยยังไม่เต็ม   ความฝันถึงซากุระของผมกลับมาเบ่งบาน
อีกครั้ง และแน่นอนครับผมเปลี่ยนการเดินทางไปช่วงสงกรานต์เดินทางไปคืนวันที่ 8 เมษายนและกลับคืนวันที่ 17
เมษายน ทั้งหมด 9 วัน แผนการท่องเที่ยวผมเปลี่ยนใหม่หมดทันที คราวนี้ผมจะได้ไปโตเกียวและได้เห็นฟูจิซังกับ
ชมซากุระบาน

      JR Rail Pass เป็นบัตรโดยสารรถไฟในเครือ JR ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว รวมถึงรถชิงกันเซ็นสามารถซื้อได้เฉพาะ
นักท่องเที่ยวเท่านั้น  และมีจำหน่ายเฉพาะนอกประเทศญี่ปุ่น การซื้อ JR Pass ต้องแสดง Passpor        กับตัวแทน
จำหน่าย มีแบบ 7 วัน 14 วัน และ 21 วัน ผมซื้อแบบ 7 วันในราคา 28,300 เยน สำหรับผม ภรรยาและลูกชายคนโต
ส่วนลูกคนเล็กซื้อในราคาเด็ก 14,150 เยน รวม 4 คน 99,050 เยน เบิกคืนจาก บางกอกแอร์ได้ 80,000 เยน เราจะ
ได้ Voucher เมื่อไปถึงญี่ปุ่นก็นำ Voucher ไปแสดงที่สำนักงาน JR เค้าจะให้ตั๋วมาแล้วจะนับวันเริ่มเปิดใช้ เวลาขึ้น
รถไฟฟ้าก็เดินเค้าช่องพิเศษแล้วยื่น JR ให้เจ้าหน้าที่ดูจากนั้นก็เดินผ่านเข้าไปได้เลย

      การขอวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นสามารถดูข้อมูลได้ตามลิงค์นี้ครับ 
//www.jeducation.com/THAI/prepare/shortvisa.html แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นได้ยกเว้นวีซ่าให้ผู้มีสัญชาติ
ไทยแล้วครับ เมื่อเตรียมข้อมูลการเดินทางพร้อม VISA พร้อมซื้อ JR Rail Pass แล้ว ก็เตรียมตัวเดินทางกันได้
เลยครับ




Create Date : 05 ตุลาคม 2555
Last Update : 16 กันยายน 2556 10:41:20 น.
Counter : 1635 Pageviews.

1 comment
South New Zealand - Day 13 Akaroa - Goodbye NZ

      ในที่สุดการเดินทางของเราก็มาถึงวันสุดท้าย ใจหนึ่งก็ยังเสียดายทริปที่สุดประทับใจไม่อยากให้จบลง ใจนึ่งก็
ห่วงบ้านห่วงหมาอยากกลับเมืองไทยแล้ว คืนนี้พวกเราก็จะเดินทางกลับเมืองไทย และก่อนที่จะเช็คเอาท์ออกจาก
ที่พักผมก็คว้ากล้องออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศไครสต์เชิร์ช เช้าวันอาทิตย์

 เช้าวันอาทิตย์ที่ไครสต์เชิร์ช 

      ยามเช้าวันอาทิตย์ของไครสต์เชิร์ชเมืองดูเงียบเชียบมากครับถนนแทบไม่มีรถผ่านเลยสักคัน ผิดกับวันธรรมดา
ที่ผู้คนออกมาทำงานกัน

      ผมกลับมากินมื้อเช้าและเก็บข้าวของขึ้นรถ อาหารแห้งที่เตรียมมาและเหลือเราทิ้งไว้ที่นี่ทั้งหมด เพราะไม่อยาก
แบกน้ำหนักกลับบ้าน จุดหมายสุดท้ายของทริปอยู่ห่างจากไครสต์เชิร์ชไป 83 กิโลเมตร กว่าจะถึงเวลาเดินทางกลับ
บ้านก็เที่ยงคืน เราจึงมีเวลาเหลือเต็มวันอีก 1 วัน

 Banks Penninsula 

      ตั้งแต่เริ่มจัดโปรแกรมเที่ยวนิวซีแลนด์ ผมก็สงสัยตั้งแต่ดูแผนที่เกาะใต้ว่า ไอ้ติ่งกลมๆที่ยื่นออกไปในมหาสมุทร
ใกล้ๆกับไครสต์เชิร์ชมันคืออะไร พอเริ่มหาข้อมูลก็รู้ว่าที่นี่มีชื่อว่าเมืองอะคาโรอาและบริเวณนี้คือ Banks Penninsula
จากไครสต์เชิร์ชใช้เส้นทาง Highway 75 สู่ Bank Peninsula

      เมื่อ 25,000 ปีก่อน บริเวณ Banks Peninsula มีสภาพเป็นเกาะแต่เกิดการระเบิดของภูเขาไฟลิตเทิลตัน(Lyttelton
Volcano) และภูเขาไฟอะคาโรอา(Akaroa Volcano) ทำให้สภาพภูมิประเทศบริเวณนี้กลายเป็นคาบสมุทร

      เส้นทางจากไครสต์เชิร์ชจนถึงเมือง Little River ทางราบขับสบายๆ ผ่านทุ่งหญ้ามาเรื่อยๆจนเลียบทะเลสาบเล็ก
คือ Lake Forsyth น้ำในทะเลสาบนี้ข้นคลั่กเลยครับ ผิดกับทะเลสาบอื่นๆที่เราเจอมา พ้นจากทะเลสาบไม่ไกลถึงเมือง
Little River ทางจะเริ่มขึ้นเขาสูงชัน เส้นทางค่อนข้างแคบและโค้งหักศอกตลอดทาง จนผ่านขึ้นสู่ยอดเขาทางจะเริ่ม
ลาดลงและเลาะริมผาไปเรื่อยๆจนถึงเมือง Akaroa

 อะคาโรอา(Akaroa) 

      อะคาโรอา เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และเก่าแก่ที่สุด ในเขตแคนเทอร์เบอรี่  (Cantherbury Region) ถูก
สร้างขึ้นโดยชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาตั้งรกรากเป็นกลุ่มแรกในปี 1840 สิ่งปลูกสร้างและสถาปัตยกรรมต่างๆ จึงมีลักษณะ
เป็นแบบฝรั่งเศสแม้กระทั่งร้านค้าหรือชื่อถนนภายในเมืองยังเป็นภาษาฝรั่งเศส

      อะคาโรอาเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมในการเข้ามาอยู่อาศัยหลังเกษียณ 70 เปอร์เซนต์ของประชากรที่นี่จึงเป็น
ผู้สูงอายุ ด้วยเหตุนี้ราคาที่ดินของเมืองนี้จึงสูงขึ้นเรื่อยๆ

      สิ่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือ ร้านขายเครื่องประดับที่ทำจากหินสี   และเครื่องประดับที่ทำจากเปลือกหอยเป๋าฮื้อ
ร้านขายเครื่องประดับมีอยู่หลายร้านให้เลือกซื้อหา

      อีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือ การล่องเรือชมเพนกวินสีน้ำเงิน(Blue Penguin) ซึ่งเป็นเพนกวินที่ขนาด
เล็กที่สุดในโลกและโลมาเฮกเตอร์ (Hector Dolphin)    นอกนั้นยังมีกิจกรรมว่ายน้ำเล่นกับโลมาในอ่าวอะคาโรอา
(Akaroa Habor) แต่กิจกรรมนี้ผมขอผ่านครับเพราะเพิ่งไปลงเรือดูวาฬเมื่อวาน

      เราเดินเล่นใน Akaroa สักพัก เมืองนี้บรรยากาศดูแตกต่างจากทุกๆเมืองที่ผ่านมาจริงๆครับ บ้านน่ารักๆหรือแม้
กระทั่งโรงภาพยนต์ก็ยังมีขนาดกระทัดรัดน่ารัก

 ลิตเทลตัน(Lyttelton) 

      ขากลับเราไม่ได้ใช้เส้นทางเดิมแต่วนรอบเพนนินซูลาผ่านไปทางลิตเทลตัน(Lyttelton) ก่อนเข้าไครสต์เชิร์ช
ลิตเทลตันเป็นเมืองท่าที่สำคัญของไครสต์เชิร์ช เคยเป็นที่อยู่ของชาวเมารีเมื่อประมาณ 700 ปีก่อน และถูกค้นพบ
โดยชาวยุโรปในปี 1770 เมืองนี้มีกิจกรรมคล้ายกับอะคาโรอา แต่เป็นที่นิยมน้อยกว่า แต่จากจุดที่เราผ่านมานี้เห็น
เมืองลิตเทลตันได้จากด้านบนเท่านั้น   เพราะการเดินทางเข้าไปยังลิตเทิลตัน  ต้องเดินทางจากไครสต์เชิร์ชผ่าน
อุโมงค์ลิตเทลตัน(Lyttelton Tunnel)

 ลาก่อนนิวซีแลนด์ 

      เรากลับมาถึงไครสต์เชิร์ชราวๆ 4 โมงเย็น ยังเหลือเวลาอีกเยอะ เราเลยไปเดินเล่นกันต่อที่   Riccarton Mall
Shopping Mall ที่อยู่บนถนน Riccarton เราเคยมาที่นี่แล้ววันที่เราเดินทางมาถึงไครสต์เชิร์ชวันแรกจากเมืองไทย
แต่เรามาเพื่อซื้อของที่ Pac'n Save ที่อยู่ภาพใน Riccarton Mall  เรามาแวะทานข้าวเย็นก่อนกลับ แต่เพราะเที่ยว
บินออกประมาณเที่ยงคืน เราจึงนั่งเล่นกันที่ศูนย์อาหาร แต่เกือบไม่ได้กิน เพราะพอหกโมงปุ๊บร้านทุกร้านทั้ง Mall
ปิดพร้อมกันหมด แม้กระทั่งร้านในศูนย์อาหาร โชคดีที่ไปซื้อก่อนปิดเพียง 10 นาที   ขณะที่เรานั่งกินข้าวยังไม่อิ่ม
พนักงานก็มาเก็บเก้าอี้ เก็บจานโต๊ะอื่นไปล้าง เราเลยต้องรีบกินรีบออก เพื่อให้พนักงานเก็บกวาด

      เราออกมาจาก Riccarton Mall ตรงไปสนามบิน แล้วไปนั่งรอเวลาที่สนามบิน เที่ยวบินของ AirAsia X หลังจาก
เที่ยวบินที่เราเดินทางนี้ อีกเพียง 3 เที่ยวบิน ทาง AirAsia X ก็ยกเลิกการให้บริการเส้นทางนี้น่าเสียดายอย่างยิ่งครับ
เพราะผมเห็นไฟล์ทนี้ AirAsia ได้นักท่องเที่ยวชาวจีนที่บินมาต่อเครื่องที่มาเลเซียเกือบเต็มลำ

      แล้วเราก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพตอนเที่ยงของวันที่ 23 เมษายน รวม 15 วันแห่งการเดินทาง     ของทริปสุด
ประทับใจ ยังมีสถานที่อีกมากมายในนิวซีแลนด์ที่ผมไม่ได้ไปเยือน แต่เพียงเท่านี้ก็เก็บเกี่ยวความสุขจากการเดินทาง
กลับมาเต็มหัวใจ และความสุขนั้นก็ได้ถ่ายทอดลงสู่ Blog นี้หวังว่าข้อมูลต่างๆจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังจะเดินทาง
ไปเที่ยวนิวซีแลนด์ด้วยตัวเอง หรืออาจเป็นแรงบันดาลใจ  ให้กับคนที่กำลังตัดสินใจที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ
นิวซีแลนด์เป็นตัวเลือกหนึ่งที่เดินทางง่ายและความปลอดภัยสูง  ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาเที่ยวด้วยกันครับ

      ลุงฅิต




Create Date : 17 กันยายน 2555
Last Update : 5 ตุลาคม 2556 20:19:04 น.
Counter : 2438 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]