All Blog
South New Zealand - Day 12 Kaikoura



Kaikoura

      สองวันสุดท้ายของทริป ตอนแรกผมไม่ได้จัด Kaikoura ไว้ในโปรแกรมการเดินทางเลย เพราะผมไม่ได้มีโปรแกรม
ไปเกาะเหนือต่อจึงวางแผนสิ้นสุดแค่วนกลับมาที่ไครสต์เชิร์ช นอน 1 คืนแล้วกลับบ้านแต่พอวางโปรแกรมแล้วมันเหลือ
1 วัน ผมมีตัวเลือก 2 ทางคือ ทางแรกเพิ่มอินเวอร์คาร์กิล(Invercargill) โดยขยับวันจากดะนีดินแวะอินเวอร์คาร์กิลก่อน
แล้วค่อยไป เต อานาว   กับทางเลือกที่ 2 คือจากไครสต์เชิร์ชไปไคคัวรา แล้วค่อยกลับมานอนไครสต์เชิร์ช เมื่อเปรียบ
เทียบดูแล้ ผมว่าไคคัวราน่าสนใจกว่าจึงเลือกทางเลือกที่สอง

      180 กิโลเมตรจากไครสต์เชิร์ชขึ้นไปทางเหนือตามเส้นทาง Highway 1 จะถึงเมืองไคคัวราเมืองชายฝั่งตะวันออก
ติดมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ เราออกจากไครสต์เชิร์ชเจ็ดโมงเช้าพอขับผ่านชานเมืองไครซ์เชิร์ชสองข้างทางจะเป็นร้านขาย
ผลไม้กับพวกไม้ประดับ ที่เค้าเพาะขายกันใน Greenhouse แต่ผมไม่ได้แวะดูครับ พอถึงเมือง Waipara สองข้างทางจะ
เริ่มเป็นไร่องุ่น เมืองแถบนี้เป็นแหล่งผลิตไวน์ครับ

      เส้นทางนี้จะเจอร้านขายไวน์ริมทาง มีโรงงานผลิตไวน์เป็นระยะๆครับ   ผมไม่ได้แวะดูครับเพราะไม่ถนัดเรื่องไวน์
แต่ผมเห็นตามซุปเปอร์มาร์เก็ตก็มีขายเยอะมากครับ ไร่องุ่นจะมีไปเรื่อยๆสลับกับทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะจนถึงเมือง Amberlay
ก็ยังคงเห็นไร่องุ่นอยู่ เมืองแถบนี้ส่วนใหญ่ติดทะเลครับ   มีเส้นทางแยกไปชายทะเลจากทางหลักประมาณ 10 - 20 กม.
แล้วแต่ว่าเมืองไหนอยู่ใกล้ทะเลมากกว่ากัน  แต่ถนนเส้นหลักไม่ได้เลียบชายทะเลครับ

      ขับกันยาวๆจนมาถึงเมือง Cheviot ตรวจสอบน้ำมันดูด้วยนะครับ ถ้าเหลือน้อยให้เติมที่นี่ครับเพราะต่อจากนี้ไปจะ
ไม่มีชุมชนใหญ่แล้วครับ เส้นทางจะผ่านฟาร์มแกะและขึ้นเขาสูงและเข้าป่า จนถึงไคคัวราจึงจะมีปั๊มน้ำมันครับ

      ช่วงที่ขับขึ้นเขาเส้นทางชันพอสมควร ทั้งทางแคบและไม่มีไหล่ทาง พยายามรักษาความเร็วตามป้ายจราจรนะครับ
ช่วงทางโค้งถ้าใช้ความเร็วตามป้ายรับรองว่าไม่หลุดโค้งแน่ครับ   เพราะองศาของถนนกับความเร็วที่เค้ากำหนดสัมพัน
ดีมาก แต่ถ้าใช้ความเร็วเกินมีสิทธิ์ลงเหวได้ครับ พอลงจากเขาก็จะพบกับน้ำทะเลสีครามสดใส

      มาถึงตรงนี้ก็แสดงว่าเราใกล้ถึงไคคัวราแล้วครับ ขับเลียบทะเลไปเรื่อยๆระหว่างทางเจอครอบครัวนี้ครับเห็นไกลๆ
คิดว่าเป็นนกเพนกวิน ที่ไหนได้มาใกล้ๆกลายเป็นนกกาน้ำนิวซีแลนด์ครับ

      และแล้วเราก็เดินทางมาถึงไคคัวรา ลงมาดูชายหาดหินสีดำกันครับ ชายหาดที่นี่เป็นกรวดสีดำแต่เหยียบแล้วนุ่ม
เท้าครับ เพราะก้อนมันเล็กและกลม พอเหยียบลงไปขาเราก็จมลงในกรวดครับ ตอนเดินขึ้นเลยลำบากเล็กน้อย

      สิ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับการมาเยือนไคคัวราอย่างแรกคือ การนั่งเรือออกไปดูวาฬหัวทุย(Sperm Whale) บริษัท
เรือที่ให้บริการพาชมคือ Whalewatch จองตั่วผ่าน Internet ได้ที่ //www.whalewatch.co.nz/  หากจองผ่าน
Internet จะได้ส่วนลด 10% แต่ควรจองใกล้ๆเดินทางครับ เพราะเรือจะออกได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ

      ค่าตั๋วสำหรับผู้ใหญ่ 145 NZD เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี 60 NZD ใช้เวลาบนเรือประมาณ 2 - 2 ชั่วโมงครึ่งแต่สำหรับ
ผู้ที่เมาเรือก็ไม่แนะนำนะครับหรือควรทานยาแก้เมากันไว้ก่อน เรือจะพาเราวนจนเจอวาฬหากออกไปแล้วไม่เจอเค้าจะ
คืนเงินเรา 80 % ครับ แต่ถ้าวาฬตีน้ำตูมเดียวแต่เราดูไม่ทัน ถือว่าเจอแล้วนะครับ

      หลังจากดูวาฬก็ขับรถเลียบชายทะเลไปทางเพนนิลซูลาครับ ไปจนสุดปลายถนนเลยจะมีที่จอดรถพอจอดรถเสร็จ
เราก็เจอเจ้าตัวนี้นอนหลับปุ๋ยห่างออกไปไม่ถึง 10 เมตรครับ แมวน้ำขน(Fur Seal)  ที่นี่มีเยอะมากครับนอนกันตามโขด
หิน แต่ส่วนใหญ่อยู่ไกลๆ มีเจ้าตัวนี้แหละที่มานอนใกล้มากๆ

นอนอาบแดดกันอย่างมีความสุข

       และอีกสิ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อมาถึงไคคัวราก็คือ การกินกุ้งมังกรหรือ Crayfish ของที่นี่ มีทั้งแบบขึ้นเหลาและที่ผม
อยากแนะนำคือร้านริมทางที่อยู่ริมทะเลเป็นเพิงมีโต๊ะนั่ง มีอยู่หลายร้านครับเลืิอกแวะสักร้านหนึ่งครับร้านเหล่านี้อยู่ห่าง
จากจุดที่เราไปดูแมวน้ำไม่ไกลครับ ถ้ามาจากไคคัวราจะถึงก่อน

      ผมก็สั่งไม่เป็นหรอกครับ ก็บอกเค้าว่าเอา Crayfish เค้าก็ถามว่าครึ่งตัวหรือตัวนึง ครึ่งตัว 15 NZD ตัวนึง25 NZD
ลองสั่งมากินก่อนครึ่งตัว เค้าก็ถามว่าจะเอาข้าวหรือขนมปังเราก็ตอบเอาข้าวแล้วก็ได้มาแบบนี้ครับตัวเล็กนิดเดียวจน
ต้องสั่งเพิ่ม แต่ขอบอกว่าอร่อยมากครับ

      เผลอแป๊บเดียวก็หมดวันแล้วครับ เราเลยต้องอำลาไคคัวราเพื่อกลับไครสต์เชิร์ช กลับมาเส้นทางเดิมผ่านเทือก
เขาสูงจนมาถึงเมือง Cheviot แวะเข้าห้องน้ำกันก่อนครับแล้วค่อนยาวไปไครสต์เชิร์ชเลยทีเดียว

      ก่อนตะวันลับขอบฟ้าระหว่างทาง เราเก็บบันทึกบรรยากาศยามเย็นระหว่างทาง เห็นแล้วใจมันหวิวๆยังไงบอกไม่
ถูกครับเพราะใกล้เวลาโบกมืออำลานิวซีแลนด์มาทุกขณะ เรากลับมาถึงไครสต์เชิร์ชก็ค่ำพอดีครับ

      พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายสำหรับทนริปนี้ก่อนกลับบ้าน เราจะไป Akaroa ก่อนตอนเช้าแล้วค่อยไปสนามบินตอนเย็น
ครับ ต้องเที่ยวจนวินาทีสุดท้ายให้คุ้มค่า




Create Date : 14 กันยายน 2555
Last Update : 4 ตุลาคม 2556 14:41:34 น.
Counter : 2140 Pageviews.

2 comment
South New Zealand - Day 11 Tekapo - Christchurch



 อำลา Lake Tekapo  

      ว่ากันว่าเวลาแห่งความสุขมักจะไม่อยู่กับเรานาน เหมือนความสุขจากการได้ขับรถเที่ยวรอบเกาะใต้ของเราผ่านไป
10 วันอย่างรวดเร็ว การเดินทางจองดวงดาวยังคงหมุนอยู่ไม่มีวันหยุด เวลาก็หมุนตามอย่างไม่มีวันหยุดเช่นกัน
      ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นแล้วพร้อมกับความหนาวเย็นมาก จนน้ำค้างแข็งบนผืนหญ้าขาวโพลนไปหมดผมตั้งกล้องไว้ที่ระเบียง
ห้องเพื่อถ่ายภาพทางช้างเผือกที่เห็นได้ชัดเจน แต่ตัวเข้ามาในห้องรับไออุ่นจากฮีตเตอร์ ไม่นานนักแสงแรกก็มาเยือน
ทะเลสาบเทคาโป

      สายหมอกยามเช้าเหนือทะเลสาบเทคาโปกับโบสถ์ Church of The Good Shepherd โบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้น
ในภูมิภาดแม็กเคนซีและเป็นโบสถ์ที่เล็กที่สุดในนิวซีแลนด์ ปัจจุบันยังคงใช้งานอยู่ สร้างขึ้นเมื่อ16 มกราคม 1935
ดยุคแห่งกลอสเตอร์ (H.R.H. Duke of Gloucester) ได้ทรงมาประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างโบสถ์นี้เป็นวันแรก เพื่อ
เชิดชูเกียรติยศแห่งพระเจ้า และเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ผู้บุกเบิกดินแดนแมคเคนซี(Mackenzie Country) บริเวณนี้ โดย
ออกแบบสร้างเป็นโบสถ์หินเรียงแบบโกธิค ด้วยแรงบันดาลใจจากรูปวาดเล็กๆรูปหนึ่งของศิลปินท้องถิ่น จนงานสร้าง
ได้เสร็จสิ้นภายในปีเดียวกันนั้นเอง

      ผมออกมาเดินเก็บภาพบรรยากาศยามเช้าของทะเลสาบเทคาโป ท่ามกลางความหนาวที่ดูจะหนาวจัดกว่าทุกวันที่
ผ่านมา ผู้คนเริ่มทะยอยกันออกมาจากที่พักมากมายขึ้นเพื่อมาขมบรรยากาศยามเช้า

      หลังจากแสงแดดสาดส่องแรงขึ้นเรากลับมากินอาหารเช้ากันที่ห้องพัก พร้อมกับนั่งชมวิวหลบความหนาวกันอยู่ใน
ห้องก่อนที่จะเก็บข้าวของขึ้นรถ บรรยากาศสวยๆยามเช้าที่นี่สุดยอดจริงๆครับ



      อีกภาพจากห้องพักครับ โบสถ์ Church of The Good Shepherd ระยะไกล เห็นรถมากมายทะยอยกันเข้ามาเที่ยว
ชม ภาพของโบสถ์แห่งนี้นับเป็นสถานที่หนึ่งที่มีคนบันทึกภาพมากที่สุดอันดับต้นๆของนิวซีแลนด์ก็ว่าได้

      ก่อนกลับเราลงไปเดินเล่นริมทะเลสาบเทคาโปกันอีกครั้งน้ำในทะเลสาบเทคาโปมีสีเทอร์ควอยซ์ เกิดจากการ
ละลายของน้ำแข็งบนเทือกเขา South Alps ได้กัดกร่อนชั้นหินซึ่งมีแร่ธาตูไหลลงสู่ทะเลสาบเมื่อแสงอาทิตย์ส่องทำ
ให้สารละลายเหล่านี้สะท้อนแสงเกิดเป็นสีของน้ำ ผมว่าบ้านเราก็มีที่สระมรกตจังหวัดกระบี่ครับและอีกที่ก็คือน้ำตก
เอราวัณชั้นบนสุด น้ำเป็นสีเทอร์ควอยซ์เหมือนกันครับ

      และก่อนอำลาจากเทคาโป เราแวะไปที่อนุสาวรีย์สุนัขเลี้ยงแกะ (The famous Collie dog statue) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ
กับโบสถ์ Church of The Good Shepherd อนุสรณ์นี้ตั้งขึ้นโดยกลุ่มผู้ประกอบกิจการในท้องถิ่นแม็คเคนซีกับประชาชน
ในย่านนี้ ที่ซาบซึ้งในคุณค่าของ สุนัขเลี้ยงแกะพันธุ์คอลลี (Collie) ซึ่งถ้าปราศจากเจ้าคอลลี่ทั้งหลายนั้นแล้วการบุกเบิก
หุบเขาในดินแดนแถบนี้คงเป็นไปไม่ได้เลย
      อนุสาวรีย์สุนัขคอลลีนี้เปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 1968 โดยส่วนบนสุดนั้นเป็นรูปหล่อของสุนัขคอลลีซึ่งออก
แบบปั้นโดยภริยาของชาวไร่ผู้หนึ่งในเขตแม็คเคนซีนี้เอง แล้วส่งงานปั้นนั้นไปขึ้นรูปหล่อด้วยทองเหลืองที่ประเทศอังกฤษ
อีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะนำกลับมาตั้งไว้เป็นสิ่งเตือนใจคนที่นี่

      ก่อนโบกมือลาจากเทคาโบ ขอเก็บภาพสุดท้ายเป็นที่ระลึกครับ และหวังว่าคงมีโอกาสได้กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง

      จากทะเลสาบเทคาโปสู่ไครสต์เชิร์ช ระยะทาง 225 กิโลเมตรสุดท้ายที่เราจะวนครบรอบ ถ้านับดูสิบวันที่ผ่านมา
เราเดินทางไปทั้งหมด 2,260 กิโลเมตรแล้วครับ วันสุดท้ายผมจะรวมระยะทางทั้งหมดของทริปอีกครั้งแต่คิดว่าคงเกิน
2,500 กิโลเมตรแน่ครับ

 แวะ Geraldine  

      ออกจาก Tekapo ได้ไม่นานสมาชิกในรถกฌคอพับคออ่อนกันไปหมด ผมก็เลยขับเพลินๆคนเดียวตามเส้่นทาง
Highway 8 Fairlie - Tekapo road เป็นเส้นทางภูเขาสลับทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะพอผ่านเมือง Fairlie ก็เปลี่ยนไปใช้
Highway 79 มุ่งสู่เมือง Geraldine
      เราแวะพักกันที่ Geraldine เข้าห้องน้ำและเติมน้ำมัน จุดแวะเข้าห้องน้ำสาธารณะของที่นี่อยู่ตรงข้ามกับโบสถ์
St Andrew Church โบสถ์สวยอีกแห่งที่ตั้งอยู่กลางเมือง

อีกครั้งกับ Christchurch

      แล้วเราก็มาถึง ไครสต์เชิร์ชตอนบ่ายแก่ๆ เราก็ตรงเข้าที่พักเลย สองคืนสุดท้ายนี้ผมจองที่พักไว้ที่ Abbrey motor
lodge ไม่ไกลจากที่พักในคืนแรกที่เรามาพักนัก แต่ผมชอบที่นี่มากกว่าเพราะห้องพักกว้างขวางกว่าครับและอีกอย่างผม
ว่ามันสงบกว่าที่เดิมเยอะเลย เพราะที่พักวันแรกอยู่ใกล้ๆกับตึกที่เค้ากำลังรื้อเพราะถล่มเนื่องจากแผ่นดินไหว

      นั่งพักผ่อนกันสักพัก เราก็เดินสำรวจรอบๆที่พักกันครับ พื้นที่ถัดจากที่เราพักไปเพียงไม่กี่ Block จะเป็นพี้นที่ Red
Zone จากแผ่นดินไหว ห้ามพักอาศัย แถบนั้นเลยกลายเป็นเมืองร้างครับ

แต่บนหายนะ ก็ยังมีบางมุมที่ยังคงสวยงามอยู่

      เราจบทริปของวันนี้ที่ Countdown Supermarket สำหรับอาหารมื้อเย็นที่ซื้อกลับมาทำกินกันเอง และที่น่าเจ็บใจ
คือมาเจอช็อคโกแลต Cadbury ที่นี่ถูกกว่าที่โรงงาน Dunedin อุตส่าห์ตะลอดแบกมาตั้งหลายวัน รู้อย่างนี้คงกลับมา
ซื้อที่นี่ครับ

พรุ่งนี้เราจะขับรถไป Kaikoura แล้วกลับมานอนที่ Christchurch




Create Date : 11 กันยายน 2555
Last Update : 2 ตุลาคม 2556 8:12:42 น.
Counter : 2112 Pageviews.

2 comment
South New Zealand - Day 10 Queenstown - Mt.Cook - Lake Tekapo

      วันสุดท้ายของควีนส์ทาวน์ เป็นเช้าอีกวันที่อากาศสดใสไร้ฝน แสงแดดยามเช้าทำให้บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงของ
ควีนส์ทาวน์ดูสวยงามอย่างมาก    พวกเรากินอาหารเช้าเสร็จก็เก็บของขึ้เนรถเพื่อกล่าวคำอำลาควีนส์ทาวน์

      จุดหมายของวันนี้เราจะไปที่ อุทยานแห่งชาติเมาท์คุก(Mount Cook National Park) เพื่อไปดูยอดเขาที่สูงที่สุด
ของเกาะใต้ที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี ระยะทางจากควีนส์ทาวน์ถึงเมาท์คุกประมาณ 260 กิโลเมตร

      เส้นทางจากควีนส์ทาวน์สู่เมาท์คุกเป็นเส้นทางเดียวกับที่เราไปแอร์โรว์ทาวน์เมื่อวาน แต่เมื่อถึงแยกแอร์โรทาวน์
(Arrowtown) ก็ตรงไปเลยไม่ต้องเลี้ยวครับมุ่งหน้าสู่ครอมเวล(Cromwell) เมืองที่เราเคยผ่านแล้วในการเดินทางวันที่
5 จาก Wanaka ไป Dunedin เมื่อเลยจากแยก Arrowtown ไม่นานนักจะพบกับไร่องุ่นริมทางครับใครชอบไวน์จะแวะ
Winery แถวนี้ลองชิมหรือเลือกซื้อหากันได้ครับแต่อย่าชิมเยอะเพราะต้องขับรถอีกไกลครับ

      ระยะทาง 60 กิโลเมตรจากควีนส์ทาวน์ถึงครอมเวล เมื่อใกล้ถึงครอมเวล ก็จะเริ่มเห็นสวนผลไม้ตลอดข้างทางทั้ง
สวนเชอร์รี่ที่กำลังผลัดใบ สวนกีวีที่ยังไม่มีลูกในฤดูนี้ และที่กำลังออกลูกเต็มต้นช่วงเวลานี้ก็คือแอปเปิล ทั้งเแดงและ
แอปเปิลเขียวก็มีลูกเต็มต้นเช่นกัน  เลือกซื้อหาได้ตามเพิงหน้าสวนครับ เพราะจะถูกกว่าซื้อในเมือง

      เมื่อถึงครอมเวลเราก็จะผ่านผลไม้ยักษ์อีกครั้ง แล้วก็ข้ามสะพานถึงทางแยกที่เราผ่านมาแล้วครั้งหนึ่ง คราวก่อน
เราเลี้ยวขวาเพื่อไปดะนีดินคราวนี้เลี้ยวซ้ายไปทางไครซ์เชิร์ชครับเส้นทางจะเลียบขนาน Lake Dunstan แต่อยู่คนละ
ฝั่งกับเส้นทางที่มาจากวานากา

 Lindis Pass  

       พอพ้นจากเขตทะเลสาบดันส์ตันก็ผ่านเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง ผ่านทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะแล้วภูมิประเทศก็ค่อยๆเปลี่ยน
ไปครับ เราขับผ่านช่องเขาลินดิส(Lindis Pass) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตแมกเคนซี(Mackenzie Country) กับ
ตอนกลางของเขตโอทาโก(Central Otago) ภูมิประเทศแถบนี้อาจคุ้นตาเพราะเป็นฉากในหนัง The Loard of The
Ring ในฉากของเขามิสตีที่ล้อมรอบเมืองเรเวนเคลล์ที่อยู่ของชาวเอลฟ์

 Omarama 

      ขับผ่านช่องเขาลินดิสได้ไม่นานนักเราก็มาถึงเมืองเล็กๆที่ชื่อ Omarama ซึ่งเป็นจุดแยกของเส้นทาง Highway 8
ที่มุ่งหน้าสู่ไครส์เชิร์ช กับ Highway 83 ที่ไปสู่ฝั่งเมืองชายฝั่งตะวันออกอย่าง Oamaru และ Dunedin เราแวะเติมน้ำมัน
และเข้าห้องน้ำกันที่นี่ เพราะผ่านช่องเขาลินดิสมาที่นี่คือชุมชนแรกที่เราเจอ

       เลยจาก Omarama อีกไม่ไกลก็ถึงเมือง Twizel เมืองที่เล็กกว่า Omarama เยอะเลยครับ ตอนแรกผมวางแผนว่า
ไปเที่ยวที่ Mt. Cook แล้วกลับออกมาพักที่ Twizel แต่ก่อนเดินทางผมเปลี่ยนแผนไปพักที่ Lake Tekapo แทนนับเป็น
ความคิดที่ถูกต้องที่เปลี่ยนแผนครับ ก่อนเข้าเมืองทไวเซิลมีฟาร์มปลาแซลมอนอยู่ข้างทาง หากสนใจแวะชิมแวะชมกัน
ได้ครับ

      เลยฟาร์มปลาแซลมอนไปเล็กน้อยจะผ่านเข้าเมือง Twizel แล้วจะเจอทางแยกซ้ายมือเข้าสู่ Mt. Cook หากตรง
ไปจะกลับสู่ไครสต์เชิร์ชครับ เราก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปกันเลยครับถนนจะเลียบ Lake Pukaki ไปเรื่อยๆจนในที่สุดเราก็เห็น
ยอดเมาท์คุกตั้งตระหงานอยู่ตรงหน้า สวยสมคำร่ำลือจริงๆครับ


  Aoraki Mount Cook National Park  

      เมาท์คุก(Mt. Cook) เป็นยอดเขาที่สูงอันดับที่ 37 ของโลกตั้งชื่อตามกัปตันเจมส์ คุก นักเดินเรือชาวอังกฤษผู้ค้น
พบทวีปออสเตรเลียและเกาะนิวซีแลนด์ โดยพลเรือเอก จอห์น สโตก ในปี 1846 ชาวเมารีได้ตั้งชื่อภูเขาลูกนี้เอาไว้ว่า
เอารังกิ(Aoraki) ซึ่งแปลว่า เขาสูงเสียดเมฆ มีความสูง 3,754 เมตร  ซึึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในนิวซีแลนด์

      Aoraki คือชื่อเด็กหนุ่มชาวเมารีที่พายเรือแคนูชื่อ เทวากา(Te Waka)  เรือได้ชนโขดหินและเอียงไปข้างหนึ่ง
อาโอรากิและพี่ชายได้ปีนไปนั่งอีกฝากหนึ่งของเรือที่ยังไม่จม แต่กระแสลมทะเลใต้อันเหน็บหนาวก็ได้พัดพวกเขาจน
แข็งกลายเป็นหินและกลายเป็นเทือกเขา South Alps
      เมื่อใกล้ถึงจุดหมายปลายทางเราจะเห็นยอด Mt. Sefton ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ปลายทางของเราคือ Aoraki
Mt. Cook Village จากภาพคือหลังคาสีขาวที่เห็นด้านล่างซ้ายของภาพ

กินข้าวกลางวันที่ Aoraki Mt. Cook Visitor Center

      เรามาถึง Aoraki Mt.cook Visitor Center ซึ่งตั้งอยู่ใน Aoraki Mt. Cook Village ที่มีจะเป็นที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ
ของ Aoraki Mt.Cook National Park ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ที่พัก ทัวร์ต่างๆ เช่นปีนเขา ล่องเรือในทะเลสาบ Tasman
ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ชม Glacire เราอาศัยโต๊ะนั่งหน้าศูนย์เป็นโต๊ะอาหารกลางวันของวันนี้ที่เราทำเตรียมมา ท่ามกลางความ
หนาวเย็นและเป็ด 2 ตัวที่มากินข้าวกับเราด้วย

      ที่บริเวณ Aoraki Mt. Cook Village มีโรงแรมขนาดใหญ่ชื่อ The Hermitage Hotel ราคาที่พักพอประมาณแต่มัก
จะเต็มครับ หากคิด Walk-in เข้ามามักจะไม่มีสิทธิ์ได้พักครับเพราะที่พักในอุทยานแห่งชาติเมาท์คุกค่อนข้างจะมีจำกัด
ครับ

แต่ทำเลที่ตั้งเค้าดีมากครับ เพราะมองเห็นยอดเมาท์คุกได้แบบชัดเจนครับ

      หลังอาหารเราก็มาเดินย่อยอาหารกันสักหน่อยครับ บนเส้นทางฮุกเกอร์วัลเลย์ (Hooker Valley Track)โดยจะเริ่ม
ต้นจากปลายถนน Hooker Valley Road ซึ่งเป็นถนนแยกจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวใช้เวลาขับรถเข้าไปประมาณ 10
นาที จะมีที่จอดรถแล้วก็เริ่มต้นเดินครับ เส้นทาง Tracking นี้จะไปสุดที่ธารน้ำแข็งฮุกเกอร์(Hooker Glacier) ใช้เวลา
เดินไป-กลับประมาณ 5 ชั่วโมงแล้วมีหรือที่เราจะไป เอาแค่เดินไปให้รู้ว่าได้มาเยือนก็พอแล้วครับ

      ก่อนกลับเราเลี้ยวรถเข้าไปถนนที่เข้าสู่สนามบินเมาท์คุกจากถนนเส้นนี้เราจะเห็นทุ่งหญ้า ยอดเมาท์คุกและธารน้ำ
แข็งทาสมันอย่างชัดเจน

      ปลายทางในวันนี้ของเราคือ Lake Tekapo เราจึงย้อนกลับสู่เส้นทางเดิม เพื่อมุ่งหน้าต่อไปให้ถึงระยะทางจาก
อุทยานแห่งชาติเอารังกิเมาท์คุกถึงทะเลสาบเตคาโป ระยะทางประมาณ 104 กิโลเมตร  ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ
ก็น่าจะถึง

 Lake Pukaki 

      ขากลับออกมาผมแวะจุดชมวิวริมทะเลสาบพูกากิ (Lake Pukaki) อีกครั้งเพราะตอนขาเข้าไปผมมัวแต่ตื่นเต้นกับ
ภาพยอดเขาเมาท์คุกจนลืมเก็บภาพทะเลสาบพูกากิเอาไว้ มีรถทัวร์หลายคันจอดแวะที่นี่แระกำลังจะเข้าไปในอุทยาน
เมาท์คุก ผมคิดว่าเค้าคงนอนในเมาท์คุกแน่เพราะตอนนี้บ่ายแก่ๆแล้วถ้ากลับออกมาตอนมืดค่ำน่าจะลำบากมากกว่าจะ
ถึงที่พักที่ใกล้สุดก็คือเมือง Twizel

เข้าที่พัก Lake Tekapo Scenic Resort

      เพียงชั่วโมงกว่าๆเราก็มาถึง Lake Tekapo ทะเลสาบยอดนิยมสำหรับผู้ที่เดินทางระหว่างไครสต์เชิร์ชกับ
ควีนส์ทาว คืนนี้เราพักกันที่ Lake Tekapo Scenic Resort รีสอร์ทวิวสวย ห้องพักเป็นแบบ 2 ห้องนอน  มีครัว
โต๊ะกินข้าว และห้องน้ำมีอ่างจากุชชี

      ที่พักวันนี้วิวดีมากครับ จากห้องพักเราเห็นวิวโล่งๆและทะเลสาบเตคาโปได้อย่างชัดเจน บรรยากาศยามเย็นแสง
สวยๆอากาศเย็นๆขอนั่งพักเหยียดยาวอยู่ในห้องมองบรรยากาศแบบนี้ก่อนครับ

      สิ่งหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ของการมาพักที่ทะเลสาบเตคาโบ คือการได้ออกมาดูดาวยามค่ำคืน เนื่องจากที่นี่เป็นเมือง
เล็กๆและมีบรรยากาศที่โล่งกว้างของทะเลสาบ จึงไม่มีแสงไฟมารบกวน คุณสามารถมองเห็นดวงดาวมากมายของท้อง
ฟ้าซีกโลกใต้ หรือแม้กระทั่งทางช้างเผือกในคืนที่ฟ้าไร้เมฆ  สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการเป็นที่มีชื่อเสียงในเรื่องการดู
ดาวคือ มีหอดูดาวอยู่บนภูเขา Mount John และคุณสามารถซื้อทัวร์ดูดาวผ่านกล้องดูดาวได้ที่นี่

      พรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับสู่ไครสต์เชิร์ชแล้วครับ หลังจากวนรอบเกาะมาด้วยกัน 10 วันเต็มเหลือเพียง 3 วันสุดท้าย
ของการเดินทางข้ามซีกโลกของเรา




Create Date : 08 กันยายน 2555
Last Update : 1 ตุลาคม 2556 8:37:54 น.
Counter : 4065 Pageviews.

2 comment
South New Zealand - Day 9 Queenstown - Arrowtown - Glenorchy

Good Morning Arrowtown

      เช้าวันนี้เราเดินทางจากควีนส์ทาวไปยังแอร์โรว์ทาวน์เมืองที่อยู่ห่างจากควีนส์ทาวน์ประมาณ 20 กิโลเมตร เมืองเล็กๆ
เมืองนี้ในอดีตเคยรุ่งเรืองในยุคตื่นทอง แม้ในปัจจุบันคุณยังอาจเห็นชาวเมืองมาร่อนทอง ในแม่น้ำแอร์โรว์(Arrow River)
แอร์โรว์ทาวน์เป็นอีกเมืองหนึ่งที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะถ้าคุณมากับทัวร์ที่นี่จะเป็นจุดแวะที่หนึ่ง  

      เรามาถึงแต่เช้านักท่องเที่ยวยังไม่เยอะมากนักหากมาสายอาจมีปัญหาเรื่องที่จอดรถที่มีจำกัดเมื่อเทียบกับปริมาณนัก
ท่องเที่ยว ถนนบักกิ้งแฮม(Buckingham Street)คือถนนสายหลักที่นักท่องเที่ยวมาเดินชมบรรยากาศและซื้อหาสินค้าตาม
ร้านค้าต่างๆ  มีร้านขายหยก เสื้อผ้า ขนแกะ  และของที่ระลึกต่างๆ แต่ร้านที่ดูจะเป็นที่นิยมมากคือร้าน The remarkables
sweet shop เป็นร้านขายขนมเยลลี่และลูกกวาดนาๆชนิด



      พวกเรามาเดินบนบักกิ้งแฮม สตรีทแล้วเหมือนเราเดินอยู่ในถนนคนเดินที่ปาย เพราะถนนทั้งเส้น ร้านทุกร้าน แทบจะมี
แต่คนไทยเลยครับ เป็นที่ๆอบอุ่นที่สุดในทริปเลยก็ว่าได้  และเราก็เจอครอบครัวคนไทยที่เราพบกันที่ปั๊มน้ำมันในวันแรกที่
Greymount อีกครั้งที่นี่ด้วย ที่แอร์โรว์ทาวน์เป็นเมืองที่ได้รับความนิยมในการมาชมใบไม้เปลี่ยนสี และมีการจัดเทศกาลใบ
ไม้ร่วงประมาณปลายเดือนเมษายนของทุกปี เนื่องจากชาวยุโรปได้นำพันธุ์ไม้เข้ามาปลูกเป็นจำนวนมาก  ซึ่งต้นไม้ท้องถิ่น
เดิมของนิวซีแลนด์เป็นไม้ประเภทไม่ผลัดใบ

       ด้านล่างชองลานจอดรถหากเดินลงไปตามทางเดินจะพบกับลำธารน้ำใส หากเดินข้ามลำธารและข้ามเนินไปด้านหลัง
เนินคือแม่น้ำแอร์โรว์ (Arrow River) ผมพยายามหาทางข้ามไปจนพบเส้นทางอยู่อีกด้านของลานจอดรถมีสะพานไม้เล็กๆ
ข้ามลำธารจากนั้นจะเจอถนนเดินไปสู่แม่น้ำแอร์โรว์ แม่น้ำสายนี้เป็นฉากหนึ่งในภาพยนต์เรื่อง The Loard of The Ring

      และที่แม่น้ำสายนี้เองที่เราพบครอบครัวชาวนิวซีแลนด์ครอบครัวหนึ่ง กำลังร่อนทองอยู่ในแม่น้ำ ผมไม่รู้ว่าเค้าได้
ทองกลับไปบ้างหรือไม่ แต่นับถือในความพยายามจริงๆ เพราะน้ำเย็นจัดมากครับ


Shotover Jet

       เราออกจาก Arrowtown เพื่อกลับมายัง Queenstown จุดหมายต่อไปของเราคือ Shotover River เมื่อเช้าตอน
เราขามาเราใช้เส้นทางถนน Gibbston High way ซึ่งเป็นเส้นทางหลักมายัง Airrowtown แต่ตอนนี้เราจะเปลี่ยนไปใช้
เส้นทาง Malaghans Road ซึ่งเป็นเส้นทางที่กลับไปยัง Queenstown ได้เช่นกันเพียง 15 กิโลเมตรจากแอร์โรว์ทาวน์
หรือ 5 กิโลเมตรจาก ควีนส์ทาวน์ก็มาถึงแล้วครับ Shotover River

      และจุดนี้นี่เองที่เป็นที่ตั้งของท่าเรือ Shotover Jet เรือเร็วที่ถูกออกแบบโดย บิล ฮามิลตั้น (Bill Hamilton) วิศวกร
และชาวสวนท้องถิ่น เขาได้ออกแบบเรือเจ็ทซึ่งสามารถขับเคลื่อนไปได้แม้ในแม่น้ำที่ตื้น  โดยอาศัยหลักการของน้ำที่
ใช้เครื่องยนต์พ่นออกมาอย่างรวดเร็ว (Water - jet) ในปี 1950     ซึ่งต่อมาภายหลังงานประดิษฐ์ของเขาประสบความ
สำเร็จเป็นอย่างสูงและได้รับความแพร่หลายไปทั่วโลก     จนในที่สุดเขาได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็น “เซอร์ วิลเลี่ยม
ฮามิลตั้น(Sir William Hamilton)”สำหรับผลงานการประดิษฐ์อันทรงคุณค่า

      Shotover Jet เป็นต้นตำรับของบริษัทที่ให้บริการเรือ Jet ของนิวซีแลนด์ สำหรับผู้ที่รักความตื่นเต้น   คนขับเรือจะ
พาคุณล่องไปตามลำน้ำ Jetover River ลัดเลาะไปตาม Jetover Canyon   ซึ่งมีหน้าผาหินและก้อนหินขนาดใหญ่กลาง
ลำน้ำโดยพุ่งเข้าไปใกล้หน้าผาแล้วหักหลบในระยะกระชั้นชิดในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งกับความสนุกและความตื่นเต้นตลอด
เวลาและแถมด้วยการหมุน 360 องศา ก่อนลงเรือต้องฝากของไว้ที่ท่าเรือ พร้อมใส่เสื้อกันฝนและเสื้อชูชีพที่เค้าเตรียม
ไว้ให้ ราคาค่าบริการ 129 NZD สำหรับผู้ใหญ่และ 69 NZD สำหรับเด็กไม่เกิน 15 ปี ราคาตั๋วแบบครอบครัว 250 NZD


  เปลี่ยนแผน  

      ตอนแรกผมวางแผนไว้ว่าจาก Shotover Jet เราจะเดินทางต่อไปยัง Kawarau Bridge เพื่อไปดูเค้าโดด Bungy
แต่ผมได้หยิบแผ่นพับแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวจากสำนักงานของ Shotover Jet มาดู   ทำให้ผมเปลี่ยนแผนในทันที
เพราะรูปภาพเมืองเมืองหนึ่งจากแผ่นพับดูสวยงามน่าไปเยือนจริงๆ ห่างจาก Queenstown ไปเพียง 46 กิโลเมตรนั่น
คือ เกลนอร์ชี(Glenorchy)

Glenorchy

ตามที่ผมเคยเล่าคร่าวๆไปแล้วว่ามีเมือง 3 เมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบวาคาติปู (Lake Wakatipu)   เมืองแรกที่เรา
ผ่านในการเดินทางในวันที่ 7    จากมิลฟอร์ดซาวด์(Milford Sound)   มายังควีนส์ทาวน์(Queenstown)   คือคิงส์ตัน
(Kingston) เมืองที่อยู่ปลายสุดของทะเลสาบวาคาติปู ควีนส์ทาวน์คือเมืองที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางของทะเลสาบ และ
เมืองสุดท้ายที่เรากำลังจะไปเยือนคือ เกลนนอร์ชี(Glenorchy) เมืองที่ตั้งอยู่ตอนบนสุดของทะเลสาบวาคาติปู

      จาก Shotover River ผ่านเข้าเมืองควีนส์ทาวน์แล้วขับรถเลียบทะเลสาบไปเรื่อยๆ เส้นทางนี้แม้จะเป็นเส้นทาง
ที่แคบและลัดเลาะไหล่เขาไปตลอดทาง แต่ก็มีรถใช้ค่อนข้างน้อย ตลอดทางมีวิวสวยๆของทะเลสาบวาคาติปู   ให้
ได้ชมมีบางจุดที่วิวสวยงามราวกับภาพวาด

      เพียงไม่นานเราก็มาถึง Glenorchy เมืองเล็กๆต้นทางของทะเลสาบวาคาติปู   และตั้งอยู่ในรอยต่อระหว่าง
อุทยานแห่งชาติเมาท์แอสไพริ่งและอุทยานแห่งชาติฟยอร์ดแลนด์ เป็นจุดที่น้ำจากเทือกเขาไหลลงสู่ทะเลสาบ
จึงทำให้มีวิวทิวทัศน์สวยงามดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือน

      กิจกรรมที่ได้รับความนิยมของที่นี่คือกีฬาทางน้ำ ตกปลา ขี่ม้าและปีนเขานอกจากนั้นในฤดูหนาวยังเป็นสถานที่
ที่ได้รับความนิยมในการมาเล่นสกีอีกด้วย นอกจากนั้นยังเป็นฉากในภาพยนต์หลายๆเรื่อง เช่น  The Loard of The
Ring, X-Men Origins: Wolverine และ The Chronicles of Narnia: Prince Caspian เป็นต้น

      น้ำในทะเลสาบที่นี่ใสราวกระจก ใสจนมองเห็นพื้อนด้านล่างแม้ว่าความลึกของทะเลสาบจะลึกไม่ใช่น้อยก็ตาม
ในจุดที่ผมถ่ายรูปนี้เค้าทำสะพานยื่นออกไปในทะเลสาบ มีครอบครัวชาวอินเดียครอบครัวหนึ่งสามีทำกล้องหลุดมือ
ตกลงไปในน้ำ ด้วยความใสของน้ำมองลงไปเห็นกล้องที่นอนแน่นิ่งอยู่ก้นทะเลสาบ  แต่ด้วยความลึกและความเย็น
ไม่มีใครกล้าดำลงไปเก็บ

      ห้าโมงกว่าแล้วเราจึงบอกลา Glenorchy เพื่อกลับไปยัง Queenstown ก่อนที่จะค่ำ  ระหว่างทางเราก็แวะเก็บ
ภาพความสวยงามและความประทับใจของเส้นทางสายนี้ไปด้วย

      เรากลับมาถึงควีนส์ทาวน์กับแสงสุดท้ายของวันพอดี แสงยามเย็นกับ The Remarkables  สวยงามมากครับ
เป็นการบอกลาควีนส์ทาวน์ก่อนที่พรุ่งนี้เราจะเดินทางกันต่อ หวังว่าคงจะได้กลับมาเยือนที่นี่อีก

      ก่อนกลับที่พักก็ต้อง Shopping สั่งลากันอีกสักรอบครับ ผมขอบอกว่าใครจะซื้ออะไรให้ซื้อจากที่นี่นะครับเพราะ
เพราะราคาที่นี่ถูกกว่าเมืองอื่นและมีให้เลือกมากมายโดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวครับ

โปรแกรมสำหรับวันพรุ่งนี้

  • ออกจาควีนส์ทาวน์ผ่านครอมเวลสู่อุทยานแห่งชาติเมาท์คุก
  • จากเมาท์คุกไป Lake Tekapo พักที่นี่




Create Date : 04 กันยายน 2555
Last Update : 30 กันยายน 2556 8:58:55 น.
Counter : 2213 Pageviews.

6 comment
South New Zealand - Day 8 Queenstown

      วันที่ 8 ของการเดินทาง อากาศเย็นยามเช้ากับบรรยากาศทะเลสาบ Wakatipu หน้าห้องพัก    ทำให้ผมอยาก
นั่งละเลียดกาแฟอยู่ตรงนั้นจนไม่อยากลุกไปไหน วันนี้เป็นวันสบายกว่าทุกวันที่ผ่านมาเพราะไม่ต้องขับรถข้ามเมือง
กิจกรรมวันนี้เราจะอยู่แต่ใน Queenstown

Queenstown

      ควีนส์ทาวน์ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบวาคาติปู(Watakipu) มีเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ชื่อ รีมาร์คเคเบิล (The
Remarkables) มีธรรมชาติที่สวยงามทั้ง ป่าไม้ สายน้ำ จึงทำให้ควีนส์ทาวน์มีกิจกรรมความสนุกมากมายเช่น  บันจี้
จั๊ม ล่องเรือเจ็ทไปตามลำน้ำ เดินป่า และเล่นสกีในฤดูหนาว

Kiwi Birdlife Park

      เราเริ่มต้นวันกันที่ Kiwi Birdlife Park สวนนกของเมือง Queenstown เป็นศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์นกกีวี
นอกจากนั้นยังมีนกอื่นๆของนิวซีแลนด์ให้ชมรวมถึงเจ้า Kea มีการโชว์ให้อาหารนกกีวีและการแสดงชองนกต่างๆแต่
แต่อย่าคาดหวังกับโชว์มากนะครับ เพราะผมว่าที่ซาฟารีเวิล์ดบ้านเราสนุกกว่า ราคาค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 38 NZD  เด็ก
19 NZD ตั๋วแบบครอบครัว 76 NZD ครับ



   นกกีวีถูกค้นพบเมื่อปี1813 เป็นนกไม่มีปีกที่มีขนาดเล็กที่สุดในตระกูล “ราไทท์” (ratite family) ได้แก่ นกกระจอก
เทศอัฟริกา นกอีมูออสเตรเลีย นกกระจอกเทศอเมริกาใต้ (South American rhea) นกคัสโซวารี่แห่งเกาะนิวกีนี และ
ควีนสแลนด์ (the cassowary of New Guinea and Queensland) และนกเมาของนิวซีแลนด์ (New Zealand moa)
ที่สูญพันธุ์แล้ว นกกีวีชอบอาศัยอยู่ตามป่าชื้นหรือหนองน้ำ บางครั้งพบในทุ่งหญ้า มันจะทำรังอยู่ในโพรง(Burrow)หิน โพรงดิน
หรือโพรงไม้ มันชอบขุดโพรงเปลี่ยนที่อยู่ใหม่บ่อยๆ เวลานอนชอบซุกหัวอยู่ใต้ลำตัวเหมือนนกทั่วไป นกกีวีเป็นนกที่ชอบออกหา
อาหารตอนกลางคืน เป็นนกที่ใช้พื้นที่สำหรับหาอาหารมาก มันจะปกป้องพื้นที่หาอาหารขนาด 40-100 เฮกแตร์ (1 hectares =
6.25ไร่) บ่อยครั้งที่ต้องต่อสู้กันเพื่อแย่งพื้นที่หาอาหาร บางครั้งพบโพรงของนกกีวีถึง50โพรงในพื้นที่ ที่มันครอบครองอยู่ กีวีไม่
ชอบอยู่เป็นฝูง อาจพบบ้างบนเกาะสจ๊วต กีวีมีตาขนาดเล็กและสายตาไม่ดี แต่มีจมูกที่ดีมาก มันจะใช้จะงอยปาก ดมกลิ่นไปตาม
พื้นดิน สามารถดมกลิ่นอาหารที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน3ซม.ได้ แล้วใช้ปากเจาะพื้นดินเป็นรูเหมือนสกรูไชลงไปลึก 10ซม. มันจะพยา
ยามจับตัวหนอนออกมาทั้งตัว อาหารหลักส่วนใหญ่เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จำพวกหนอนและแมลง

TSS Earnslaw cruise and Walter Peak High Country Farm

        เราอยู่ใน Kiwi Park จนเกือบ 11 โมงก็ต้องรีบไปกันต่อ เพราะเราจองเรือรอบ เที่ยงเพื่อไป Walter Peak High
Country Farm โดยล่องไปกับเรือ TSS Earnslaw cruise ซึ่งเป็นเรือกลไฟแบบโบราณ

       เรือ TSS Earnslaw cruise จะพาเราล่องไปตามทะเลสาบวากาติปูระหว่างทางก็ชมทิวทัศน์สวยตของควีนส์ทาวน์
และความยิ่งใหญ่ของ The Remarkables ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีในการล่องเรือ 1 เที่ยวเนื่องจากเป็นเรือกลไฟแบบ
โบราณจริงๆ เลยใช้ความเร็วมากไม่ได้

      ภายในเรือมีอาหารและเครื่องดื่มขาย พรือจะเดินเล่นชมส่วนต่างๆของเรือรวมถึงห้องด้านล่างที่มีการเผาถ่านหิน
เพื่อเป็นเชื้อเพลิงเรือได้ด้วยครับ นั่งเรือกันพอเบื่อๆสักพักเราก็มาถึงแล้วครับ Walter Peak Farm   ค่าเรือบวกค่าเข้า
ชมฟาร์ม ผู้ใหญ่ 75 NZD เด็ก 22 NZD ครับ เราจองล่วงหน้าผ่านอินเตอร์เน็ทกับบริษัท Real Journey ซึ่งเป็นบริษัท
เดียวกับบริษัทเรือที่ Milford Sound ทำให้ได้ลด 10% ถ้าจองพร้อมกัน 2 Trip ครับ

      กิจกรรมที่นี่เราจะได้ให้อาหารกวางและแกะ จากนั้นจะพักทานของว่าง น้ำชากาแฟในบ้านรับรอง ต่อด้วยโชว์สุนัข
ต้อนแกะและปิดท้ายด้วยโชว์ตัดขนแกะ เมื่อดูโชว์จบเค้าก็จะต้อนเราเข้าไปในร้านขายของที่ระลึก   เพื่อรอเรือที่รับคน
รอบบ่ายกลับมารับเรา

      ขากลับนั่งเรือดูจะน่าเบื่อกว่าขาไปเยอะเลยครับเพราะหายตื่นเต้นจากวิวขาไปแล้วก็นั่งหลับกันได้เลยจนถึงฝั่ง ขึ้น
จากเรือกลับมาถึงรถยิ่งเบื่อใหญ่เลยครับ โดนใบสั่งซะแล้ว เสียบไว้หน้ากระจก  ก็เลยถามคนแถวนั้นว่าเราได้ใบนี้จะทำ
ยังไงดี เค้าก็เลยชี้ให้ไปที่สำนักงานเพื่อไปเสียค่าปรับ น่าจะเป็นเอกชนครับเพราะดูหน้าตาไม่น่าจะใช่เจ้าหน้าที่รัฐ โดน
ค่าปรับไป 30 NSD ครับ

Skyline Gondola and Luge

      เสียค่าปรับเสร็จก็เที่ยวกันต่อ เรากลับขึ้นมายังจุดที่เราขึ้นมาเมื่อเช้าคือเส้นทางเดียวกับ Kiwi Birdlife Park เลยไป
ประมาณ 50 เมตร จะถึงทางขึ้น The sky line Gondola หรือ Cable car ที่จะพาขึ้นไปชมเมือง Queenstown จากด้าน
บน รวมถึงเครื่องเล่น ต่างๆอีกมากมาย

      เราซื้อตั๋วแบบ Family เป็น Package Gondola & 1 Luge ride ราคา 100 NZD ตั๋ว Family สำหรับผู้ใหญ่ 2 เด็ก
3 คน รวมค่าโดยสาร Gondola และเล่น Luge 1 เที่ยว สามารถเล่นแทนกันได้ครับตั๋วมีหลายแบบหลายราคามากลอง
เช็คราคาตั๋วได้ที่เวปไซต์  //www.skyline.co.nz/queenstown/pricing/ ครับ

      Luge เครื่องเล่นสำหรับทุกเพศทุกวัยไม่อันตรายครับ เพราะระบบความปลอดภัยเค้าดีมาก วิธีเล่นคือใส่หมวกกัน
น๊อคที่เค้ามีไว้ให้จากนั้นนั่งรถกระเช้าแบบห้อยขาขึ้นไปด้านบน แล้วก็ไถล Luge ลงมา  เป็นที่สนุกสนานจนรอบเดียว
ไม่พอครับ

       สำหรับผู้ที่ชอบความเสี่ยง มีบันจี้จั๊มให้เล่น แต่ที่นี่ไม่สูงมากครับ ประมาณสัก 20 เมตรได้ และมีให้เลือกทั้งแบบ
เอาหัวลงและเอาขาลงครับ ผู้ที่ไม่กล้าโดดจากสะพาน ลองมาโดดที่นี่ดูก็ได้ครับ

      หมดวันสนุกในควีนส์ทาวน์วันแรก ได้เวลากลับที่พักแล้วครับ แต่พรุ่งนี้เรายังอยู่ควีนส์ทาวน์อีกหนึ่งวัน กับธรรม
ชาติสวยๆของควีนส์ทาวน์และทะเลสาบวาคาติปู พรุ่งนี้พบกันครับ




Create Date : 01 กันยายน 2555
Last Update : 30 กันยายน 2556 8:57:34 น.
Counter : 2047 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]