All Blog
South New Zealand - Day 7 Te Anau - Milford Sound - Queenstown




 Lake Te Anau 

     ยามเช้าที่อากาศค่อนข้างหนาวผมเดินจากโมเต็ลไปยังทะเลสาบ เต อะนาว สมาชิกที่เหลือไม่ยอมออกไปด้วยเพราะยังอยาก
อยู่กับอากาศอุ่นๆในห้องพัก ผมเดินดูสวนดูต้นไม้ตามหน้าบ้าน มีเมเบิ้ลกำลังผลัดใบสีแดงสดใสหลายต้นริมทะเลสาบแทบไม่มี
คนมาเดินเล่น แสงอาทิตย์กำลังเริ่มจับยอดเขาฝั่งตรงข้ามทะเลสาบ น้ำในทะเลสาบตอนนี้คงเย็นยะเยือกเลยครับ ผมเก็บภาพ
ริมทะเลสาบ เต อะนาว ก่อนจะเดินกลับที่พักเพื่อเก็บข้าวของขึ้นรถ



 Fiordland National Park 

     จาก Te Anau ไป Milford Sound ระยะทางประมาณ 120 กม. เส้นทางตัดผ่านอุทยานแห่งชาติฟยอร์ดแลนด์ (Fiordland
National Park) เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางที่สวยมากครับแต่เป็นเส้นทางที่สูงชันและคดเคี้ยวพอสมควร ปลายฤดูใบไม้ร่วงอาจ
มีหิมะตกควรเช็คสภาพเส้นทางก่อนเดินทางครับว่าเส้นทางปิดหรือไม่ หรือหากหิมะตกไม่มากการขับรถเข้าไปเองควรมีโซ่รัดล้อ
กันลื่นด้วยครับ หรืออาจใช้บริการรภรับส่งของบริษัทเรือได้ครับ



     ฟยอร์ดแลนด์เป็นอุทยานแห่งชาติของนิวซีแลนด์ที่มีพื้นที่มากที่สุด นับว่าเป็นฟยอร์ดแห่งเดียวของซีกโลกใต้ พื้นที่ชายฝั่ง
ทะเลทาสมันถูกกัดเซาะโดยธารน้ำแข็ง
ชายฝั่งที่เว้าแหว่ง ที่ถูกธารน้ำแข็งกัดเซาะเข้าไปในหุบเขาในระดับที่ลึกบริเวณตอนใน
ของแผ่นดิน เมื่อธารน้ำแข็งละลาย น้ำทะเลก็เข้ามาแทนที่ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นได้อย่างมหัศจรรย์เรียกได้ว่า ผืนน้ำใน
Fiordland ถูกจัดว่าสวยที่สุดในนิวซีแลนด์เลยก็ว่าได้




     ถนนสู่ มิลฟอร์ด ซาวด์ ตัดเลียบทะเลสาบ เต อะนาว ผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ก่อนจะเข้าสู่แนวป่าสนและไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อผ่านแนวป่าจะพบกับจุดแวะพักจุดแรก คือ Mirror Lake รถส่วนใหญ่จะจอดชมกัน มีสะพานไม้จากที่จอดรถลงไปสู่ Lake เดิน
สะดวกและไม่ไกลครับ



     จาก Mirror Lake ถนนจะเริ่มเข้าสู่แนวป่าและสูงขึ้นเรื่อยๆ ผมว่าเป็นถนนที่สวยมากเส้นหนึ่งในโลกเลยครับ แต่เสียดายที่
ทางแคบและไม่มีจุดจอดพักให้ได้เก็บภาพบรรยากาศ แต่พอสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็เมือนเรากำลังขับรถเข้าไปในกลุ่มเมฆ เริ่มมองไม่
เห็นทางและฝนตกปรอยๆตลอดทางเลยครับจนเราขับมาถึงหน้าผาสูงชันกั้นไว้ แล้วเราจะข้ามไปยังไงหล่ะนี่

      แต่ไม่ต้องห่วงครับ เค้าขุดอุโมงให้เราลอดไปได้ อุโมงนี้มีชื่อว่า Homer Tunnel  เป็นอุโมงที่มีความยาว 1.2 กม. แต่ต้อง
สลับกันวิ่งครับ ก่อนเข้าอุโมงสังเกตุสัญญานไฟจราจรด้วยครับถ้าไฟแดงต้องจอดรอให้รถทางด้านตรงข้ามออกมาให้หมดก่อน
เมื่อสัญญานไฟเขียวรถทางเราถึงจะไปได้ครับ

      ก่อนเข้าอุโมงด้านนี้มีลานจอดรถให้ได้จอดพักผ่อนชมวิว เราก็ได้พบกับเจ้าถิ่นที่นี่นั่นคือ Kea นกแก้วขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่
ตามหน้าผาบนเทือกเขา South Alps ของนิวซีแลนด์ เจ้านกพวกนี้ชอบมาเกาะกระจกรถของนักท่องเที่ยวเพื่อขออาหารกินและ
ของโปรดของมันก็คือถั่วครับ

       อุโมง Homer สร้างเสร็จในปี 1954 มีลักษณะเอียงลาดลงจากปากทางเข้าถึงทางออก ฝั่งตะวันออกหรือทางเข้า
มีความสูง 920 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทางออกหรือฝั่งตะวันตกมีความสูง 850 เมตรจากระดับน้ำทะเล

      เมื่อผ่านอุโมง Homer เราก็ใกล้ถึงจุดหมายแล้วครับ แต่เส้นทางจากปากอุโมงด้านตะวันตก ขับรถยากมากเพราะเป็นทางลง
ลาดชันและคดโค้งมากต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากครับ  ถ้ามาฤดูหนาวแล้วผิวทางมีน้ำแข็งเกาะนึกสภาพไม่ออกเลยครับว่า
จะขับไปยังไง แต่ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายจนได้

 Milford Sound 

      มาถึงแล้วครับ Milford Sound หรือ Piopiotahi ในภาษาเมาลี จากลานจอดรถเราก็เห็น Mitre Peak ยอดเขาเที่เป็นสัญลักษณ์
ของ Milford Sound เป็นยอดเขาที่โด่งดังมาก เพราะแทบจะเป็นสัญลักษณ์ของนิวซีแลนด์เกาะใต้เลยก็ว่าได้  มีลักษณะเหมือน
หมวกนักบวช มีความสูง 1692 เมตรจากระดับน้ำทะเล และนับเป็นยอดเขา 1 ใน 5 อันดับต้นที่สูงที่สุดของโลกที่โผล่มาจากทะเล

      เกือบ 11 โมงแล้ว ฉิวเฉียดจริงๆครับ เพราะเวลาลงเรือคือ 11 โมง จากลานจอดรถเราต้องเดินไปขึ้นเรือที่ Milford Sound
Center ประมาณ 200 เมตร เราจองเรืิอผ่านทางเน็ทมา พอมาถึงก็เอา Voucher ไปยื่นเค้าจะให้บัตรขึ้นเรือและบัตรรัปประทาน
อาหารกลางวันมาให้ ผมจองอาหารกลางวันมาด้วย เพราะคิดว่ามาถึงคงไม่ทันได้กินอะไรก่อนแน่ไปกินบนเรือดีกว่า ที่นี่มีบริษัท
เรืออยู่หลายบริษัทแต่ที่ผมจองมาคือ Real Journey Cruise ครับ มีเรือหลายแบบให้เลือก ผมเลือก Scenic Cruise ใช้เวลา 1
ชั่วโมง 40 นาที ในการล่องเรือง ราคารวมอาหารกลางวัน ผู้ใหญ่ 70 NZD เด็กต่ำกว่า 14 ปี 22 NZD ครับ

      ได้เวลาเรียกขึ้นเรือ เค้าจะมีเจ้าหน้าที่มาถ่ายรูปคุณคู่กับเรือแล้วสักพัก       รูปคุณก็จะไปอยู่บนจานเอามาขายเรา                
เหมือนตามแหล่งท่องเที่ยวบ้านเราเลยเนอะ แต่ไม่ได้กินคนไทยอย่างเราหรอก เพราะเราคือต้นตำรับ พอขึ้นเรือเลือก
ที่นั่งเสร็จก็ลงไปตักอาหารชั้นล่างมาทานได้เลยครับไม่ต้องรอ เพราะเดี๋ยวเรือออกไปแล้วคุณจะมัวตื่นเต้นกับวิวสวยๆ
ไม่มีเวลากินครับ

      เรือจะพาเราชมวิวไปเรื่อยๆจะถึงน้ำตกใหญ่ ไม่รู้ว่าชื่อน้ำตกอะไรครับ เพราะน้ำตกที่นี่เยอะมากครับ ถึงตอนนี้ทุก
คนก็เฮโลกันขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าเรือ เรือก็จะพาหัวเรือเข้าไปใกล้ตัวน้ำตก จนละอองเปียกไปหมด ฝรั่งก็สนุกสนานกัน
ใหญ่ แต่กระหม่อมบางอย่างเราก็ไม่ไหวเหมือนกันครับ เพราะอากาศก็หนาวอยู่แล้วฝนก็ตกปรอยๆ ยังมาโดนละอองน้ำ
ที่มาจากการละลายของน้ำแข็งอีก ขอดูอยู่ด้านท้ายเรือดีกว่าครับ

       จากนั้นเค้าก็จะพาเราล่องเรือต่อ ไปดูน้ำตกอีก 2-3 ที่ ระหว่างนั้นก็พาดูแมวน้ำขึ้นมานอนผึ่งกันตามโขดหิน จน
มาออกสู่ปากทางของฟยอร์ดซึ่งเป็นจุดที่เป็นทางออกสู่ทะเลทาสมัน หลังจากนั้นเรือก็วกกลับเส้นทางเดิมครับ ฝนก็
ไล่หลังมาครับ

      วนกลับมาใกล้ถึงท่าเรือ มีน้ำตกใหญ่อีกแห่งอยู่ใกล้ๆ Milford Sound Center ผมถ่ายรูปจากในเรือแต่หากต้องการ
เดินเข้าไปเที่ยว มีทางเดินจาก Milford Sound Center เข้าไปยังตัวน้ำตกได้

      เมื่อขึ้นจากเรือ เข้าห้องน้ำห้องท่าเสร็จก็เตรียมเดินทางกันต่อ เราจะย้อนกลับไปยัง Te Anau แล้วเลยต่อไปพักที่
Queenstown สำหรับคืนนี้ระยะทางจาก Milford Sound ถึง Queenstown  ประมาณ 300 กิโลเมตร ตอนนี้เวลาเกือบ
บ่ายสองแล้วผมกะเวลาคงไปถึงที่นั่นเย็นมากเลยครับ

      จาก Milford Sound ผ่านอุโมง Homer มาสักเล็กน้อยมีทางเข้าหมู่บ้านเล็กที่ชื่อ Pyke Valley ลองขับรถเข้าไป
ดูแต่สภาพทางค่อนข้างลำบากเลยเข้าไปได้ไม่ไกล เส้นทางเลียบ Hollyford River มีสะพานแขวนข้ามไปฝั่งตรงข้าม
มีทางเดิน Hiking ไปยัง Lake Marian เด็กวัยรุ่นฝรั่งเดินเข้าไป 3 คนแต่ผมเห็นป้ายด้านหน้า Lake Marian 3 Hours
Tracking  ก็ถอดใจแล้วครับ เข้าไปคงเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ Hollyford River ไหลไปสิ้นสุดที่ Lake Alabaster แต่เส้น
ทางสายนี้ไม่สิ้นสุดแค่นั้น เพราะเส้นทางจะต่อไปยัง Lake Wilmot คือจุดที่ตั้งของ Pyke Valley

      ช่วงที่เราขับรถออกจาก Milford Sound ฝนตกปรอยๆสลับกับเมฆหมอก จนถนนลดระดับลงมาฟ้าจึงสว่างสดใสขึ้นมีรถขับ
สวนขึ้นไปตลอดเวลา ผมคิดว่ารถพวกนี้คงไปค้างที่ Milford Sound เพราะเรือเที่ยวสุดท้ายในฤดูนี้คือรอบบ่าย 3 จาก Te Anau
สู่ Queenstown เป็นเส้นทางที่โล่งๆ มีแต่ภูเขากับฟาร์ม ทั้งฟาร์มแกะและฟาร์มกวาง ขับยาวๆนานๆทำให้ง่วงบ้างเป็นช่วงๆครับ

       ก่อนถึง Queenstown ต้องผ่านเมือง Kingston ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ปลายสุดของ Lake Wakatipu จากนั้นเส้นทาง
จะเลียบทะเลสาบไปจนถึง Queenstown ซึ่งอยู่ตอนกลางของทำเลสาบตอนนี้เราผ่าน Kingston มาแล้ว จุดหมายเรา
อยู่อีกไม่ไกลแล้วครับ

 Queenstown 

       เรามาถึง Queenstown เกือบค่ำแล้วและ GPS ดันพามาเลยที่พัก จริงๆแล้วก็ไม่ถึงกับเลยครับ แต่เพราะที่พักอยู่
ด้านบนภูเขาและมีทางแยกขึ้นไปก่อนถึงจุดที่ GPS บอกนิดนึง แต่ GPS มันไม่บอกให้เลี้ยวและมันก็มาบอกว่าถึงจุด
หมาย ตรงกลางถนนและตรงนั้นมีแยกซ้ายมือ ลงไปที่ทะเลสาบ ผมเลยเข้าใจว่าที่พักอยู่ด้านล่างพอเลี้ยวเข้าไปปรากฎ
ว่าไม่ใช่ เลยเสียเวลาวนหากันอีก แล้วเราก็หาจนเจอครับ เราจะพักที่นี่ 3 คืน เช็คอินเสร็จฟ้าก็เริ่มมืดมาเที่ยวฤดูแบบนี้
ขาดทุนเรื่องเวลามากครับ ห้อง Family Room ที่นี่ใหญ่มากครับมี 2 ชั้น ชั้นล่างมีห้องนั่งเล่นครัวและห้องน้ำ ชั้นบนมี
2 ห้องนอน ห้องใหญ่เป็นเตียงเดี่ยว 3 เตียงและห้องเล็กเป็นเตียงควีนส์ไซส์ 1 เตียง

     เก็บของเสร็จก็ต้องออกไปหามื้อเย็นกินครับ เพราะวันนี้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางคงไม่ทำอาหารเองเราขับรถเ
ข้าไปที่กลางเมืองควีนส์ทาวน์ ซึ่งก็ไม่ไกลจากที่พักมากนัก บริเวณนี้คือ The Mall เป็น ShopingStreet ของควีนส์ทาวน์
มีร้านอาหารมากมายรวมทั้งร้านอาหารไทยครับ แต่เราไปกินกันใน Food Court ใน O'Connells Pavillion ซึ่งมีทั้งร้าน
อาหารฝรั่ง ไทย จีน ญี่ปุ่น ให้เลือกในราคาไม่แพงมากนัก จากรูปคือตึกทางซ้ายมือที่มี Mc Donald ครับเข้าไปด้านใน
Food Court จะอยู่ชั้นล่างครับ

      บริเวณ The Mall นี้เป็นที่ชื่นชอบของคุณผู้หญิงเลยครับ เพราะมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์จากรกแกะให้เลือกซื้อ
รวมถึงเสื้อผ้าและของที่ระลึกต่างๆ ผมว่าที่นี่ราคาน่าจะถูกที่สุดและมีให้เลือกมากที่สุดในเกาะใต้นะครับ ปล่อยให้คุณ
ผู้หญิงเดินช็อปปิ้งแก้เหนื่อยจากการนั่งรถจนพอใจ ก็ได้เวลากลับไปพักผ่อน

      พรุ่งนี้เราจะอยู่ใน Queenstown ทั้งวันครับ เพราะเมืองนี้มีกิจกรรมความสนุกให้ได้เที่ยว ได้ชม ได้เล่น เยอะจริงๆ




Create Date : 30 สิงหาคม 2555
Last Update : 27 กันยายน 2556 9:08:02 น.
Counter : 1922 Pageviews.

2 comment
South New Zealand - Day 6 Dunedin - Te Anau



      วันนี้เรามีเวลาเที่ยวในเมือง Dunedin ถึง 11 โมงเช้า เพราะหลังจากนั้นจะขับรถยางวๆข้ามฝากไปยังเมือง เต อานาว (Te
Anau) เป็นวันที่ขับรถไกลที่สุดในทริปเป็นเพราะผมวางแผนผิดไป ถ้าจะให้ดีกว่านี้ควรวางแผนจาก Wanaka ไป Te Anau แล้ว
ไปต่อ Queen Town หลังจากนั้นค่อยมา Dunedin แล้วขึ้นไป Mt. Cook จะทำให้ระยะทางรวมในการเดินทางสั้นกว่านี้

 The First Church of Otago 

     โบสถ์แห่งแรกที่ถูกสร้างขึ้นใน Dunedin โดยชาวสก็อตแลนด์ในปี 1848 จึงมีสถาปัตยกรรมแบบชาวสก็อตหรือที่เรียกว่า
"
Presbyterian" ตั้งอยู่บนเนินเขาบริเวณจตุรัสแปดเหลี่ยมของเมือง Dunedin หรือ The Octagon






 มหาวิหารเซนต์ปอล St. Paul's Cathedral 

     โบสถ์นิกายแองกลิกัน(Anglican) ถูกสร้างขึ้นระหว่าง 1915-1919 แทนที่คนเก่าที่ถูกสร้างขึ้นใน 1862-1863 เป็นโบสถ์
สไตล์อังกฤษ และเป็นโบสถ์เดียวของนิวซีแลนด์ที่มีเพดานหินโค้ง






 ศาลาว่าการเมืองดะนีดิน( Dunedin Town Hall ) 

     ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิหารเซนต์ปอล อาคารสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-Renaissance
เป็นอาคารที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1865 ตัวอาคาร
มีความสูงประมาณ 47 เมตร (165 ฟุต) รูปทรงของอาคารมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ซิดนีย์ ทาวน์ ฮอลล์(Sydney Town Hall) ของ
ออสเตรเลีย




 โรงงานช๊อคโกแลตแคดบิวรี่(Cadbury World) 

     โรงงานช็อคโกแลตแคดบิวรี่ อยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟดะนีดิน หากหันหน้าออกจากสถานี โรงงานจะอยู่ทางขวามือคุณ
สามารถเข้าไปชมโรงงานและวิธีการผลิตช๊อคโกแลตได้ราคาค่าเข้าชมเป็นดังนี้ครับ

  • ตั๋วผู้ใหญ่ 20 NZD
  • เด็กต่ำกว่า 15 ปี 13 NZD
  • เยาวชนไม่เกิน 18 ปี 18 NZD
  • ตั๋วแบบครอบครัว ผู้ใหญ่ 2 เด็กไม่เกิน 4 คน 54 NZD
  • เด็กต่ำกว่า 5 ปี ฟรี

     ด้านหน้าจะมี Shop สำหรับขายผลิตภัณฑ์ ช็อคโกแลตและเยลลี่หลากหลายรสชาติ แต่ผมเสียดายมากที่ซื้อมาเยอะเกิน
เพราะอุตส่าห์หอบซ็อคโกแลตไปตะลอนหลายวัน แต่ไปเจอในห้างถูกกว่า



     หลังจากเหมาช๊อคโกแลตเสร็จเราก็ไปจุดสุดท้าย ก่อนอำลาดะนีดินนั่นคือมหาวิทยาลัยแห่งโอทาโก

 มหาวิทยาลัยแห่งโอทาโก(University of Otago) 

     มหาวิทยาลัยแห่งโอทาโก หรือ University of Otago มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของนิวซีแลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1869 เป็นอีก
หนึ่งสถานที่ ที่มีสถาปัตยกรรมแบบสก็อต(Scottich) บริเวณมหาวิทยาลัยร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่และไม้ดอกไม้ประดับบรรยากาศ
และสถาปัตยกรรมทำให้ผมนึกถึงโรงเรียนคาถาและเวทมนต์ศาสตร์ฮอกวอท ในเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์



     เมืองดะนีดินยังมีสถานที่อีกมากมายให้เที่ยวชม แต่เนื่องจากเวลาเราไม่พอเราจึงต้องอำลาเมืองดะนีดินเพียงเท่านี้เวลาเกือบ
เที่ยงแล้ว วััันนี้เราต้องขับรถข้ามฝั่งไปด้านตะวันตกเฉียงใต้ ไปยังเมืองเตอานาว คืนนี้เราจะไปพักที่นั่นเพราะพรุ่งนี้เช้าเรามีโปร
แกรมไปชมฟยอร์ดแห่งแดนใต้



     จาก Dunedin ใช้เส้นทาง State Highway ลงใต้ไปยังเมือง Gore จากนั้นใช้ State Highway 94 ไปยัง Te Anau ระยะทาง
ประมาณ 300 กม. เราใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าก็มาถึงเมือง Gore เมืองแห่งปลาเทราต์(Brown Trout) สวรรค์ของนักตกปลา
แต่เราไม่ได้แวะกินอาหารกลางวันกันที่นี่ครับ เราขับเลยเมืองออกไปคิดว่าจะหาบรรยากาศธรรมชาติในการกินมื้อกลางวัน



     เลยเมือง Gore ออกมาสักพักเราก็มาถึงเมืองเล็กๆที่ชื่อ  มีสวนสาธารณะ โต๊ะสนามและห้องน้ำบริการบรรยากาศเหมาะที่จะ
นั่งกินข้่าว แต่อากาศหนาวได้ใจเลยครับ  เวลาบ่ายสองกว่าแล้วผู้คนที่นิวซีแลนด์นี่เค้าอยู่กันแต่ในบ้านเลยครับ วันนี้เป็นวัน
อาทิตย์เราเห็นเด็กออกมาขี่จักรยานเล่นกัน 4 - 5 คน มีรถวิ่งผ่านนานๆสักคัน เงียบมากจริงๆ



 เต อะนาว (Te Anau) 

     เรามาถึง Te Anau ประมาณ 4 โมงกว่า ก่อนอื่ีนต้องไปที่พักก่อนวันนี้เราพักที่ The Parkland Motel ห้องพักเป็น Family Room
เป็นห้องใหญ่ มีเตียงใหญ่ 1 เตียงและเตียงเล็ก 2 เตียง มีห้องน้ำคั่นตรงกลางแบ่งห้องเป็น 2 Area ที่นี่ไม่มีครัวในห้องนะครับ มี
ครัวรวมที่ใหญ่โตพอสมควร ในห้องมีเฉพาะไมโครเวฟกับอุปกรณ์ชงกาแฟให้



ต้นแอปเปิ้ลในสวนด้านหลังโมเตล ลูกเต็มต้นเลยครับ กำลังสุกได้ที่เลย



แล้วงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น



     จากที่พัก เดินประมาณ 10 นาทีก็ถึง Lake Te Anau เมือง เต อะนาว มีที่พักมากมาย เพราะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวจะมาแวะ
พักก่อนจะขึ้นไปยังอุทยานแห่งชาติ Milford Sound เพื่อล่องเรือชม Fiordland ซึ่งเป็นจุดหมายที่เราจะเดินทางพรุ่งนี้



โปรแกรมเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้

  • ออกจาก Te Anau แปดโมงเช้า
  • แวะ Mirror Lake
  • ลงเรือชม Milford Sound
  • เดินทางไป Queenstown



Create Date : 27 สิงหาคม 2555
Last Update : 25 กันยายน 2556 8:19:04 น.
Counter : 2240 Pageviews.

1 comment
South New Zealand - Day 5 Wanaka - Dunedin



 Lake Wanaka 

     รุ่งเช้าวันที่ 5 ของการเดินทาง เป็นอีกวันที่ต้องตื่นเช้าเพราะวันนี้ระยะทางที่เราต้องไปไกลพอสมควร หลัง
จากเตรียมเก็บข้าว
ของเตรียมเดินทางและทำกับข้าวไว้สำหรับมื้อเช้าและมื้อกลางวันเสร็จ เราก็ออกไปชมทะเลสาบวานากายามเช้า แสงอาทิตย์แรก
ส่องภูเขาริมทะเลสาบทำให้ภูเขากลายเป็นสีน้ำตาลแดงแปลกตา น้ำใสราวกระจกแต่ก็เย็นเฉียบ อุณหภูมิเช้านี้น่าจะต่ำกว่า 10
องศา

      จากริมทะเลสาบเราขับรถขึ้นไปชมเมืองวานากายามเช้าจากด้านบน ทิวทัศน์ของวานากา สวยงามจริงๆครับ ทำให้ผมคิดถึง
ภาพจากปฏิทินที่เคยเห็นและแน่นอนว่าผมไม่พลาดโอกาสที่จะเก็บภาพมา จากจุดนี้มองเห็นยอด Mt. Aspiring ที่เราผ่านมาเมื่อ
วาน หากเป็นฤดูหนาวภูเขาแถบนี้คงคลุมด้วยหิมะขาวโพลน

      เรากลับลงมาด้านล่างอีกครั้ง อยากให้เวลาหมุนช้ากว่านี้จะได้ซึมซับบรรยากาศที่นี่อย่างเต็มที่ หากวันนี้ไม่ได้วางแผนการ
เดินทางไป Dunedin ผมคงพักที่นี่อีกคืน เราเดินอ้อยอิ่งริมทะเลสาบสักพักก็ได้เวลาที่เราต้องกลับที่พัก


     เรากลับมาที่พักเพื่อกินข้าวเช้าและเก็บของขึ้นรถ ได้เวลาเดินทางกันต่อแล้ว 280 กม. จาก Wanaka ถึง Duneden
ใช้เส้นทาง State Highway 6 ไปถึง Cromwell แล้วใช้ State Highway 8 จาก Cromwell ผ่าน Alexandra ไป Dunedin



     เส้นทางจาก Wanaka ไปยัง Duneden ไปได้ 3 เส้นทางแต่เส้นทางที่เราเลือกใช้สั้นที่สุด จาก Wanaka ไป
Cromwell เลยจากสนามบิน Wanaka ไม่นานจะมีแยกซ้ายมือไป Cristchurch ตรงไปสู่ Cromwell ทิวทัศน์แถบนี้
จะเป็นทุ่งหญ้าและฟาร์มแกะ ขับไปสักพักถนนจะเลียบทะเลสาบคันสตัน(Lake Dunstan) เป็นทะเลสาบเล็กด้านตรง
ข้ามจะมีถนนอีกเส้นตัดเลียบทะเลสาบเหมือนกันจาก Cromwell ไป Cristchurch วันหลังๆเราจะกลับมาใช้ถนนเส้นนั้น


 Cromwell เมืองแห่งผลไม้ 

     ขับเลียบทะเลสาบเพลินๆเราก็มาถึงคอมเวล (Cromwell) เมืองแห่งผลไม้หากตรงไปจะไป Queenstown แต่เราเลี้ยวซ้าย
เข้าตัวเมืองคอมเวลจะเห็นผลไม้ยักษ์อยู่ด้านขวามีอ หากใครยังไม่ได้ทานมื้อเช้าแวะทานที่ได้ครับหรือจะแวะเติมน้ำมัน เข้าห้องน้ำ
เดินยืดเส้นยืดสาย ซื้อผลไม้และผลิตภัณฑ์จากสวน มีทั้งแยม น้ำผึ้ง และเครื่องสำอางค์สำหรับคุณผู้หญิง แต่แอบกระซิบว่าผลไม้
ที่นี่แผงครับ ไปซื้อหน้าสวนที่ Alexandra ถูกกว่า แต่หากใครไม่ได้ไปเส้นทางเดียวกับผม คือเดินทางระหว่างไครสต์เชิร์ชกับ
ควีนส์ทาวน์ แวะซื้อที่นี่แหละครับ 


แวะสวนผลไม้ที่ Alexandra 

     จากครอมเวลขับข้ามสะพานไปจะเจอสามแยกเลี้ยวซ้ายไปไครสต์เชิร์ชเราเลี้ยวขวาไปอเล็กซานดราครับ ถนนเส้นนี้จะเลียบ
แม่น้ำคลูธ่า (Clutha River) ขับไเรื่อยๆจะเจอเขื่อน Clyde เป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำจากนั้นจะเป็นทางลงเขาเข้าสู่เมือง
อเล็กซานดรา (Alexandra) เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่พอสมควรครับ มีร้านค้า ร้านอาหาร ปั้มน้ำมัน ขับเลยเมืองออกไปสักระยะ เราจะ
เริ่มพบกับสวนผลไม้ครับ ช่วงที่ผมเดินทางมาเป็นฤดูใบไม้ร่วงก็เลยไม่ค่อยมีผมไม้ให้เห็น ผมแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งคือมาถึงที่
นิวซีแลนด์ผมเจอแต่กีวีลูกเล็กๆ ไม่ใหญ่เหมือนที่ส่งไปขายบ้านเรา คงเหมือนบ้านเราที่คนไทยกินแต่มังคุดแบบไม่สวย สวยๆก็ส่ง
ออกหมด สวนแรกที่เราแวะชมเป็นสวนเชอร์รี่ครับ หากมาตอนออกดอกจะกลายเป็นสีชมพูทั้งสวนครับ


     สวนผลไม้แถวนี้อยู่ริมทาง ด้านหน้าสวนจะมีร้านขายผลไม้ครับ ร้านแถวนี้ไม่มีคนเฝ้าครับ เค้าจะติดราคาผลไม้ไว้ที่ลังไม้
หากต้องการอะไรก็หยิบใส่ถุง อย่างแอปเปิ้ล 2 NZD ทุกชนิดครับ หยิบชิมได้เลยเจ้าของไม่ว่าครับสามารถซื้อคละได้หากเป็น
ผลไม้ราคาเดียวกัน ใส่ถุงเสร็จเอาไปชั่งที่ตราชั่งดิจิตอลจะคำนวณราคาให้เราก็เอาเงินหยอดใส่กล่องที่เค้าตั้งไว้แล้วเดินออก
มาได้เลยครับ Rose Apple อร่อยที่สุดครับ หวานกรอบหอม แต่ก็แล้วแต่คนชอบครับ

แวะเข้าห้องน้ำที่ Lawrence
     ได้แวะถ่ายรูปกับสวนผลไม้แล้วเราก็เดินทางกันต่อ จาก Alexandra เข้าสู่เมือง Lawrence เมืองเล็กๆแต่น่ารักอีกเมืองหนึ่ง
เราแวะเข้าห้องน้ำสาธารณะที่นี่ แต่ขอบอกว่าเป็นห้องน้ำที่ไฮเทคสุดๆ ทุกอย่าง Automatic หมดแม้กระทั่งการประตูห้องน้ำก็
ล็อคอัตโนมัติ



แวะกินข้าวกลางวันที่ Lake Waihola

     เรามาถึงเมือง Waihola เกือบบ่ายโมง เราจึงแวะที่เมืองนี้เพื่อกินข้าวกลางวัน เมือง Waihola ตั้งอยู่ริมทะเลสาบไวโฮลา
(Lake Waihola) ที่ริมทะเลสาบมีจุดแวะพักสำหรับนักท่องเที่ยว เมื่อขับรถเข้ามาในเมืองจะเห็นป้ายชัดเจน เมื่อเลี้ยวเข้าไปจะมี
ที่นั่งพักมีห้องน้ำสาธารณะบริการ เราขนข้าวของลงจากรถตั้งโต๊ะปิคนิคกันริมทะเลสาบ ที่นี่ลมแรงมากจึงเป็นการกินข้าวท่าม
กลางความหนาวมากครับ


 Duneden
     แล้วเราก็มาถึงเมืองดะนีดิน(Dunedin) เมืองใหญ่อีกเมืองฝั่ง East Coast ผมคิดว่าเมืองนี้น่าจะใหญ่กว่าไครสต์เชิร์ช
นะครับเรายังไม่เข้าไปในตัวเมืองตอนนี้ครับ เพราะเราจะข้ามไปยังฝั่ง Penninsula เพื่อไปดูเพนกวินตาเหลือง เพนกวิน
ที่มีอยู่ที่นิวซีแลนด์แห่งเดียวในโลก ดะนีดินเป็นเมืองที่ชาวสก็อตแลนด์มาอยู่เป็นชนชาติแรก สถาปัตยกรรมหรือชื่อถนน
ต่างๆ จึงมาจากภาษาสก๊อต เมืองดะนีดินตั้งอยู่สองฝั่งของอ่าวโอทาโก (Otago Habor) ด้านหนึ่งอยู่ฝั่งแผ่นดินใหญ่ส่วน
อีกด้านหนึ่งอยู่บนคาบสมุทร(Peninsula) มีอ่าวโอทาโกและมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ขนาบข้าง


 Penguin Place 

     ถนนมุ่งสู่ Penguin Place ลัดเลาะหน้าผาของ Otago Peninsular ไปเรื่อยๆ จะว่าไปเส้นทางนี้ก็ค่อนข้างหวาดเสียวอยู่เหมือน
กันครับเพราะด้านข้างถึงแม้จะเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ แต่ก็มีความชันอย่างมาก แล้ววิวสวยๆแบบนี้ด้วยบางทีก็ขับเพลินไปหน่อย
ครับต้องคอยระวังไว้ตลอดเวลา เพราะทางคดเคี้ยวไปตามลักษณะของภูเขา

      ประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึง Penguin Place หลังจากหลงทางเลี้ยวเข้าไปในอควาเรี่ยมเพราะคิดว่าเป็นสถานที่เดียวกัน
ราคาตั๋วแบบครอบครัว 99 NZD สำหรับผู้ใหญ่ 2 คนและเด็กไม่เกิน 3 คนครับ แต่ถ้าซื้อแยกผู้ใหญ่ 49 NZD เด็ก 12 NZD
เป็นราคา Penguin Tour คือเค้าจะพาเราขึ้นรถบัสตัดข้าม Otago Peninsula จากฝั่ง Otago Habor ไปยังฝั่ง South Pacific
จากนั้นเจ้าหน้าที่จะพาเรามุดไปตามอุโมงเพื่อไปแอบดูเพนกวินตาเหลือง (
Yellow Eyed Penguin) ที่อาศัยอยู่ในป่าหญ้า แต่
เห็นลูกเพนกวินกำลังผลัดขนเหมือนเป็นขี้เรื้อนเลยครับ


      หลังจากแอบดู Penguin เจ้าหน้าที่จะนำเราไปที่หน้าผาริมทะเลครับ ถ้าโชคดีก็จะเห็นเพนกวินเดินขึ้นมาจากทะเลผมเห็น
แค่ 2 ตัวเท่านั้นครับตอนแรกคิดว่าจะมีเป็นฝูงแบบในสารคดีที่ดู

เห็นตัวเล็กๆแบบนี้เดินเร็วมากครับ เพราะไม่กี่นาทีเจ้าเพนกวินก็เดินขึ้นเขามาใกล้จุดที่เราซุ่มดูอยู่ เลยได้เก็บภาพในระยะ
ใกล้ครับ



     นอกจากเพนกวินแล้วยังมีแมวน้ำ(Fur Seals) นอนเล่นอยู่ตามโขดหินให้ได้ดูครับ จะว่าแล้วไปผมเห็นแมวน้ำมากกว่าเพนกวิน
ซะอีก รอบการดูประมาณ 1 ชั่วโมงเค้าก็ต้อนเราขึ้นรถพากลับ



     เราขับรถกลับเส้นทางเดิมเพื่อข้ามกลับไปฝั่ง Dunedin เราเข้าพักที่ Victoria Hotel Dunedin เป็นที่เดียวที่เราพักโรงแรม
เพราะที่นี่หาโมเตลที่อยู่ในเมืองไม่ได้เลยครับ นอกจากจะพักฝั่ง Otago Peninsula ซึ่งค่อนข้างไกลไปหน่อยโรงแรมนี้อยู่ในตัว
เมือง เยื้องกับโรงงานชอคไกแลต Cadbury และใกล้กับ Countdown Supermaket เหมือนว่าห้อง Family room จะมีห้องเดียว
ทั้งโรงแรม เพราะเราต้องขึ้นลิฟท์ไปชั้น 4 แล้วเดินบันไดขึ้นไปอีกชั้นซึ่งจะเจอห้องพักห้องเดียวอยู่บนสุดแต่ก็เป็นส่วนตัวดีครับ
และมีครัวให้ทำอาหารได้เหมือนโมเตลมีห้องนอนแยก 2 ห้อง



สถานีรถไฟแห่งดะนีดิน (Dunedin Railways Station)


     หลังจากเก็บของเสร็จก็ค่ำพอดี เราออกจากโรงแรมไปยังสถานีรถไฟดะนีดิน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม
อยู่บริเวณจัตุรัส
แอนแซค อาคารเป็นหินอันงดงามที่สุดในนิวซีแลนด์ ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมยุคเรอเนสซองส์สไตล์เฟลมมิช สร้างในปี
1904 เนื่องจากเรามาถึงหลังรถไฟเที่ยวสุดท้าย ทำให้ไม่สามารถเข้าไปชมด้านในได้ จึงได้แต่เดินชมเพียงด้านนอก



โปรแกรมเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้

  • ขับรถชมเมือง Dunedin ยามเช้า
  • แวะโรงงานช๊อคโกแลต Cadbury
  • ชมมหาวิทยาลัยแห่งโอทาโก
  • เดินทางไป Te Anau




Create Date : 23 สิงหาคม 2555
Last Update : 24 กันยายน 2556 8:23:13 น.
Counter : 2716 Pageviews.

2 comment
South New Zealand - Day 4 Fox Glacier - Wanaka


 Lake Matheson 

     เช้าวันที่สี่ของการเดินทางเราออกจากที่พัก 6 โมงครึ่ง จากที่พักขับรถไป 5 นาที ถึงทางเข้า Lake Matheson จอดรถเสร็จ
ก็ต้องเดินเข้าไปตามเทลที่เข้าทำไว้ให้ เดินไม่ไกลมากครับ ผ่านป่าไม้ร่มรื่น เช้าๆมีนกนาๆชนิดให้ได้ดูช่วงที่เดินจากลานจอด
รถ ก่อนถึงแนวป่าหันไปเห็นแสงอาทิตย์แรกของวันฉาบแสงอยู่บนยอด Mt. Cook พอดีเลยแวะเก็บภาพกันก่อน



      เดินตามทางเดินที่เค้าทำไว้ให้ แบบไม่ทันเหนื่อยก็มาถึงแล้วครับ จุดชมวิว Lake Matheson เมื่อวานเห็นรูปจากโปสการ์ด
ที่วางขายในร้านเฮลิคอปเตอร์ว่าสวยแล้ว มาเห็นกับตาถึงกับตะลึงครับ น้ำใสแจ๋วเห็นเงาสะท้อนเทือกเขาอัลไพน์อยู่ในน้ำกับ
หมอกจางๆยามเช้าและเป็ดน้อยว่ายอยู่ 2 - 3 ตัว ช่างเป็นภาพที่งดงามมากจริงๆ
      แสงยามเช้าน้อยมากทำให้ต้องใช้ขาตั้งเพื่อถ่ายภาพยามเช้าผู้คนยังไม่มากนัก ถ้ามาสายกว่านี้คงลำบากครับเพราะจุดชมวิว
เป็นระเบียงไม้ขนาดไม่ใหญ่ น่าจะลงมาได้เต็มที่แค่ 20 คนการจะตั้งขาตั้งกล้อง คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ เพราะระเบียงคงเขย่า
ตลอดเวลา หากใครจะมาชมความงามที่นี่ ผมแนะนำให้มาแต่เช้าครับ



      แล้วก็เป็นไปตามคาดครับ ระหว่างทางที่ผมเดินกลับ ก็ได้สวนกับนักท่องเที่ยวมากมายที่กำลังทะยอยเข้ามา จนถึงลานจอด
รถก็พบกับรถบัสขนาดใหญ่ 2 คันที่เพิ่งมาถึง เรากลับมาที่พักเพื่อเก็บของและทานอาหารเช้าก่อนออกเดินทางต่อ


 Fox Glacier 

      ก่อนจาก Fox Gracier ขอแวะเข้าไปชมธารน้ำแข็ง Fox ก่อน แต่ไม่ได้เดินเข้าไปชมส่วนปลายครับ เพราะกลัวว่าจะไปถีง
WANAKA ค่ำมืด เพราะวันนี้ต้องขับรถไกลพอสมควร จึงได้แค่ยืนดูจากจุดชมวิวด้านนอกครับ



      ก่อนออกเดินทางสู่ Wanaka ควรเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนนะครับ เพราะ ต่อจากนี้อีกยาวๆจะไม่เจอชุมชนหรือปั๊มน้ำมันเลย
จนกว่าจะถึงเมือ Haast ทุกอย่างพร้อมก็ออกเดินทางกันเลยครับ



      ระยะทางจาก Fox Glacier ไปยัง Wanaka 262 กม. ช่วงแรกจาก Fox Glacier ถึง Haast เส้นทางเรียบทะเลทาสมันบางช่วง
เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าบ้าง เส้นทางคดโค้งเป็นบางช่วง แต่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาครับเดี๋ยวฝนตกเดี๋ยวแดดออก
มีจุดแวะพักยืดเส้นยืดสายให้ชมวิวเป็นช่วงๆครับ



      ก่อนถึงเมือง Haast มีฟาร์ทปลาแซลมอนอยู่ด้านขวามือ สำหรับผู้ที่ชอบทานปลาก็แวะทานกันได้ครับปลาสดๆจากบ่อเลี้ยง
โดยเฉพาะคนที่ชอบทางซาซิมิ น่าจะชอบมากครับ ส่วนผู้ที่ไม่ทานปลาดิบก็เลือกสั่งเมนู สเต็กปลาแซลมอนได้ครับ



 Haast Pass 

     ตอนขามาเราผ่านเส้นทาง Arthur's Pass ข้ามเทือกเขาอัลไพน์มาฝั่งตะวันตกทาง Arthur's Pass National Park ขากลับ
เราก็ต้องข้ามเทือกเขาอัลไพน์กลับทางเส้นทาง Haast Pass ผ่าน Mount Aspiring National Park ครับสภาพป่าก็คล้ายกับขามา
คือเป็นป่าฝนแต่เราโชคดีกว่าขามาตรงที่มีฝนแค่เล็กน้อย ช่วงเลยจากเมือง Haast มานิดหน่อยครับพอเริ่มขึ้นเขาสูงฝนก็เริ่มหาย
ไป จากทางแยกเมือง Haast เส้นทางจะตัดเลียบแม่น้ำ Haast River ไปเรื่อยๆแล้วค่อยไต่ระดับขึ้นเขา




      ภายในอุทยานแห่งชาติเมาท์แอสไพริ่ง มีจุดให้แวะท่องเที่ยวอยู่หลายจุด โดยเฉพาะน้ำตก ซึ่งมีอยู่มากมายตลอดเส้นทาง
ทั้งริมถนนและที่ต้องเดินเท้าเข้าไป น้ำตกหนึ่งที่เรามีโอกาสได้แวะชมคือ Thunder Creek Falls  น้ำตกเล็กๆริมทางที่น้ำใสจน
เป็นสีฟ้าจากลานจอดรถเดินเข้าไปเพียง 100 เมตรก็จะถึงตัวน้ำตก



       ระหว่างทางเราแวะเข้าห้องน้ำสาธารณะริมทาง เห็นวิวจากห้องน้ำสาธารณะตรงนี้แล้ว ผมว่าเป็นห้องน้ำที่วิวสวยที่สุดใน
โลกเลยครับ



      อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาดก็คือ Blue Pools Walk แอ่งน้ำสีฟ้าสดใสแต่มีความลึกอยู่ไม่น้อย ดานบนมีธารน้ำตกไหลลงมา
ตลอดเวลาน้ำจาก Blue Pools ไหลลงแม่น้ำและไหลลงสู่ทะเลสาบ Wanaka ทางเข้า Blue Pools Walk อยู่ด้านขวามือ มีป้าย
เขียนให้เห็นชัดด้านซ้ายมีที่สำหรับจอดรภ ระยะทางเดินประมาณ 500 เมตร และต้องเดินข้ามสะพานแขวนให้หวาดเสียวเล็ก
น้อยครับ



      หลังจากผ่าน Bule Pools ก็เป็นทางลงสู่พื้นที่นอกเขตอุทยาน สภาพภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนไป ทุ่งหญ้ากับภูเขาหัวโล้นกลับ
มาให้เห็นอีกครั้ง ไม่นานภูมิประเทศก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เรามาถึงขอบบนสุดของทะเลสาบวานากา(Wanaka Lake) เป็นจุดที่
สายน้ำจาก Mount Aspiring ไหลลงมา ใบไม้เปลี่ยนสีริมทะเลสาบสมเป็นฤดูใบไม้ร่วง ตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าและสีน้ำเงินคราม
ของน้ำในทะเลสาบ และทะเลสาบนี้แหละที่เราจะพักคืนนี้ แต่เมือง Wanaka อยู่ปลายสุดของทะเลสาบ



      ถนนตัดเลียบริมทะเลสาบ Wanaka สักพักก็ข้ามภูเขาไปอีกด้าน จุดนี้เรียกว่า The Neck คือเป็นช่วงแผ่นดินที่อยู่ตรงกลาง
ระหว่างสองทะเลสาบคือทะเลสาบวานากาและทะเลสาบฮาเวีย(Hawea Lake) เมื่อข้ามเนินเข้าขึ้นมาเราก็เห็นทะเลสาบ Hawea
น้ำสีน้ำเงินเข้มแบบเข้มมากจริงๆครับ อดไม่ได้ที่จะจอดรถเก็บภาพไว้



      เส้นทางสู่ Wanaka จะเลียบทะเลสาบฮาเวียไปเรื่อยๆจนสุดปลายทะเลสาบจะเจอแยกซ้ายมือไป Cromwell เราเลี้ยวขวา
เข้าสู่ Wanaka ผ่าน Puzzling world อยู่ด้านซ้ายมือ แต่โปรแกรมผมไม่มีเวลาที่จะเข้าไปเที่ยวที่นี่แล้วครับ  ข้างในจะเป็นโลก
ปริศนาเช่นเขาวงกต ห้องน้ำโรมันที่เป็นภาพวาดสามมิติและบ้านลวงตาที่เอียง 15 องศา แต่หลอกตาให้เราเข้าใจว่าบ้านไม่เอียง



      เลย Puzzling Worldมาไม่ถึง 5 กม. เราก็มาถึงที่พักสำหรับคืนนี้ครับ Alpine Motel ห้องพักแบบเตียงใหญ่ 1 เตียงและเตียง
เล็ก 2 เตียงอยู่ก่อนถึงตัวเมือง Wanaka ประมาณ 5 กม. ข้างๆมีโรงหนัง แต่โรงหนังที่นี่เล็กมากจนผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรงหนัง
จนตอนค่ำเห็นเด็กวัยรุ่นเดินเข้าไปกัน ก็เลยชะโงกไปดูถึงรู้ว่ามันคือโรงหนัง



      และเช่นเคยครับ พระอาทิตย์ยังไม่ลับฟ้า จะอยู่แต่ในที่พักก็ผิดวิสัย เก็บของเสร็จก็ไปกันต่อ ขับรถเลียบทะเลสาบไปเรื่อยๆ
Wanaka เป็นเมืองใหญ่มากเมื่อเทียบกับ Greymonth และ Fox Glacier ที่ผ่านมา



      เราขับรถชมเมืองจนค่ำเรา จึงแวะ นิวเวิลด์ซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อนกลับที่พัก เพื่อเตรียมเสบียงสำหรับวันพรุ่งนี้ที่ต้องเดินทาง
ไกลข้ามไปฝั่ง East Coast โดยจะเตรียมหุงข้าวและทำกับข้าวไปกินระหว่างทาง ที่วานากานี่ผมได้ส่ง Post Card กลับไปให้
เพื่อนๆที่เมืองไทยและที่ญี่ปุ่น แต่โปสการ์ดใช้เวลาเดินทางกว่า 2 เดือน โดยต้องไปผ่านสิงคโปรก่อนและผมคาดว่าเพื่อนบาง
คนอาจไม่ได้รับและไม่รู้ไปสูญหายอยู่ที่ไหน



โปรแกรมเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้

  • 6.30 ไปชมทะเลสาบ Wanaka และเมือง Wanaka ยามเช้า
  • 8.00 ออกเดินทางสู่ ดะนีดิน (Dunedin)
  • แวะชมสวนผลไม้ที่ Cromwell
  • ดูเพนกวินตาเหลืองและแมวน้ำที่ Otago Peninsula, Dunedin
  • เข้าที่พักแล้วออกไปดูสถานีรถไฟดะนีดินยามค่ำ




Create Date : 21 สิงหาคม 2555
Last Update : 23 กันยายน 2556 8:42:08 น.
Counter : 2244 Pageviews.

3 comment
South New Zealand - Day 3 Greymouth - Fox Glacier



     วันที่ 3 ของการเดินทาง อากาศยังคงหนาวอยู่แต่ฝนหายไปแล้ว วันนี้อากาศดีมากครับ ผมออกไปเดินสำรวจชายทะเล
หลังที่พัก ทะเลทาสมันยามเช้าไร้ผู้คน ชายหาดหินยาวไกลสุดลูกตา มองเห็นยอดภูเขาหิมะอุทยานแห่งชาติเมาท์คุก
อยู่ลิบๆ นั่นคือจุดหมายที่เราจะบินขึ้นไปวันนี้


     ผมกลับเข้าที่พักเพื่อเก็บของเดินทางไปยัง Franz Josef ระยะทางประมาณ 200 กม. ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
คำนวณเวลาแล้วน่าจะไปทันรอบเฮลิคอปเตอร์ที่จองไว้รอบ 11 โมงครึ่ง แต่จริงๆไปเลทกว่านั้นเค้าก็ไม่ว่าอะไรครับ
เพราะเค้ามีเครื่องหลายลำ และผมไปกัน 4 คน เค้าให้นั่งลำเล็ก 1 ลำ พอดีคนครับ



     เราใช้ทางหลวงหมายเลข 6 เลียบฝั่งทะเลตะวันตก แต่ขับไปก็ไม่เห็นทะเลหลอกครับ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึง Hokitika
ผมเห็นว่ายังพอมีเวลาเลยแวะที่นี่ให้คุณผู้หญิงเลือกดูเครื่องประดับที่ทำจากหยก เมืองโฮกิติกา เป็นเมืองแห่งหยก มีร้านขาย
เครื่องประดับที่ทำจากหินหยก(Jade) อยู่หลายร้าน



     ชอปปิ้งครั้งแรกของทริปเสร็จ เราก็มุ่งหน้าต่อไปยังเมือง Franz Josef ช่วงนี้เป็นช่วงที่ขับกันยาวๆเลยครับ ระหว่างทางผ่าน
ทะเลสาบสวยๆประมาณ 3 แห่ง แต่ผมไม่ได้แวะเลย เพระต้องรีบทำเวลา และ GPS ดันพาไปผิดร้านอีกครับ เป็นร้านเฮลิคอปเตอร์
เหมือนกันพอเข้าไปในร้าน ยื่นเอกสารให้เค้าดูเจ้าของร้านบอกคุณต้องขับไปที่ Franz Josef อีก 30 กม. ก็เลยรีบเดินทางกันต่อ
เพราะใกล้ 11 โมงครึ่งแล้ว



มาถึงสักที Franz Josef

     แล้วเราก็มาถึงจุดหมาย Alpine Adventure Center เข้าไปติดต่อด้านใน เรามาเกินเวลาไป 10 นาที แตก็ไม่มีปัญหาครั

พอลงทะเบียนเสร็จ เค้าก็ให้สติ๊กเกอร์แปะหน้าอกมาคนละดวง เป็นหมายเลขเพื่อขึ้นเครื่อง เค้าห้ามนำกระเป๋าขึ้นไปด้วย
ต้องฝากไว้ที่ร้าน อนุญาตให้ถือกล้องถ่ายรูปขึ้นไปคนละตัวเท่านั้น

      จากนั้นพนักงานก็พาเราไปที่นั่งรอหน้าร้าน แล้วอธิบาย การปฏิบัติตัวเมื่อขึ้นเครื่อง เช่นให้ใส่ Head phone เพื่อกันเสียง
เครื่องยนต์และใบพัดและนักบินจะอธิบายเราผ่าน Head Phone ให้ก้มต่ำเวลาขึ้นหรือลงเครื่อง และคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลา
จากนั้นนั่งรออีกประมาณ 5 นาที เจ้าหน้าที่ก็มาตามเราไปรอขึ้น ฮ.



      ลำที่เรานั่งเป็นลำเล็ก ผู้โดยสารเลยมีกลุ่มเดียวคือกลุ่มเรา 4 คน รวมนักบินด้วยเป็น 5 คน เอาหล่ะครั้งแรกกับประสพการณ์
นั่ง ฮ. เครื่องทะยานขึ้นแล้วบินพาเราไปชมธารน้ำแข็ง Franz Josef เป็นจุดแรก มองเห็นส่วนปลายสุดของธารน้ำแข็งไกลๆตอน
บ่ายเราจะเดินเท้าเข้าไปชม



และแล้วเราก็ร่อนลงเหยียบยอดเขา
Mount Tasman ยอดสูงอันดับ 2 ของเทือกเขา Alpine รองจาก Mount Cook



      นักบินให้เวลาเราประมาณ 10 นาที กับการถ่ายรูปจากนั้นก็เรียกขึ้น ฮ. แล้วพาบินต่อไปชมธารน้ำแข็ง Fox ก่อนจะพาวนกลับ
มาลงจุดเดิม



โปรแกรมขึ้น ฮ. ที่นี่มี 3 โปรแกรมคือ โปรแกรมแรก ไปชมธารน้ำแข็ง Franz Josef 20 นาที ไม่ลงจอดด้านบน
โปรแกรม 2 คือ โปรแกรมที่ผมจองมา คือ บินวนชมธารน้ำแข็ง Franz Josef และ Fox Glacier และลงจอดยอด Tasman
โปรแกรมที่ 4 บินชมธารน้ำแข็ง Franz Josef Tasman Glacier และ Fox Glacier และลงจอด Mt. Cook

 สำรวจปลายสุดของธารน้ำแข็ง

     ก่อนเดินเข้าไปสำรวจปลายสุดของธารน้ำแข็ง Franz Josef เราต้องหาอะไรรองท้องกันก่อน เพราะเกือบบ่ายโมงแล้ว สอง
ข้างทางในเมือง Franz Josef มีร้านอาหารอยู่หลายร้านให้เลือกทาน พออิ่มกันเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางกันต่อจากจุดนั้น ขับ
รถต่อไปอีกไม่ไกลนักจะเจอทางเข้า Franz Josef Glacier อยู่ซ้ายมือ เลี้ยวรถเข้าไปด้านในขับไปจนสุดทางจะเจอที่จอดรถหน้า
ทางเดินเข้าเส้นทางเดินสำรวจ Glacier เค้าบอกว่าเดินไปจุดปลายสุดของธารน้ำแข็ง ใช้เวลา ไป-กลับ ชั่วโมงครึ่งแต่ผมเดิน
ไป-กลับ 3 ชั่วโมง เหมือนจะใกล้ แต่เดินไปไม่ถึงสักทีครับ เห็นปลายสุดของธารน้ำแข็งและตัวคนอยู่ข้างล่างเล็กนิดเดียว



      ในที่สุดก็เดินมาถึงครับ แต่จุดที่เค้าให้ดูน่างพอสมควรกับหน้าผาน้ำแข็ง เราไม่สามารถเดินต่อเข้าไปได้ ต้องมีเจ้าหน้าที่นำ
ทางและต้องมีอุปกรณ์การเดินบนน้ำแข็งครับ ถ้าสนใจสามารถซื้อทัวร์จาก Franz Josef ได้ เค้าจะพาเดินไปสำรวจถ้ำน้ำแข็งอย่าง
ใกล้ชิด



ตำนานเมารี
     แต่เดิมชาวเมารีเรียกธารน้ำแข็งฟรานซ์โจเซฟแห่งนี้ว่า “คา รอยมาทา โอ ฮีเน ฮูกาเทเร (Ka Roimata o Hine Hukatere)”
ซึ่งมีความหมายว่า “น้ำตาแห่งสตรีหิมะ (The Tears of the Avalanche Girl)” ตามตำนานได้เล่าว่าสตรีหิมะผู้นี้มีนามว่า “ฮีเน
ฮูกาเทเร” ชื่นชอบการปีนภูเขามาก จึงได้ชวนคนรักของเธอไปด้วยกัน แต่เมื่อปีนจนใกล้จะถึงยอดเขาชายคนรักของเธอก็พลัด
ตกลงมาเสียชีวิต ด้วยความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก เธอจึงร้องไห้เสียน้ำตาออกมามากมายมหาศาล จนในที่สุดน้ำตาก็ได้
แข็งเป็นธารน้ำแข็งไปชั่วกาลนาน โดยน้ำตาจากตาข้างหนึ่งกลายเป็นธารน้ำแข็ง Franz Josef และจากตาข้างหนึ่งกลายเป็น
ธารน้ำแข็ง Fox


      ธารน้ำแข็งทั้งสองมีชื่อเสียงมากที่สุดในอุทยานแห่งชาติเวสท์แลนด์ จากที่มีทั้งหมดในเขตอุทยานประมาณ 60 สาย จัดว่า
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ทาง ธรรมชาติ โดยธารน้ำแข็งทั้งคู่มีความยาวประมาณ 13
กิโลเมตร จุดเด่นที่แตกต่างไม่เหมือนกับธารน้ำแข็งที่อื่นนั่นก็คือ ธารน้ำแข็งทั้งคู่นี้ไหลมาจากบริเวณที่มีหิมะปกคลุมอยู่ตลอด
เวลา ไปยังเขตป่าดิบชื้นซึ่งอยู่ใกล้ทะเลเป็นอย่างมากและมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ลักษณะเช่นนี้ไม่สามารถพบได้ในที่อื่น หรือ
อาจกล่าวได้ว่าไม่มีที่ใดในโลกที่จะสามารถเข้าถึงธารน้ำแข็งในอุณหภูมิ ปกติได้ง่ายดายเช่นนี้



     ออกจากเส้นทางสำรวจ Franz Josef Gracier เราก็มุ่งน้าสู่เมือง Fox เป็นจุดที่เราจะพักกันในวันนี้ครับ ใช้เวลาประมาณ 20
นาทีเราก็เดินทางมาถึง ที่พัก Lake Matheson Motel



      เก็บข้าวของเสร็จก็ออกสำรวจกันสักนิดครับ เพราะพระอาทิตย์ยังไม่ตก ที่เมือง Fox มีทะเลสาบ Matheson ที่ขึ้นชื่อเรื่อง
ความสวยงามเราเลยลองไปสำรวจกันครับ แต่ว่าพอไปถึงพระอาทิตย์ลับฟ้าไปอย่างรวดเร็ว และต้องใช้เวลาเดินไป-กลับ ประมาณ
1 ชั่วโมงเราเลยเปลี่ยนใจที่จะกลับมาใหม่พรุ่งนี้เช้า แต่ก็ไม่ได้เสียเที่ยวทีเดียวนัก เพราะได้เห็นแสงอาทิตย์สีทองส่องยอดเมาท์คุก
สวยงามมากครับ



      พอพระอาทิตย์ลับฟ้าอากาศก็เย็นจับใจเลยทีเดียว เรารีบกลับเข้าที่พักทำอาหารเย็นกินกัน และเตรียมวางแผนการเดินทาง
สำหรับวันพรุ่งนี้

โปรแกรมเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้

  • 6.30 ออกจากที่พักไป Lake Matheson จากนั้นกลับที่พักเก็บของกินข้าวเช้าแล้วเดินทางต่อ
  • 9.00 เดินทางจากที่พักแวะ Fox Glacier ที่จุดชมวิว แต่ไม่เดินเข้าส่วนปลายสุด
  • เดินทางลงใต้เลียบชายฝั่งทะเลทาสมัน ข้ามเทือกเขาอัลไพน์กลับทาง Haast Pass ไป Wanaka
  • เข้าที่พัก Wanaka



Create Date : 20 สิงหาคม 2555
Last Update : 23 กันยายน 2556 8:40:57 น.
Counter : 1793 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]