All Blog
ไปขับรถเที่นวกัน เยอรมัน ออสเตรีย เชค Day-1



     สวัสดีทุกท่านครับ นานแล้วที่ไม่ได้มาอัพเดทบล็อก วันนี้จะมาแชร์ประสพการณ์การไปขับรถเที่ยวยุโรป 3 ประเทศช่วงสงกรานต์
สองปีก่อน ผมได้เจอเพื่อนเก่าที่จากกันมานานสิบกว่าปีในเฟสบุค หลังจากนั้นไม่นานนัก ผมมีทริปไปเที่ยวสวิสและก็รู้ว่าเพื่อนคนนี้
กำลังจะพาครอบครัวไปสวิสช่วงเวลาเดียวกัน แต่เนื่องจากไม่ได้มีการคุยแผนกันก่อนหน้านี้ ก็เลยไม่ได้ไปเที่ยวในเส้นทางเดียวกัน
หลังจากกลับมาก้ได้มีการนัดกันว่าถ้าผมจัดทริปอีกให้บอกด้วย แต่เนื่องจากแผนการเที่ยวผม ไม่ค่อยได้เตรียมไว้นานมากนัก มักจะเริ่ม
จากมีตั๋วเครื่องบินราคาที่ยอมรับได้ผ่านเข้ามาให้เห็น ก็จะจองตั๋วไว้ก่อนแล้วค่อยมาจัดแผนที่หลัง

     ผ่านมาสองปี ก็ได้ตั๋วไปเยอรมัน ก้ไม่ได้ถูกมากแต่ก็ยอมรับได้ หลังจากผมได้ตั๋ว ก็ชวนเพื่อนทันทีว่าจะไปมั๊ย แต่อย่าถามว่าไปไหน
บ้าง เพราะยังไม่ได้จัดทริป เพื่อนก็ไว้ใจเราสุดๆ จองตั๋วทั้งครอบครัว 3 คน เมื่อพาเพื่อนลงเรือบินลำเดียวกันมาแล้ว ก็เป็นหน้าที่เราหล่ะ
ที่ต้องมาจัดทริป ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะเดินทางยังไง แว่ปแรกคิดถึงรถไฟ แต่อีกใจก็คิดถึงการขับรถเที่ยว สุดท้ายตกลงที่การับรถเที่ยว 
จากนั้นก็หาเส้นทาง ตั๋วที่ได้คือลงมิวนิค 8 วัน ก็เริ่มศึกษาเส้นทาง โจทย์คือวันนึงประมาณไม่เกิน 300 กม. เลยปักหมุดเส้นทางได้ตามนี้ 

วันแรกถึงสนามบินมิวนิคเช้า จากสนามบินมิวนิค ไป ชวานเกา เที่ยวปราสาท Neuschwanstein ปราสาทต้นแบบของดีสนีย์
วันที่ 2 ไป ออสเตรีย พัก Innsbruk เมืองที่สวยมาก
วันที่ 3 ไป Hallstatt มันคือปางอุ๋งแห่ง ออสเตรีย 5555
วันที่ 4 ไป Ceskey Krumlov สาธารณะเชค
วันที่ 5 ไปปราก
วันที่ 6 กลับมาเยอรมัน พักที่ Rothenburg Ob de Tauber
วันที่ 7 กลับมิวนิคคืนรถที่สนามบินแล้วนั่งรถไฟเข้าเมืองพักในมิวนิค
วันที่ 8 City tour Munic
วันที่ 9 กลับ
พอจัดเส้นทางเสร็จก็จองที่พัก ผมชอบจองผ่าน Booking.com เพราะมันสะดวกในการปรับเปลี่ยน ส่วนเรื่องจองรถ ผมจองผ่าน Sixt 
บริษัทใหญ่ที่มีสาขาทั่วโลก ถึงราคาจะสูงกว่าบริษัท Local แต่อุ่นใจกว่า เพราะเคยจองรถบริษัท Local ที่ประเทศอื่นแล้วได้ประสพการณ์
ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

จองทุกอย่างเสร็จก็ขอวีซ่า ที่สถานฑูตเยอรมัน ขั้นตอนก็เข้าไปจองคิวที่เวปสถานฑูตว่าเราจะไปยื่นเอกสารวันไหน จากนั้นก็เตรียมเอกสาร คือ 
1 ใบ Application กรอกแล้วพิมพ์ได้จากเวปสถานฑูต มีเวอร์ชั่นภาษาไทย 
2 สำเนาพาสปอร์ตทุกหน้าที่มีตราประทับ
3 หนังสือรับรองบริษัทระบุวันลาและผลตอบแทน
4 หลักฐานทางการเงินที่ให้เค้ามั่นใจว่าคุณกลับมาแน่ เช่น บัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน โแฯดที่ดิน สำเนาสมุดกองทุน ใบหุ้น มีอะไรแนบไปให้หมด
5 สำเนาการจองเที่ยวบิน ไปขกลับ
6 สำเนาการจองที่พัก
7 ประกันภัยการเดินทาง ต้องประกันกับบริษัทที่กลุ่มประเทศเชงเก้นระบุเท่านั้น
9 แผนการเดินทาง
กรณีไปเป็นครอบครัวแล้วหัวหน้าครอบครัวออกค่าใช้จ่าย ก็ทำหนังสือรับรองว่าใครเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แล้วแนบเอกสารทางการเงินของคนนั้น

วันนัดยื่นเอกสารให้คนที่รู้โปรแกรมทั้งหมดเข้าไปสัมภาษณ์คนแรก แล้วเป็นคนเล่าโปรแกรมให้เจ้าหน้าที่ฟัง เฉพาะครอบครัวเดียวกันนะ
ครับ ถ้าไปเป็นกลุ่มเพื่อนทุกคนต้องอ่านโปรแกรมมาด้วย หลักๆก็คือ ไปประเทศไหนบ้าง ไปทำไม ไปเที่ยวไหน พักที่ประเทศไหนกี่คืน
สัมภาษณ์เสร็จก็สแกนลายนิ้วมือแล้วไปเสียตังค์ค่าวีซ่า เค้าจะออกใบนัดรับเล่มพาสปอร์ตคืน ของผมยื่นวันศุกร์ได้รับคืนวันพฤหัสถัดไป

ได้วีซ่าแล้วก็เตรียมออกเดินทาง >>>>>

     เมื่อถึงวันเดินทาง ใกล้เวลาบอร์ดดิ้ง พนักงานก็มาแจ้งว่าเครื่องมีปัญหาต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่รอบอร์ดดิ้งไทม์ใหม่เกือบ 2 ชั่วโมง 
กว่าจะได้เวลาเดินทางก็เกือบตีสาม จากเวลาเดิม เที่ยงคืน 50 นาที
     เรามาถึงสนามบินมิวนิค 9 โมงกว่า เวลาที่นั่น ซึ่งต่างจากเวลาเมืองไทย 5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่ปรับสำหรับฤดูใบไม่ผลิและฤดูร้อน
ถ้าเป็นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวจะต่างกัน 6 ชั่งโมง แต่เครื่องยังไม่แตะพื้นก็เห็นแววว่าฝนตกแล้วครับ ผ่าน ตม.ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่
แต่รอกระเป๋านี่นานพอสมควรกว่าจะได้ครบ ได้กระเป๋าแล้วก็เดินออกด้านนอกผ่านด่านศุลกากร ก็เดินเฉิดฉายเข้าช่องเขียวไปเลย
     ออกมาด้านนอกมองป้าย Car rent แล้วเดินต่มป้ายไปเลยครับ จะมีศูนย์รวมรถเช่าอยู่อีกตึกนึง เดินออกด้านนอกแล้วเดินไปฝั่งตรง
ข้าม จะเห็นโลโก้รภเช่าสารพัดยี่ห้อ เราก็มองหา Sixt เห็นป้ายสีส้มแต่ไกล สำนักงานใหญ่ของ Sixt อยู่ที่เยอรมัน เลยดูจะเป็นเจ้าที่ใหญ่
กว่าชาวบ้าน ตอนจองรถผ่านเวปไซต์เค้าจะมีให้ลงทะเบียนสมาชิก พอลงทะเบียนเสร็จจะมีบัตรสมาชิกส่งมาให้ ไปถึงเราก็เข้าช่อง
Express ยื่นบัตรสมาชิก พนักงานจะเช็คข้อมูลการจองของเราได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องพิมพ์ใบจองไปให้ยุ่งยาก จากนั้นก็ยื่นพาสปอร์ตกับ
ใบขับขี่ ตอนแรกผมเข้าใจว่าต้องใช้ใบขับขี่สากลอุตส่าห์ไปทำเสียตังค์ไป 505 บาท ไปถึงยื่นให้เค้า เค้าบอกไม่เอาใบนี้ ขอ Driver 
License เลยยื่นใบขับขี่ไทยแบบแข็งที่มีสารพัดสี เค้าเอาใบนั้นครับ ดีนะที่ไปเปลี่ยนมาตั้งแต่ปีที่แล้วเดิมใช้แบบบัตรอ่อนสมัย 30 ปีก่อน 
     ผมเลือกรถเบนส์แวน 7 ที่นั่ง เพราะครอบครัวผมมี 5 คนเลยต้องเผื่อที่วางกระเป๋าเพราะต้องเปลี่ยนเมืองไปเรื่อยๆ รถเกียร์ออโต้ที่นี่
ไม่ค่อยมีให้เลือกครับ มีแต่เกียร์ธรรมดาไม่รู้เพราะอะไร แต่เดาว่าถนนที่มีหิมะรถเกียร์ธรรมดาคงควบคุมได้ง่ายกว่า

     พอได้กุญแจรถแล้ว พนักงานจะบอกตำแหน่งที่รถจอดให้เราก็ไปตามตำแหน่งนั้นครับ หาไม่ยากเพราะเลขมันจะมีเลขอาคาร ชั้น แล้ว
ก็ล็อคที่จอด ไปถึงรถเก็บข้าวของขึ้นรถก็ใช้เวลาทำความรู้จักกับรถอยู่นาน เคยขับแต่รถญี่ปุ่น ขับที่เมืองไทย ทีนิวซีแลนด์หรือที่ญี่ปุ่นก็
ขับแต่รถญี่ปุ่น เลยต้องทำความรู้จักกันนานหน่อย แต่ที่นี่รถญี่ปุ่นก็เยอะนะครับโดยเฉพาะยาริส ทำความรู้จักกับรถพอสมควรก็ตั้ง GPS 
ไปที่พักคืนแรกเลย ใส่เมือง ใส่ถนน ใส่เลขที่บ้าน มันก็พาไปตรง ออกจากสนามบินมาฝนก็ปรอยๆไปตลอดทาง วิวข้างทางสวยดีแต่ถนน
ไม่มีไหล่ทางให้จอด ก็เลยตรงอย่างเดียวจนมาถึง Schwangau อ่านว่าชวานเกา Schwan แปลว่าหงส์ จากสนามบินมิวนิคมาถึงที่นี่ 
ประมาณ 160 กิโลเมตร


     คืนนี้เราพักกันที่ Casa Patrizia Schwangau เป็นอพาร์ทเมนท์ 3 ชั้น ชั้นละห้อง เท่ากับว่าทั้งหลังเป็นของพวกเรา มาถึงที่พักเค้ามี
ซองกุญแจเขียนชื่อเราเสียบไว้หน้าบ้านครับ แยกตามห้องชั้นละห้อง บ้านเค้ากว้างขวางดีมี 2 ห้องนอนย่อย ห้องพักผ่อนและครัวแยก
ตอนกำลังขนกระเป๋าเข้ามาเก็บ ป้าเจ้าของบ้านโผล่มาจากไหนไม่รู้ แกมาทักทายแล้วก็เก็บตังค์ครับ มารู้ทีหลังว่าแกพักอยู่ห้องใต้ดิน

     เก็บของเสร็จเราก็ออกไปหาอะไรกินในเมืองฟุสเซน(Fussen) กันจากที่พักขับรถเข้าเมืองประมาณ 2 กม. ชวานเกากับฟุสเซน อยู่กัน
คนละฝั่งแม่น้ำครับ ด้านชวานเกาจะเป็นโซนออกชนบทกว่าฝั่งฟุสเซนเป็นย่านธุรกิจ ตอนแรกตั้งใจจะไปกินร้านดังแห่งฟุสเซนที่เค้า
แนะนำกันคือร้าน Gasthof Krone แต่ปรากฎว่าร้านยังไม่เปิด เปิด 5 โมงเย็น แต่นี่มื้อกลางวันเรายังไม่ได้กินกันเลยก็เลยหาร้านอื่น 
ทั้งเมืองเงียบมากจริงๆครับ เรามาเจอร้านอีกร้านใกล้ๆร้านดัง รสชาติอาหารใช้ได้บริกรหนุ่่มอารมณ์ดีพูดจาหยอกล้อเป็นกันเองกับลูกค้าทุกโต๊ะดูน่ารักดีไม่ถึงกับลามปาม 

     แม่น้ำ Lech ต้นกำเนิดมาจากเทือกเขา Alps ในออสเตรีย ไหลลงทะเลสาบ Foggensee ที่อยู่ระหว่าง Schwangau กับ Fussen จาก
ร้านอาหารเดินมาสะพานข้ามแม่น้ำนี่ไม่ไกลครับ ขามาจากที่พักเราก็ข้ามสะพานนี้มา

      เราจอดรถไว้ตรงทางเข้าปราสาท Hohes Schloss Füssen ก็เลยแวะขึ้นไปชมสักหน่อยแต่ด้านในกำลังปรับปรุงอยู่เลยมีแต่นั่งร้าน
เต็มไปหมด ปราสาทนี้เปิกเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม จากด้านบนมองเห็นเมืองฟุสเซนทั้งเมืองได้

     จากนั้นก็ขับรถตะเวนแถวๆที่พักจนไปเจอโบสถ์ St. Coloman น่าจะเป็นหนึ่งใน Landmark ของ Schwangau ที่ใครๆมาก็แวะมาถ่าย
รูปเป็นที่ระลึกถ้ามาเดือนพฤษภาคมคงสวยกว่านี้เพราะทุ่งเขียวๆจะกลายเป็นสีเหลืองอร่ามด้วยดอก Dandelion ดอกไม้แห่งฤดูใบไม้ผลิ 
กับฉากหลังยอดเขาที่หิมะยังปกคลุม แต่วันนี้ดอกไม้ก็ไม่มีแถมฝนตกอีกต่างหาก


     จากโบสถ์นี้กลับที่พักไม่ไกล มีซุปเปอร์มาร์เกตอยู่ก่อนถึงที่พัก เราเลยแวะหาเสบียงไว้เพราะที่พักมีครัวกะว่าจะทำมื้อเย็นกินขี้เกียจ
ออกไปกินในเมืองแล้ว เราเตรียมหม้อหุงข้าวกับอาหารแห้ง น้ำพริก แกงถุงของตนอร์มาจากบ้าน เพราะให้กินอาหารฝรั่งทุกวันคงอยู่ไม่
ได้ ที่มาซื้อเพิ่มที่นี่ก็คือไข่ไก่กับพวกไส้กรอกเอาไว้ใส่มาม่ากิน นอกนั้นก็นม โยเกิต ซึ่งที่นี่อร่อยกว่าที่ไทยไอศครีมแมกนั่มรสชาติที่
เมืองไทยไม่มีขาย และที่ขาดไม่ได้ก็คือเบียร์เยอรมัน




Create Date : 01 พฤษภาคม 2559
Last Update : 1 พฤษภาคม 2559 22:01:52 น.
Counter : 969 Pageviews.

0 comment
KAWAGOE - ตะลอนไป ใกล้ๆโตเกียว

   สวัสดีครับทุกท่าน มาอั๊พเดทบล็อคอีกครั้งอย่างน่าสงสัย ว่าลุงฅิตไปญี่ปุ่นอีกแล้วหรือ ใช่ครับไปอีกแล้ว คราวนี้มาพาไปเดินเล่นชม
ดอกไม้ เดินตากฝนใกล้ๆโตเกียวกันครับที่แรกที่จะพาไปก็คือเมืองเล็กๆน่ารักไม่ใกล้จากโตเกียวนักอยู่ในจังหวัด Saitama ครับ

   การเดินทางไปญี่ปุ่นคราวนี้ผมพักอยู่ในโตเกียวเป็นหลัก เลือกที่พักที่อยู่ใกล้สถานี JR Yamanote Line เพราะเดินทางไปเที่ยวที่ต่างๆ
สะดวกครับ ส่วน Pass ต่างๆที่ใช้สำหรับขึ้นรถไฟที่ญี่ปุ่น ผมไม่ได้ซื้อครับ ใช้หยอดเป็นเที่ยวเอา
   จากสถานีรถไฟไหนก็ตามนั่ง Yamanote Loop Line มาลงที่สถานี Ikebukuro ครับ แล้วต่อรถไฟ Tobu Tojo Line Express สถานี JR
และ Tobu Tojo Line มีทางเชื่อมถึงกันครับ พอลงรถไฟ JR ที่สถานี Ikebukoro แล้วก็มองหาป้าย Tobu Tojo Line แล้วเดินตามป้ายไป
ครับนั่งรถไฟไปลงที่ สถานี Kawagoe ค่ารถ 470 Yen หรืออีกทางนึง จากสถานี Shinjuku นั่งรถไฟ JR Saikyo Line Rapid ไปลงที่
สถานี Kawagoe ค่ารถ 760 Yen
มาถึงสถานี Kawagoe เดินออกมาด้านนอกจะเห็นห้าง atre มีบันไดลงไปป้ายรถบัสด้านล่าง เดินลงไป
ที่ป้ายหมายเลช 3 เลยครับ

   ที่ป้ายรถมีพนักงานนั่งขายตั๋วอยู่ครับ ซื้อตั๋ว Koedo Loop Bus แบบ Day Pass ขึ้นลงได้ตลอดสายภายใน 1 วันครับ จากนั้นก็ขึ้นไปนั่ง
รอรถออกเลย นั่งไปไม่ไกลลงป้ายแรกเลยครับเค้าจอดจุดแรกตรงไหนก็ลงตรงนั้นครับ ไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะไม่จอด เพราะเค้าจอดทุก
ป้ายในเส้นทางครับ ลงมาก็จะเจอทางเข้าวัด Kita In Temple เดินเข้าด้านในวัดกันเลยครับ จริงๆเราควรเจอซากุระบานสะพรั่งตรงนี้ แต่
เรามาช้าไปครับปีนี้มันบานเร็ว ก็มีสภาพอย่างที่เห็นครับ ร่วงเกือบหมด

   เดินต่อเข้าไปด้านใน เจอแล้วครับ ซากุระกับเจดีย์แดง เหลือต้นเดียวที่ยังบานสะพรั่งอยู่

   วัดคิตะอิน (Kitain Temple) วัดสำนักงานใหญ่ของวัดพุทธในนิกายเท็นไดชุ (Tendai) ประจำภูมิภาคคันโต วัดคิตะอินสร้างเมื่อปี 830
โดยพระเท็นไก โชโจ (Tenkai Sojo) ได้รับการยกฐานะให้เป็นวัดประจำตระกูลโทกุงาวะในปี 1611 เนื่องจากเคยใช้เป็นที่พำนักในการ
เดินทางระหว่างเอโดะกับเมืองนิคโก้ อาคารของวัดที่เห็นอยู่ในปัจจุบันได้รับการบูรณะใหม่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้รุนแรงในปี
1638

   วิหารที่เห็นนี่เข้าจากด้านหน้าไม่ได้นะครับ ถ้าจะไหว้พระต้องไหว้จากข้างนอก แต่ถ้าจะเข้าด้านใน ต้องเดินอ้อมไปทางด้านหลังครับ
เสียค่าเข้า 300 Yen ด้านในเป็นพิพิธภัณ์แต่ห้ามถ่ายภาพครับ ถ่ายได้เฉพาะบริเวณสวนเท่านั้น

   สวนด้านในชมได้เฉพาะจากตัวอาคารครับ เข้าไปไม่ได้ แบ่งเป็นสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นสวนหิน ส่วนอีกด้านเป็นสวนป่าบรรยากาศ
เหมือนฤดูใบไม้ร่วงครับ
   มีทางเดินเชื่อมไปยังอาคารแต่ละหลังและห้องต่างๆมีจัดแสดงประวัติเมือง Kawagoe ดาบซามูไร ชุดเกราะต่างๆ และมีสะพานไม้
เชื่อมไปยังวิหารใหญ่ เข้าไปไหว้พระและเทพเจ้าได้ครับ
   อีกสิ่งที่อยากแนะนำ ห้องน้ำที่วัดนี้สะอาดมากๆๆๆ ครับ

   รอบๆบริเวณวัดช่วงที่ผมไปมีซุ้มขายอาหารอยู่หลายร้านครับ เป็นช่วงเทศกาลชมซากุระแต่ไม่ค่อยมีให้ชมเท่าไหร่แล้ว อย่าลืมกินมัน
ญี่ปุ่นที่นี่ครับเป็นมันทอดหวานมากๆ นั่งชิมขนมกันใต้ต้นซากุระสักพักก็ไปกันต่อครับ เราเดินออกด้านหน้าวัดกัน เป็นคนละทางกับทางที่
เราเข้ามาครับ

   เดินตรงมานิดเดียวเจอวัดอีกวัดนึครับชื่อยาวเหยียด Naritasan Kawagoe Betsuin Hongyoin เดินเข้าไปแล้วไปออกประตูด้านข้างจะ
เจอ ป้ายรถเมล์ ยืนรอรถเพื่อไปต่อครับ วัดนี้ก็มีอะไรให้เดินชมเหมือนกันแต่ไม่ได้เข้าภายในวิหารครับ เพราะวันนี้เค้ามีพิธีสวดมนต์กันอยู่

ภายในวัดนี้ก็มีซากุระให้ชมเหมือนกันครับ แม้จะไม่มากเท่าวัด Kita In

   รอรถเมล์สักพักก็มาขึ้นกันเลยครับ ลงป้ายต่อไปครับจอดเมื่อไหร่ลงเมื่อนั้น ลงมาจะเห็นสามแยกเดินเลี้ยวซ้ายไปก็จะเห็น หอนาฬิกา
(時の鐘)
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองคาวาโกเอะ โดยใช้บอกเวลามากว่า 350 ปีแล้ว ปัจจุบันนี้หอนาฬิกาก็ยังคงตีระฆังบอกเวลาวันละ 4
ครั้ง ทุกเวลา 6 โมงเช้า เที่ยง บ่าย 3 โมง และ 6 โมงเย็นครับ

   จุดเด่นของเมืองคาวาโกเอะคือ การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมแบบเก่าๆ ของญี่ปุ่นเอาไว้นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นห้างร้านหรือบ้านเรือน ต่างก็
รักษากลิ่นอายของความเป็นเมืองเก่าเอาไว้ได้อย่างดี ถึงกับได้รับสมญานามว่าเป็นโคะเอโดะ (Koedo 小江戸) หรือ Little Edo “เมือง
เอโดะน้อย”
ซึ่งเมืองเอโดะเป็นชื่อเก่าของโตเกียวในปัจจุบันนั่นเอง


   เดินเล่นไปเรื่อยๆถึง Canndy Arrey หรือตรอกคาชิยะโยโคะโชะ (菓子屋横丁)
ซึ่งเป็นตรอกที่มีร้านขนมหวานตั้งเรียงรายกันเมากมาย
โดยเฉพาะขนมจากมันหวาน  ของดีของเมืองคาวาโกเอะ ที่นำไปทำขนมกินเล่นได้หลากหลายรูปแบบ อย่างเช่น อบกรอบ พายมันหวาน
มันหวานทอดเคลือบน้ำตาล ไอศกรีมมันหวาน และอีกมากมาย นอกจากจะมีร้านขนมแล้วยังมีของเล่นย้อนยุคให้เลือกซื้อเก็บเป็นที่ระลึก
บรรยากาศที่นี่ทำให้ได้สัมผัสถึงบรรยากาศเก่าๆ ในสมัยโชวะ

ปิดท้ายคาวาโกเอะด้วยภาพตุณลุงนักปั้นฝันครับ




Create Date : 02 พฤษภาคม 2558
Last Update : 2 พฤษภาคม 2558 19:43:02 น.
Counter : 1697 Pageviews.

2 comment
วันใสๆ ใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kansai - Minoo Park

   วันสุดท้ายของการเที่ยวในทริปนี้ เนื่องจากมีเวลาน้อยผมเลยเลือกที่จะไปที่มิโนโอะ (Minoo Park) เพราะเคยดูภาพใบไม้แดงที่นี่มา
แล้วเลยอยากไปชมให้เห็นกับตาว่าสวยเหมือนในภาพรึเปล่า

   จากที่พักเราขึ้น Subway จากสถานี Nippombashi ไปที่ Umeda ก่อนแล้วไปขึ้นรถสาย Hankyu ไปลงที่ Ishibashi เพื่อเปลี่ยนขบวน
ขึ้น Minoo Line อีกที ตอนไปถึง Ishibashi ขึ้นรถผิดขบวนเพราะมันดันมาจอดชานชลาเดียวกัน พอขึ้นไปแล้วดูป้ายสถานีบนรถถึงรู้ว่า
ขบวนที่ขึ้นมาไม่ได้ไป Minoo เลยลงแล้วย้อนกลับมาตั้งต้นใหม่ที่ Ishibashi

   ถึงสถานีมิโนโอะ(Minoo) เดินผ่านหมู่บ้านขึ้นเนินเขาไปเรื่อยๆ มีร้านขนม ผลไม้ ร้านอาหาร ริมทางถ้าหิวก็จัดได้เลยครับ ในช่วงฤดู
ใบไม้ร่วงร้านค้าข้างทางจะขายอาหารท้องถิ่น ชื่อว่า โมมิจิ เทมปุระ(momiji tempura) เป็นใบเม้เปิ้ลชุบแป้งทอด

   ช่วงต้นทางเดินสบายๆครับ เลียบลำธารไปเรื่อยๆ แต่ใช้เวลาเดินเยอะมากครับเพราะหยุดถ่ายรูปไปตลอดทางเลย ใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่
อลังการจริงๆ

   มาถึงแต่เช้าก็ดีไปอย่างครับ คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่นี่ขนาดไม่เยอะนะครับยังเห็นเดินกันแทบไม่มีพื้นที่ว่าง ตอนกลับลงมานี่เจอ
คนเดินสวนขึ้นไปแบบมหาศาลจริงๆครับ

   เดินมาถึงสะพานสีแดงนี่คือสะพานของ วัดเรียวอันจิ(Ryoanji Temple) ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างทางเดินจากสถานีรถไฟและน้ำตก
มิโนะ (Minoh Fall) ที่ภูเขาชูกินโดะ(Shugendo mountain) ระยะทางถึงที่นี่จากสถานีรถไฟ 1.5 กม. ต้องเดินไปอีก 1.5 กม. ทางต่อ
จากนี้เริ่มเดินขึ้นเขาแล้วครับ

คนเพียบครับ

อุทยานมิโนโอะ(Minoo park) หรือมิโนะ(Mino/Minoh) เป็นหุบเขาที่อยู่ในป่าของชานเมืองทางทิศเหนือโอซาก้า หนึ่งในสถานที่
ที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง(ครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายน) ของภูมิภาคคันไซ เคยได้รับรางวัล quasi-national
park ในปี 1967 ในพิธีครบรอบ100ปียุคเมจิ

   เส้นทางเดินป่าหลักของสวนมิโนโอะมีระยะทาง 3 กิโลเมตร ผ่านหุบเขาเลียบแม่น้ำมิโนโอะ(Minoo River) จนไปถึงน้ำตกมิโนะ
(Minoh Waterfall) ที่มีความสูง 33 เมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่ง จากน้ำตกแห่งนี้มีการใช้เทคนิคดั้งเดิมเพื่อขนย้ายน้ำไปใช้ในพื้นที่ต่างๆ เรียกว่า Mino โดยการส่งน้ำผ่านตะกร้าไปเรื่อยๆ

   ตรงบริเวณด้านข้างน้ำตกมีร้านอาหารหลายร้านครับ จะเติมพลังก่อนเดินกลับก้ได้ ขากลับง่ายหน่อยเพราะเป็นทางลงเขา แต่มีทาง
แยกไปอีกด้านเผื่อใครอยากเดินป่า เป็นทางเลียบแม่น้ำมิโนะเหมือนกันครับเพียงแต่อยู่คนละฝั่ง ไม่ค่อยมีคนเดินเท่าไหร่

   กลับมาที่สถานี Minoo นั่งรถกลับทางเดิมไปลงสถานี Umeda แล้วเดินไปขึ้นรถ JR ที่สถานี Osaka ไปลงที่สถานี Osakajokoen ไป
เที่ยวปราสาท Osaka กันก่อนกลับครับ

   ถึงสถานี Osakajokoen เดินลัดเข้าสวนสาธารณะแล้วเดินตัดสนามกีฬาไปเลยครับ แต่ถ้ามีแรงเหลือจะเดินเล่นในสวนก็ได้ครับแต่ผม
ไม่มีแรงเหลือแล้วขอเดินตัดสนามไปแล้วกัน

   จากปราสาท Osaka ก็กลับไปเดินช๊อปปิ้งส่งท้ายกันก่อนกลับ โชคดีจริงๆครับเพราะคืนนี้ฝนตกทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้าซึ่งเป็นวันที่เรากลับ
พอดี และผมกลับไฟล์ท 11 โมงก็เลยไม่ได้ไปไหนตรงไปสนามบินเลย

   ขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาอ่าน มาชมภาพครับ




Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2558 19:42:50 น.
Counter : 2167 Pageviews.

1 comment
วันใสๆ ใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kansai - Kyoto 2

   เช้าวันที่ 3 ในคันไซ เราเก็บของแล้วเช็คเอาท์ออกจากที่พัก ตอนแรกว่าจะฝากกระเป๋าไวที่โรงแรมแล้วค่อยกลับมาเอาตอนเย็นแต่ผม
ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาถึงกี่โมงกี่ยาม เพราะดูจากการเที่ยวเมื่อวานแล้วคนมากมายมหาศาล ไม่รู้ว่าจะได้ครบตามโปรแกรมที่จัดไว้รึเปล่า
เลยเปลี่ยใจลากไปฝากไว้ใน Locker สถานีรถไฟดีกว่า เพราะคืนนี้เราจะกลับไปค้างที่ Osaka กัน

   ฝากกระเป๋าเสร็จก็กลับขึ้นมาด้านบนเพื่อขึ้นรถเมล์ สถานีรถไฟกับรถเมล์อยู่ที่เดียวกันครับ ขึ้นสาย 205 ถามเจ้าหน้าที่เอาครับว่าต้อง
ไปรอขึ้นตรงไหน เพราะมีหลายสายหลาย Platform มากครับจากนั้นก็ไปยืนเข้าแถวรอได้เลย พอรถเมล์มาก็ขึ้นตามคิวครับถ้าแน่นแล้ว
ก็รอคันถัดไป จาก Tokyo Station นั่งไปลงที่ป้าย Kinkakuji-michi ที่หน้ารถจะมีจอบอกครับว่าถึงป้ายไหนแล้ว ไม่ต้องกลัวเลยเพราะ
มาถึงบ้ายนี้คนลงแทบหมดคันครับ ลงแล้วก็เดินตามทางที่คนเดินไปกันเยอะๆครับจะถึงทางเข้าวัด Kinkakuji

   ผ่านประตูหน้าเข้าไปแล้วเดินตรงไปอีกประมาณ 100 เมตรผ่านสวนที่ใบไม้กำลังแดงสวยงามมากครับ กว่าจะเข้าไปถึงด้านในที่ขาย
บัตรเสียเวลาไม่ใช่น้อย เพราะหยุดถ่ายภาพไปตลอดทางครับ

   ถึงด้านในก็ซื้อบัตรเข้าชมกันก่อนครับ วัดส่วนใหญ่เสียค่าเข้าเกือบทุกวัดครับแต่ศาลเจ้าส่วนใหญ่จะฟรีครับ พอผ่านประตูเข้าไปก็เจอ
พลับพลาทองอร่าม เดินหามุมกันตามอัธยาศัยได้เลยครับ



The Temple of the Golden Pavilion วัดคินคะคุจิ (金閣寺, Kinkaku-ji) หรือวัดพลับพลาทองนี้ มีชื่อที่ใช้อย่างเป็นทางการว่า
“วัด โระคุงอนจิ” หรือ Rokuon-ji Temple มีความหมายว่า วัดสวนกวาง สร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1940 วัดนี้จัดเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งในกรุง
เกียวโต และถูกยกให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 1994
ตัวศาลานี้มีทั้งหมด 3 ชั้น แต่ละชั้นจะใช้ศิลปะการก่อสร้างและตกแต่ง
ที่แตกต่างกัน
   ชั้น บนสุด ชั้นที่ 3 เป็นที่ประทับของท่านโชกุนอาชิกางะ โยชิมิสึ (Ashikaga Yoshimitsu) โดยชั้นนี้จะมีการสร้างและตกแต่งตามแบบพระราชวัง
ชั้นที่ 2 เป็นที่พักของซามูไรผู้อารักขาโชกุน จึงมีการสร้างและตกแต่งตามแบบบ้านซามูไรและชั้นล่าง เป็นการสร้างตามแบบวัดพุทธ นิกายเซน
โดยมีบึงน้ำอยู่รอบตัวศาลา เรียกว่า สระเรียวโกะ มีความหมายว่า สระสะท้อน เป็นตัวที่ทำให้ศาลาดูสวยงามและโดดเด่นนอกจากสระสะท้อนที่เป็น
จุดเด่นของวัดแห่งนี้แล้ว จุดเด่นอีกจุดก็คือรูปหล่อ นกฟีนิกซ์บนยอดของปราสาทนั่นเอง
   ปัจจุบัน วัดพลับพลาแห่ง นี้ไม่ได้เป็นอาคารเดิมที่มีมาแต่เดิม เนื่องจากถูกไฟไหม้ในปี 1950 โดยเหตุเกิดจากพระภิกษุที่บวชในวัดรูปนึงมีความ
หลงใหลในความงามของวัดแห่งนี้มากและเชื่อว่า การเผาทำลายวัตถุนั้นจะเป็นการเข้าถึงแก่นแท้ของความงาม ศาลาสีทองที่เห็นเฉกทุกวันนี้
เป็นการถอดแบบจำลองโครงสร้างและสร้างขึ้นใหม่ ในปี 1955

   เดินวนครบรอบก็ถึงประตูทางออกอีกด้านนึง แต่เวลาเดินออกประตูหน้าประตูเดียวกันกับตอนที่เข้ามานะครับ ตรงทางออกมีขนมขาย
มากมายเดินชิมได้ ผมชอบถั่วลันเตาชุปวาซาบิทอด อร่อยดีครับ
   เรากลับไปขึ้นรถเมล์กันที่ป้ายเดิมครับ นั่งสาย 204 ไปลงที่ป้าย Ginkakuji-Michi ลงแล้วก็เดินย้อนกลับมานิดเดียวจะเจอซอยขวามือ
เลียบคลองมีคนเดินเข้าไปเยอะๆเดินตามไปเลยครับ 

   ระยะทางประมาณ 800 เมครมาถึงวัด Kinkakuji แล้วครับ ซื้อบัตรกันก่อนอย่างที่บอกครับวัดที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เก็บตังค์ค่าเข้าครับ ผ่าน
เข้าไปด้านในก็เดินตามทางวันเวย์เลยครับ เข้าซ้ายออกขวาเหมือนกันทุกที่ คนเยอะอบอุ่นเชียว

   วัดกินคะคุจิ (Ginkaku-ji Temple 銀閣寺) หรือ วัดพลับพลาเงิน (Silver Pavilion) เป็นวัดในนิกายเซน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น
มรดกโลก ในปี ค.ศ. 1994 หลายคนสงสัยว่าทำไมจึงเรียกพลับพลาเงิน ทั้งๆที่เป็นสีน้ำตาลแดงมากกว่า ตามประวัติเขาเล่าว่าในปี ค.ศ.
1482 โชกุนโยชิมาสะ อาชิคางะ (Ashikaga Yoshimasa) (1436-1490) ใช้บริเวณนี้เป็นที่พักอาศัยของท่านโชกุนเอง และต่อมาในปี
ค.ศ. 1489 ได้มีการสร้างพลับพลาเงินขึ้น (Silver Pavilion) โดยเลียนแบบพลับพลาทองของวันคินคาคุจิ แต่ท่านโชกุนได้เสียชีวิตไป
ก่อน ในปี ค.ศ. 1490 จึงทำให้พลับพลานี้ยังมิได้ถูกห่อหุ้มด้วยเงินจนถึงปัจจุบัน จากนั้นบริเวณที่พักทั้งหมดนี้รวมถึงพลับพลาเงิน ได้ถูก
เปลี่ยนมาเป็นวัดในนิกายเซน

   เดินกันไม่ทันเหนื่อยก็วนมาครบรอบครับ ผ่านร้านขายของที่ระลึกแล้วก็ถึงประตูทางออกเลย หากอยากวนอีกรอบผมไม่แน่ใจครับว่า
บัตรเดิมจะกลับเข้าไปใหม่ได้มั๊ย ออกมาจากวัดก็หาอะไรรองท้องกันก่อนค่อยไปต่อ ร้านอาหารหน้าวัดมีเยอะครับเลือกทานกันได้ตาม
ชอบครับ

   อิ่มแล้วก็เดินกันต่อครับเราไม่ได้กลับออกไปด้านหน้าถนนตอนที่ลงรถเมล์ แต่เดินไปทางด้านซ้ายมือเลียบคลองไปเรื่อยๆ ถนนเส้นนี้
เรียกว่า ทางเดินแห่งปรัชญา (Path of Philosophy) เป็นเส้นทางชมซากุระในฤดูใบไม้ผลิที่โด่งดังมาก แต่ในฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้ก็สวย
งามเช่นกันครับ

   เดินคามทางเดินแห่งปรัชญาร่วมๆ 2 กม. ได้ครับ ตั้งใจว่าจะไปวัด Nanzen-Ji ได้ยินมาว่าใบไม้แดงในสวนที่นี่สวยงาม แต่ไปถึงก็ถึงกับ
อึ้งครับ เข้าไม่ได้ ผู้คนมืดฟ้ามัวดินมาก ได้แต่ยืนมองอยู่นอกรั้วสุดท้ายเลยตัดสินใจกลับไปเอากระเป๋าแล้วไป Osaka ดีกว่าจะได้ไม่ดึก

    พอกลับมาชึ้นรถเมล์เพื่อกลับไปสถานีเกียวโตเท่านั้นแหละครับ รู้ซึ้งเลยว่าที่เรียกว่ารถติดมันเป็นยังไง บ้านเรานี่เด็กๆไปเลยครับ เป็น
การนั่งรถแบบภาพช้าสโลว์โมชั่น กว่าจะเคลื่อนตัวกลับมาถึงจุดหมาย 3 ชั่วโมงกว่าๆ ลงรถก็รีบตรงดิ่งไปล็อคเกอร์เอากระเป๋าแล้วรีบขึ้น
รถไปโอซากา สถานีที่เราจะไปคือ Nippombashi ต่อรถอยู่หลายขบวนเหมือนกันครับกว่าจะถึง

   ถึงสถานีปลายทางแล้วยังต้องเดินกันต่อราวๆครึ่งกิโลได้ครับ ที่พักคืนนี้คือ Hotel Naniwa อยู่ใกล้ๆกับ Dotonbori คุณผู้หญิงชอบเลย
ครับที่พักนี้ ได้เดินช๊อปกันสนุกเลย

เก็บของเสร็จก็ออกมาหาอะไรกินแล้วก็เดินเล่นกันต่อย่าน Dotonbori ครับ

   เดิน เล่นกันจนร้านเริ่มปิดก็ได้เวลากลับไปพักผ่อนกันแล้วครับ พรุ่งนี้จะเป็นวันเที่ยววันสุดท้ายก่อนเตรียมกลับบ้านกัน พรุ่งนี้เราจะไป Minoh Park กันครับ




Create Date : 21 มกราคม 2558
Last Update : 21 มกราคม 2558 8:12:35 น.
Counter : 1036 Pageviews.

1 comment
วันใสๆ ใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kansai - Kyoto 1

   คืนแรกในเกียวโตนอนสลบเหมือดครับ แต่เช้านี้ก็ตื่นตรงเวลาที่วางแผนไว้ อากาศข้างนอกไม่หนาวเท่าที่คิดไว้ แค่เย็นสบายเหมือนฤดู
หนาวบ้านเราครับ จุดหมายแรกที่เราจะไปวันนี้ก็คือศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Shrine) จากสถานีเกียวโตนั่งรถไฟ JR Nara Line
ไปลงสถานี Inari ค่ารถ 140 JPY ประมาณ 5 นาทีครับ

   ออกจากสถานีมาก็เจอทางเข้าศาลเจ้าเลยครับ จากด้านหน้าเดินเข้าไปนิดหน่อยครับก็ถึงตัวศาลเจ้า แต่จุดไฮไลท์ไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ครับ
เดินไปด้านหลังมีบันไดขึ้นไปด้านบนเขา Inari จะเจอเสาโทริอิ (Torii) นับพันต้นจากตีนเขาขึ้นไปบนยอดเขา

   Fushimi Inari Shrine เป็นศาลเจ้าชินโต(Shinto)ที่มีสำคัญแห่งหนึ่งของเกียวโตมีชื่อเสียงโด่งดังจากประตูโทริอิ (Torii Gate) หรือ
เสา ประตูสีแดงที่เรียงตัวกันข้างหลังศาลเจ้าจำนวนหลายหมื่นต้นจนเป็นทาง เดินได้ทั่วทั้งภูเขาอินาริ ที่ผู้คนเชื่อกันว่าเป็นภูเขาศักสิทธ์
โดยเทพอินาริจะเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ การเก็บเกี่ยวข้าว รวมไปถึงพืชผลไร่นาต่างๆ และมักจะมีจิ้งจอกเป็นสัตว์คู่กาย(บ้างก็
ว่าท่านชอบแปลงร่างเป็นจิ้งจอก) จึงสามารถพบเห็นรูปปั้นจิ้งจอกมากมายด้วยเช่นกัน ศาลเจ้าแห่งนี้มีความเก่าแก่มากถูกสร้างขึ้นตั้งแต่
ก่อนสร้างเมืองเกียวโตซะ อีก คาดกันว่าจะเป็นช่วงประมาณปีค.ศ. 794 

   เส้นทางเดินรอดเสาโทริอิขึ้นยอดเขามี 2 ทางคู่กันไปเดินด้านไหนก็ได้ครับระยะทางประมาณ 3 เมตรบนยอดเป็นจุดชมวิวเมืองเกียวโต
แต่เราไม่ได้ขึ้นไปถึงยอดเขาเพราะเวลาน้อยไปที่อื่นกันค่อครับ กลับลงมาด้านล่างตรงข้างศาลเจ้ามีทางออกอีกด้าน เดินไปตามทางมี
ร้านขายของตลอดทางจนถึงแยกเลี้ยวขวาแล้วเดินตรงไปเรื่อยๆครับประมาณกิโลครึ่ง ระหว่างทางผ่านศาลเจ้าทานาตะ(Tanaka Shrine)

   เป็นศาลเจ้าเล็กๆหากมีเวลาแวะเข้าไปชมก็ได้ครับ ทางเดินเส้นนี้ได้บรรยากาศเก่าๆดีครับ มีร้านค้าริม 2 ข้างทางให้ชมได้เพลินๆ ร้านนี้
เป็นร้านสาเกครับ

   วัดโตฟุกุ (Tofuku-Ji Temple) อยู่ด้านขวามือ เดินเข้าซอยแยกไปประมาณ 200 เมตรข้างหน้ามีป้ายและรูปภาพขนาดใหญ่เห็นชัดเจน
ครับ เดินตรงเข้าไปจนสุดทางจะเจอทางเข้าวัด อย่าเพิ่งเข้าครับ เดินเลี้ยวซ้ายไปก่อนเจอซุ้มสะพานไม้ สะพานนี้เป็นจุดชมทะเลใบไม้
แดงที่สวยมากครับ ไม่เสียตังค์แต่คนเบียดเสียดยัดเยียดกันสุดๆครับ

   กว่าจะแทรกตัวเข้าไปริมระเบียงเพื่อจะถ่ายภาพได้แทบแย่ครับ ถ่ายเสร็จก็ต้องปล่อยให้ร่างกายไหลตามกระแสคนจนพ้นสะพานแล้ว
ค่อยไหลกลับมาใหม่ครับ เพราะเราต้องกลับทางเดิมเพื่อเข้าไปในวัดทางประตูด้านหน้า

   ก่อนเข้าไปชมด้านในก็ต้องซื้อบัตรผ่านประตูก่อนครับ ราคา 400 JPY ต่อคน ซื้อตรงป้อมหลังคาเหลืองๆด้านหน้าเลยครับ

   ซื้อตั๋วเสร็จก็เดินเข้าทางซ้ายมือเลยครับเจอสะพานไม้ทสึเท็งบาชิ(Tsuten-bashi) เดินไปตามสะพานข้ามทะเลใบไม้แดงกันเลยครับ
แต่ด้านในกระแสคนก็ไม่แพ้ด้านนอกครับ หลั่งไหลกันแบบว่าถ้าล้มลงไปคงไม่ต้องลุกขึ้นมาอีกเลยครับ เดินเข้าไปแล้วก็พยายามแทรก
ตัวไปริมระเบียง เพื่อไปชมทะเลแดงให้ได้ครับ

   วัดโตฟุกุ (Tofuku-Ji Temple)เป็นวัดขนาดใหญ่ สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1236 และได้ชื่อมาจากการรวมชื่อกับวัด 2 แห่งในนารา(Nara)
คือวัดโทไดจ(Todai-ji) และ วัดโคฟุกุ(Kofuku-ji)
โดยใบไม้แดงที่นี่แทบทั้งหมดเป็นต้นเมเปิ้ล (kaede) ราว 2,000 ต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่
เป็นพันธุ์ที่มีใบเล็กจิ๋วละเอียดอ่อน อีกด้านหนึ่งของระเบียงสะพานจะเห็นโบสถ์เอก (Hondo)

   เดินข้ามสะพานไม้ทสึเท็งบาชิ(Tsuten-bashi) ไปอีกฝั่งจะเจอวิหาร Kaisando แต่เราไม่ได้เข้าไปชมครับเดินเลี้ยวลงไปที่สวนด้านล่าง
กันเลยดีกว่า

จากในสวนด้านล่างมองขึ้นไปบนสะพาน ทสึเท็งบาชิ ยิ่งสายคนยิ่งเยอะ

   ทางเดินในสวนด้านล่างเป็นวันเวย์ครับ ลงทาง ขึ้นทาง ขึ้นมาด้านบนก็เจอประตูทางออกพอดี เราไปกันต่อเลยดีกว่าครับเพราะวันนี้ยัง
มีโปรแกรมอีกหลายที่ กลับออกมาทางหน้าวัดเราจะไปเที่ยววัดน้ำใสกันต่อ ถ้ามาเที่ยว 4 คนเสนอให้ขึ้น Taxi หน้าวัดครับจะคุ้มกว่า หรือ
จะขึ้นรถไฟก็เดินกลับทางเดิมที่มาจากศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ เลยศาลเจ้าทานาตะ(Tanaka Shrine)เจอสามแยกเลี้ยวขวาไปไม่ไกลจะถึง
สถานี Tobakaido ขึ้นรถไปลงสถานี Kiyomizu-Gojo แล้วเดินต่อประมาณ 2 กิโลเมตรครับ ก่อนถึงจะผ่านวัด Otani-Hombyo ถ้ามีเวลา
แวะเข้าไปชมกันก่อนก็ได้ครับ

   ก่อนเข้าวัดน้ำใสหาร้านอาหารเติมพลังกันก่อน แถวทางเข้าวัดมีหลายร้านเลยครับ อิ่มท้องแล้วก็เดินขึ้นเนินไปวัดน้ำใสกันเลยครับ
ระหว่างทางพบสองสาวเดินผ่านมาพอดีครับ

   มาถึงแล้วครับวัดน้ำใสหรือวัดคิโยมิสึ(Kiyomizu dera) คำว่า “Kiyomizu” ในภาษาญี่ปุ่น หมายถึง น้ำใส หรือน้ำบริสุทธิ์ เลยเป็นที่มา
ของชื่อวัดน้ำใส

   เป็นครั้งที่ 2 ที่ผมได้มาเยือนวัดนี้ แต่บรรยากาศต่างจากครั้งแรก ครั้งแรกมาตอนซากุระบาน มาเยือนครั้งนี้ได้ความสวยงามไปคนละแบบ แต่ก็ชอบทั้ง 2 ฤดูครับถ้ามีโอกาสมาเกียวโตอีก ก็จะมาที่นี่อีกครัง

    มาคราวนี้ตนเยอะกว่าที่มาคราวก่อนมากมายมหาศาลครับ บนระเบียงวัดแทบไม่มีที่ยืนเลยตอนเดินรอบก็ไหลตามกันไป แต่ก็สนุกดี
ครับโดยเฉพาะตอนรอคิวเข้ามุมถ่ายรูปมุมมหาชน

   ไปเดินชมรอบๆวัดกันครับ วัดน้ำใส เป็นวัดเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 1,000 ปี ในปี ค.ศ. 778 พระภิกษุเอ็นจิงเกิดนิมิตเห็นว่าตนได้เดิน
ทาง ไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง มีผู้คนจาริกแสวงบุญที่บ่อน้ำนี้มาหลายร้อยปีแล้ว ซึ่งเมื่อเอ็นจิงได้เดินทางไปตามนิมิตนั้น ก็ได้พบ
กับบ่อน้ำและได้ใช้ท่อนไม้ที่พบในบริเวณนั้นแกะสลักเป็นองค์พระอวโลกิเตศวรขึ้น และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดวัดน้ำใส

ป็ นวัดเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 1,000 ปี จึงมีประวัติที่มาและตำนานหลากหลายฉบับ แต่ก็จะขอเล่าจากตำนานอันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ในปี ค.ศ. 778 พระภิกษุ เอ็นจิง (延鎮) เกิดนิมิตเห็นว่าตนได้เดินทางไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง มีผู้คนจาริกแสวงบุญที่บ่อน้ำนี้มาหลายร้อยปีแล้ว จนหลงเหลือคำพูดของนักจาริกว่า “เราจะไปยังแดนตะวันออก เรื่องที่เหลือฝากด้วยนะ” (自分はこれから東国へ旅立つので、後をむ) ซึ่งเมื่อเอ็นจิงได้เดินทางไปตามนิมิตนั้น ก็ได้พบกับบ่อน้ำและได้ใช้ท่อนไม้ที่พบในบริเวณนั้นแกะสลักเป็นองค์พระอวโล กิเตศวรขึ้น และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดวัดน้ำใส - See more at: //www.j-plan.co.th/index.php?op=jlife-detail&cid=14&id=145#sthash.uOO6QyGG.dpuf
ป็ นวัดเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 1,000 ปี จึงมีประวัติที่มาและตำนานหลากหลายฉบับ แต่ก็จะขอเล่าจากตำนานอันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ในปี ค.ศ. 778 พระภิกษุ เอ็นจิง (延鎮) เกิดนิมิตเห็นว่าตนได้เดินทางไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง มีผู้คนจาริกแสวงบุญที่บ่อน้ำนี้มาหลายร้อยปีแล้ว จนหลงเหลือคำพูดของนักจาริกว่า “เราจะไปยังแดนตะวันออก เรื่องที่เหลือฝากด้วยนะ” (自分はこれから東国へ旅立つので、後をむ) ซึ่งเมื่อเอ็นจิงได้เดินทางไปตามนิมิตนั้น ก็ได้พบกับบ่อน้ำและได้ใช้ท่อนไม้ที่พบในบริเวณนั้นแกะสลักเป็นองค์พระอวโล กิเตศวรขึ้น และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดวัดน้ำใส - See more at: //www.j-plan.co.th/index.php?op=jlife-detail&cid=14&id=145#sthash.uOO6QyGG.dpuf
ป็ นวัดเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 1,000 ปี จึงมีประวัติที่มาและตำนานหลากหลายฉบับ แต่ก็จะขอเล่าจากตำนานอันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ในปี ค.ศ. 778 พระภิกษุ เอ็นจิง (延鎮) เกิดนิมิตเห็นว่าตนได้เดินทางไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง มีผู้คนจาริกแสวงบุญที่บ่อน้ำนี้มาหลายร้อยปีแล้ว จนหลงเหลือคำพูดของนักจาริกว่า “เราจะไปยังแดนตะวันออก เรื่องที่เหลือฝากด้วยนะ” (自分はこれから東国へ旅立つので、後をむ) ซึ่งเมื่อเอ็นจิงได้เดินทางไปตามนิมิตนั้น ก็ได้พบกับบ่อน้ำและได้ใช้ท่อนไม้ที่พบในบริเวณนั้นแกะสลักเป็นองค์พระอวโล กิเตศวรขึ้น และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดวัดน้ำใส - See more at: //www.j-plan.co.th/index.php?op=jlife-detail&cid=14&id=145#sthash.uOO6QyGG.dpuf

   ใน ปี ค.ศ. 780 ซากะโนะอุเอะ ทามุระมาโร ได้ตามกวางมาจนได้พบกับพระภิกษุเอ็นจิง ได้ขอบิณฑบาตชีวิตกวางไว้ แต่ทามุุระมาโร
ก็มีความจำเป็นต้องใช้เลือดกวางสดๆในการรักษาโรคร้ายที่ภรรยา เป็น ในที่สุดพระภิกษุเอ็นจิงก็ได้ขอพรจากพระอวโลกิเตศวร แล้ว
ภรรยาของทามุระมะโรก็หายจากโรคร้าย แล้วก็เกิดเป็นศรัทธา ต่อจากนั้นทามุระมะโรได้ขึ้นเป็นเซย์อิไตโชกุนคนแรก ก่อนออกปราบ
ปราม ชาวเอมิชิ ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มากราบขอพรจากพระอวโลกิเตศวรที่นี่ แล้วก็สามารถชนะศึก จึงได้สร้างพระโพธิสัตย์กับท้าวเวสสุวรรณ ขึ้นเป็นที่ระลึก ในปี ค.ศ. 798

    ด้าน หลังวิหารหลังใหญ่ มีศาลเจ้าของวัดตั้งอยู่ ชื่อศาลเจ้าจิชู เป็นศาลเจ้าแห่งความรักผู้คนมักมาขอพรให้ชีวิตคู่ราบรื่นเดินขึ้นบันได
ด้านหลังวิหารขึ้นไปเลยครับ

   เสียดายที่เจดีย์สามชั้นเค้ากำลังบูรณะครับเลยมองไม่เห็นองค์เจดีย์

   ยังไม่สี่โมงเย็นเลยแสงแดดก็เริ่มอ่อนแรงลง เราไปกันต่อดีกว่าครับขากลับเดินออกมาทางเดินหลักที่จะลงสู่ถนนด้านล่าง ระยะทางไม่
เท่าไหร่แต่ใช้เวลาเดินนานมากครับ เพราะผู้คนหลั่งไหลกันขึ้นมาไม่ขาดสาย เรียกได้ว่าคนเบียดเสียดกันแทบทุกตารางนิ้วครับ

   เดินหลบผู้คนมาทางแยกขวามือเดินลงมาเรื่อยๆจนถึง Yasaka No To Pagoda แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆครับ ซอยแถวนี้ทะลุหากันหมด
ครับ เดินหลงไปหลงมาเดี๋ยวก็เจอทางออกเอง

   เดินไปแวะไปตลอดทางกว่าจะมาถึงก็ค่ำพอดีครับ ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) หรือศาลเจ้ากิออน เป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าที่มีชื่อ
เสียงในเกียวโต ถูกสร้างขึ้นประมาณ 1350 ปีก่อน ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ในย่านกิออนและย่านฮิกาชิยาม่า ด้านหน้าของอาคารหลักเป็นศาลา
ที่มีโคมไฟหลายร้อยอันแขวนอยู่ โคมแต่ละอันได้มาจากการบริจาคของร้านค้าต่างๆในเกียวโต

   จากศาลเจ้ายาซากะ เดินข้ามถนนไปเป็นย่าน กิออน(Gion) ในย่านนี้อาคารบ้านเรือนจะเป็นอาคารไม้แบบดั้งเดิม แต่ละหลังจะขนาดไม่
ใหญ่ความกว้างประมาณ 5-6 เมตรเท่านั้น ถนนเส้นที่มีสีสันและผู้คนพลุกพล่านมากที่สุดก็คือเส้น ฮานามิ-โคจิ (Hanami-koji) เป็นเส้นที่
อยู่ระหว่างถนนชิโจและวัดเคนนินจิ (Kenninji Temple) ร้านอาหารและร้านชาโดยมากที่อยู่ในเส้นนี้ ราคาค่อนข้างสูงเนื่องจากในระหว่าง
ที่รับประทานอาหารนั้น จะมีการแสดงโชว์ศิลปะของญี่ปุ่น อย่างเช่น การร่ายรำและการชงชาจากเกอิโกะและไมโกะ นอกจากนี้ยังมีดนตรี
และเพลงญี่ปุ่นดังเดิมบรรเลงให้ฟังอีกด้วย แต่คืนนี้คนเยอะมากครับ เยอะจนเดินเข้าไปไม่ได้เราเลยตัดสินใจเดินกลับไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่
สถานี Gion-Shijo กลับที่พัก ถึงสถานีเกียวโตแวะซื้อตั๋วรถบัสแบบ One-Day ไว้ก่อนครับเพราะพรุ่งนี้เราจะใช้บริการรถเมล์ทั้งวัน

สำหรับวันนี้ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนครับ พบกันใหม่ตอนหน้า




Create Date : 12 มกราคม 2558
Last Update : 12 มกราคม 2558 9:34:25 น.
Counter : 1453 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]