All Blog
Journey to Switzerland - Beginning

   ทริปเดินทางของผมส่วนใหญ่จะเริ่มจากการได้ตั๋วเครื่องบินมาก่อน และนี่ก็เป็นอีกทริปหนึ่งที่ได้ตั๋วเครื่องบิน
มาแบบที่ต้องไปลุ้นวีซ่าเอาทีหลัง เริ่มแรกตั้งใจว่าจะไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว อุตส่าห์ไปแลกไมล์การบิน
ไทยรักคุณเท่าฟ้าแบบลด 50% จำนวนไมล์มาแล้ว แต่ก็ติดขัดหลายเรื่องจนต้องล้มทริปไป และขอไมล์คืน
   จากนั้นผ่านมาถึงเดือน 10 ก็ไปเจอโปร QATAR AIRWAYS เข้า ราคาต่อคนหย่อน 28,000 มาหน่อยก็เลย
สอยไว้เลยครับเป็นช่วงสงกรานต์พอดีด้วย แต่ต้องไป VIA ที่ DOHA ทั้งไปและกลับ ก็ไม่เป็นไรครับถือซะว่า
ได้ลงไปยืดเส้นยืดสายครึ่งทาง

   เมื่อมีตั๋วแล้วก็เริ่มจัดทริปครับ ทริปนี้เรามี 10 วันเต็มในสวิส เริ่มเดินทางจากกรุงเทพ คืนวันที่ 13 เมษา ถึง
สวิส 6.45 น. วันที่ 14 ไฟล์ทกลับออกจากสวิส 11.05 น. วันที่ 23 ถึงกรุงเทพ 12.05 น. วันที่ 24 เมษา ขากลับ
VIA ที่ DOHA 7 ชั่วโมงครับเพื่อของถูก

   เริ่มทำทริปกันเลย กว่าจะลงตัวเป็นแบบนี้ เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกนะครับ ขอบอกว่า ไปตามที่คุณอยากไป อย่า
ไปตามที่คนอื่นเคยไปครับ เอาข้อมูลต่างๆมานั่งดูเป็นแนวทาง แล้วอยากไปที่ไหนก็ไปเลยครับ บางวันคนอื่นอาจ
เที่ยวได้ครบ เราอาจเที่ยวไม่ครบ บางวันอาจเที่ยวได้มากกว่าคนอื่น บางที่ก็ขุ้นกับสภาพอากาศด้วย สิ่งที่แนะนำ
ได้คือถ้าจะขึ้นเขา ให้เผื่อที่พักไว้สักวันสองวัน แล้วจัดโปรแกรมให้อยู่ในเขตเดียวกัน ถ้าอากาศไม่ดีเปลี่ยนเป็น
เที่ยวตามเมืองก่อนแล้วค่อยขยับวันขึ้นเขาออกไปครับ เรามาดูโปรแกรมกัน

   เมื่อจัดทริปเสร็จก็จองโรงแรมครับ ผมจองผ่าน //www.booking.com เพราะปรับเปลี่ยน ยกเลิกได้ไม่เสียค่า
ธรรมเนียม และไม่ต้องจ่ายเงินก่อนล่วงหน้าครับไปจ่ายกับทางโรงแรมในวันเข้าพัก ที่พักส่วนใหญ่ที่ผมจองจะ
เป็น Youth Hostel เพราะมันถูกและมีห้องพักสำหรับ 4 คน ราคาที่พักในสวิสแพงมากครับขนาด Youth Hostel
ยังคืนละ 5 - 6 พันบาทต่อห้อง(4 คน) ครับ เวลาจองใส่ชื่อเข้าพักให้ครบทุกคนนะครับแต่ถ้าไม่ได้ใส่ก็เรียกมา
Manage My Booking ที่หลังได้เพราะต้องใช้ในการยื่นวีซ่าครับ

   การจัดโปรแกรมเที่ยวสวิสเราต้องเข้าไปดูตารางขนส่วสาธารณะประกอบครับ ขนส่งสาธารณะที่นี่ออกตรงเวลา
มากครับทำให้เราวางแผนเดินทางได้แม่นยำมาก ตัวอย่างแผนการเดินทางวันที่ 7 ของผมมีการเปลี่ยนแผนเพราะ
สวิสพาสผมใกล้หมดอายุผมจึงต้องนำโปรแกรมขึ้น Rigi มาไว้วันนี้แทน แล้วขยับการล่องทะเลสาบ Brienz มาไว้
วันที่ 6 แทน ผมจึงเปลี่ยนแผนมาขึ้น Gloden Pass line เที่ยวเช้าจาก Interlaken ไป Lucerne ผมมีเวลา 12 นาที
เพื่อเอากระเป๋าไปฝาก locker แล้ววิ่งไปขึ้นเรือเพื่อไป Rigi รายละเอียดจะเล่าให้ฟังอีกทีครับ ตารางรถสามารถ
ตรวจสอบได้ที่เวปไซต์ //www.sbb.ch/en/home.html หลักๆจะเป็นตารางรถไฟ แต่ถ้าเส้นทางมีลงเรือหรือ
ขึ้นรถเมล์จะมีลิงค์ไปให้ครับ

   ขั้นตอนสำคัญก่อนเดินทางก็คือการขอวีซ่า ซึ่งสวิสเซอร์แลนด์เป็นประเทศในกลุ่มSchengen วีซ่าที่ขอจึงต้องเป็น
เชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) ชึ่งสามารถผ่าน เข้าออก ประเทศในกลุ่มเชงเก้นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าระหว่างกันอีก
และในปัจจุบันกลุ่มประเทศSchengen มีข้อกำหนดให้วีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวต้องเป็นเชงเก้นวีซ่าเท่านั้นครับ ผู้ขอ
ทุกคนที่ยังไม่เคยบันทึก Biometric ต้องไปแสดงตัวที่สถานฑูตหรือสำนักงานตัวแทน

การขอวีซ่ากรณีสถานฑูตสวิส

   เราต้องเข้าไปจองคิวกับตัวแทนก่อนครับที่ TLScontact เข้าเวป //www.tlscontact.com/th2ch/login.php?l=th
เริ่มต้นคือเข้าไปสมัครสมาชิกไว้ก่อนโดยใช้ email จะมีขั้นตอนการ verified email ถ้าไปกันหลายคนสมัครคนเดียว
แล้วจองคิวแทนกันได้ครับ แต่ต้องเป็นวันและเวลานัดเดียวกันเท่านั้น การจองคิวให้จองไว้แต่เนิ่นๆนะครับ 1 เดือน
ก่อนเดินทางกำลังดี เผื่อมีอะไรผิดพลาดวีซ่าไม่ผ่าน จะได้ยื่นอุทธรณ์ทัน พอจองคิวเสร็จจะมีเมล์ยืนยันกลับมาและ
ลิงค์ให้เข้าไป download แบบฟอร์ม พร้อมรายการเอกสารที่เราต้องแนบไปพร้อมกับแบบฟอร์ม หลักๆก็มี

1 รูปถ่ายหน้าตรง 2 นิ้ว 2 รูป 1 รูปทากาวติดไปกับแบบฟอร์มเลย อีกรูปให้ไปพร้อมเอกสารอื่น อย่าเย็บแม็กซ์นะครับ

2 จดหมายรับรองการเป็นพนักงานจากบริษัท จดหมายรับรองจากสถานศึกษา กรณีผู้เยาว์

3 สำเนาสมุดธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน Book เงินเดือน และ book เงินเก็บ กรณีแยกกัน ต้องมีเงินใน book อย่างน้อย
   100 ยูโร หรือ สวืสฟรังก์ ต่อวันต่อคนของการเดินทาง เช่นไป 10 วัน ก็ต้องมีอย่างน้อย 37000 ต่อคน ถ้าคุณพ่อ
   รับรองเงินให้คุณแม่และคุณลูกด้วยก็คูณจำนวนคนเข้าไปครับ แล้วเวลาแนบเอกสาร ก็แนบ สำเนา Book Bank ของ
   คุณพ่อไปให้ครบทุกคนครับ

4 ตั๋วเครื่องบินทั้งขาไปและขากลับหรือเอกสารยืนยันการจองตั๋วที่มีการ Confirm แล้ว แยกแต่ละคนนะครับ

5 สำเนาการจองที่พัก แยกแต่ละคนครับ ตามที่ผมกล่าวไว้ก่อนหน้าตอนจองที่พักให้ระบุรายชื่อผู้เข้าพักเลย

6 ประกันภัยการเดินทางกับบริษัทที่ได้รับการรับรองจากสหภาพยุโรป ซึ่งเค้าจะระบุมาให้ครับ และต้องระบุการเดินทาง
   เข้าประเทศกลุ่มเชงเก้นในกรมธรรพ์ด้วย ถ้าไปเป็นครอบครัว ประกันแบบ Family ได้ครับ เบี้ยจะถูกกว่า

7 สำเนาพาสปอร์ต หน้าที่มีรายละเอียดตัวเราและทุกหน้าที่มีรอยแสตมป์ครับ ถ้ามีเล่มเก่าก็ถ่ายสำเนาเล่มเก่าไปด้วย

8 สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาสูติบัตรกรณีเป็นผู้เยาว์ สำเนาใบเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล สำเนาทะเบียนสมรส

   เอกสารทั้งหมดที่กล่าวมา เอาตัวจริงไปแสดงด้วยนะครับยกเว้นหนังสือรับรองที่ไม่ต้องถ่ายสำเนาเพราะเค้า
เอาตัวจริง

   ถึงวันนัดก็ไปตามคิวที่จอง แนะนำให้จอง 8.00 น. หรือ 8.30 น. ครับ เพราะยื่นเอกสารเสร็จเราต้องไปสถานฑูตอีก
เพื่อบันทึก Biometic สำนักงาน TLS Contract อยู่ที่ถนนสาทร อาคารสาทรซิตี้ครับ ถ้าขอวีซ่าฝรั่งเศสก็มาที่เดียวกัน

   เมื่อถึงคิวนัดก็นำใบนัดไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ด้านหน้า เค้าจะแจกบัตรคิวให้ตามรอบนัดครับ จากนั้นเข้าไปนั่งรอ
ด้านในคอยดูจอทีวี จะขึ้นคิว ชื่อกลุ่มเราและช่องที่ติดต่อมา ก็ไปเข้าช่องตามที่ระบุพร้อมกันทั้งกลุ่ม เจ้าหน้าที่
จะตรวจเอกสารทีละคนครับขอดูตัวจริงด้วย แล้วจะประทับตราในสำเนาเหมือนว่าได้ตรวจสอบตัวจริงแล้ว จาก
นั้นก็จะให้เราเซนต์เอกสาร แล้วคืนตัวจริงทั้งหมดมา ยกเว้นพาสปอร์ตเล่มปัจจุบัน กับหนังสือรับรองเงิยเดือน
หรือหนังสือรับรองจากสถาบันการศึกษา ตรวจเอกสารเสร็จก็ไปจ่ายค่าธรรมเนียมครับคนละ 3,513 บาท (ค่าวีซ่า
2,650 บาท และค่าธรรมเนียม 863 บาท) จะได้ใบนัดรับหนังสือเดินทางมา

   เสร็จขั้นตอนยื่นเอกสารก็ไปทานข้าวกันก่อนได้เลยครับ แล้วขึ้นรถไฟฟ้า BTS จากสถานีช่องนนทรี ไปลงที่
สถานีเพลินจิตเพื่อไปสถานฑูตสวิส บันทึกข้อมูลทางชีวภาพหรือ Biometic ไปถึงก็แลกบัตรแล้วเข้าไปนั่งรอ
ด้านใน เอกสารจะส่งจาก TLS มาที่นี่เจ้าหน้าที่จะออกมาเรียกชื่อทีละคนครับ เข้าไปข้างในเค้าจะให้แสกนลาย
นิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว เสร็จแล้วก็แจกช๊อคโกแลตสวิสคนละชิ้น เป็นอันเสร็จครับ จากนี้ก็กลับไปนั่งรอ SMS เค้าจะ
แจ้งมาให้ไปรับพาสปอร์ตคืน ของผมยื่นวันจันทร์ วันพุธตอนบ่ายๆได้รับ SMS วันพฤหัสช่วงบ่ายก็ไปรับเล่มคืน
ตอนรับเล่มคืนรับแทนกันได้นะครับ แต่ต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชนและมอบอำนาจให้ผู้รับแทนครับ ก็เขียน
ลงไปในสำเนาบัตรเลยครับว่า ข้าพเจ้า......ขอมอบอำนาจให้.......รับพาสปอร์ตจาก TLS Contract แทนข้าพเจ้า
ลงนามและวันที่เท่านั้นครับ ส่วนผู้เยาว์ ถ้าพ่อไปรับแทนก็ถ่ายสำเนาบัตรแม่ไปพร้อมให้แม่มอบอำนาจ แต่ถ้าให้
คนอื่นไปรับแทน ต้องมอบอำนาจทั้งพ่อและแม่นะครับ

   เมื่อได้วีซ่ามาแล้วก็เตรียมซื้อสวิสพาสครับ ผมซื้อจากบริษัท Realtime Travel Solution (RTS) ผมเจอเค้ามาออก
บูทในงานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก(TITF)
ที่ศูนย์สิริกิต ตอนไปที่งานผมยังไม่ได้ขอวีซ่า เจ้าหน้าที่จึงให้เอกสารมา
แล้วให้ผมขอวีซ่าก่อนแล้วติดต่อไปที่บริษัทจะได้เงื่อนไขเหมือนในงาน ราคาสำหรับผู้ใหญ่ 355 Euro ราคาเยาวชน
อายุระหว่าง 16-25 ปี 309 Euro เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ขึ้นฟรีแต่ต้องเดินทางพร้อมกับพ่อแม่นะครับ เค้าจะออกตั๋ว
สำหรับเด็กให้ ราคานี้แถม Voucher ขึ้น Jungfraujoch ฟรีทุกคนครับ

   จากนั้นก็เตรียมแลกเงินครับ ให้แลกเป็น สวิสฟรังก์ไปเลยไม่ต้องแลก ยูโรถ้าคุณไปประเทศเดียวนะครับแต่ถ้ามี
แผนไปฝรั่งเศส หรืออิตาลีด้วย ก็ค่อยแลกยูโรไปเผื่อครับ

   อื่นๆอีกมากมายที่เราเตรียมไปด้วยก็มีดังนี้ครับ

   1. ปลั๊กไฟแบบหัวแปลงเต้าเสียบที่ใช้ได้ทุกประเทศ ซื้อใน Lotus, Big C, Homepro มีขายแน่นอนครับ ส่วน
       ใครไปประเทศไหนแล้วอยากทราบว่าเค้าใช้ไฟและเต้าเสียบยังไงแนะนำให้โหลด App World Volt ที่
       App Store ฟรีครับ

   2. ปลั๊กพ่วง

   3. หม้อหุงข้าวใบเล็ก ไว้หุงข้าวกินมื้อเย็นครับ ข้าวเอาไปนิดหน่อยสำหรับหุงกินมื้อแรกที่เหลือไปซื้อเอาที่นู่น

   4. หมูหยอง น้ำพริกแห้งแบบกระปุก อาหารสำเร็จรูปแบบซองตราโรซา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไข่เข็มไชยา

   5. เสื้อผ้า เครื่องกันหนาว

   6. กล้องถ่ายรูป เมมโมรี่สำรอง ที่ชาร์ตแบต

   7. Tablet, Smart Phone พร้อมที่ชาร์ต

    เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เตรียมออกเดินทางกันเลย ก่อนวันออกเดินทางทาง QATAR AIR จะมีเมล์มาแจ้งให้เรา
เข้าไปทำ Internet Check-In ก็เข้าไปทำเลยครับ พอไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ให้แท็กซี่จอดที่ประตู 7 เดิน
เข้าไปจะเห็นเคาท์เตอร์เช็คอินการ์ตาแอร์ เข้าไปที่ช่อง Bag Drop เลยครับเพราะเราทำ Internet Check in
มาแล้ว เจ้าหน้าที่จะพิมพ์ Bording Pass ให้ใหม่มี 2 ใบ ครับ ใบแรก กรุงเทพ-โดฮา ส่วนอีกใบจะใส่ซองที่มีแถบ
สีเหลืองคาดส้มมาให้ เป็น Bording pass Doha - Zurich จะระบุ Gate และ Borading time ไว้ให้เลยครับนอก
จากนั้นยังได้สติ๊กเกอร์สีเหลืองคาดส้มติดกระเป๋าที่เราถือขึ้นเครื่องด้วยครับ แถบสีที่อยู่บนซองมีความหมายครับ
เดี๋ยวบอกอีกทีว่าแยกสีเพื่ออะไร เจ้าหน้าที่จะให้ใบ ตม. ของไทยมาให้พร้อมมีคูปอง Premium Lane มาให้ด้วย
อันนี้ผมยังสงสัยอยู่ว่าทำไมถึงได้ อาจจะเป็นเพราะทำ Internet Check in มา เพราะปกติสายการบินอื่นไม่มีแจก
ให้กับ Eco Class ตอนผ่าน ตม. ก็เลยเร็วดีครับเพราะมีบัตรเบ่งเข้าห้องตรวจด้านล่างได้เลยไม่ต้องขึ้นไปสแกน
ด้านบนแล้วกลับลงมาตรวจ ตม. ด้านล่างอีกคิวก็ยาวพอสมควร แต่ Premium Lane ไม่ค่อยมีคนใช้เวลาแป๊บเดียว
ครับ

    ไปถึงสนามบิน DOHA จะมีบัสมารับจากลานจอดครับ ตอนนี้ Bording Pass แยกสีจะมีความหมายแล้วครับ
สีม่วง คือพวก First Class และ Business Class แบบ Transfer จะมีลีมูซีนมารอรับหน้าบันไดครับ สีฟ้าคือพวก
ที่ Arrival ที่ DOHA ครับ จะอยู่คนละเทอมินัลกัน แต่ FC BC และ ECO สีเดียวกัน FC และ BC จะได้ลงก่อนมี
ลีมูซีนมารอรับ ที่เหลือ ECO ทั้งหมดก็ลงไปนั่งบัสเหมือนกันครับ สนามบินโดฮาไม่ใหญ่ แต่พี่แกพานั่งบัส
วนไปวนมาอยู่นั่นแหละกว่าจะถึงเทอมินัลแทบเมารถกันเลยทีเดียว จุดจอดแรกสำหรับพวกที่ Arrival ที่ DOHA
เค้าจะให้ผู้ที่มี Tag สีฟ้าลงจุดนี้ครับ จากนั้นรถก็ไปกันต่อจนมาถึงจุดที่ 2 สีเหลือง คราวนี้แหละครับต้องคอย
ฟังกันนิดนึง สีเหลืองล้วนกับสีเหลืองคาดส้มนี่เป็นแบบ Tranfer เหมือนกันนะครับ แต่ต่างกันที่ สีเหลืองเวลา
Transfer ผมเดาเอาว่าเกิน 2 ชั่วโมง ต้องลงไปผ่านเครื่องสแกนกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่องครับ ส่วนสีเหลืองคาด
ส้มเค้าให้เข้าประตูหลังเครื่องสแกนเลย ผมได้เข้าประตูนี้เพราะเวลาต่อเครื่องผมแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งครับ

    ผ่านประตูมาก็รีบเดินไปเกทตามที่ระบุไว้ใน Bording Pass ใบที่สองเลยครับเพราะมีเวลาน้อยแวะเข้าห้องน้ำ
นิดนึง แต่ห้องน้ำที่นี่สุดๆจริงๆครับ มี อยู่แค่ไม่กี่ห้องแล้วมวลมหาชนมากมายมหาศาลแทบจะยืนจ่อก้นกันทีเดียว
ถึงเวลา Boarding time ก็ผ่านการตรวจเอกสาร เจ้าหน้าที่ที่นี่พยายามพูดภาษาไทยกับเราดูน่ารักดีครับ ตรวจ
เอกสารเสร็จก็ขึ้นบัสวนรอบสนามบินเล่นอีกรอบนึง จะวนไปถึงไหนเนี่ยถ้าเดินจากเทอมินัลคงถึงบันไดเครื่อง
แล้ว

   เอาหล่ะครับได้เวลานอนหลับพักผ่อนบนเครื่องกันแล้ว ตอนนี้ก็ตีหนึ่งที่โดฮา ซึ่งเวลาต่างจาก ซูริค 1 ชั่วโมง
พรุ่งนี้เช้าเราจะถึงซูริคแล้วเริ่มออกมาตาม toblerone กันครับ




Create Date : 29 เมษายน 2557
Last Update : 2 พฤษภาคม 2557 9:57:29 น.
Counter : 1567 Pageviews.

0 comment
Mingalaba Mandalay - Final

         เช้าวันสุดท้ายของทริป เดิมทีเราตั้งใจว่าจะไปชมพิธีล้างหน้าพระมหามัยมุนี แต่นอนเพลินจนตื่นมาตีห่้ากว่า
เลยต้องล้มโปรแกรมนี้ไป ไว้ค่อยไปสักการะสายๆแทน อาหารเช้าวันนี้บนดาดฟ้าโรงแรม อากาศยังคงเย็นอยู่แต่ดู
เหมือนจะเย็นไม่เท่าที่พุกาม พระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้ามัณฑะเลย์วิวจากโต๊ะอาหารบรรยากาศดีทีเดียว


         หลังอาหารเช้าก็เช็คเอาท์ออกจากโรงแรมตอนเจ็ดโมงครึ่งตามเวลานัดหมายกับซีทู หน้าโรงแรมมีตลาดสด
แบบวางขายใส่กระจาดพอสายๆก็เก็บกันไป ยามเช้ามีพระ เณร ออกบิณฑบาตรหากต้องการใส่บาตรก็รอหน้าโรงแรม
ได้เลยครับ



         จุดหมายแรกที่เราจะไปกันคือ Mandalay Hill จริงๆไม่ได้จัดไว้ในแผนการเดินทางแต่ซีทูบอกว่าไปได้เวลาพอ
ไปก็ไปครับ นายซีทูนี่เป็นคนขับรถเร็วมากครับ ขับไปบีบแตรไล่ชาวบ้านไปตลอดทางตั้งแต่เมื่อวาน ขนาดขับขึ้นเขา
ยังเร่งความเร็วแบบนึกว่านั่งรถไฟเหาะ แป๊บเดียวพวกเราก็เหาะขึ้นมาถึงยอด Mandalay Hill

         ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระเจ้าอลองพญาส่งกองทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยาแต่เกิดเหตุปืนใหญ่ระเบิดสิ้น
พระชนม์จนต้องทัพทัพกลับไป จนกระทั่งพระเจ้ามังระแห่งกรุงอังวะได้ยกทัพใหญ่มาตีครั้งใหม่กรุงศรีอยุธยาทำให้เรา
ต้องเสียกรุงครั้งที่ 2 หลังเสียกรุงฯ ในปี พ.ศ.2310 หลังจากนั้นเพียง 57 ปี ในปีพ.ศ. 2367 กองทัพอังกฤษยกทัพเรือ
ล่องขึ้นมาตามอิระวดี เข้ายึดพม่าจากทางตอนใต้บุกขึ้นสู่ภาคเหนือของประเทศพม่า จากเมืองหลวงกรุงอังวะพม่าย้าย
เมืองมาเป็นตั้งเมืองหลวงที่เมืองอมรปุระ สงครามระหว่างอังกฤษกับพม่าก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ พม่ารบแพ้อังกฤษครั้งแล้วครั้ง
เล่า สงครามที่พม่าเหมือนจะไม่มีทางชนะ พระเจ้ามินดงย้ายเมืองหลวงอีกครั้งจากเมืองอมรปุระย้ายมาสู่เมืองมัณฑะเลย์
เพื่อเป็นการถือฤกษ์เอาชัยแก้เคล็ดว่าจะสามารถชนะกองทัพอังกฤษได้
         คำว่า “มัณฑะเลย์” เพี้ยนเสียงมาจากคำว่า “มันดูลา” หรือ “มันดาลา” ซึ่งหมายถึงวงล้อแห่งพลังอำนาจ หรือ
มณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ และยังเชื่อว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าทรงเคยเสด็จมาโปรดสัตว์ที่ภูเขาแห่งนี้ พร้อมทั้งมีพุทธทำนาย
ว่าจะเป็นเมืองทีเจริญรุ่งเรืองด้วยพุทธศาสนา อันเป็นสาเหตุให้พระเจ้ามินดงทรงย้ายราชธานีมาอยู่ใต้ร่มเงาภูเขาศักดิ์
สิทธิ์แห่งนี้

         มัณฑะเลย์ฮิลล์ตั้งอยู่กลางเมืองมัณฑะเลย์ สูง 236 เมตร ปากทางขึ้นมารูปปั้นสิงห์ขนาดใหญ่สองตัว ระหว่าง
ทางมีปูชนียสถานให้สักระบูชาเป็นระยะๆ หากว่าท่านไม่อยากเดินขึ้นก็สามารถนั่งรถสองแถวขึ้นบนยอดมัณฑะเลย์ได้
เลย (ท่ารถอยู่เชิงเขาทางขึ้น) โดยไม่ต้องเดินขึ้นบันได 7,292 ขั้น แต่ก็จะไม่ผ่านจุดชมวิวสองจุด นักท่องเที่ยวบางคน
จึงใช้วิธีขึ้นรถไปจนถึงจุดชมวิวบนยอดเขา แล้วเดินทางกลับลงบันไดก็ได้ แต่เราต้องทำเวลาเลยได้แค่จุดชมวิวยอดเขา
เท่านั้นครับ

         บนยอดเขามัณฑะเลย์ มีวิหาร “ซูตองพญา” รูปทรงคล้ายมณฑปครอบพระมหามัยมุนี ภายใต้วิหารประดิษฐาน
พระพุทธรูปทั้งสี่ทิศ คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคมน์ พระกัสสป และพระสมณโคดม รอบวิหารมีระเบียงสำหรับชมทัศนีย
ภาพเมืองมัณฑะเลย์ และสามารถมองเห็นแม่น้ำอิระวดี พระราชวังมัณฑะเลย์ วัดกุโสดอว์ แต่เนื่องจากวันนี้หมอกค่อนข้าง
หนาเลยมองไม่ค่อยเห็นอะไรครับ

         ลงจากมัณฑะเลฮิลไปต่อกันที่วัดกุโสดอร์(Kuthodaw  Pagoda) เป็นวัดที่พระเจ้ามินดง สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์
แห่งการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 4 และพระองค์ทรงให้จารึกพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนหินอ่อน 729
แผ่น ถือเป็นพระไตรปิฎกเล่มใหญ่ที่สุดในโลก        

และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลีและได้ นำมาประดิษฐานในมณฑป
อยู่รอบพระเจดีย์มหาโลกมารชิน สูง 30 เมตร ซึ่งจำลองรูปแบบมาจากพระมหาเจดีย์ชเวสิกองแห่งเมืองพุกาม

         ตอนนี้เราต้องเร่งทำเวลากันนิดครับ เพราะเรายังเหลือที่ไปเยือนอีก 4 ที่ให้จบก่อนเที่ยงเพราะต้องไปสนามบิน
เรามุ่งหน้าไปที่วัดชเวนันดอว์(Shwenandaw) วัดนี้เป็นพระตำหนักเก่าที่รอดพ้นจากการทิ้งระเบิดช่วงสงครามเพียงหลัง
เดียวเท่านั้น สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง

         โดยพระเจ้ามินดงได้ทรงให้รื้อเอาไม้สักทองจากพระราชวังเก่ามาก่อสร้าง และเป็นวัดที่พระเจ้ามินดงทรงเสด็จ
มานั่งสมาธิ ปฎิบัติธรรม ดังนั้นวัดนี้จึงมีความสวยงามหลากหลายด้วยด้วยสถาปัตยกรรมช่างแห่งมัณฑะเลย์ มีการแกะ
สลักปิดทอง ที่นี่ต้องใช้ตั๋วเข้าชมด้วยนะครับคนละ 10 USD เข้าได้ 3 สถานที่ที่เราจะไปต่อจากนี้ ไปที่ไหนก่อนก็ซื้อ
ตั๋วที่นั่นครับ

         สถานที่ที่ 2 ที่ใช้บัตรใบเดิมเข้าชมได้คือ วัดอาตุมาชิ(Atumashi Monastery) ซึ่งอยู่ติดกับวัดชเวนันดอว์ พระเจ้า
มินดงสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เก็บรักษาคัมภีร์พระไตรปิฎกของหลวง 4 ฉบับ โดยใส่หีบปิดทองล่องชาด และโปรดฯให้
พระราชาคณะรูปหนึ่ง ซึ่งมีความรอบรู้พระไตรปิฎกอย่างไม่มีใครเสมอเหมือนมาครองวัดนี้ คือ ‘ปะกันซายาดอว์”อีกทั้งยัง
สร้างวิหารนี้ด้วยโครงไม้ เอาอิฐพอกถือปูนปั้น จำหลักลวดลายปิดทองล่องชาดประดับกระจกอย่างประณีต รูปลักษณ์คล้าย
มีศิลปะยุโรปมาผสม ทำให้แตกต่างจากวิหารอื่นๆในมัณฑะเลย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานไม้ล้วนๆพระองค์ทรงอุทิศถวายเพชร
เม็ดใหญ่ ประดับพระอุณาโลมของพระประธานวัดนี้ แล้วเฉลิมนามวัดนี้ว่า “อตุมาชิ” แปลว่า งดงามอย่างไม่มีที่ติอย่างไรก็
ตาม เพชรประดับพระประธานได้หายไประหว่างการจราจลก่อนที่อังกฤษจะยึดมัณฑะเลย์  ในปี พ.ศ. 2433 วัดนี้ถูกไฟไหม้
อาคารวัดที่เห็นในปัจจุบัน คือ การสร้างจำลองขึ้นมาใหม่หลังปี พ.ศ. 2538

         และสถานที่ที่สามก็คือพระราชวังมัณฑะเลย์ หลังจากที่พระเจ้ามินดงมาก่อสร้างพระราชวังมัณฑะเลย์ แค่ 28 ปี
อังกฤษก็ตีเมืองมัณฑะเลย์แตกในปี พ.ศ. 2367 พระเจ้าธีบอซึ่งโอรสของพระเจ้ามินดง จึงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของ
พม่าและถูกส่งไปอินเดียและเชื่อกันว่าถูกประหารที่นั่นโดยไม่ได้กลับพม่าอีกเลย สมบัติทุกชิ้นถูกอังกฤษขนเอาไปไม่เว้น
แม้แต่ราชบัลลังก์นกยูง สัญลักษณ์แห่งราชวงศ์และพระที่นั่งสิงหนาทในท้องพระโรงใหญ่ที่เป็นทองคำประดับด้วยเพชร
พลอย ทับทิม อัญมณี อันมหาศาลก็ถูกขนไปไว้ที่ประเทศอังกฤษ

         พระราชวังที่ส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้สักที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ในสมัยสงครามมหาบูรพา (สงคราม
โลกครั้งที่ 2) วันที่ 20 มีนาคม 2488 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรโดยกองทัพอังกฤษ ได้ทิ้งระเบิดจำนวนมากมายถล่ม
พระราชวังมัณฑะเลย์จนไฟลุกไหม้เป็นจุล ด้วยเหตุผลว่าพระราชวังนี้เป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของกองทัพญี่ปุ่น พระราช
วังมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นพระราชวังไม้สักก็ถูกไฟไหม้เป็นจุล เผาราบเป็นหน้ากลอง หลงเหลือก็แต่ป้อมปราการและคูน้ำรอบ
พระราชวัง ที่เห็นอยู่ในปัจจุปันเป็นพระราชวังที่รัฐบาลพม่าได้จำลองรูปแบบของพระราชวังของเก่าขึ้นมาครับ

         ออกจากพระราชวังมัณฑะเลย์ก็เกือบ 11 โมงแล้วเราเลยแวะกินข้าวกันก่อน ก็กินกันแบบด่วนมากครับ หลังจาก
นั้นซีทูบอกกับเราว่ายังพอมีเวลาเลยพาเราไปที่สุดท้าย คือสักการะพระมหามัยมุนี พระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์ของชาวยะ
ไข่แห่งเมืองธัญญวดี (ปัจจุบันอยู่ในรัฐยะไข่ ทางด้านตะวันตกของพม่าติดกับบังคลาเทศ) โปรดฯให้สร้างพระมหามัยมุนี
ซึ่งแปลว่า “มหาปราชญ์” ขึ้นในปี พ.ศ.689 หรือเกือบสองพันปีมาแล้วเหตุเพราะพระพุทธเจ้าเสด็จมาเข้าพระสุบินประทาน
พรแก่พระเจ้าจันทสุริยะ ให้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นเพื่อเชิดชูพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง แต่เนื่องจากว่ามีขนาดใหญ่จึงต้อง
หล่อแยกเป็นชิ้นแล้วจึงนำมาประสานกันได้สนิทจนไม่เห็นรอยต่อเป็นที่น่าอัศจรรย์ เชื่อกันว่าเป็นด้วยพรของพระศาสดา
ประทานไว้

         ความงดงามและความศักดิ์สิทธิ์ของพระมหามุนีเลื่องลือไปไกล จึงเป็นที่หมายปองของกษัตริย์พม่านับตั้งแต่สมัย
พระเจ้าอโนรธาแห่งอาณาจักรพุกาม บุเรงนองมหาราชแห่งหงสาวดี และอลองพญามหาราชแห่งรัตนปุระอังวะ ล้วนเพียร
พยายามยกทัพไปชะลอพระพุทธรูปองค์นี้มาประดิษฐานเพื่อเป็นศิริมงคลแห่งดินแดนพม่าทุกยุคทุกสมัย แต่ต้องล้มเหลว
ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะความทุรกันดารของเส้นทางที่เต็มไปด้วยแม่น้ำและภูเขาสูง จนกระทั่งประสบความสำเร็จในสมัย
พระเจ้าปดุง ก็สามารถนำเอาพระมหามุนีมาไว้ที่กรุงมัณฑะเลย์เมื่อปี พ.ศ.2327 ในปัจจุบันชาวพม่ายังเรียกพระมหามุนีอีก
ชื่อหนึ่งว่า “พระยะไข่”

         วัดมหามัยมุนีมีธรรมเนียมปฎิบัติเช่นเดียวกับปูชนียสถานทุกแห่งในพม่าคือไม่อนุญาตให้สตรีเข้าใกล้องค์พระได้
เท่าบุรุษ ซึ่งสามารถขึ้นไปปิดทองที่องค์พระได้เลย โดยทางวัดกำหนดให้เขตสตรีกราบสักการะองค์พระได้ระยะใกล้สุด
ราว 10 เมตร แต่สามารถซื้อแผ่นทองฝากผู้ชายขึ้นไปปิดทองแทนได้ อย่างไรก็ตาม มีกิจกรรมหนึ่งที่จะทำให้สตรีสามารถ
สัมผัสองค์พระได้ โดยผ่านแป้งตะนะคาที่ใช้ล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี โดยทุกๆเช้า ทางวัดจึงจัดพื้นที่บริเวณลานด้าน
หน้าองค์พระ ให้พุทธศาสนิกชนทั้งชายและหญิงช่วยกันฝนท่อนไม้ตะนะคา เพื่อให้ได้แป้งหอมจากเปลือกไม้ แล้วเอามา
ใส่ผอบรวมกันไว้มากๆ สำหรับนำไปผสมน้ำประพรมพระพักตร์องค์พระในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น (รูปผมเริ่มเอาสถานที่อื่นใน
มัณฑะเลย์มาแทรกนะครับเพราะเนื้อเรื่องพระมาหามัยมุนียาวแต่รูปน้อยครับ)

         ด้วยเหตุแห่งความศรัทธาว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต จึงเป็นที่มาของธรรมเนียมการล้างพระพักตร์ให้องค์พระทุกๆ
รุ่งสาง เหมือนดั่งคนที่ต้องล้างหน้าแปรงฟันทุกเช้า โดยมีพระทำหน้าที่ล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีทุกวันตั้งแต่ราวตีสี่
ครึ่ง โดยเริ่มจากประพรมพระพักตร์ด้วยน้ำผสมเครื่องหอมทำจากเปลือกไม้ “ตะนะคา” ซึ่งชาวบ้านนำมาบริจาคให้วัดทุกวัน
จากนั้นก็ใช้แปรงขนาดใหญ่ขัดสีบริเวณพระโอษฐ์ดั่งการแปรงฟันแล้วใช้ผ้าเปียกลูบไล้เครื่องหอมดั่งการฟอกสบู่จนทั่วทั้ง
พระพักตร์ จึงมาถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือการใช้ผ้าขนหนูเช็ดพระพักตร์ให้แห้งและขัดสีให้เนื้อทองสัมฤทธิ์ที่พระพักตร์
นั้นสุกปลั่งเป็นเงางามอยู่เสมอ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุใดพระมหามัยมุนีจึงเป็นพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์อิ่มเอิบเป็น
ประกายวาววามอย่างที่สุด


         ครบถ้วนตามโปรแกรมที่อยากไป ก็ได้เวลาไปสนามบินกันสักทีครับ เพราะเราต้องกลับไฟล์ทบ่ายสองต้องไป
ถึงสนามบินก่อนบ่ายโมง ขอจบทริปพม่าเพียงเท่านี้ครับ ขาดตกบกพร่องประการใดขออภัยครับ...สวัสดี




Create Date : 17 มกราคม 2557
Last Update : 17 มกราคม 2557 7:34:17 น.
Counter : 1035 Pageviews.

2 comment
Mingalaba Mandalay - Sagaing / Mingun

.... มิงกาลาบา ....

         เช้าวันที่ 3 มินมินเอารถมารับเราตรงเวลา 6 โมงครึ่ง ไฟล์ทที่เราจองไว้ออกจากสนามบินยองอู(Nyaung U)
8.15 น. ไปถึงมัณฑะเลย์ 8.45 น. เราต้องไปถึงก่อนเพื่อเช็คอิน วันนี้ก็เลยทานอาหารเช้าไม่ทันเพราะทางโรงแรมยัง
ตั้งอาหารไม่เสร็จครับ
         แต่เครื่องบินที่พม่านี่ไม่มีความตรงเวลาเลยครับ ขามาก็เรทเป็นชั่วโมง ขากลับตามตารางเวลาต้องออก 8 โมง 
15 นาที ก็ออกตั้งแต่ 7 โมงครึ่งเลยครับ ใครมาไม่ทันก็ตกเครื่องครับ ยิ่งกว่ารถตู้บ้านเราเสียอีก

         มาถึงมัณฑะเลย์ 8 โมงกว่าๆนิดหน่อย พอออกมาด้านหน้ามองหาป้ายชื่อตัวเองไม่เจอ เอาล่ะสิทำไงดี เราก็เลย
ยืนรอสักพัก ยืนรอกันอยู่ลูกสาวมาบอกว่าสงสัยทำแทปเลตตกในเครื่องบิน ก็เลยต้องกลับเข้าไปติต่อเจ้าหน้าที่ด้านใน
ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เก็บไว้ให้ครับก็เลยได้คืน แต่คนขับรถก็ยังไม่มาผมเลยเปิดเมล์ที่ติดต่อตอนจองรถดู ได้เบอร์โทรมา
ลองไปติดต่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เค้าเลยโทรติดต่อให้ คนขับรถบอกว่าไม่รู้ว่าเครื่องมาก่อนเวลา กำลังอยู่ระหว่าง
ทางบอกให่เรานั่งรอแป๊บนึง ระยะทางจากตัวเมืองมัณฑะเลย์มาสนามบินนี่ไกลมากครับ ขนาดถนนว่างๆยังใช้เวลา 45 
นาทีเลยครับ รอประมาณ 10 นาที คนขับรถก็มาถึงหนุ่มคนนี้ชื่อ "ซีทู" ที่ไม่ได้แปลว่ามองทะลุนะครับ

         ตามโปรแกรมของเราที่ผมส่งให้บริษัทจัดรถคือเราจะไปมินกุงกันก่อน ซึ่งปกติถ้ามากับบริษัททัวร์โปรแกรมนี้จะ
ล่องเรือจากมัณฑะเลย์ไปตามแม่น้ำอิรวดี เนื่องจากเราไม่มีเวลาขนาดนั้นผมเลยแจ้งไปว่าขอไปทางรถยนต์ แต่การ
สื่อสารอาจทำให้เข้าใจผิดพลาด ซีทูพาเราไปส่งที่ท่าเรือ ตอนนั่งรถไปเราก็ไม่รู้ว่าเค้าจะพาเราไปไหน พอถึงท่าเรือ
จึงรู้ว่าเค้าคิดว่าเราจะนั่งเรือ ก็เลยต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ครับ
          การเข้าไปที่ท่าเรือเสียเวลาพอสมควรครับ เพราะไม่ได้อยู่ในเส้นทางหลักที่จะเดินทางไปมินกุง เพื่อย้อนกลับ
ออกมาทางเดิมเราก็ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำอิรวดีไปฝั่งเมืองสกายน์(Sagaing) ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำกับมัณฑะเลย์ ตาม
โปรแกรมที่ผมจัดไว้เราจะไปมินกุงกินก่อนค่อยกลับมาเที่ยวสกายน์ แต่เนื่องจากสมาชิกอยากเข้าห้องน้ำกันแผนก็เลย
เปลี่ยนมาเป็นเที่ยวสกายน์ก่อน

        สกายน์(Sagaing) ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำอิรวดี ตรงข้ามกับเมืองอังวะ เมืองสกายน์มีวัดทางพุทธศาสนาที่สำคัญ
หลายแห่ง เมืองสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เพื่อเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรของชาวไทยใหญ่ (ค.ศ. 1315–1364) 
เคยเป็นเมืองหลวงของพม่าระหว่างปี ค.ศ. 1760 ถึง 1763 ปกครองโดยพระเจ้ามังลอก

         จุดหมายแรกที่เราแวะก็คือ เจดีย์กวงมูดอร์(Kaung Hmu Daw Pagodaหรือวัดเจดีย์นมนาง สร้างโดยพระเจ้า
ต้าหลู่ เมื่อปี ค.ศ. 1636 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วหรือพระทันตธาตุที่ได้มาจากลังกา เจดีย์นี้เป็นเจดีย์ทรง
โอคว่ำแบบสิงหล หรือเจดีย์ทรงลังกา มีตำนานเล่าว่าองค์ระฆังทรงกลมผ่าครึ่งซีกนี้  ได้ต้นแบบมาจากถันพระชายาคน
โปรดของพระเจ้าต้าหลู่ องค์เจดีย์มีความสูง 46 เมตรเส้นรอบวงวัดได้ 274 เมตร ผมดูในรูปถ่ายก่อนไปเจดีย์นี้มีสีขาวแต่
ไปจริงเป็นสีทองทั้งองค์ ไม่ทราบว่าเค้าทาสีใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ


         เมื่อมาดูใกล้ๆจะมองไม่เห็นยอดเลยครับ กำลังถ่ายรูปกันอยู่ดีๆก็มีชายชาวพม่ามาเก็บตังค์ค่าถ่ายรูปตอนแรกเราก็
ไม่รู้คิดว่าเป็นพวกมาขอตังค์ก็เลยเดินหนี แต่หลังจากไปเที่ยวจุดต่อๆไปจึงรู้ว่าการถ่ายรูปสถานที่ต่างๆในแถบมัณฑะเลย์
ต้องเสียค่าธรรมเนียมถ่ายรูปของชาวต่างชาติด้วยครับ ที่ละ 1 USD 1 EURO หรือ 1000 KYAT แล้วแต่ว่าจะจ่ายเป็นสกุล
เงินอะไร แอบโหดนะเนี่ย สารภาพตรงๆครับว่าบางที่เราก็จ่ายบางที่เราก็แอบถ่ายครับแต่ละที่ก็จะมีพนักงานคอยเดินตรวจ
ตั๋วค่าธรรมเนียม เราเลยเรียกพวกนี้ว่า "คนดูใบ" ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับอดีตนายก

         ออกจากเจดีย์กวงมูดอร์ไม่ไกลนัก ซีทูพาเราแวะร้านทำเครื่องเงินเครื่องเขินแต่ราคาก็มหาโหดพอควรครับ เลยได้
แต่ดูอย่างเดียวหลังจากนั้นก็ไปแวะกินข้าวกลางวันกัน เป็นร้านที่เค้ารับทัวร์ก็เลยมีอาหารรสชาติแบบเวลาไปกับทัวร์หาก
ใครมาเส้นทางสกายน์ - มินกุง ทางรถยนต์แวะทานข้าวที่สกายน์ก่อนนะครับ เพราะไปถึงมินกุงแล้วจะลำบากเรื่องอาหาร
ครับ

         เส้นทางจากสกายน์ไปมินกุงต้องผ่าน Sagaing Hill ภูเขาที่มีเจดีย์มากที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมาครับ เราก็เลยได้แวะ
วัดอูมินทอนซ์ (U Min Thonze Pagoda) หรือวัด 30 ถ้ำ วัดนี้อยู่กลางเนินเขาสกายน์ฮิล ทำให้มองเห็นทัศนียภาพสวย
งามของป่าเจดีย์บนภูเขา และสายน้ำอิรวดี(
Ayeyarwady River) ที่ไหลอยู่เบื้องล่าง

         มินกุง(Mingun) เป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำอิรวดีฝั่งตะวันตก ห่างจากมัณฑะเลย์ประมาณ 11 กิโลเมตร เมื่อเดินทางมา
ถึงเราก็แวะสถานที่แรกกันเลยครับ เจดีย์มินกุง(Mingun Pahtodawgyi) เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าปาโตดอจี(Pahtodawgyi) 
ซึ่งมีความหมายว่าเจดีย์ที่สร้างไม่เสร็จ พระเจ้าปดุงมีพระราชดำริจะสร้างเจดีย์มิงกุน หรือ “เจดีย์จักรพรรดิ” ที่ใหญ่ที่สุด
และสูงกว่าเจดีย์ใดๆในสุวรรณภูมิ ร่องรอยแห่งความทะเยอทะยานของพระเจ้าปดุง ด้วยทรงเคลื่อนทัพไปตียะไข่ แล้ว
สามารถชะลอพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานที่มัณฑะเลย์เป็นผลสำเร็จ จึงทรงฮึกเหิมที่จะกระทำการใหญ่ขึ้นและยากขึ้น 
ด้วยการทำสงครามแผ่ขยายไปรอบด้านพร้อมกับเกณฑ์แรงงานข้าทาสจำนวนมากก่อสร้างเจดีย์มิงกุน หรือเจดีย์จักรพรรดิ 
เพื่อประดิษฐานพระทันตธาตุที่ได้จากพระเจ้ากรุงจีน โดยทรงมุ่งหวังให้ยิ่งใหญ่เทียบเท่ามหาเจดีย์ในสมัยพุกามและใหญ่
โตโอฬารยิ่งกว่าพระปฐมเจดีย์ในสยาม ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ข้าทาสชาวยะไข่หรือ
อาระกันจำนวน 50,000 คนหลบหนีการขดขี่แรงงานไปอยู่ในเขตเบงกอล เป็นดินแดนในอาณัติของอังกฤษ แล้วทำการ
ซ่องสุมกำลังเป็นกองโจรลอบโจมตีกองทัพพม่าอยู่เนืองๆโดยพม่ากล่าวหาว่าอังกฤษหนุนหลังกลายเป็นฉนวนให้เกิด
สงครามอังกฤษ-พม่า อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พม่าเสียเมืองในที่สุด อย่างไรก็ตามงานก่อสร้างเจดีย์มิงกุนดำเนินไป
ได้เพียง 7 ปี พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคต ภายหลังทรงพ่ายแพ้ไทยในสงครามเก้าทัพ มหาเจดีย์อันยิ่งใหญ่ในพระราช
หฤทัยของพระองค์จึงปรากฏเพียงแค่ฐาน ทว่าใหญ่โตมหึมาดั่งภูเขาอิฐที่มีความมั่นคงถึง 50 เมตร ซึ่งหากสร้างเสร็จ
ตามแผนจะเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดในโลก เพราะสูงถึง 152 เมตร ส่วนรอยแตกร้าวตรงกลางฐานเกิดจากเหตุ
การณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2381

         ด้านหน้าเจดีย์ทางลงไปสู่แม่น้ำอิรวดี มีสิงฆ์คู่ขนาดยักษ์ แต่พังทลายเนื่องจากแผ่นดินไหวเหมือนกันครับ เหลือ
แต่บั้นท้ายขนาดใหญ่ วัดพม่าจะทำสิงห์คู่ตั้งหน้าวัด ส่วนวัดไทยส่วนใหญ่จะใช้พญานาค

         ถัดไปไม่ไกลจากเจดีย์มินกุงจะพบกับระฆังมินกุง(Mingun Bell) ซึ่งพระเจ้าปะดุงทรงสร้างไว้ เป็นระฆังสัมฤทธิ์
ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า น้ำหนักประมาณ 90 ตัน ระฆังนี้สูง 4 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ปากกว้างราว 5 เมตร นับว่า
เป็นระฆังที่แขวนอยู่ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก

         ไปต่ออีกหน่อยจะถึงเจดีย์ชินพิวเม(HSINBYUME PAYA) สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2359 โดยพระเจ้าบากะยีดอว์
(Bagyidawพระราชนัดดาของพระเจ้าปดุง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักต่อพระมหาเทวีชินพิวเม ซึ่งถึงแก่พิราลัยก่อน
เวลาอันควร และได้รับสมญานามว่า "ทัชมาฮาล แห่งลุ่มน้ำเอยาวดี" 

         กลับมายังเส้นทางเดิมกลับสู่สกายน์ผ่านวัดที่หากมาทางเรือหรือมาจากสกายน์จะถึงเป็นวัดแรก นั่นคือวัดเชตตอยอ
(Settawya Paya)ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิรวดี มาถึงวัดนี้สมาชิกเริ่มงอแงไม่ยอมลงจากรถ ก็เลยลงกันแค่ 2 คน วัดนี้มีสิงห์คู่
ตั้งตระหง่านอยู่ตรงบันไดทางขึ้นจากแม่น้ำ วันที่เรามาแม่น้ำแห้งมาก ทำให้เกิดสันทรายไกลไปหลายร้อยเมตร แต่ดูจาก
ร่องรอยคราบน้ำแล้ว หน้าน้ำคงมีน้ำขึ้นมาถึงเชิงบันได ราวบันไดมีปูนปั้นรูปเทวดานั่งเรียงกันแถวละ 5 องค์ทั้งหมด 4 แถว 
ด้านบนมีเจดีย์เชตตอยอพระเจ้าปดุงโปรดให้สร้างเจดีย์ครอบรอยพระพุทธบาทจำหลักหินอ่อน ในปี พ.ศ. 2354

         เราออกจากมิงกุนมุ่งหน้ากลับมัณฑะเลย์ ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านเจอขบวนพิธีบวชสามเณรและแม่ชีน้อย คล้าย
พิธีบวชลูกแก้วที่แม่ฮ่องสอนแต่ที่นี่เค้าบวชเด็กผู้หญิงด้วย เด็กผู้ชายจะนั่งบนหลังม้า ส่วนเด็กผู้หญิงจะนั่งบนเกียวที่ตก
แต่งประดับประดาสวยงามในขบวนมีการแห่เครื่องอัฒบริขาร ผู้ที่ร่วมขบวนแต่กายมาสวยงามเต็มที่ ระหว่างทางชาวบ้าน
จะออกมาต้อนรับขบวนและร่วมทำบุญเราขอให้ซีทู จอดรถให้เราได้ชมขบวน โชคดีของคณะเราจริงๆครับที่ผ่านมาเจอ

         ก่อนกลับเข้าเมืองมัณฑะเลย์เราแวะเมืองอมรปุระกันก่อน ในสมัยพระเจ้าบอบอพญา พระโอรสองค์โตของพระเจ้า
อลองพญาเสด็จขึ้นครองราชสมบัติก็โปรดฯ ให้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงอังวะมายังบริเวณคอคอดของแผ่นดินระหว่างแม่น้ำ
อิรวดี(Ayeyarwady River)  กับทะเลสาบตองตะมัน(Taung Thaman) ราวปี พ.ศ. 2326 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาตั้งกรุงรัตน
โกสินทร์ของรัชกาลที่ 1
         อมรปุระ(Amarapura) ดำรงฐานะเป็นเมืองหลวงอยู่เพียง 40 ปี ราวปี พ.ศ. 2366 พระเจ้าพะคยี พระราชนัดดา
ของพระเจ้าบอบอพญาก็ได้ย้ายเมืองหลวงกลับไปที่เมืองอังวะตามเดิม กระทั่งเวลาผ่านพ้นไปจนถึงปี พ.ศ. 2380 พระเจ้า
ทรวดีก็ทรงย้ายเมืองหลวงกลับมาที่นครอมรปุระอีกครั้ง คราวนี้กินเวลาสั้นๆ เพียง 20 ปี พระเจ้ามินดงก็ย้ายเมืองหลวงไป
ตั้งใหม่ที่ "มัณฑะเลย์"

         อมรปุระมีชื่อเสียงเรื่องการทอผ้าไหม ซีทูได้พาเราแวะชมโรงงานผ้าไหม แต่เนื่องจากเรามาเย็นมากเค้าใกล้จะ
ปิดแล้วแต่ก็ยังมีคนงานอยู่บ้าง ผ้าไหมที่นี่ไม่ถูกนะครับ เราก็ขอผ่านดีกว่าเพราะไม่ถนัดเรื่องผ้าไหม ขอชมเฉยๆแล้วกัน

         จากนั้นเราก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายจองวันนี้คือมาชมพระอาทิตย์ตกที่สะพานไม้อูเบ็ง(U Beng Bridge) สะพานนี้
มีความสำคัญเพราะสร้างด้วยเสาไม้และเศษไม้ของพระราชวังที่ส่วนหนึ่งนำไปสร้างพระราชวังใหม่ที่มัณฑะเลย์ และส่วน
ที่เหลือก็นำมาสร้างสะพานไม้ข้ามทะเลสาบตองตะมัน โดยมี "อูเบ็ง" ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนยุคนั้นพาชาวบ้านมาช่วยกันสร้าง 
จึงกลายเป็นสะพานไม้สักที่มีความยาวมากถึง 1,450 เมตร ใช้ข้ามทะเลสาบตองตะมันจากฝั่งเมืองอมรปุระไปยังเกาะ
แต๊ะแตหยัว อันเป็นสถานที่ตั้งของวัดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั่นก็คือ "วัดตองตะมันจอคตอคยี(Taung Thaman Kyauk 
Taw Gyi 
)
" แต่ผมไม่ได้เดินข้ามไปหรอกครับ เพราะยืนรอดูพระอาทิตย์ตกครับ


         สำหรับผู้ที่ต้องการมุมสวยๆในการถ่ายรูปสะพานกับพระอาทิตย์ตก สามารถเหมาเรือจากฝั่งอมรปุระออกไปกลาง
ทะเลสาบตองตะมันได้นะครับ แต่ผมไม่ได้นั่งเรือครับ เพราะมองเห็นเนินทรายอยู่กลางน้ำ และมีสันทรายพอเดินข้ามไป
ได้ ก็อาศัยตอนเด็กๆเดินท้องร่องสวนประจำก็เลยเดินข้ามไปไม่มีปัญหาครับ ยืนอยู่พักนึงได้ยินเสียงตูม ปรากฏว่ามีฝรั่ง
เดินตามมาตกน้ำไปคนนึง ดีที่ชูกล้องไว้และน้ำไม่ลึก หลังจากนั้นก็มีเสียงตกน้ำกันอีกหลายคน

         พอพระอาทิตย์ตกลงต่ำกว่าพื้นสะพาน ผมก็หาทำเลถ่ายรูปใหม่ มาเจอมุมเจดีย์ Shwe Modeptaw pagoda ซึ่ง
อยู่ใกล้ๆกับตัวสะพานครับ 


         หลังจากพระอาทิตย์ลับเราก็มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองมัณฑะเลย์เพื่อกลับที่พัก คืนนี้เราพักกันที่ Hotel Yadanarbon   
ห้องกว้างขวางและสะอาดดีครับ ซีทูบอกว่าให้เราเก็บของก่อนแล้วจะกลับมารับเราตอนทุ่มนึงเพื่อไปกินข้าวเย็น สงสัย
จะชดเชยให้ที่เมื่อเช้ามารับเราสาย พรุ่งนี้เช้าเราจะเที่ยวในมัณฑะเลย์กันครึ่งวัน และบ่ายๆจะกลับบ้านกันแล้วครับ ขอพัก
สักแป๊บเพื่อเขียนเรื่องราวตอนต่อไป สวัสดีครับ




Create Date : 11 มกราคม 2557
Last Update : 11 มกราคม 2557 16:13:31 น.
Counter : 1341 Pageviews.

3 comment
Mingalaba Mandalay - Bagan

         มิงกาลาบา...
         เช้าวันที่ 2 ของทริป อากาศค่อนข้างหนาวทีเดียว ราคาที่พักที่นี่รวมอาหารเช้าแต่อาหารตั้ง 6 โมงครึ่ง เราจึงมี
เวลาเดินไปเที่ยวเจดีย์ชเวสิกองกันก่อน เช้านี้เรานัดคนขับรถมารับตอน 8 โมงครึ่ง หนุ่มพม่าคนนี้ชื่อ มินมิน พุดภาษา
อังกฤษได้อายุราว 20 ต้นๆ แต่ชอบเคี้ยวหมาก จะว่าไปวัยรุ่นชายพม่าเคี้ยวหมากกันแทบทุกคนครับ
         เดินจากโรงแรมมาแป๊บเดียวก็ถึงทางเข้าเจดีย์ยามเช้าจะมีร้านค้าหน้าวัดเริ่มเปิดกันแล้ว เจ้าของร้านจะมาดักหน้า
ดักหลังเอาเข็มกลัดมาติดเสื้อบ้าง อาสาเฝ้ารองเท้าให้บ้างเพื่อจะได้ไปซื้อของร้านเค้า ถ้าใครอยากซื้อของหน้าวัด ต่อ
ราคาไปเลยนะครับ 1 ใน 3 ของราคาที่เค้าบอกมาหรืออย่างน้อยคุณควรต่อครึ่งราคาเป็นอย่างน้อยครับ ถ้าเกินครึ่งราคา
อย่าซื้อเด็ดขาดครับ ระหว่างทางจากโรงแรมถึงทางเข้าเจดีย์ชเวสิกอง ก็มีเจดีย์อีกหลายองค์ครับ สมเป็นดินแดนแห่ง
เจดีย์จริงๆ


         พระมหาธาตุเจดีย์ชเวสิกอง Shwe Zi Gon Pagoda  เป็นเจดีย์ใหญ่ สวยงาม ศักดิ์สิทธิ์ และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง
ในประเทศพม่า เป็นที่เคารพนับถือของทั้งชาวพม่าและชาวไทย โดยชื่อ "ชเวสิกอง" มีหมายความว่า "เจดีย์ทองแห่งชัยชนะ"
(ชเว = ทอง) สร้างโดย พระเจ้าอโนรธามังช่อ แต่แล้วเสร็จในรัชกาลพระเจ้าจานสิตาแห่งอาณาจักรพุกาม ราว 960 ปีก่อน
ภายในเจดีย์เชื่อว่าบรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระสารีริกธาตุ โดยอัญเชิญมาจากลังกาบนหลังช้างเผือก พระเจ้าอโนรธามังช่อ
ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าช้างเผือกคุกเข่าลงที่ใด จะสร้างเจดีย์ไว้ที่นั่น

         กลับมาโรงแรมเพื่อกินอาหารเช้าและเตรียมตัวออกเดินทาง แปดโมงครึ่ง มินมิน ก็มารับเราตามนัดหมาย สำหรับ
ผู้ที่เดินทางไปน้อยคนผมแนะนำให้เช้ารถจักรยานไฟฟ้าไปท่องเที่ยวครับ เพราะจะสะดวกและประหยัดกว่า มีร้านให้เช่า
อยู่ริมถนนหลายร้าน และสถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่ได้ไกลกันมากนักสามารถใช้จักรยานไฟฟ้าไปเที่ยวได้ แต่ถ้าจะใช้จักรยาน
แบบปั่นก็คงเหนื่อยพอสมควรครับ
         ภาพเด็กน้อยลูกเจ้าของร้านเช่าจักรยานกำลังนั่งผิงไฟแก้หนาวครับ

         โปรแกรมคร่าวๆที่เราจะไปวันนี้ครับผมจัดโปรแกรมไปตั้งแต่กรุงเทพ ไปถึงก็ยื่นให้คนขับ และผมพิมพ์ภาพประกอบ
ไว้ด้วยให้เค้าพาไปตามที่เราจัดไว้ครับ

•    Nyaung U Market
•    ไปวัด GuByaukGyi
•    ไปวัดHtilominlo
•    ไปเจดีย์ Ananda
•    ไปเจดีย์ Thatbyinnyu
•    ไปวัด Bu Paya
•    กินข้าวกลางวันแถวริมแม่น้ำอิระวดี
•    ไปวัด Manuha
•    ไปวัด GuByaukGyi อีกแห่งที่อยู่ติดกับ เจดีย์ Myazedi Pagoda
•    ไปเจดีย์ DhammaYanGyi
•    ไปชมพระอาทิตย์ตกและป่าเจดีย์ที่ Shwasandaw

         เราเริ่มโปรแกรมกันที่ Nyaung U Market ตลาดสดที่มีสินค้าหลากหลายแม้กระทั้งพลอยก็มีคนมาเดินขาย แต่
ออกจะจอแจและวุ่นวายหน่อยครับผมอยู่ได้ไม่นานก็ขอไปต่อดีกว่า

         จุดหมายต่อมาของเราก็คือวัดกุบยางจี(Gub Yauk Gyi) วัดกุบยางจี ที่นี่ มี 2 วัดด้วยกันคำว่า กุบยางจี แปลว่า
Great Painting หรือวัดที่มีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม ดังนั้นวัดใดที่มีจิตรกรรมฝาผนัง ก็มักจะถูกขนานนามว่ากุบยางจี
แต่วัดกุบยางจีทั้ง 2 วัดไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในโบสถ์เพราะกลัวว่าแสงจากอุณหภูมิของแฟลชจะทำให้ภาพจิตร
กรรมเสียหาย ช่วงบ่ายเราจะไปชมกุบยางจีอีกที่นึงครับ
         พอเริ่มเข้าวัดก็ต้องเริ่มถอดรองเท้ากันครับ แม้แต่ถุงเท้าหรือถุงน่องก็ห้ามใส่นะครับ ทางที่ดีถอดทิ้งไว้บนรถเลย
ก็ได้ มาพม่าใส่รองเท้าแบบที่ถอดง่ายๆดีที่สุดครับ

         ออกจากวัดกุบยางจี มิงมิง พาเราไปที่มิงกาลาเจดีย์(Mingalazedi) ซึ่งเราไม่ได้ใส่ไว้ในโปรแกรม มิงกาลาเจดีย์
หรือเจดีย์มังคละ แปลว่า “เจดีย์แห่งความเป็นสิริมงคล”จัดเป็นประเภท “เจดีย์ก่ออิฐตัน” หรือ “สถูป” ตั้งอยู่เหนือฐาน
ทักษินสามชั้นซึ่งซ้อนกันบนฐานไพทีทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส บริเวณฐานแต่ละชั้นประดับลวดลายปูนปั้นเล่าเรื่องชาดก เช่น
เดียวกับเจดีย์ชเวสิกอง

      พระเจ้านรสีหปติกษัตริย์ผู้สร้างมิงกาลาเจดีย์ทรงปรารถนาจะสร้างให้ยิ่งใหญ่เทียบเคียงเจดีย์ที่วีรกษัตริย์คือ พระเจ้า
อโนรธาทรงสร้างเจดีย์ชเวสิกองไว้ แต่ด้วยเหตุที่พระเจ้านรสีหปติทรงนำความล่มสลายมาสู่อาณาจักรพุกาม มิงกาลเจดีย์
จึงไม่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างดีเท่าชเวสิกอง แต่ความพิเศษของมิงกาลาเจดีย์คือ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชม
ทะเลเจดีย์แห่งพุกาม ทั้งยามเช้าและเย็น

         ตอนเดินขึ้นมิงกาลาเจดีย์ก็ไม่เท่าไหร่ครับ แต่ตอนขาลงนี่สิเล่นเอาขาสั่นเหมือนกันครับ เพราะทั้งสูงและชันแถม
ไม่มีราวบันไดอีกต่างหากแต่มิงมิงบอกกับเราว่ายังไม่มีเคยใครตกลงมาตาย ในใจก็คิดว่าอย่าเป็นคนแรกแล้วกันไม่งั้น
เจดีย์อาจได้เปลื่ยนชื่อ
         ลงมาถึงรถก็ไปต่อยังจุดหมายต่อไปครับ วัดทิโลมินโล (Htilominlo Pagoda ) สร้างโดยพระเจ้าติโลมิโล เมื่อ
ปี พ.ศ 1761 เจดีย์นี้ใหญ่มากๆเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ทั้ง 4 ทิศ มีทางเดินขึ้นไปด้านบนเจดีย์ แต่ตอนนี้ปิด
ล็อคกุญแจไปแล้วครับ แต่เค้าก็ทีวีวงจรปิดให้ดูภาพจากด้านบนครับ

      เจดีย์อนันดา(AnandaPagoda) เป็นจุดหมายถัดไปของเรา ระหว่างทาง มินมิน พาเราแวะเจดีย์เล็กๆรายทางแต่ผม
จำชื่อไม่ได้ครับ  เจดีย์อนันดาสร้างขึ้นโดยกษัตริย์จันสิทธะ(King  Kyanzittha)  เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนภูเขา นันทมูล
(Nandamula) บนเทือกเขาหิมาลัยอันเนื่องมาจากการจาริกแสวงบุญมายังดินแดนพุกามของพระอรหันต์ 5 รูปเหล่าพระ
อรหันต์ได้ทูลเล่าถึงลักษณะวัดในอิเดียถวายพระเจ้าจันสิทธะ  พระองค์ทรงพอพระทัยมาก  จึงได้ดำรัสให้ก่อสร้างวัดขึ้น
ตามลักษณะที่เหล่าพระอรหันต์ได้พรรณา แล้วตั้งชื่อว่าวัดอนันดาตามชื่อถ้ำที่พระอรหันต์ทั้ง 5 องค์อาศัยอยู่เจดีย์อนันดา
นี้ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเพชรเม็ดงามแห่งสถาปัตย์ของพุกาม  เพราะถือว่าเป็นสุดยอดพุทธศิลป์สกุลพุกาม 

         ตัววิหารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ใหญ่โตสง่างาม  มีมุขเด็จยื่นออกไปทั้งสี่ด้าน  หากดูตามผังลักษณะจะเหมือนกับ
ไม้กางเขนแบบกรีก  ภายในวิหารมีพระพุทธรูปยืนที่แกะสลักด้วยไม้สักประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ทิศ    ผลงานฝีมือของช่าง
พม่าชั้นสูงที่ทำช่องให้แสงส่องสว่างเฉพาะองค์พระพุทธรูป ซึ่งพระพักตร์ของพระองค์นั้นมีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา  สร้าง
ความน่าเลื่อมใสแก่ผู้ไปสักการะ

         จุดหมายถัดไป ไปกันต่อที่วัดธรรมยางจี(Dhammayangyi Temple) ลักษณะเจดีย์มีความสวยงามมากและได้ชื่อ
ว่าเป็นเจดีย์ที่ยิ่งใหญ่และแข็งแรงที่สุดในพุกาม  เพราะสร้างขึ้น ด้วยอิฐสีแดงเป็นเอกลักษณ์วัดนี้มีเจดีย์ที่สร้างขึ้นคล้าย
เจดีย์อนันดา คือ มีลักษณะอาคารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส  มีมุขยื่นออกมาสี่ด้าน  สร้างขึ้นโดยกษัตริย์นราธุ (King Narathu)
ด้วยทรงปริวิตกว่าผลกรรมจากการกระทำปิตุฆาตจะติดตามพระองค์ไปในชาติภพหน้า พระองค์จึงสร้างวัด แห่งนี้ขึ้นเพื่อ
ล้างบาป ปัจจุบันวัดธรรมยางจี เป็นวัดที่ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ดีที่สุดในพุกาม มีแผนผังคล้ายวัดอนันดาแต่ความประณีต
กลมกลืนเทียบวัดอนันดาไม่ได้ สะท้อนถึงบรรยากาศอันดำมืดมัวหม่นในยุคนั้น

แต่ฝีมือการก่อศิลาต้องนับว่าเป็นเอก พระเจ้านราธุทรงควบคุมดูแลการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง ถ้าช่างวางเรียงศิลาให้
มีช่องพอให้สอดเข็มเข้าไปได้แม้สักเล่มหนึ่ง ก็จะมีรับสั่งให้ประหารช่างผู้นั้นทันที แต่วัดสร้างยังไม่ทันเสร็จพระองค์ก็ถูก
ลอบปลงพระชนม์ลงเสียก่อน

เหตุเพราะทรงรับเอาสนมในรัชกาลก่อนซึ่งเป็นธิดามหาราชาแห่งแคว้นปาเทกคายา(Pateikkaya) แห่งอินเดียมาเป็น
ชายาของพระองค์เองแต่ไม่โปรดฯพิธีแบบฮินดูจึงสั่งประหารนางเสีย พระราชบิดาของนางทรงแค้นเคืองนักจึงส่งทหาร
มือดีแปดนายปลอมตัวเป็นพราหมณ์เดินทางไปเฝ้าพระเจ้านราธุ แล้วใช้ดาบปลงพระชนม์ขณะเข้าเฝ้าก่อนฆ่าตัวตาย
เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด วิหารนี้จึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า กาลักยามิน(Kalagya Min)  หมายถึงวิหารของกษัตริย์ ที่
ถูกฆ่าโดยพวกกาลา

      เดินเข้าเจดีย์นู้ออกเจดีย์นี้ บอกตรงๆว่างงมากครับข้างในเหมือนๆกันหมดจนกลับมาดูรูปแล้วสับสนว่าที่นี่คือที่ไหน
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งที่ครับที่ข้างนอกแตกต่างกันแต่ข้างในเหมือนๆกันกับเจดีย์หลังอื่น คือเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส และมีมุขยื่น
ออกมาสี่ด้านเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป เจดีย์นี้ก็คือ เจดีย์สัพพิญญู หรือ ถัดบินยู(Thatbyinnyu  Pagoda) เป็นเจดีย์ที่
มีความสูงที่สุดในเมืองพุกามความสูงทั้งสิ้นประมาณ 61 เมตร  สร้างขึ้นตามศิลปะแบบปาละของอินเดีย   ก่อสร้างขึ้นใน
ช่วงปี พ.ศ. 1687  โดยกษัตริย์อลองสิตธู  (King Alaungsithu)  โดยแบ่งลักษณะของเจดีย์ออกเป็นระดับจำนวน 5 ชั้น 
ทั้งเป็นวิหารและเจดีย์ส่วนลานชั้นสามของเจดีย์นั้นเดิมทีเคยเปิดให้ขึ้นไปชมด้านบนได้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายรูป
ทิวทัศน์โดยรวมของเมืองพุกาม แต่ปัจจุบันไม่ได้เปิดให้ขึ้นด้านบน มีเพียงทีวีวงจรปิดถ่ายภาพด้านบนให้ชมกัน

      ออกจากเจดีถัดบิญญู มิงมิงก็พาเราไปกินอาหารกลางวันที่ร้านอาหารใกล้ๆกับเจดีย์อนันดา เป็นร้านอาหารที่รับทัวร์
ก็เลยมีอาหารนานาชาติ เราก็เน้นพวกผัดผัก ผัดเปรี้ยวหวาน และอาหารแนวไทย-จีน อื่นๆรสชาติใช้ได้ครับ หลังอาหาร
มิงมิง ขอพัก 2 ชั่วโมง ซึ่งผมรู้ข้อมูลมาก่อนเดินทางแล้วว่าคนขับรถเค้าจะขอพัก 2 ชั่วโมงตอนกลางวันเป็นเรื่องปกติ
เราเองก็อยากพักเหมือนกันครับเลยให้เค้าพาไปส่งที่โรงแรมและนัดกันอีกทีบ่ายสาม

         บ่ายสามโมงตรงหลังจากได้พักผ่อนนอนไปหนึ่งงีบ มินมิน ก็มารับเรามราโรงแรมเริ่มโปรแกรมภาคบ่ายที่วัดมนูหะ
(Manuha Temple) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ อายุน่าจะร่วมๆพันปีหรืออาจจะมากกว่า การสร้างวัดนี้มีประวัติที่น่าสนใจ คือในสมัย
ที่อาณาจักรพุกามกำลังก่อร่างสร้างอาณาจักร พระเจ้าอโนรธามังช่อปฐมกษัตริย์ได้เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งมีศีลจารวัตรงดงาม
น่าเลื่อมใส ทำให้พระเจ้าอโนรธารู้สึกเลื่อมใสเป็นอย่างมาก จึงได้เข้าไปตรัสถามว่าท่านเป็นใครมาจากไหน พระภิกษุรูปนั้น
บอกว่าเราเป็นพระในพระพุทธศาสนา เราอยู่เมืองสะเทิมทางตอนใต้อยู่ในอาณาจักรมอญ ในการสนทนาในครั้งนั้นทำให้
พระเจ้าอโนรธา หันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา

         พระเจ้าอโนรธาจึงได้ส่งสาส์นไปยังอาณาจักรมอญ เพื่อขอพระภิกษุและพระไตรปิฎก มายังอาณาจักรพม่าในทาง
ตอนเหนือ แต่พระเจ้ามนูหะซึ่งเป็นกษัตริย์มอญในตอนนั้น พระองค์ไม่ให้ เพราะพระองค์บอกว่า อาณาจักรพุกามหรือพม่า
โหดร้าย ทารุณ ป่าเถื่อน ไร้วัฒนธรรม เป็นเหตุให้พระเจ้าอโนรธาโกรธและได้ยกทัพลงมาตีเมืองสะเทิม แตกไม่เป็นชิ้นดี
และพระองค์ก็ได้กวาดต้อนเอาเชลยเมืองมอญมาจำนวนมาก และพระเจ้ามนูหะและพระเมหสีก็ตกเป็นเชลยด้วย ในการ
กวาดต้อนเอาเชลยนั้น ส่วนใหญ่จะกวาดต้อนเอาช่างฝีมือ นักปราชญ์ บัณฑิต พระสงฆ์ และกษัตริย์ ในตอนนั้นพุกามยัง
มีความรู้ในการการเผาอิฐและสถาปัตยกรรม พระเจ้ามนูหะถูกกวาดต้อนมาให้อยู่ที่วัดแห่งนี้และพระองค์ก็ได้สร้างพระพุทธ
รูปที่ใหญ่โต มีหน้าอกใหญ่โตมีใบหน้าไม่ยิ้มแสดงถึงความอึดอัดใจของพระองค์ ที่ต้องตกมาเป็นเชลย วัดนี้คนไทยมาตั้ง
ชื่อให้ใหม่ว่า วัดหลวงพ่ออึดอัด

         ไม่ไกลจากวัดมนูหะ อยู่ฝั่งตรงกันข้ามเลยไปไม่ถึงกิโล คือวัดกุบยางยี (Gub Yauk Gyi) ชื่อเหมือนวัดเมื่อเช้า
เพราะมีภาพเขียนสีโบราณที่ผนังวิหาร แต่กุบยางยีที่นี่ต้องพกไฟฉายมาดูภาพเขียนด้วยนะครับเพราะมืดมาก สร้างโดย
พระโอรสของพระเจ้าจันสิทธะ สิ่งที่โดดเด่นคือภาพจิตกรรมฝาผนังที่งดงามที่สุดในพุกามที่ยังคงเหลืออยู่

         วัดกุบยางยีนี้อยู่ติดกับมยะเจดีย์(Mya zedi) ความพิเศษคือมีเจดีย์คู่ที่มีศิลปะ 2 แบบผสมผสานกันอย่างลงตัว
ที่นี่มีศิลาจารึกโบราณอยู่ สร้างโดยเจ้าชายรัชกุมารพระโอรสของพระเจ้าจันสิตตา ศิลาจารึก มี 4 ภาษา คือ พม่า มอญ
พยู และ บาลี ผมลืมเล่าไปอย่างนึงตามวัดที่พุกามเค้าจะมีภาพเขียนวางขายอยู่ทุกวัด และอวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นภาพ
เขียนทรายหรือ Sand Painting ผมลองจับดูแล้วมันเป็นงานภาพพิมพ์ครับ

         เจดีย์บูพญา(Bupaya Zedi) คือจุดหมายถัดไปของเรา เป็นพระเจดีย์ที่ตั้งอยู่ในเมืองพุกาม ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี "
บูพญา" แปลว่าเจดีย์น้ำเต้า ตามลักษณะของพระเจดีย์ ตำนานได้เล่าขานไว้ว่าสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 ในสมัย
อาณาจักรพยู หรืออาณาจักรศรีเกษตร โดยพระเจ้าพิวซอว์ธี แต่บ้างก็ว่าน่าจะสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 เนื่องจาก
รูปทรงขององค์พระเจดีย์
         พระเจดีย์ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันเป็นพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2518 เพราะพระเจดีย์องค์เก่านั้นพังทลาย
ลงมาอันเนื่องมาจากแผ่นดินไหว

         ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว เราจึงมุ่งหน้าไปชมพระอาทิตย์ตกท่ามกลางทะเลเจดีย์กัน ระว่างทางมินมินพาเราแวะที่วัด
มหาบดี(Mahabodi Temple) ซึ่งวัดนี้ไม่ได้อยู่ในแผนเดินทางของเรา แต่คงเห็นว่าพอมีเวลาเหลือเจดีย์ของวัดนี้สร้าง
ตามแบบพุทธคยาจึงได้ชื่อว่ามหาบดีซึ่งเป็นชื่อเรียกพุทธคยาตามภาษาฮินดู

         แล้วเราก็มาถึงจุดสุดท้ายในวันนี้คือ เจดีย์ชเวซานดอว์ (Shwesandaw Pagoda) เจดีย์ชเวซานดอว์  เป็น 1 ใน
พุทธสถาน 3 แห่ง ที่พระเจ้าอโนรธาทรงสร้างไว้ในพุกาม สร้างขึ้นเมื่อปี 1057 หลังเสด็จกลับจากการออกรบ ณ เมือง
ตะโกงพร้อมชัยชนะ ซึ่งภายในเจดีย์ชเวซานดอว์นั้น บรรจุพระเกศธาตุที่กษัตริย์แห่งเมืองหงสาวดี หรือ พะโค๊ะ ทรงมา
ถวาย มองจากลานจอดรถขึ้นไปเห็นคนบนนั้นมั๊ยครับ แล้วเราจะมีที่ยืนมั๊ยเนี่ย

      เจดีย์ชเวซานดอว์  มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามหาเป่งนะกู่พยา(วัดพระพิฆเนศ) เพราะแต่เดิมเคยมีเทวรูปพระพิฆเนศ
ประดิษฐานอยู่ตามมุมฐานทักษิณทั้งห้าชั้น ถัดขึ้นไปเป็นฐานทรงแปดเหลี่ยมที่คอยรองรับองค์สถูปทรงกระบอกอีกต่อหนึ่ง
เดิมฐานแต่ละชั้นจะประดับด้วยแผ่นดินเผาเล่าเรื่องชาดกต่าง ๆ  แต่ในปี ค.ศ. 1975 เกิดภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวรุนแรง
ซึ่งสร้างความเสียหายแก่องค์เจดีย์ ทำให้ยอดสถูปหักโค่นลงมา ปัจจุบันได้สร้างเพิ่มเข้าไปใหม่แต่ก็ยังเก็บรักษายอดฉัตร
องค์เดิมเอาไว้

      ในบริเวณใกล้เคียงเจดีย์ชเวซานดอว์นี้ยังเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการชมทุ่งเจดีย์อีกแห่งหนึ่งของพุกามเมื่อยาม
อาทิตย์ขึ้์นและตกดิน จะได้เห็นภาพหมู่เจดีย์สุดลูกหูลูกตา ทำให้เป็นที่รวมของนักท่องเที่ยวที่แยกย้ายกันไปเที่ยวมา
ตลอดทั้งวันก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่
      ขออำลาพุกามด้วยภาพก่อนพระอาทิตย์จะอำลาครับ พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางกันตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง เพื่อไปสนาม
บินเดินทางกลับไปยังมัณฑะเลย์ครับ




Create Date : 07 มกราคม 2557
Last Update : 7 มกราคม 2557 7:32:09 น.
Counter : 1315 Pageviews.

2 comment
Mingalaba Mandalay - Beginning































   สวัสดี ปีใหม่ครับทุกท่าน ทริปนี้เป็นทริปส่งท้ายปี 2013 เริ่มจากโปรเปิดเส้นทางใหม่ของ Bangkok Airways boutique
airline 450 บาทต่อเที่ยวบินรวมค่าภาษีและน้ำมันแล้วก็ตก 2,020 บาท ต่อเที่ยวบิน ไป-กลับ 4,040 บาท แต่เที่ยวบินนี้
เป็น Code Share กับ Air Bulgaria ครับจึงเป็นเครื่อง Air Bus A319 ของ Air Bulgaria กัปตันและลูกเรือบางส่วนจึงเป็นคน
บัลกาเรียร่วมกับลูกเรือไทย  ทริปนี้เราใช้เวลา 4 วันกับ Mandalay และ Bagan ครับ
















      เมื่อได้ตั๋วมาแล้วก็จัดทริปก่อนเดินทางครับ แผนการเดินทางของเราคือ เที่ยวบินขาไปออกจากสุวรรณภูมิเที่ยง
ถึงมัณฑะเลย์บ่ายโมงครึ่ง เวลาพม่าช้ากว่าเราครึ่งชั่วโมงครับ ตอนแรกผมวางแผนว่าวันแรกจะเที่ยว มัณฑะเลย์ก่อน
แล้วพรุ่งนี้ค่อยไปพุกามแต่มาคิดอีกทีกลัววันสุดท้ายเกิดผิด พลาดจะมาไม่ทันเที่ยวบินขากลับจึงเปลี่ยนแผนว่าไปถึง
มัณฑะเลย์แล้วต่อเครื่องไป Bagan หรือที่คนไทยเรียก"พุกาม" เลยดีกว่าแผนการเดินทางจึงออกมาดังนี้ครับ

      - วันแรก สุวรรณภูมิ - Mandalay - Bagan พัก Bagan
      - วันที่ 2 เที่ยว Bagan เต็มวัน พัก Bagan
      - วันที่ 3 Bagan - Mandalay กลับ Flight เช้าแล้วไปเที่ยว Sagaing Mingun กลับมาดูพระอาทิตย์ตกที่สะพานไม้
         Ubeng
      - วันที่ 4 เที่ยวใน Mandalay ช่วงเช้าแล้วกลับ กรุงเทพ Flight บ่าย 2

เมื่อ ได้โปรแกรมการเดินทางแล้วก็จองที่พัก ผ่าน Agoda.com เนื่องจากผมไปช่วงวันหยุดสิ้นปีพอดีเลยต้องจองไว้
ล่วงหน้าครับ ต่อมาก็จองตั๋วเครื่องบิน การจองตั๋วเครื่องบินในพม่านี่ค่อนข้างยากเย็นสัก หน่อยครับ เพราะเอเจนต์
จะไม่สามารถให้ราคาล่วงหน้าได้เลย แถมไม่มีการจองตรง ส่งเมล์ไปก็ไม่ตอบกลับผมพยายามจองจากหลายเอเจนต์
ของหลายสายการบิน จนสุดท้ายได้ Air Mandalay Mandalay - Nyaung U ไปกลับตกคนละ 5,438 บาทแพงกว่าค่าตั๋ว
จากกรุงเทพ - มัณฑะเลย์อีก เวลาจองไป Bagan ต้องเลือกปลายทาง Nyaung U นะครับ เพราะจะมีเขตเมืองเก่ากับ
เมืองใหม่ Nyaung จะเป็นเขตเมืองใหม่
















      สุดท้ายคือจองรถครับ ถ้าไม่ได้ไปเที่ยวช่วงเทศกาล ไปหารถที่หน้าสนามบินก็ได้ครับมีเยอะ แต่เมื่อมาหน้าเทศกาล
จองไว้ก่อนดีกว่าเพื่อความอุ่นใจ ผมจองผ่าเวปไซต์ allmyanmarbooking.com เนื่องจากทริปนี้ผมมีสมาชิกร่วมเดินทาง
6 คน จึงจองเป็นรถตู้ครับ ราคาเป็นเที่ยวๆแล้วนำมารวมกันแล้วเค้าก็คิดส่วนลดให้ ของผมแยกเป็น เที่ยวแรกรับจาก
สนามบิน Nyaung U ไปที่พัก เที่ยว 2 Full Day Bagan เที่ยว 3 รับจากที่พักส่งสนามบิน Nyaung เที่ยว ที่ 4 รับจากสนามบิน
Mandalay และเที่ยวเต็มวัน เทียวที่ 5 ทัวร์ครึ่งวันและส่งกลับสนามบิน เบ็ดเสร็จ 10,240 บาท เฉลี่ยต่อคน 1,707 บาท
สำหรับทริป 4 วันครับ
      จองแล้วก็ติดปัญหาเรื่องการจ่ายเงินอีก เพราะเค้าให้เราจ่ายชำระเป็น US US Dollar โดยโอนผ่าน Western Union แต่
ปัญหาคือเราใช้บริการ ของ Western Union โอน Dollar ไปพม่าไม่ได้ ได้เฉพาะเงินบาทไทย เมื่อติดต่อกลับไปสุดท้ายเค้า
เลยให้เราโอนเป็นเงินบาทเข้าบัญชีของเค้าที่ เปิดไว้ที่เมืองไทย
















     จองทุกอย่างเสร็จก็เป็นขั้นตอนการขอวีซ่าครับ ตอนแรกมีข่าวว่าจะยกเลิกวีซ่าระหว่างไทยกับพม่า แต่รัฐบาลยุบสภา
ไปซะก่อนก็ต้องรอรัฐบาลใหม่มาสานต่อ วีซ่าพม่าแบบธรรมดา 810 บาทต่อคน ยื่นเรื่องที่สถานฑูตพม่าถนนปั้นครับ ขึ้น
รถไฟฟ้า BTS ลงสถานีสุรศักดิ์ แล้วลงฝั่ง ร.ร. กรุงเทพคริสเตียนเดินเลยกรุงเทพ คริสเตียนไปไม่ไกลจะเจอถนนปั้นข้าม
ถนนจะเจอรั้วสถานฑูต ยื่นเรื่องขอวีซ่า 9 โมง ถึง 11.30 น. มีช่องคนไทยแยกต่างหากครับใช้เวลา 3 วัน เค้าจะนัดเวลา
ไปรับเล่มคืนช่วงบ่ายครับ เอกสารประกอบก็มี รูปถ่าย 2 ใบ พาสปอร์ตตัวจริงพร้อมสำเนา กับ Application Form ครับ
















     เมื่อครบถ้วนทุกอย่างก็เตรียมตัวออกเดินทางกันเลยครับ ก่อนไปก็อย่าลืมแลกเงิน US Dollar ไปด้วยนะครับ เพราะ
ที่พม่าใช้เงิน Kyat ซึ่งไม่มีให้แลกในเมืองไทย จะมีก็แถวด่านชายแดนครับ ดังนั้นเราต้องแลกเงิน US ไปแลกที่โน่น
เวลาไปแลกบอกที่ร้านรับแลกนะครับว่าจะไปใช้ที่พม่า เพราะมีข้อจำกัดเยอะ เช่น ต้องเป็นแบงก์ใหม่ไม่มีรอยพับ ไม่มี
รอยขีดเขียน ไม่ใช่หมวดอักษรขึ้นต้น CB ทางร้านใหญ่ ทั้งร้านสีเขียวและสีส้ม เค้าจะรู้ครับบางร้านจะคิดค่าแบงก์ใหม่
เพิ่มอีก 0.10 ของอัตราแลกเปลี่ยนวันนั้น แต่บางร้านก็ไม่คิด ลองเปรียบเทียบ Rate กันดูก่อนแลกครับ
















     ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๖ แล้ววันเดินทางก็มาถึง เริ่มฤกษ์ไม่ดีตั้งแต่วันแรกเลยครับ เพราะเที่ยวบิน Delay ไป 40 นาที
เนื่องจากรอเที่ยวบินจากบัลกาเรีย มาถึงสนามบินมัณฑะเลย์ก็จะมีรถบัสมา รับที่บันไดเครื่อง สภาพรถบัสแย่กว่ารถแดง
ต่างจังหวัดบ้านเราครับ ขึ้นรถบัสไม่ถึงนาทีก็ลงและเดินเข้า Gate ไปผ่าน ตม.
      ผ่าน ตม. เรียบร้อยรับกระเป๋าเสร็จก็ออกมาแลกเงินครับ มาถึงเพิ่งรู้ว่าเอาบาทมาแลกที่นี่ก็ได้ไม่ต้องแลกดอลลาร์มา
จากเมืองไทย แต่คิดเทียบดูแล้วเรทดอลลาร์จะคุ้มกว่านิดหน่อยครับ 10 USD แลกได้ประมาณ 984 Kyat แลกตังค์เสร็จ
ก็ขึ้นไปด้านบนเพื่อเช็คอิน Air Bagan ต่อไปยัง Nyaung U Airport ตอน โหลดกระเป๋าเค้าจะให้ Tag รับกระเป๋ามา เก็บ
ไว้ให้ดีๆนะครับอย่าทำหายเด็ดขาด เช็คอินเสร็จก็จะได้ Boarding Pass กับสติ๊กเกอร์ติดหน้าอกมา 1 ใบ สติ๊กเกอร์นี้จะ
เป็นตัวแยกครับว่าเราจะไป ขึ้นเครื่องบินลำไหน จากนั้นก็ไปรอหน้า Gate สนามบินมัณฑะเลย์นี่วังเวงมากครับ สภาพแย่
กว่าสถานี บขส. บ้านเราเยอะ พื้นเต็มไปด้วยขยะ ห้องน้ำเหมือนไม่เคยล้างมาเลยตั้งแต่เปิดสนามบิน ผมว่าเมืองจีนแย่
แล้วนะ ที่นี่สยองกว่า
















     เวลา เดินทางของเราคือ 17.10 น. ถ้าจะเข้าไปในเมืองก่อนก็กลับมาไม่ทันครับ เพราะจากสนามบินเข้าตัวเมือง
มัณฑะเลย์ใช้เวลา 45 นาที ระหว่างทางมีแต่ทุ่งนา เราเลยนั่งรอที่สนามบิน แต่ก็มาเจอเที่ยวบิน Delay อีกครั้งกว่าจะ
ได้ออกเดินทางเกือบทุ่ม เมื่อมาถึงสนามบินพุกามต้องเอา Tag กระเป๋าไปยื่นให้เจ้าหน้าที่เค้าจะลากกระเป๋าออกมาให้
ไม่มีสายพานนะครับ รับกระเป๋าเสร็จเดินออกมาก็เห็นคนขับรถชูป้ายชื่ออยู่ พอเดินไปหาเค้าก็พาเราไปที่รถ กำลังเอา
กระเป๋าขึ้นรถมีชายชาวพม่านุ่งโสร่งวิ่งมาพูดอะไรก็ไม่รู้ คนขับรถถามเราเป็นภาษาอังกฤษว่าคุณจ่ายค่าเข้าเมืองรึยัง
อ้าวยังไม่ได้จ่าย เราก็เลยต้องเดินกลับเข้าไปจ่ายค่าเหยียบแผ่นดิน ค่าวีซ่าก็เสียไปแล้ว ยังต้องมาจ่ายค่าเหยียบแผ่นดิน
อีกคนละ 10 USD หรือถ้าจ่ายเป็นเงิน Kyat ก็ คนละ 10,000 Kyat จ่ายเป็น USD ดีกว่า เพราะ 10 USD = 984 Kyat
















     จ่ายตังค์เสร็จก็กลับมาขึ้นรถไปโรงแรม ใช้เวลาจากสนามบินมาโรงแรมประมาณ 20 นาที คืนนี้เราพักที่ Aung
Mingalar Hotel แต่ยังไม่หมดเรื่องแค่นี้ เพราะ โรงแรม Over Booking เลยต้องให้เราแยกไปนอนโรงแรมอื่นห้องนึง
เฉพาะคืนนี้ โดยโรงแรมจะจัดรถรับส่งให้ จะปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะช่วงเทศกาลโรงแรมเต็มหมด เราเลยเอากระเป๋าเก็บ
ก่อนแล้วไปหาอาหารเย็นข้างๆโรงแรมกิน มีร้านอาหารที่มีอาหารแบบไทยๆ อย่างข้าวผัดหมู ผัดผัก และไข่เจียว
ราคาก็ปกติครับไม่สูงเกินไปนัก มื้อนึงประมาณ 80 - 120 บาทต่อคน
















      จากที่พักเราสามารถมองเห็นพระมหาธาตุเจดีย์ชเวสิกอง (Shwe Zi Gon) อยู่ฝั่งตรงข้ามกับหน้าโรงแรม เดินไป
ประมาณ 450 เมตรครับถ้ายังไม่เหนื่อยก็เดินข้ามไปเที่ยวกันได้ครับ เพราะเจดีย์นี้มีชาวพม่ามาสวดมนต์รอบเจดีย์กัน
ทั้งคืนครับ พรุ่งนี้เช้าเราจะไปเที่ยวรอบพุกามกัน




















Create Date : 03 มกราคม 2557
Last Update : 7 มกราคม 2557 7:36:05 น.
Counter : 880 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]