All Blog
วันใสๆ ใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kansai - Kyoto 1

   คืนแรกในเกียวโตนอนสลบเหมือดครับ แต่เช้านี้ก็ตื่นตรงเวลาที่วางแผนไว้ อากาศข้างนอกไม่หนาวเท่าที่คิดไว้ แค่เย็นสบายเหมือนฤดู
หนาวบ้านเราครับ จุดหมายแรกที่เราจะไปวันนี้ก็คือศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Shrine) จากสถานีเกียวโตนั่งรถไฟ JR Nara Line
ไปลงสถานี Inari ค่ารถ 140 JPY ประมาณ 5 นาทีครับ

   ออกจากสถานีมาก็เจอทางเข้าศาลเจ้าเลยครับ จากด้านหน้าเดินเข้าไปนิดหน่อยครับก็ถึงตัวศาลเจ้า แต่จุดไฮไลท์ไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ครับ
เดินไปด้านหลังมีบันไดขึ้นไปด้านบนเขา Inari จะเจอเสาโทริอิ (Torii) นับพันต้นจากตีนเขาขึ้นไปบนยอดเขา

   Fushimi Inari Shrine เป็นศาลเจ้าชินโต(Shinto)ที่มีสำคัญแห่งหนึ่งของเกียวโตมีชื่อเสียงโด่งดังจากประตูโทริอิ (Torii Gate) หรือ
เสา ประตูสีแดงที่เรียงตัวกันข้างหลังศาลเจ้าจำนวนหลายหมื่นต้นจนเป็นทาง เดินได้ทั่วทั้งภูเขาอินาริ ที่ผู้คนเชื่อกันว่าเป็นภูเขาศักสิทธ์
โดยเทพอินาริจะเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ การเก็บเกี่ยวข้าว รวมไปถึงพืชผลไร่นาต่างๆ และมักจะมีจิ้งจอกเป็นสัตว์คู่กาย(บ้างก็
ว่าท่านชอบแปลงร่างเป็นจิ้งจอก) จึงสามารถพบเห็นรูปปั้นจิ้งจอกมากมายด้วยเช่นกัน ศาลเจ้าแห่งนี้มีความเก่าแก่มากถูกสร้างขึ้นตั้งแต่
ก่อนสร้างเมืองเกียวโตซะ อีก คาดกันว่าจะเป็นช่วงประมาณปีค.ศ. 794 

   เส้นทางเดินรอดเสาโทริอิขึ้นยอดเขามี 2 ทางคู่กันไปเดินด้านไหนก็ได้ครับระยะทางประมาณ 3 เมตรบนยอดเป็นจุดชมวิวเมืองเกียวโต
แต่เราไม่ได้ขึ้นไปถึงยอดเขาเพราะเวลาน้อยไปที่อื่นกันค่อครับ กลับลงมาด้านล่างตรงข้างศาลเจ้ามีทางออกอีกด้าน เดินไปตามทางมี
ร้านขายของตลอดทางจนถึงแยกเลี้ยวขวาแล้วเดินตรงไปเรื่อยๆครับประมาณกิโลครึ่ง ระหว่างทางผ่านศาลเจ้าทานาตะ(Tanaka Shrine)

   เป็นศาลเจ้าเล็กๆหากมีเวลาแวะเข้าไปชมก็ได้ครับ ทางเดินเส้นนี้ได้บรรยากาศเก่าๆดีครับ มีร้านค้าริม 2 ข้างทางให้ชมได้เพลินๆ ร้านนี้
เป็นร้านสาเกครับ

   วัดโตฟุกุ (Tofuku-Ji Temple) อยู่ด้านขวามือ เดินเข้าซอยแยกไปประมาณ 200 เมตรข้างหน้ามีป้ายและรูปภาพขนาดใหญ่เห็นชัดเจน
ครับ เดินตรงเข้าไปจนสุดทางจะเจอทางเข้าวัด อย่าเพิ่งเข้าครับ เดินเลี้ยวซ้ายไปก่อนเจอซุ้มสะพานไม้ สะพานนี้เป็นจุดชมทะเลใบไม้
แดงที่สวยมากครับ ไม่เสียตังค์แต่คนเบียดเสียดยัดเยียดกันสุดๆครับ

   กว่าจะแทรกตัวเข้าไปริมระเบียงเพื่อจะถ่ายภาพได้แทบแย่ครับ ถ่ายเสร็จก็ต้องปล่อยให้ร่างกายไหลตามกระแสคนจนพ้นสะพานแล้ว
ค่อยไหลกลับมาใหม่ครับ เพราะเราต้องกลับทางเดิมเพื่อเข้าไปในวัดทางประตูด้านหน้า

   ก่อนเข้าไปชมด้านในก็ต้องซื้อบัตรผ่านประตูก่อนครับ ราคา 400 JPY ต่อคน ซื้อตรงป้อมหลังคาเหลืองๆด้านหน้าเลยครับ

   ซื้อตั๋วเสร็จก็เดินเข้าทางซ้ายมือเลยครับเจอสะพานไม้ทสึเท็งบาชิ(Tsuten-bashi) เดินไปตามสะพานข้ามทะเลใบไม้แดงกันเลยครับ
แต่ด้านในกระแสคนก็ไม่แพ้ด้านนอกครับ หลั่งไหลกันแบบว่าถ้าล้มลงไปคงไม่ต้องลุกขึ้นมาอีกเลยครับ เดินเข้าไปแล้วก็พยายามแทรก
ตัวไปริมระเบียง เพื่อไปชมทะเลแดงให้ได้ครับ

   วัดโตฟุกุ (Tofuku-Ji Temple)เป็นวัดขนาดใหญ่ สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1236 และได้ชื่อมาจากการรวมชื่อกับวัด 2 แห่งในนารา(Nara)
คือวัดโทไดจ(Todai-ji) และ วัดโคฟุกุ(Kofuku-ji)
โดยใบไม้แดงที่นี่แทบทั้งหมดเป็นต้นเมเปิ้ล (kaede) ราว 2,000 ต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่
เป็นพันธุ์ที่มีใบเล็กจิ๋วละเอียดอ่อน อีกด้านหนึ่งของระเบียงสะพานจะเห็นโบสถ์เอก (Hondo)

   เดินข้ามสะพานไม้ทสึเท็งบาชิ(Tsuten-bashi) ไปอีกฝั่งจะเจอวิหาร Kaisando แต่เราไม่ได้เข้าไปชมครับเดินเลี้ยวลงไปที่สวนด้านล่าง
กันเลยดีกว่า

จากในสวนด้านล่างมองขึ้นไปบนสะพาน ทสึเท็งบาชิ ยิ่งสายคนยิ่งเยอะ

   ทางเดินในสวนด้านล่างเป็นวันเวย์ครับ ลงทาง ขึ้นทาง ขึ้นมาด้านบนก็เจอประตูทางออกพอดี เราไปกันต่อเลยดีกว่าครับเพราะวันนี้ยัง
มีโปรแกรมอีกหลายที่ กลับออกมาทางหน้าวัดเราจะไปเที่ยววัดน้ำใสกันต่อ ถ้ามาเที่ยว 4 คนเสนอให้ขึ้น Taxi หน้าวัดครับจะคุ้มกว่า หรือ
จะขึ้นรถไฟก็เดินกลับทางเดิมที่มาจากศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ เลยศาลเจ้าทานาตะ(Tanaka Shrine)เจอสามแยกเลี้ยวขวาไปไม่ไกลจะถึง
สถานี Tobakaido ขึ้นรถไปลงสถานี Kiyomizu-Gojo แล้วเดินต่อประมาณ 2 กิโลเมตรครับ ก่อนถึงจะผ่านวัด Otani-Hombyo ถ้ามีเวลา
แวะเข้าไปชมกันก่อนก็ได้ครับ

   ก่อนเข้าวัดน้ำใสหาร้านอาหารเติมพลังกันก่อน แถวทางเข้าวัดมีหลายร้านเลยครับ อิ่มท้องแล้วก็เดินขึ้นเนินไปวัดน้ำใสกันเลยครับ
ระหว่างทางพบสองสาวเดินผ่านมาพอดีครับ

   มาถึงแล้วครับวัดน้ำใสหรือวัดคิโยมิสึ(Kiyomizu dera) คำว่า “Kiyomizu” ในภาษาญี่ปุ่น หมายถึง น้ำใส หรือน้ำบริสุทธิ์ เลยเป็นที่มา
ของชื่อวัดน้ำใส

   เป็นครั้งที่ 2 ที่ผมได้มาเยือนวัดนี้ แต่บรรยากาศต่างจากครั้งแรก ครั้งแรกมาตอนซากุระบาน มาเยือนครั้งนี้ได้ความสวยงามไปคนละแบบ แต่ก็ชอบทั้ง 2 ฤดูครับถ้ามีโอกาสมาเกียวโตอีก ก็จะมาที่นี่อีกครัง

    มาคราวนี้ตนเยอะกว่าที่มาคราวก่อนมากมายมหาศาลครับ บนระเบียงวัดแทบไม่มีที่ยืนเลยตอนเดินรอบก็ไหลตามกันไป แต่ก็สนุกดี
ครับโดยเฉพาะตอนรอคิวเข้ามุมถ่ายรูปมุมมหาชน

   ไปเดินชมรอบๆวัดกันครับ วัดน้ำใส เป็นวัดเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 1,000 ปี ในปี ค.ศ. 778 พระภิกษุเอ็นจิงเกิดนิมิตเห็นว่าตนได้เดิน
ทาง ไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง มีผู้คนจาริกแสวงบุญที่บ่อน้ำนี้มาหลายร้อยปีแล้ว ซึ่งเมื่อเอ็นจิงได้เดินทางไปตามนิมิตนั้น ก็ได้พบ
กับบ่อน้ำและได้ใช้ท่อนไม้ที่พบในบริเวณนั้นแกะสลักเป็นองค์พระอวโลกิเตศวรขึ้น และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดวัดน้ำใส

ป็ นวัดเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 1,000 ปี จึงมีประวัติที่มาและตำนานหลากหลายฉบับ แต่ก็จะขอเล่าจากตำนานอันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ในปี ค.ศ. 778 พระภิกษุ เอ็นจิง (延鎮) เกิดนิมิตเห็นว่าตนได้เดินทางไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง มีผู้คนจาริกแสวงบุญที่บ่อน้ำนี้มาหลายร้อยปีแล้ว จนหลงเหลือคำพูดของนักจาริกว่า “เราจะไปยังแดนตะวันออก เรื่องที่เหลือฝากด้วยนะ” (自分はこれから東国へ旅立つので、後をむ) ซึ่งเมื่อเอ็นจิงได้เดินทางไปตามนิมิตนั้น ก็ได้พบกับบ่อน้ำและได้ใช้ท่อนไม้ที่พบในบริเวณนั้นแกะสลักเป็นองค์พระอวโล กิเตศวรขึ้น และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดวัดน้ำใส - See more at: //www.j-plan.co.th/index.php?op=jlife-detail&cid=14&id=145#sthash.uOO6QyGG.dpuf
ป็ นวัดเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 1,000 ปี จึงมีประวัติที่มาและตำนานหลากหลายฉบับ แต่ก็จะขอเล่าจากตำนานอันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ในปี ค.ศ. 778 พระภิกษุ เอ็นจิง (延鎮) เกิดนิมิตเห็นว่าตนได้เดินทางไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง มีผู้คนจาริกแสวงบุญที่บ่อน้ำนี้มาหลายร้อยปีแล้ว จนหลงเหลือคำพูดของนักจาริกว่า “เราจะไปยังแดนตะวันออก เรื่องที่เหลือฝากด้วยนะ” (自分はこれから東国へ旅立つので、後をむ) ซึ่งเมื่อเอ็นจิงได้เดินทางไปตามนิมิตนั้น ก็ได้พบกับบ่อน้ำและได้ใช้ท่อนไม้ที่พบในบริเวณนั้นแกะสลักเป็นองค์พระอวโล กิเตศวรขึ้น และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดวัดน้ำใส - See more at: //www.j-plan.co.th/index.php?op=jlife-detail&cid=14&id=145#sthash.uOO6QyGG.dpuf
ป็ นวัดเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 1,000 ปี จึงมีประวัติที่มาและตำนานหลากหลายฉบับ แต่ก็จะขอเล่าจากตำนานอันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ในปี ค.ศ. 778 พระภิกษุ เอ็นจิง (延鎮) เกิดนิมิตเห็นว่าตนได้เดินทางไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง มีผู้คนจาริกแสวงบุญที่บ่อน้ำนี้มาหลายร้อยปีแล้ว จนหลงเหลือคำพูดของนักจาริกว่า “เราจะไปยังแดนตะวันออก เรื่องที่เหลือฝากด้วยนะ” (自分はこれから東国へ旅立つので、後をむ) ซึ่งเมื่อเอ็นจิงได้เดินทางไปตามนิมิตนั้น ก็ได้พบกับบ่อน้ำและได้ใช้ท่อนไม้ที่พบในบริเวณนั้นแกะสลักเป็นองค์พระอวโล กิเตศวรขึ้น และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดวัดน้ำใส - See more at: //www.j-plan.co.th/index.php?op=jlife-detail&cid=14&id=145#sthash.uOO6QyGG.dpuf

   ใน ปี ค.ศ. 780 ซากะโนะอุเอะ ทามุระมาโร ได้ตามกวางมาจนได้พบกับพระภิกษุเอ็นจิง ได้ขอบิณฑบาตชีวิตกวางไว้ แต่ทามุุระมาโร
ก็มีความจำเป็นต้องใช้เลือดกวางสดๆในการรักษาโรคร้ายที่ภรรยา เป็น ในที่สุดพระภิกษุเอ็นจิงก็ได้ขอพรจากพระอวโลกิเตศวร แล้ว
ภรรยาของทามุระมะโรก็หายจากโรคร้าย แล้วก็เกิดเป็นศรัทธา ต่อจากนั้นทามุระมะโรได้ขึ้นเป็นเซย์อิไตโชกุนคนแรก ก่อนออกปราบ
ปราม ชาวเอมิชิ ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มากราบขอพรจากพระอวโลกิเตศวรที่นี่ แล้วก็สามารถชนะศึก จึงได้สร้างพระโพธิสัตย์กับท้าวเวสสุวรรณ ขึ้นเป็นที่ระลึก ในปี ค.ศ. 798

    ด้าน หลังวิหารหลังใหญ่ มีศาลเจ้าของวัดตั้งอยู่ ชื่อศาลเจ้าจิชู เป็นศาลเจ้าแห่งความรักผู้คนมักมาขอพรให้ชีวิตคู่ราบรื่นเดินขึ้นบันได
ด้านหลังวิหารขึ้นไปเลยครับ

   เสียดายที่เจดีย์สามชั้นเค้ากำลังบูรณะครับเลยมองไม่เห็นองค์เจดีย์

   ยังไม่สี่โมงเย็นเลยแสงแดดก็เริ่มอ่อนแรงลง เราไปกันต่อดีกว่าครับขากลับเดินออกมาทางเดินหลักที่จะลงสู่ถนนด้านล่าง ระยะทางไม่
เท่าไหร่แต่ใช้เวลาเดินนานมากครับ เพราะผู้คนหลั่งไหลกันขึ้นมาไม่ขาดสาย เรียกได้ว่าคนเบียดเสียดกันแทบทุกตารางนิ้วครับ

   เดินหลบผู้คนมาทางแยกขวามือเดินลงมาเรื่อยๆจนถึง Yasaka No To Pagoda แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆครับ ซอยแถวนี้ทะลุหากันหมด
ครับ เดินหลงไปหลงมาเดี๋ยวก็เจอทางออกเอง

   เดินไปแวะไปตลอดทางกว่าจะมาถึงก็ค่ำพอดีครับ ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) หรือศาลเจ้ากิออน เป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าที่มีชื่อ
เสียงในเกียวโต ถูกสร้างขึ้นประมาณ 1350 ปีก่อน ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ในย่านกิออนและย่านฮิกาชิยาม่า ด้านหน้าของอาคารหลักเป็นศาลา
ที่มีโคมไฟหลายร้อยอันแขวนอยู่ โคมแต่ละอันได้มาจากการบริจาคของร้านค้าต่างๆในเกียวโต

   จากศาลเจ้ายาซากะ เดินข้ามถนนไปเป็นย่าน กิออน(Gion) ในย่านนี้อาคารบ้านเรือนจะเป็นอาคารไม้แบบดั้งเดิม แต่ละหลังจะขนาดไม่
ใหญ่ความกว้างประมาณ 5-6 เมตรเท่านั้น ถนนเส้นที่มีสีสันและผู้คนพลุกพล่านมากที่สุดก็คือเส้น ฮานามิ-โคจิ (Hanami-koji) เป็นเส้นที่
อยู่ระหว่างถนนชิโจและวัดเคนนินจิ (Kenninji Temple) ร้านอาหารและร้านชาโดยมากที่อยู่ในเส้นนี้ ราคาค่อนข้างสูงเนื่องจากในระหว่าง
ที่รับประทานอาหารนั้น จะมีการแสดงโชว์ศิลปะของญี่ปุ่น อย่างเช่น การร่ายรำและการชงชาจากเกอิโกะและไมโกะ นอกจากนี้ยังมีดนตรี
และเพลงญี่ปุ่นดังเดิมบรรเลงให้ฟังอีกด้วย แต่คืนนี้คนเยอะมากครับ เยอะจนเดินเข้าไปไม่ได้เราเลยตัดสินใจเดินกลับไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่
สถานี Gion-Shijo กลับที่พัก ถึงสถานีเกียวโตแวะซื้อตั๋วรถบัสแบบ One-Day ไว้ก่อนครับเพราะพรุ่งนี้เราจะใช้บริการรถเมล์ทั้งวัน

สำหรับวันนี้ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนครับ พบกันใหม่ตอนหน้า




Create Date : 12 มกราคม 2558
Last Update : 12 มกราคม 2558 9:34:25 น.
Counter : 1173 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]