All Blog
ไปขับรถเที่ยวกัน เยอรมัน ออสเตรีย เชค - Last day Munich


เรามาถึง 3 วันสุดท้ายของการเดินทาง สองคืนสุดท้ายเราจะกลับไปนอนที่มิวนิค มีเวลาเที่ยวในมิวนิควันกว่าๆ ส่วนใหญ่ก็คงให้เวลา
สมาชิกได้ช๊อปปิ้งกันครับ เพราะเช้าวันสุดท้ายของทริปเราจะออกไปสนามบินกันแต่เช้าเพื่อกลับไฟล์ท 11 โมงและถึงกรุงเทพเช้า
ของอีกวัน

เราเริ่มต้นวันด้วยการขึ้นไปเดินบนกำแพงเมืองโรเธนเบิร์กแต่เช้าเพราะสายๆเราจะขับรถกลับมิวนิคกัน และวันนี้เราจะใช้รถเป็นวัน
สุดท้ายวันที่เหลือในมิวนิคจะใช้รถไฟฟ้าเป็นหลัก อีกอย่างเราจองที่พักไว้กลางเมืองใกล้ Main Station คือเดินเที่ยวได้เลยไม่ต้อง
ขึ้นรถ

อย่างที่เคยบอกครับมาเที่ยวยุโรปอากาศแปรปรวนไม่แน่ไม่นอนจริงๆ เมื่อคืนก่อนเราเข้านอนฟ้าใสมากตื่นขึ้นมาฟ้าฝนอึมครึม จาก
โรงแรมเราขึ้นกำแพงเมืองมาทางประตู Rödertor ซึ่งอยู่เกือบติดโรงแรมเริ่มต้นด้วยการเดินเลี้ยวขวาไปทางด้านใต้ของเมืองก่อน

Gerlachschmiede เป็นหนึ่งในบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ที่สวยที่สุดในโรเธนเบิร์ก สร้างขึ้นในปี 1945 และเสียหายจากการถูกโจมตีทาง
อากาศ ในปี 1951 ได้รับการซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ ความโดดเด่นของบ้านโบราณหลังนี้อยู่ที่หน้าจั่วที่ละเอียดอ่อน ผสานกับความ
สวยงามของหน้าต่างสวยและสีสันของตัวบ้าน ประกอบกับรูปทบรงสามเหลี่ยมของตัวบ้านที่เกิดจากถนนสองเส้นมาบรรจบกันยิ่ง
ทำให้บ้านหลังนี้ดูโดดเด่น

เราเดินไปจนสุดกำแพงเมืองและวนกลับมาทางอีกด้านหนึ่งของซุ้มประตู Plonlein ที่เรามาเมื่อวาน ซึ่งแถวนี้เป็นจุดสุดท้ายของเมือง
โบราณโรเธนเบิร์กทางทิศใต้

ขากลับเราไม่ได้เดินกลับไปตามกำแพงแค่เดินผ่านซุ้มประตูแล้วเดินผ่านเมืองกลับไปโรงแรม เพื่อกินอาหารเช้าของโรงแรมซึ่งมี
อาหารให้เลือกเยอะพอสมควรครับ เสร็จสรรพจากอาหารเช้าก็ได้เวลาเก็บของเช็คเอาท์แล้วเดินทางกันต่อไปยังมิวนิค

เราขับรถออกจาก Rothenburg ob der Tauber มาท่ามกลางสายฝนที่พรำมาตลอดทางสู่สนามบินมิวนิค ด้วยระยะทางกว่า 260 
กิโลเมตร มีการทำถนนอยู่หลายช่วงครับทำให้ใช้เวลาค่อนข้างมากใรการเดินทาง มาถึงสนามบินก็แวะเติมน้ำมันคืนให้เต็มถังที่ปั๊ม
น้ำมันหน้าสนามบิน การคืนรถเราต้องไปที่จอดรถ P26 ชั้นล่างสุดจะมีจุดรับรถคืนของทุกบริษัทรถเช่า ขับตามป้ายเช้าไปครับในส่วน
ของ Sixt อยู่ด้านในจะมีเจ้าหน้าที่คอยโบกให้จอด และเนื่องจากเราซื้อประกันเต็มรูปแบบเค้าก็จะไม่เช็คอะไรมาก แค่ดูว่าเราเติม
น้ำมันเต็มถังรึเปล่า

คืนรถแล้วก็ลากกระเป๋าเดินตามป้ายเข้าไปยังอาคารเทอมินัลมีทางเดินเชื่อมเข้าไปในตัวอาคารครับ เข้าไปแล้วก็มองหาตู้สีแดงๆ
แบบนี้ครับเป็นตู้ขายตั๋วรถไฟใช้เงินยูโร ได้ทั้งธนบัตร เหรียญ และบัตรเครดิตครับ

ขั้นตอนการซื้อก็กดเมนูภาษาอังกฤษตรงรูปธงชาติอังกฤษ จากนั้นเลือก All Offer พอเมนูเปลี่ยนไปอีกหน้าเลือก Group Tickets ตั๋ว
ของเยอรมันนี่เราสามารถซื้อตั๋ว Group ได้ครับขึ้นได้ครั้งละไม่เกิน 5 คน ถ้าไปหลายคนซื้อ Group ประหยัดกว่าเยอะครับ แต่ถ้าคน
เดียวก็เลือก Individual Tickets พอเลือกแล้วเมนูจะเปลี่ยนไปอีกหน้าให้เลือก MVV Partners all day ticket เนื่องจากเราใช้เที่ยว
เดียวเพราะการเที่ยวในมิวนิคของเราเน้นเดินเที่ยวแต่ถ้าแผนการเที่ยวเป็นแบบอื่น อาจเลือก 3 Day Tickets ก็ได้ครับ พอเลือกแล้ว
เมนูจะเปลี่ยนไปอีกหน้าเพื่อให้เราเลือกจุดหมายปลายทาง ของผมที่พักอยู่แถว Center Station เลือก Muenchen HBF แต่ถ้าที่พัก
อยู่สถานีอื่นก็เลือกสถานีที่จะลงครับ ถ้าไม่มีเมนูให้เลือกก็ Key เลย มีแป้นให้พิมพ์ เลือกเสร็จเครื่องจะคำนวณค่าโดยสารให้จากนั้นก็หยอดเงินตั๋วก็จะออกมา

ได้ตั๋วแล้วก็เดินลงบันไดเลื่อนไปขึ้นรถด้านล่างเลยครับ จากสนามบินมิวนิคไป Center Station ได้ 2 สายคือ S1 และ S8 ไปสาย
ไหนก็ได้ครับแต่ S8 จะระยะทางสั้นกว่า

ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าบนขบวนรถไฟจากสนามบินมิวนิคถึง Central Station ทำให้รู้ว่าต้องเผื่อเวลาพอสมควรสำหรับวันกลับ
เพราะอาจตกเครื่องได้

ถึงสถานี Central Station เป็นสถานีปลายทางของทั้ง S1 และ S8 พอลงจากรถแล้วให้หาบันไดเลื่อนขึ้นมาเดินข้างบนครับไม่งั้นจะงง เพราะสถานีใหญ่มาก ถ้าออกผิดด้านขึ้นมาแล้วจะหาทางไปโรงแรมไม่เจอ ขึ้นมาด้านบนแล้วจะเห็นหัวรถไฟหลายชานชลา ให้
เดินตัดไปอักฝั่งครับจะเห็นร้านสตาร์บั๊ค ออกทางด้านนั้นเลย

ออกมาจะมองเห็นถนนฝั่งตรงข้ามระหว่าง 2 ตึกนั้นเดินเข้าไปตามถนนนั้นเลยครับโรงแรมที่เราพักจะอยู่ถัดไปอีกบล็อคนึง เดินไม่
ไกลครับประมาณสัก 200 เมตรอยู่ฝั่งขวา 


เดินไปถึงแยกแรกก็จะเห็นโรงแรม Hotel Bayer's อยู่ตรงสี่แยกพอดีครับ เค้าทาสีใหม่เป็นสีขาวแต่รูปในเวปเป็นสีน้ำตาลแดงทีแรกก็
มองดูอย่างไม่แน่ใจเท่าไหร่คิดว่ามาผิดที่ครับ แต่เห็นป้ายหน้าโรงแรมเลยมั่นใจว่ามาถูกแล้ว พนักงานที่นี่เฟรนด์ลี่มาก มีชากาแฟที่
ล๊อบบี้ให้ชงกินเองได้ตลอด แต่ถ้าเทียบกับราคาก็ควรจะมีแหละครับ ผมไม่บอกราคาดีกว่าเพราะมันแพงที่สุดตลอดทริปนี้

ฝนยังคงตกปรอยๆอยู่แต่ก็เป็นแค่ละอองเล็กๆ สมาชิกเลยขออิสระช๊อปปิ้งช่วงเย็น จากที่พักเดินกลับไปทาง Central Station พอถึง
แยกหน้าสถานีแล้วเลี้ยวขวาเดินตรงไป หรือจากหน้าโรงแรมเดินข้ามถนนแล้วเดินตรงไปเรื่อยๆจนเจอทางรถรางแล้วข้ามถนนข้าม
ทางรถรางไปเลี้ยวซ้ายเดินตรงไป มาถึงที่เดียวกันครับ เห็นประตูนี้ ถนนสายนี้ใครอยากซื้ออะไรก็เชิญตามอัธยาศัยเลยครับ

ขอแนะนำกระเป๋า Rimova กับ Samsonite ราคาครึ่งนึงของบ้านเราแถม Refund Tax ได้อีก นอกนั้นก็มี Zwilling มีอยู่หลายร้านพวก
ของแบรนด์เนมยุโรปมีครบทุกแบรนด์ และของที่ระลึกต่างๆครับ อีกอย่างมีซุ้มขายผลไม้อยู่หลายซุ้มแต่ผมไม่ได้ซื้อที่นี่ครับไปซื้อใน
ซุปเปอร์มาร์เก็ตทางเดินใน Subway ตอนกลับไปโรงแรม


จากหน้าต่างห้องนอนผมมองเห็นโบสถ์นี้ ตอนกลางคืนก็เลยเดินออกไปดูถือโอกาสไปเดินสำรวจรอบๆโรงแรมดูด้วย แต่ขอบอกว่าถ้า
เป็นกลุ่มผู้หญิงก็ไม่น่าออกมาเดินครับ มีความรู้สึกว่ามันไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ ผิดกับเมืองอื่นๆที่เราผ่านมาทั้งหมด ที่กลางคืนยัง
ออกมาเดินเล่นได้อย่างสบายใจ โบสถ์นี้คือโบสถ์ Sankt Paul หรือ St. Paul 

เช้าวันสุดท้ายของการเที่ยวเพราะพรุ่งนี้เราต้องออกไปสนามบินกันแต่เช้าเพื่อเดินทางกลับ เช้านี้เหมือนอากาศจะดีแต่ก็ไม่ดีทั้งวันครับ
พอสายเมฆก็เริ่มมากถึงตอนเที่ยงฝนก็ตกอีก เรียกว่าเดินถ่ายรูปแดดดีๆอยู่ฝนตกเฉยเลยครับ แผนวันนี้เราจะเดินเที่ยวไล่ไปเรื่อยๆ เพื่อ
ให้ง่ายแก่การรีวิวผมเรียงลำดับสถานที่ ทีผมไปตามหมายเลขในแผนที่ครับ

1. Landgericht Munchen

จากโรงแรมเราเดินมาทางถนนเส้นที่ตรงสู่ Central Station แล้วเดินเลี้ยวไปทางเดิมที่เราไปช๊อปปิ้งกันเมื่อวานครับ แวะถ่ายรูปกันที่หน้า
อาคารศาลยุติธรรมของมิวนิค



ข้ามถนนมาอีกด้านก็คือทางเข้าถนนสายช๊อปปิ้งที่มีประตูเมืองอยู่ข้างหน้าถนนที่เรามาเมื่อวาน มองไปฝั่งตรงข้ามเห็นอาคารศาล
ยุติธรรม (Landgericht München)

2. St. Michael’s Church

เดินตรงเข้าไปด้านในครับผ่านโบสถ์ St. Michael's Church วิหารของคณะเยซูอิต สไตล์เรเนสซองส์ สร้างขึ้นระหว่างปี 1593-1597 โดย
ดยุควิลเฮล์มที่ 5 ดยุคแห่งแค้วนบาวาเรีย ด้านหน้ามีรูปปันเซ็นต์ไมเคิลกำลังฆ่าอสูรลูซิเฟอร์ เห็นสองยอดโผล่มานั่นคือโบสถ์หัวหอม
หรือ มหาวิหารฟราวเอ็นเคียเช่อ (Frauenkirche) หรือ Church of Our Lady แต่เรายังไม่ไปครับ

3. Neaes Rathaus

เดินต่อไปเรื่อยๆถึงจัตุรัสมาเรียนพลัตซ์ (Marienplatz) เป็นจัตุรัสใจกลางของมิวนิคมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1158 เรียกว่าเป็นศูนย์กลางของ
มิวนิคเลยก็ว่าได้ครับ เป็นลานกิจกรรมที่มีคนมากมายจริงๆ ที่โดดเด่นที่สุดของจัตุรัสนี้คืออาคารศาลากลางเมืองหลังใหม่ (Neues 
Rathaus) อาคารสไตล์โกธิค ใช้เป็นสถานที่ดำเนินงานเกี่ยวกับสภาและรัฐสภาท้องถิ่น และเป็นสำนักงานของนายกเทศมนตรีนคร
มิวนิคด้วย สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1867-1908 เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของนครมิวนิคครับ

อาคารศาลากลางนี้มีนาฬิกาตุ๊กตากลครับ จะมีตุ๊กตาหมุนเต้นรำไปมาตรงหน้าต่างสีเขียวตามเสียงระฆังที่ประดับอยู่ข้างบน โดย
ตุ๊กตาจะเต้นเวลา 11.00 น. และ 12.00 น. ของทุกวัน และในช่วงเดือนมีนาคม-ตุลาคม จะเพิ่มรอบการแสดงในเวลา 17.00 น. ครับ 
ผมมาถึงทันได้ดูรอบ 11 โมงพอดี ตอนแรกไม่รู้ก็สงสัยว่าคนมายืนรออะไรกัน


ช่องที่ตุ๊กกตาออกมามี 2 ชั้น ชั้นบน บอกเล่าเรื่องราวของการเฉลิมฉลองการอภิเสกสมรสของดยุควิลเฮล์มที่ 5 แห่งบาวาเรีย กับ
เจ้าหญิง เรนาต้าแห่งลอร์แรน ส่วนชั้นล่างเป็นเรื่องราวการเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของกาฬโรคในมิวนิคที่ระบาดในปี 1517 ในมิวนิคมี
เทศกาลเต้นรำเฉลิมฉลองแบบนี้ เรียกว่าเทศกาลแฟชชิ่ง(Fasching) ในมิวนิค จัดขึ้นทุกๆ 7 ปี จะจัดขึ้นอีกทีในปี 2019 

4. Altes Rathaus

ถัดไปไม่ไกลคือศาลาเมืองหลังเก่า(Altes Rathaus) หรือ Old Town Hall สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 14 และปรับแต่งให้เป็น
ทรงโกธิคในศตวรรษที่ 15 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับความเสียหายอย่างหนักและมีการบูรณะอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เคยเป็น
ที่ทำการของเทศบาลและนายกเทศมนตรี ก่อนจะย้ายไปหลังใหม่ในปี 1874 ปัจจุบันส่วนหนึ่งของอาคารนี้ก็เป็นที่ทำการของสภา
เมือง บนยอดหอคอย เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ของเล่น(Spielzeugmuseum) รวบรวมของเล่นน่ารักๆไว้ให้ชมครับ

5. Heiliggeistkirche

 เดินลอดซุ้มหอคอยของ Old town Hall ไปจะพบโบสถ์ไฮลิกไกสท์เคียเช่อะ (Heiliggeistkirche) โบสถ์นี้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 
14 เป็นศิลปะแบบโกธิก

6. St. Peter’s Church

เลี้ยวขวาแล้วเดินย้อนกลับจะพบกับ วิหารซังคท์ พีเทอร์ เคียเช่อะ (Sankt Peter Kirche) หรือเซนต์ ปีเตอร์ครับ เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่
ที่สุดในมิวนิคสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 เริ่มแรกยังเป็นแค่โบสถ์เล็กๆอยู่ ก่อนจะโดนไฟไหม้ในปี 1327 จึงบูรณะสร้างใหม่แบบ
ที่เห็นในปัจจุบัน ในการบูรณะโบสถ์ได้สร้างหอคอยสูงกว่า 92 เมตร ภายในโบสถ์เข้าชมฟรีครับแต่ถ้าจะขึ้นหอคอยต้องเสียตังค์

ทางขึ้นหอคอยไม่ได้อยู่ในตัวโบสถ์ ต้องเดินอ้อมไปด้านหลังจะเห็นห้องขายตั๋วเล็กๆ คนละ 1.5 ยูโร เด็กนักเรียน 1 ยูโร กว่าจะเดิน
ขึ้นถึงยอดหอคอยใช้เวลานานมากครับ เพราะทางทั้งแคบและชันมีนักท่องเที่ยวมาขึ้นชมเป็นจำนวนมาก บางช่วงต้องหยุดรอเพื่อ
สลับคนขึ้น-ลง แถมขึ้นไปแล้วกว่าจะออกไประเบียงด้านนอกได้รอนานมากครับ

ออกมาระเบียงด้านนอกแล้วกว่าจะขยับมาถ่ายรูปด้านนี้ได้ก็ใช้เวลานานพอสมควรครับ ฝั่งนี้จะมองเห็นอาคารศาลากลางหลังใหม่ 
Neues Rathaus ได้แบบเต็มๆ ด้านหลังอาคารหลังคาสีเขียวถัดไปมีสวนคือพระราชวัง Munich Residenz เราจะไปกันช่วงบ่าย 

ด้านซ้ายมือคือโบสถ์หัวหอม มหาวิหารฟราวเอ็นเคียเช่อ (Frauenkirche) ซึ่งเป็นจุดหมายต่อไปที่เราจะเดินไปครับ ผมดูด้านนี้ได้
ด้านเดียวจะวนไปอีกด้านไปไม่ได้ครับรอคิวแบบไม่ขยับเลย เลยตัดสินใจลงดีกว่า ขาลงก็เหมือนขาขึ้นครับติดไปตลอดทางกว่าจะ
ลงถึงด้านล่าง

เรากลับลงมาด้านล่างเพื่อเดินไปโบสถ์หัวหอมหรือฟราวเอ็นเคียเชอะ Frauenkirche แต่เห็นคนเดินเข้าไปในศาลาว่าการเมืองกันเลยเดิน
เข้าไปดูบ้าง ด้านในเป็นโถงโล่งมีอาคารล้อมรอบ 


เลยเที่ยงมาแล้วแวะกินอะไรกันก่อนครับแล้วค่อยไปต่อ นั่งจิบเบียร์กินพิซซ่ากับขนมปังกระเทียมที่อร่อยมาก สายฝนปรอยๆเป็นละออง
เล็กๆยิ่งทำให้อากาศเย็นขึ้น ร้านนี้อยู่ทางไปโบสถ์หัวหอม

7. Frauenkirche

จากหน้าร้านก็มองเห็นมหาวิหารฟราวเอ็นเคียเชอะ Frauenkirche (Church of Our Lady) เป็นมหาวิหารคาธอลิคสไตล์โกธิค  ที่ใหญ่
ที่สุดในเยอรมนีตอนใต้ เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของมิวนิคเลยทีเดียว สร้างขึ้นในปี 1468 ใช้เวลาสร้างกว่า 20 ปี หอคอย
ทั้ง 2 สร้างเพิ่มเติม เริ่มแรกสร้างพร้อมกัน แต่หยุดการสร้างไปซักระยะหนึ่งเนื่องจากขาดเงินสนับสนุนการสร้างหลังจากนั้นก็เริ่มดำเนิน
ก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จในปี 1525 สูงกว่า 99 เมตร ตัววิหารสร้างด้วยอิฐสีแดง  

เข้ามาภายในตัวโบสถ์ จะเห็นรอยเท้าปีศาจ Teufelstritt (ทอยเฟลชตริทท์) ตามตำนานเล่าว่า เป็นรอยเท้าที่เกิดจากการกระทืบของ
ปีศาจที่โกรธแค้นมนุษย์ ที่ตกลงกันว่าจะต้องสร้างโบสถ์ที่ไม่มีหน้าต่างโดยจะไม่ขัดขวางการก่อสร้าง เพราะเชื่อว่าจะไม่มีใครกล้ามาสวด
มนต์ในโบสถ์ที่มืดทึบอย่างนี้ แต่พอสร้างเสร็จก็ไม่ได้ทำตามที่ตกลงกันไว้ มีการสร้างหน้าต่างรอบวิหารเต็มไปหมด เว้นไว้ที่มุมมืดที่
ปีศาจนั้นยืนอยู่จึงปรากฎรอยเท้าจนทุกวันนี้ 

มหาวิหาร Frauenkirche บรรจุคนได้กว่า 20,000 คนในการประกอบศาสนพิธี เสาที่ตั้งเรียงรายนี้สูงกว่า 72 ฟุต วิหารนี้ไม่เสียค่าเข้าชม
เปิดทุกวันตั้งแต่ 07.00-19.00 วันศุกร์เปิดถึง 18.00 น. วันอาทิตย์เปิดถึง 20.30 น. ปิดเฉพาะเมื่อมีการประกอบศาสนพิธี ส่วนหอคอย
ช่วงนี้อยู่ระหว่างบูรณะจึงปิดไม่ให้ขึ้นไปอย่างไม่มีกำหนด 


8. Bayerisches National Theater

ออกจากมหาวิหารฟราวเอ็นเตียเชอะฝนก็เริ่มลงเม็ดเลยหยุดพักให้สาวๆเดินดูของก่อน พอฝนซาก็ไปกันต่อครับ เราจะไป Munich 
Residenz กันต่อเดินผ่านจตุรัส Max-Joseph-Platz เป็นลานกว้างอาคารด้านหลังคือ  Bayerisches National Theater หรือโรงละครแห่ง
ชาติ มีอนุสาวรีย์พระเจ้ามักซิมิเลียนที่ 1 โยเซฟ อยู่ตรงกลาง พระองค์เป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งบาเยิร์นที่ปกครองระหว่างปี คศ 1799 - 
1825 และเป็นผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญของรัฐ เดิมทีพระองค์ต้องการให้เป็นอนุสาวรีย์ทรงม้า แต่ทรงสิ้นพระชนม์อย่างกระทันหันในปี 
คศ 1825 ฉบับร่างอันแรกจึงถูกนำมาสร้างแทนโดยเป็นรูปพระองค์ในท่านั่งกล่าวคำอวยพร ฝั่งซ้ายคือ Munich Residenz แต่เราเดินหลง
หาทางเข้าไม่เจอก็เลยเลยไปด้านหลัง

9. Hofgarten

เดินหลงมาถึงด้านหลังคือ Court Garden หรือ Hofgaten สวนโฮฟการ์เท็น เคยเป็นพระราชอุทยาน สร้างในปี 1613 ในรัชสมัยดยุคแม็ก
ซิมิเลียนที่ 1 ตามแบบสวนเรเนสซองส์ ต่อมาเสียหายจากสงคราม เลยสร้างและปรับเปลี่ยนใหม่ตามแบบอังกฤษอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ศาลาตรงกลาง Court Garden ชื่อ ศาลา Diana Temple

ดูร่มรื่นมาก

อีกด้านคืออาคาร Munich Residenz แต่ทางเข้าไม่ใข่ด้านนี้เลยต้องเดินอ้อมไปเข้าอีกด้านครับ

10. Munich Residenz

ในที่สุดก็เข้ามาด้านในแต่ตรงนี้คือลานกว้างชื่อ Odeonsplatz ซึ่งจะเจออาคาร Feldhernhalle สร้างปี 1841-1844 โดยพระเจ้า Ludwig 
ที่ 1 เพื่อเป็นเกียรติแก่แม่ทัพบาวาเรียในการทำสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ตรงกลางเป็นรูปปั้นแม่ทัพบาวาเรีย ด้านซ้ายคือ Cuvillies-
Theater เป็นโรงละคร ถ้าซื้อบัตรเข้าชมแบบชุดใหญ่จะเข้าชมในส่วนโรงละครนี้ได้ แต่เราไม่ได้เข้าก็ผ่านเลยครับ

Residenz Munich  ตัว Residenz แบ่งออกเป็นหลายส่วน ทั้งอาคารและสวน พระราชวังเรซิเด้นซ์ มุ้นเช่น (Residenz Munchen) ใช้เป็น
ที่ประทับและทรงงานบริหารบ้านเมืองของกษัตริย์และขุนนางแห่งแคว้นบาเยิร์นกว่า 500 ปี พระราชวังแห่งนี้ สร้างขึ้นในปี คศ 1385 เหตุ
ด้วยดยุกแห่งราชวงส์วิทเทลบาคส์ (Wittelbachs) ย้ายมาจากพระราชวังเก่า ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเนื่องจากเกิดเหตุปฏิวัติ ราชวงศ์
วิทเทลบาคส์ก็ได้ประทับที่พระราชวังใหม่นี้จนถึง คศ 1918 ก่อนเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี คศ 1920 และให้เรียกที่นี่ว่า เรซิเด้นซ์ มูเซอุ้ม (Residenz Museum) โดยจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งด้านการตกแต่งภายใน

ซึ่งจากการตกแต่งต่อเติมมาหลายยุคหลายสมัยตามรสนิยมของผู้ปกครองแต่ละพระองค์รวมทั้งสมบัติอันมีค่าที่ได้สะสมมา จึงทำให้
พิพิธภัณฑ์ขนาด 23,500 ตารางเมตร แห่งนี้มีความน่าสนใจยิ่งนัก เพราะมีศิลปะตั้งแต่ยุคเรอเรสซองส์ บาร็อก ร็อกโคโค ไปจนถึงนีโอ
คลาสสิกเลย น่าเสียดายที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชวังนี้ได้ถูกทำลายเสียหายไปมากมาย จนเหลือพื้นที่รอดพ้นเพียงแค่ 50 
ตารางเมตรเท่านั้น หลังจากปี คศ 1945 ทางการจึงต้องทำการบูรณะตัวอาคาร เฟอร์นิเจอร์ และงานศิลปะต่างๆขึ้นมาใหม่ให้มีลักษณะ
เดิมอย่างทุกวันนี้

การเข้าชมพระราชวัง จะไม่มีคนนำแต่เขามีหูฟังที่คอยอธิบายส่วนต่างๆให้ ซึ่งรวมอยู่ในค่าตั๋วเข้าชมแล้ว คนที่นำกระเป๋าใบโตมาก็ต้องฝากกระเป๋าไว้กับเจ้าหน้าที่ตรงบริเวณทางเข้าก่อน จำนวนห้องต่างๆมีมากมายถึง 130 ห้อง เดินกันขาขวิดเลยทีเดียว

เราใช้เวลาอยู่ใน Residenz Munich นานพอสมควรครับ ออกมาก็เย็นแล้วเราเลยเดินย้อนกลับมาที่ Marienplatz กันอีกครั้งแล้วก็ถึงเวลา
ที่ทุกคนรอคอยคือ อิสระช๊อปปิ้งแยกย้ายกันไปเจอกันที่โรงแรม

จบทริปขับรถเที่ยวยุโรป 3 ประเทศเพียงเท่านี้ครับ เช้าวันต่อมาเราออกจากโรงแรมแต่เช้าแต่ไปถึงแถวเช็คอินยาวมากเนื่องจากไฟล์ท
เมื่อวานโดนยกเลิกมารวมกับไฟล์ทวันนี้ครับ แต่เนื่องจากเราทำเวปเช็คอินมาล่วงหน้าเลยได้เช้าแถว Drop กระเป๋าซึ่งสั้นกว่าเยอะครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านครับ




Create Date : 17 กันยายน 2559
Last Update : 17 กันยายน 2559 22:14:48 น.
Counter : 858 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]