All Blog
Yokoso Japan - Day 7 Kyoto - Osaka

      อากาศที่ญี่ปุ่นนี่เปลี่ยนแปลงแทบทุกวัน ตั้งแต่เรามาถึงอากาศแจ่มใสสลับกับฝนตกตลอด  และวันนี้ก็เช่นกันอากาศ
ขมุกขมัวแต่เช้าและคาดว่าจะมีฝนเล็กน้อย เรากลับมาที่เกียวโตอีกครั้งวันนี้เราจะนั่งรถวนซ้ายหรือไปทางฝั่งตะวันตกของ
เมืองบ้าง

      เราเริ่มต้นทริปวันนี้ด้วยการนั่งรถสาย 205 ไปลงป้าย Kinkakuji-michi พอลงรถเมล์เดินย้อนกลับมานิดนึงครับ  จะมี
ซอยแยกเข้าไปสังเกตุคนเดินเข้าไปเยอะๆ เดินตามเค้าเข้าไปเลย ประมาณ 500 เมตร   ก็จะถึงประตูทางเข้าวัดคินคะคุจิ 
(Kinkakuji Temple) ซื้อบัตรผ่านประตูแล้วเข้าไปกันเลยครับ

วัดคินคะคุจิ (Kinkaku-ji Temple 金閣寺)
      หรือ วัดพลับพลาทอง (Temple of the Golden Pavilion) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า วัดโระคุองจิ ( 鹿苑寺 Rokuonji ) 
มีศาลาทองเป็นจุดเด่นของวัด แรกเริ่มศาลาทองสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1940 เพื่อเป็นที่พักของโชกุนอาชิคางะ โยชิมิตสึ ต่อ
มาผู้เป็นบุตรชายได้เปลี่ยนแปลงให้เป็นวัดนิกายเซนสายรินไซ วัดถูกเผาทำลายหลายครั้งในระหว่างสงครามโอนิง 

      ปี พ.ศ. 2537 วัดโระคุองจิ รวมทั้งศาลาทอง ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกร่วมกับสถานที่
สำคัญอื่นๆในเมืองเกียวโต ตัวศาลาทองทั้งหลังยกเว้นชั้นล่างปิดคลุมด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ์  เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธ
รูปและโบราณวัตถุมีค่าอื่นๆ บนยอดหลังคาของศาลามีรูปหล่อทองคำรูปนกโฮโอ

      ในปี พ.ศ. 2493 ศาลาทองถูกเผาทำลายโดยพระวิกลจริต ที่หลงไหลกับความงามของศาลาทอง   และเชื่อว่าการที่จะ
เข้าถึงความงามที่แท้จริงต้องทำลายสิ่งนั้นเสียก่อน  ศาลาที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2498

      คนมาเที่ยวที่นี่มากจริงๆครับ เดินกันแบบแทบจะไหลเลย และไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าทำไมใครๆมาเที่ยวที่นี่ถึงได้
ถ่ายรูปมามุมเดียวกันหมด ก็เพราะมันเป็นมุมบังคับครับ คุณไม่สามารถถ่ายภาพมุมอื่นได้นอกจากมุมที่เค้าจัดไว้ให้ และ
ความที่คนมากมาย คุณไม่สามารถถ่ายรูปหมู่คู่กับปราสาททองแน่นอนครับ 
      ทางที่เค้าทำให้เดินเป็น One way เดินมาใกล้ทางออกก็จะมีร้านขายของที่ระลึกและแผ่นไม้เขียนคำอธิษฐาน ซื้อ
แล้วเขียนคำอธิษฐานลงไปแล้วก็นำมาห้อยไว้ แต่ไม่รู้เค้าเอาไปทำอะไรต่อนะครับ แอบอ่านดูส่วนใหญ่จะขอให้ได้กลับ
มาที่นี่อีกรวมทั้งเราด้วย

      เราออกมาด้านนอกและมาขึ้นรถเมล์ฝั่งตรงข้ามที่ป้าย Kinkakuji-Mae คนละป้ายกับตอนขามานะครับ นั่งรถเมล์สาย
59 ไปลงที่ป้าย Omuro Ninnaji เห็นซุุ้มประตูใหญ่ๆฝั่งตรงข้ามคือวัด Ninnaji เดินข้ามถนนแล้วเข้าไปเลยครับ

วัดนินนาจิ (Ninna-ji Temple 仁和寺)

       วัดนินนาจิ Ninnaji ก่อตั้งขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ.1431 เคยเป็นพระราชวังเก่าเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ  เป็นสำนักงาน
ใหญ่ของวัดพุทธในนิกายชินง่อน (Shingon) อาคารเก่าแก่มากแต่ยังคงความงดงาม  โดยเฉพาะศาลาคอนโดะ (Kondo 
Hall) และศาลามิเอโดะ (Miedo Hall) ที่ขนย้ายจากพระราชวังหลวงอิมพีเรียลเกียวโตมาก่อสร้างในวัดนี้  ภายในวัดมีทั้ง
วิหาร ศาลา เจดีย์ 5ชั้น สวนหิน ภาพวาด งานแกะสลัก พระพุทธรูป หอพระ วัตถุโบราณ งานเซรามิด แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่มี
ความแตกต่างจากวัดอื่นๆคือวัดนี้มีซากุระพันธ์เตี้ย Omuro Cherry บางกิ่งอยู่ต่ำเกือบติดพื้นจะออกดอกบานช้ากว่าพันธุ์
อื่นๆ  
      ในปี พ.ศ. 2537 วัดนินนาจิได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากองค์การยูเนสโก (Unesco World 
Culturl Heritage Site ) เหมือนกับอีกหลายแห่ง ที่ยังคงความสวยงามให้ได้ชม

      ฝนเริ่มลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆแล้วครับ เราเข้าไปหลบฝนกันในส่วนของพระราชวังกันก่อนดีกว่า ส่วนนี้ปัจจุบันจัดแสดง
เป็นพิพิธภัณฑ์ครับ

      เดินเข้ามาด้านในก็เจอสวนหินแบบเซ็น ก้อนกรวดสีขาวใช้สำหรับสะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืน คงโรแมนติกน่าดูนะ
ครับ ยิ่งสมัยโปราณใช้จุดคบไฟนั่งชมสวนท่ามกลางแสงจันทร์

      ด้านในมีอาคารไม้หลังเล็กๆหลายหลัง เชื่อมต่อกันด้วยระเบียงไม้ เข้ามาในนี้เค้าให้ถอดรองเท้าไว้ข้างนอกนะครับ
ขอบอกว่ากระดานเย็นเฉียบเลยครับ

      ห้องนี้ไม่รู้ว่าเป็นห้องอะไรครับ แต่เดาจากการดูการ์ตูนอิ๊คคิวซัง น่าจะเป็นห้องที่โชกุนออกว่าราชการ เพราะเห็นมีฉาก
เลื่อนทางด้านหลัง

      ห้องนี้ก็สีทองอร่ามเชียวแต่ละห้องเค้าให้เราชมได้จากระเบียงด้านนอกเท่านั้นนะครับ ห้ามเดินเข้าไปด้านในแต่ถ่าย
รูปได้ จริงๆแล้วห้องแต่ละห้องเล็กมากเลยครับ

      สิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้อายุเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 200 ปี แต่ก็น่าแปลกใจที่โบราณสถานของญี่ปุ่นทั้งหมดเป็น
ไม้และมีอายุเกิน 200 ปี ของบ้านเราไม่เหลืออะไรอยู่แลย นอกจากสิ่งก่อสร้างที่เป็นอิฐ

      และด้านในสุดก็มีการจัดสวนแบบญี่ปุ่นมองเห็นเจดีย์ 5 ชั้นด้านหลังซึ่งเดี๋ยวเราจะเดินไปที่นั้นกันครับ เพราะมีความ
พิเศษรออยู่ด้านในนั้น

      เราออกมาจากวังแล้วเดินต่อเข้าไปด้านในกันครับ แวะถ่ายซุ้มประตูที่เราเห็นจากสวนหินด้านใน ฝนตกและอากาศ
หนาวทำให้เลนส์เป็นฝ้าเลยครับ วันนี้อากาศหนาวมากจริงๆ

      และความพิเศษด้สนในก็คือ ซากุระพันธุ์เตี้ยครับ เตี้ยมากจนต้องเดินก้มเข้าไปชมกันเลยทีเดียว บางกิ่งออกดอกเรี่ย
พื้นเลยครับ

      ฝนยังคงตกลงมาไม่หยุด และอากาศก็เย็นลงมากทุกทีจนเราต้องตัดโปรแกรมที่เหลือในเกียวโตออก และนั่งรถเมล์
สาย 26 ป้ายรถหน้า Ninnaji Temple กลับไปยัง Kyoto Station และกลับ Osaka

      เรานั่งรถชินกันเซนกลับมาที่สถานี Shin-Osaka แล้วนั่ง Sub Way มาลงสถานี Osaka มาถึงก็เย็นแล้ว นี่ขนาดเรา
ตัดโปรแกรมที่เกียวโตออกไปบ้าง ยังกลับมาถึง Osaka เย็นเลยครับ จากสถานี Osaka ก็เดินไปเที่ยวปราสาท  Osaka
กัน แต่เดินไปไม่ถึงครับเพราะลูกสาวเจ็บเท้าเดินต่อไม่ไหว ก็ลุยมา 7 วันเต็มๆ เริ่มเหนื่อยล้ากันแล้ว ก็เลยถ่ายภาพจาก
ระยะไกล

      แม้ไปไม่ถึงตัวปราสาท แต่สวนสาธารณะหน้าปราสาทก็สวยใช้ได้ทีเดียว

      เค้าบอกว่าถ้ามา Osaka แล้วไม่มาที่นี่เหมือนมาไม่ถึง ก็เลยต้องมาคืนสุดท้ายก่อนกลับบ้านในวันพรุ่งนี้ครับ จาก
สถานี Shinsaibashi ใช้ทางออก 6 แล้วก็เดินย้อนลงไปจนถึง Dotonbori River ก็จะเจอแล้วครับป้ายกูลิโกะ   อยู่ริม
แม่น้ำเลย

      แต่ก็ไม่ได้มาเพื่อดูป้ายกูลิโกะเท่านั้นนะครับ แถบ Dotonbori ยังมีร้านอาหารให้เลือกมากมาย หลังจากอาหารค่ำ
ก็เป็นการ Shopping สั่งลาครับ เพราะพรุ่งนี้เช้าเราจะ Check-out แล้วเอากระเป๋าออกไปเลยครับ แต่สำหรับคืนนี้  ขอ
พักเอาแรงกับการเดินทางอันยาวนาน เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านครับ




Create Date : 05 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 21 กันยายน 2556 16:08:19 น.
Counter : 1837 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]