All Blog
วันใสๆ ใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kansai - Day 1 Arashiyama

   ทริปนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นทริปถูกหลอก คือถูกป้าม่วงออกจดหมายหลอกว่าจะปรับอัตราการแลกไมล์สะสม เป็นอัตราใหม่ที่ใช้ไมล์
เยอะกว่าเดิม ผมก็เลยต้องตาลีตาเหลือกโอนไมล์จากบัตรเครดิตเข้ามาเป็นไมล์ ROP แล้วก็รีบแลกตั๋วโดยสาร เดิมทีตั้งใจจะเก็บไมล์
ไว้ก่อนเพื่อแลกเส้นทางยุโรป แต่ไมล์ที่มีอยู่ไปได้แค่ญี่ปุ่น เลยตัดสินใจญี่ปุ่นก็ญี่ปุ่น พอแลกไปเรียบร้อยแล้วดันประกาศยกเลิก ให้
กลับไปใช้อัตราเดิม โดนป้าม่วงหลอกเข้าไปเรื่องแรก ยังตามมาด้วยออกโปรโมชั่นไปญี่ปุ่นราคาไม่ถึง 2 หมื่นอีกโดนไปอีกหนึ่งเรื่อง

   ไหนๆก็โดนหลอกแล้วก็เดินหน้าต่อแล้วกันครับ มีเวลาแค่ 4 วันเต็มในภูมิภาค Kansai ผมก็เลยจัดทัวร์ดูใบไม้อย่างเดียว เพราะ
อยากไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นมานานแล้ว แล้วทำไมถึงเลือก Kansai ไม่เลือก Tokyo ? เพราะชอบ Kyoto มากกว่าเลยอยากไปอีก
ทำไมถึงแค่ 4 วัน ? มีเวลาแค่นี้จริงๆครับ

สวัสดี Kaisai 

   ถึงแม้จะโดนป้าม่วงหลอกให้แลกแต้ม แต่ก็ยังดีที่รอบนี้ได้นั่งปลาวาฬ A380 ทั้งไปและกลับ ผมมาถึงสนามบิน Kansai ประมาณเลย
6 โมงเช้ามาเล็กน้อย อากาศแรกที่รับรู้ก็เย็นๆไม่ถึงกับหนาวครับ แผนการวันแรกของเราคือจากสนามบิน Kansai ขึ้น i5 JR Airport
Express ไปลงที่ Kyoto ฝากกระเป๋าแล้วนั่งรถไฟ JR ไปลงสถานี Saga Arashiyama ในเมื่อวันนี้นั่งแต่รถ JR ทั้งวันก็หันมาดูว่าจะซื้อ
Pass อะไรดีเพื่อประหยัดตังค์ มาสรุปที่ JR West Rail Pass 1 day ราคา 2,060 เยน ซื้อผ่านเน็ทแล้ว Print Voucher ไปรับตั๋วที่
สำนักงาน JR ที่สนามบินได้เลยครับ

   มาถึงสถานี Kyoto เราเอากระเป๋าไปฝากที่ Locker สถานีกันก่อนเสร้๗แล้วก็นั่งรถไฟต่ไปลงที่สถานี Saga Arashiyama ใช้เวลา
ประมาณครึ่งชั่วโมงจาก Kyoto มา Arashiyama พอเดินออกจากสถานีก็เดินตรงไปเรื่อยๆครับ มีคนเดินกันเยอะไม่ต้องกลัวหลงเลย
เดินมาได้ไม่ไกล ก็เจอใบไม้แดงต้นแรก ความจริงก็เคยเจอใบเมเปิ้ลแดงจากหลายๆประเทศที่ไปเที่ยวมา แต่สีมันออกแดงๆคล้ำๆ
ไม่แดงสดใสเหมือนในญี่ปุ่น หรือเราจะมโนไปเอง? แต่เจอต้นแรกตื่นเต้นกันเป็นธรรมดาครับ จัดสักหน่อยก่อนเดินต่อ

   เดินตรงจากสถานีรถไฟไปเรื่อยๆผ่านซอยเล็กๆไปไม่ไกลจะทะลุออกถนนใหญ่ที่ตัดเลียบแม่น้ำ เลี้ยวขวาเดินเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆครับ
จะเห็นสะพาน Togetsukyo (โทเกะซึเคียว) หรือสะพานข้ามจันทร์ ฝั่งตรงข้ามมีวัดอยู่แต่ไม่ได้ข้ามไปดูครับ ตรงแถวๆสะพานมีร้านค้า
มากมายทั้งร้านอาหาร ร้านขนม และร้านขายของที่ระลึกผมเดินเลยสะพานเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆจะเจอท่าเรือ ใครจะลงเรือเที่ยวชมก็ได้
ครับ แต่เราขอเดินเที่ยวดีกว่า

   จากสะพานข้ามจันทร์ เดินเลียบริมน้ำไปจนสุดทางรถยนต์ ทางรถจะบังคับเลี้ยวขวา แต่จะมีทางคนเดินริมแม่น้ำต่อ เดินกันต่อไปเลย
ครับ บรรยากาศดีทีเดียว 

    เลียบแม่น้ำไปจนสุดทางจะเจอทางเดินขึ้นเขา เดินกันเล็กน้อยครับไม่สูงมากด้านบนมีสวนป่า บริเวณนี้มีต้นไม้กำลังผลัดใบให้ชมแบบ
มากมายสวยงามเลยครับ แถมไม่ค่อยมีคนด้วย

   จากสวนป่ามีบันไดเดินขึ้นด้านบน ไปกันต่อเลยครับไม่ไกลมากนักเราก็มาถึงสวนไผ่ Kameyama Koen Park ครับ

   เดินทะลุป่าไผ่มาจะเจอทางเข้าวัดเท็นริว(Tenryu ji) หรือ วัดมังกรสวรรค์ เป็นวัดเอกของนิกายพุทธรินไซ-เซน สาขาเท็นรีวเป็นวัดที่มี
ความสวยงามเป็นอันดับต้นๆของวัดในเกียวโต และยังเป็นหนึ่งใน 5 วัดมรดกโลกที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองเกียวโต

    เดินออกมาด้านหน้าวัดเราก็เจอถนนที่เราผ่านมาเมื่อเช้า ถ้าข้ามถนนแล้วเดินเข้าซอยตรงข้ามวัดไปจะถึงสถานีรถไฟ แต่ตอนนี้ไปหา
อะไรกินกันก่อนครับ มัวแต่เดินเที่ยวยังไม่ได้กินอะไรกันเลย ร้านส่วนใหญ่เต็มไปด้วยผู้คนเพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวของญี่ปุ่น คนออกมา
เที่ยวกันเยอะ

   อิ่มท้องกันแล้วก็เดินกันต่อครับ จากหน้าวัดเท็นริวเลี้ยวขวาไปคือถนนเลียบแม่น้ำที่เราเดินเมื่อเช้า เลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยๆจนข้าม
ทางรถไฟ เดินต่อไปเจอสี่แยกข้ามถนนแล้วตรงไปอีกไม่ไกลก็ถึงวัดเซเรียว (
seiryo ji) วัดนี้ไม่ได้อยู่ใน Plan ของผมเลยครับ บอกตรงๆ
ว่าเดินหลงทางเข้ามา ด้านในวิหารมีพระพุทธรูปไม้แกะสลักสวยมากครับ แต่เค้าห้ามถ่ายภาพ

   มาเที่ยวฤดูนี้สิ่งหนึ่งที่เสียเปรียบก็คือ มันมืดเร็วครับ เที่ยวได้ไม่กี่ที่ฟ้าก็เริ่มจะมืดซะแล้ว เราเลยต้องเดินกลับไปที่สถานีรถไฟ เดินย้อน
กลับทางเดิมครับ ผ่านสี่แยกข้ามถนนก่อนถึงทางรถไฟมีซอยแยกเล็กๆซ้ายมือ เดินเข้าไปในซอยเรื่อยๆจะเจอ Familymart เลี้ยวซ้าย
เดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงสถานีรถไฟครับ มาถึงสถานีเกียวโตก็มืดพอดี

   เรานั่งรถกลับมาถึงสถานีเกียวโตก็มืดพอดี พอเอากระเป๋าเสร็จก็ไปที่พักกันเลยครับอยู่ในซอยใกล้ๆ Kyoto Tower ชื่อ Nishikiro เดิน
จากสถานีไม่เกิน 10 นาทีครับเป็นที่พักแบบ Ryokan สะอาดสะอ้านดีครับ

   เก็บข้าวของเสร็จก็แค่ทุ่มเดียวเอง ออกไปเดินเล่นเมืองเกียวโตและหาอะไรกินมื้อเย็นกันก่อนครับ พรุ่งนี้เราจะเที่ยวเกียวโตกันต่อ สำหรับคืนนี้ขอไปพักผ่อนก่อนครับ




Create Date : 23 ธันวาคม 2557
Last Update : 23 ธันวาคม 2557 7:59:38 น.
Counter : 1035 Pageviews.

3 comment
Journey to Switzerland - Day 9 Lucerne

   เช้านี้ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เช้าวันสุดท้ายของทริป แต่ก็เป็นเช้าวันสุดท้ายที่จะได้เดินเที่ยวในสวิส เพราะพรุ่งนี้เช้าเราต้องเก็บของไป
สนามบินกันตั้งแต่เช้า บนระเบียงเล็กๆของห้องนอนที่น่าจะเป็นเพียงหนึ่งในสองห้องพักของทั้งโรงแรมที่มีระเบียง ผมปล่อยให้ตัว
เองได้ซึมซับกับอากาศเย็นและทัศนียภาพจองเมืองลูเซิร์นตรงหน้า ทั้งยอดเขาพิลาทุส(Pilatus) แม่น้ำรอยซ์ (Reuss river) และ
แสงสีทองยามเช้าที่กำลังฉาบเมืองลูเซิร์น

   หลังจากอาหารเช้าเมนูเดิมๆ เราเริ่มออกเดินสำรวจเมืองลูเซิร์นกันอีกครั้ง เพราะเรามาอยู่ที่นี่ 3 คืนแล้วไปตรงนู้นนิดตรงนี้หน่อย
รูปชุดนี้เป็นชุดที่ผมถ่ายจากหลายวันที่อยู่ใน Lucerne ครับ ออกจากโรงแรมเดินเลี้ยวขวาไปก่อนเลยครับ เพราะสงสัยมาตั้งแต่วัน
แรกที่มาถึง ทีมีป้อมปราการทรงกลมขวางถนนอยู่ อยู่เลยจากโรงแรมไปประมาณ 100 เมตรแต่ก็ยังไม่ได้เดินมาสำรวจสักทีว่าป้อม
นี้คืออะไร

   จากแผนที่เมืองลูเซิร์นที่เจ้าของโรงแรมให้เรามาทำให้รู้ว่าป้อมนี้ก็คือ Luegisland Tower (Look Toward The Land) หรือ
หอคอยเฝ้าระวังอยู่ริมสุดติดแม่น้ำสูง 52.6 เมตร เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองมูเสกก์(Museggmauer) กำแพงเมืองเก่าที่สร้างอยู่
บนเนินเขายาว 850 เมตร สร้างในปี 1386 ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ระหว่างกำแพงเมืองมีหอคอยหรือป้อมปราการเป็นช่วง 9 จุด
มีอยู่ 4 จุดที่เราสามารถเข้าชมได้คือ Schirmerturm, Wachtturm, และ Mannliturm และ Luegisland Tower ที่อยู่ติดริมแม่น้ำ
รอยซ์(Reuss river) เป็นหอคอยที่น่าจะสร้างเสร็จเป็นแห่งแรกในบรรดาหอคอยทั้ง 9 คือก่อน ศตรวรรษที่ 13

   แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเราเสมอไป เพราะหอคอยต่างๆกำลังอยู้ในระหว่างบูรณะจึงปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชม จึงได้แต่เดินขึ้น
ไปตามเนินเขาเลียบกำแพงเมืองขึ้นไปครับจากบนเนินเรามองกลับไปเห็นทุ่งดอกไม้สีทอง แนวกำแพงเมืองและเขา Pilatus ที่ตอน
นี้มองไม่เห็นยอดแล้ว

   เรากลับไปเดินเล่นในเมืองกันดีกว่าครับ เดินย้อนกลับไปทางเดิมผ่านหน้าโรงแรมเลียบริมแม่น้ำไปไม่ไกลนัก ก็จะเจอทางเดิน
ด้านซ้ายเข้าไปลานน้ำพุกลางเมือง อาคารต่างๆในลูเซิร์นบรรยากาศคล้ายๆกับ Schaffhausen ครับ อาคารต่างๆมีลวดลายเขียนสี
สวยงาม

   เนื่องจากวันนี้เราไม่รีบเร่งครับ เราก็เลยเดินเล่นไปเรื่อยๆจากลานน้ำพุเลี้ยวขวากลับไปทางริมแม่น้ำ มีสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำ
รอยซ์(Reuss) ไปอีกฝั่งครับ หยุดถ่ายรูปสะพานไม้ชาเปล(Chapel bridge)ไว้เป็นที่ระลึกกันก่อน

   สะพานไม้ชาเปล(Chapel bridge) เป็นสะพานไม้ที่เก่ากี่สุดในโลกมีอายุหลายร้อยปี เป็นสัญลักษณ์และประวัติศาสตร์ของเมืองลูเซิร์นเลย
ทีเดียว สะพานแห่งนี้เป็นสะพานที่แข็งแรงมากมุงหลังคาแบบโบราณ เชื่อมต่อไปยังป้อมแปดเหลี่ยมกลางน้ำ ที่จั่วแต่ละช่องของสะพานจะมี
ภาพเขียนเป็นเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นภาพเขียนเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี ตรงกลางสะพานมีร้านขายของ
ที่ระลึกอยู่ด้วยครับ

   เดินข้ามสะพานกลับมาฝั่งเมืองเก่าอีกรอบครับ ตอนเช้ามีตลาดนัดตรงริมแม้น้ำปลายสะพานไปเดินเล่นดูกันสักหน่อยครับ เป็น
ของที่ชาวบ้านน้ำมาขายพวกสินค้าเกษตรทั้งต้นไม้ ดอกไม้ ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างแยมผลไม้ครับ

   เดินเลยจากตลาดเข้าไปก็พบกับ Lucerne Town Hall หรือศาลาว่าการเมือง สร้างเมื่อปี 1602 - 1606 ด้านหน้าอาคารเป็นศิลปะ
เรอเนสซองซ์ยุคต้นตามแบบฟลอเรนซ์ ส่วนหลังคาเป็นแบบปั้นหยาแอ่นเหมือนอานม้าสไตล์ชาเล่ต์ของท้องถิ่น มีหอนาฬิกาโดดเด่น
มองเห็นได้ทั่วเมือง

   จากตรงนี้ก็เดินเลี้ยวขวาผ่านร้านค้าต่างๆ ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆจนออกมาลานกว้างจากนั้นข้ามถนนไปฝั่งทะเลสาบกันครับ จากจุดนี้
มองกลับไปยังท่าเรือที่เรานั่งไป Rigi วันแรกที่มาถึง Lucerne ด้านหลังก็คือสถานีรถไฟ Lucerne

   จากนั้นเดินเลียบทะเลสาบไปเรื่อยๆครับแล้วข้ามถนนไปยังโบสถ์ฮอฟเคียร์เคอ(Hofkirche St. Leodegar) โบสถ์แห่งแรกของ
ลูเซิร์นสร้างขึ้นตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 8 ในปี 1633 เกิดไฟไหม้เหลือเพียงหอคอยคู่ อาคารที่สร้างใหม่จึงออกสไตล์เรอเนสซองซ์
เน้นความโอ่อ่า สวยงามอลังการ

   ภายในมีแท่นบูชาพระแม่มาเรีย รูปปั้นนักบุญ Leodegar และ Mauritus ซึ่งเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์เมืองลูเซิร์น และมีรูปปันพระเยซู
ตรึงกางเขน

   ออกจากโบสถ์มาก็เดินตรงไปตามถนนพอถึงแยกเลี้ยวขวา แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆไม่ไกลนักก็จะถึงอนุเสาวรีย์สิงโตสะอื้น หรือ
เลอเวนเดงก์มัล(Lowendenkmal) รัฐบาลฝรั่งเศสมอบให้เพื่อรำลึกถึงทหารชาวสวิส 786 นายสละเสียชีวิตเพื่อปกป้อง พระเจ้า
หลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อังตัวแนตต์ ในสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสที่กรุงปารีสปี 1792

   แถวๆหน้าทางเข้าอนุเสาวรีย์มีร้านขายของที่ระลึกหลายร้านที่คนขายเป็นคนไทยครับ ถ้าจะซื้อของฝากกลับบ้านมาดูแถวนี้ครับ
ผมเทียบราคาแล้วถูกว่าที่อื่นๆในสวิส จากอนุเสาวรีย์สิงโตสะอื้น เราก็เดินย้อนกลับไปเดินเล่นในเมืองครับ ส่วนใหญ่ก็มีแต่ร้านนาฬิกา
ส่วนของอย่างอื่นก็ไม่ได้ถูกครับ จากนั้นก็แวะไปซื้อช็อคโกแลตที่กู๊ป COOP เพราะราคาถูกกว่าร้านอื่นๆ

   รอบค่ำออกมาเดินเที่ยวอีกรอบครับ ตอนนี้สามทุ่มกว่าร้านค้าปิดหมดแล้วครับ จะมีที่เปิดอยู่ก็พวกบาร์และร้านอาหารยามค่ำ แต่
บาร์ที่นี่เค้านั่งจิบกันเงียบๆครับ

   ออกไปเดินเล่นริมแม่น้ำกันดีกว่าครับ ฝั่งตรงข้ามเมืองเก่ามีโบสถ์สไตล์บาร็อกที่ใหญ่โตและเก่าแก่ตั้งอยู่ สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ.
1666 – 1673 โดดเด่นด้วยหอคอยคู่ทรงหัวหอม นั่นคือโบสถ์เยซูอิดเทนเคียร์เคอ (Jesuitenkirche)

   เดินถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆครับ ขาตั้งกล้องก็ไม่ได้เอามาด้วย อาศัยตั้งกล้องไว้กับหัวสะพานบ้าง ราวสะพานบ้างครับ ภาพก็เลย
ออกมามุมแปลกๆอย่างที่ได้มาครับ

ฝั่งเมืองเก่าแม่น้ำรอยส์และศาลาว่าการเมืองด้านหลัง

อ้อมมาดูด้านสถานีรถไฟบ้างครับ กลางคืนสวยดีเหมือนกันครับ

และวนกลับมาถ่ายโบสถ์ฮอฟเคียร์เคอยามค่ำบ้างครับ แต่ไม่ได้เดินไปถึงครับ

   ก่อนเดินกลับขอสะพานชาเปลอีกสักมุมครับ ที่เห็นขาวๆในน้ำไม่ใช่พลังงานอะไรบางอย่างนะครับแต่เป็นหงส์มันว่ายน้ำครับ หงส์
ที่นี่เยอะจริงๆครับ

   เดินกลับที่พักผ่านจตุรัสกลางเมืองครับ ฝนเริ่มตกปรอยๆพร้อมอากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนด้านหลังยังสนุก
สนานกับการถ่ายรูปกันอยู่ ส่วนผมขอกลับเข้าไปหาอากาศอุ่นๆในโรงแรมดีกว่าครับ


   แล้วก็มาถึงบทสรุปของทริปสวิสในรุ่งเช้าของวันสุดท้าย เราลากกระเป๋าออกจากที่พักกันตั้งแต่เช้า นั่งรถฟไปซูริคแอร์พอร์ตเพื่อ
เดินทางกลับบ้านด้วยความประทับใจกับสิ่งต่างๆที่ได้มาพบเห็นที่นี่ หวังว่าคงได้กลับมาเยือนอีกครั้ง ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมา
เที่ยวด้วยกันครับ

...สวัสดี




Create Date : 28 มิถุนายน 2557
Last Update : 28 มิถุนายน 2557 22:35:00 น.
Counter : 1330 Pageviews.

2 comment
Journey to Switzerland - Day 8 Stein am Rhein

   วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่สวิสพาสสามารถใช้ได้ เราขึ้นไปเที่ยวเมืองทางเหนือติดชายแดนเยอรมัน นั่นก็คือเมือง สไตน์ อัม ไรน์
(Stein am Rhein) และเมือง ซัฟเฟาเซ่น (Schaffhausen) นั่งรถกันหลายต่อหน่อยครับวันนี้ เริ่มจากสถานี Lucerne นั่งไปลง
สถานี Zurich HB แล้วเปลี่ยนขบวนไปลง
Winterthur จากนั้นนั่งรถจาก Winterthur ไปลง Stein am Rhein แบบที่ผมเดินทาง
คือออกจาก Lucerne นาทีที่ 35 ครับ (7.35, 8.35, 9.35) ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 17 นาที

   การเดินทางอีกแบบคือออกจาก Lucerne นาทีที่ 10 (7.10, 8.10, 9.10) นั่งรถไปลง Zurich HB จากนั้นเปลี่ยนขบวนจาก
Zurich HB ไปลง Schaffhausen แล้วเปลี่ยนขบวนอีกครั้งเพื่อไป Stein am Rhein ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 15 นาที แต่เนื่องจากผมมี
แผนไป Schaffausen ในช่วงบ่าย เลยเลือกเดินทางเส้นทางแรก

    เมื่อวานฟ้าสดใสแดดแรงทั้งวัน แต่วันนี้ฝนกลับมาตกอีกครั้งครับ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมามีฝนปรอยๆมาตลอดจนมาถึงสไตน์
อัม ไรน์ (Stein am Rhein) ออกจากสถานีเดินตรงมาตามถนนหน้าสถานีถึงวงเวียนแล้วเลี้ยวขวา จะเจอทางแยกตัว Y ให้เดินไป
ทางซ้ายมือครับทางจะลาดลงเนินไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำไรน์ (Rhein river)

   เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งครับ เมืองสไตน์ อัม ไรน์ เมืองริมฝั่งแม่น้ำไรน์ สวยมากเลยครับ

   พอข้ามสะพานไปจะเห็นตึกนี้ครับ มีทางแยก ขวา-ซ้าย ก็เดินเลี้ยวซ้ายไปเลยครับ

   สไตน์ อัม ไรน์ (Stein am Rhein) เป็นเมืองโบราณเล็กๆขึ้นกับเมือง ซัฟเฟาเซ่น (Schaffhausen) มีแม่น้ำไรน์ไหลผ่านกลางเมือง
และมีถนนสายหลักเพียงสายเดียว อาคารบ้านเรือนปลูกสร้างมาแต่โบราณ โดยบางบ้านจะมีมุขหน้าต่างยื่นออกมา ผนังนอกบ้านมีการ
วาดภาพสีน้ำปูนเปียก fresco บอกเล่าเรื่องราว ต่างๆเอาไว้

   และแน่นอนครับ มันคือเทศกาลอีสเตอร์ บรรยากาศเงียบสนิทมีนักท่องเที่ยวเดินอยู่บ้างเล็กน้อย ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดครับรวมถึง
ร้านไอศครีมและเครปที่เรื่องลือว่าอร่อยก็ปิดด้วย มีเพียงร้านขายของที่ระลึกเปิดอยู่ร้านนึงกับร้านอาหารอีกสองร้านครับ

   นอกจากลายบนพนังสวยๆแล้ว ร้านค้าที่นี่ยังมีป้ายหน้าร้านสวยๆด้วย แต่ละร้านจะมีลวดลายที่แตกต่างกัน มีทั้งรูปตุ๊กตาหรือ
รูปสัตว์ต่างๆ

    เราลงเรือไปเที่ยวซัฟเฟาเซ่นกันต่อเลยดีกว่าครับ เดินลอดหอนาฬิกาไปแล้วเลี้ยวซ้ายไปจะเจอท่าเรือ รอเรือที่ไป Schaffhausen
ครับเพราะจากท่านี้มีเรือไปหลายที่ครับ ดูจากป้ายที่เค้าติดไว้ที่ท่าเรือได้ครับ

   รอเรือไม่ถึง 10 นาทีครับก็ถึงรอบเรือที่เดินทางไปซัฟเฟาเซ่น และเช่นเคยครับสวิสพาสใช้เดินทางได้เลยโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มครับ
เรือล่องแม่น้ำมี 2 ชั้น ขั้นล่างเป็นห้องกระจกส่วนชั้นบนเปิดโล่ง เราเลือนั่งชั้นบนท้าความหนาวครับ เพราะใกล้เวลาที่จะกลับไปรับไอ
ร้อนที่เมืองไทยกันแล้ว

   เรือห่างออกจากท่ามาแล้ว หันกลับไปบอกลา สไตน์ อัม ไรน์ อีกครั้ง

   นั่งชมวิวสองข้างตลิ่งประมาณชั่วโมงกว่าครับ มีจอดแวะตามท่าเมืองต่างๆบ้างเป็นระยะ เราเจอครอบครัวคนไทยนั่งเรือลำเดียว
กันก็เลยได้นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ

   มาถึงแล้วครับซัฟเฟาเซ่น(Schaffhausen) ที่เห็นบนยอดเขานั่นคือป้อมมูนอท(Munot) ป้อมปราการโบราณเดี๋ยวเราจะขึนไปที่
นั่นกันครับ

   ขึ้นจากเรือเดินออกมาเลี้ยวซ้ายแล้วข้ามถนนครับ จะเห็นตรอกเล็กๆด้านขวามีบันไดขึ้นไปด้านบน เดินขึ้นบันไดไปเลยครับ บนเนิน
เขาสองข้างบันไดเป็นแปลงองุ่น แต่ตอนที่ผมไปเค้าเพิ่งเริ่มปลูกเพราะเพิ่งต้นฤดูใบไม้ผลิ

   ป้อมมูนอท(Munot) เป็นป้อมปราการทรงกลมที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 ระหว่างปี ค.ศ. 1564 - 1589 เพื่อ
กันการรุกรานของเยอรมัน ภายในป้อมเป็นทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เมตร มีช่องด้านบนให้แสงลอดลงมา

   จากชั้นนี้มีบันไดวนขึ้นไปด้านบน ซึ่งสามารถชมวิวเมือง Schaffhausen ได้ทั้งเมืองครับ

   และยังเห็นท่าเรือและแม่น้ำไรน์ที่เราล่องเรือผ่านมาด้วยครับ

   ผมอ่านข้อมูลก่อนมา เค้าบอกว่าป้อมมูนอทมีทางขึ้นลงสองทาง แต่ผมหาทางลงอีกทางไม่เจอครับ แต่มองเห็นจากด้านบนคาด
ว่าน่าจะเป็นเส้นทางนี้ที่ผ่านสวนขึ้นมา

    ผมก็เลยกลับลงทางเก่าครับ ลงไปถึงด้านล่างก็เลี้ยวขวาเดินผ่านเข้ากลางเมืองไปเรื่อยๆ มีแต่คนเดินแต่ไม่มีร้านเปิดสักร้านครับ
เดินไปก็ไม่ต้องกลัวหลงครับ เพราะเมืองไม่ใหญ่มากและไม่ว่าจะเลี้ยวเข้า Block ไหน สุดท้ายก็ไปเจอกันที่จตุรัสกลางเมืองอยู่ดี

   ถึงแล้วครับจตุรัสกลางเมืองกับลานน้ำพุครับ

   ลวดลายอาคารที่สวิสนี่สุดยอดจริงๆครับ ไม่เฉพาะแต่ที่ซัฟเฟาเซ่นและสไตน์อัมไรน์ที่มีลวดลายบนผนังอาคารแบบนี้ ที่ลูเซิร์นเอง
ก็มีตึกลวดลายสวยงามไม่แพ้กัน

   จากจตุรัสเดินตรงไปเรื่อยๆก็จะถึงสถานีรถไฟ Schaffhausen ขึ้นรถเมล์ฝั่งสถานีสาย 1 ครับ หน้ารถจะเขียนว่า Rheinfall นั่งไป
ลงป้าย Neuhausen Zentrum ประมาณ 10 นาทีครับก็ถึงป้ายนี้ พอลงจากรถเดินย้อนกลับมาตรงสามแยก ข้ามถนนจะมีป้ายเขียน
Rheinfall เดินลงเนินลงไปไม่นานครับ ก็จะถึงน้ำตกไรน์ (Rheinfall)

   น้ำตกไรน์(Rheinfall) เป็นน้ำตกที่เกิดจากแม่น้ำไรน์  เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป อยู่ระหว่างเมืองเล็กๆชื่อ Neuhausen am
Rheinfall กับ เมือง Laufen-Uhwiesen ใกล้ๆเมือง Schaffhausen น้ำตกกว้าง 150 เมตร  สูง 23 เมตร สามารถนั่งเรือข้ามไปอีกฝั่ง
ได้ครับค่าเรือผมไม่ทราบราคาครับเพราะไม่ได้ข้ามไปเนื่องจากมีโปรแกรมที่จะไป Zurich กันต่อ ข้ามไปแล้วสามารถขึ้นไปเที่ยวชม
ปราสาท Jugendherberge Schloss Laufen เสียค่าเข้าต่างหากนะครับ ขากลับเดินข้ามสะพานจากปราสาทกลับมาฝั่งนี้ได้ หาก
ระหว่างเดือน เมษายน - ตุลาคม นั่งรถไฟจาก Schloss Laufen am Rheinfall อยู่ติดกับปราสาทกลับไปที่ Schaffausen ได้เลยครับ

   เรากลับมาที่ป้ายรถเมล์เดิมที่เราลง รถเมล์เป็นรถวนขึ้นป้ายเดิมได้เลยครับ กลับไปที่สถานี Schaffausen นั่งรถไฟกลับไปซูริค
ถ้านั่งฝั่งซ้ายของขบวนจะเห็นน้ำตกไรน์แว๊ปๆครับ เพราะรถเข้าอุโมงเสียก่อน มาถึงสถานี Zurich HB ใครๆก็ถ่ายคุณนางฟ้านางนี้
ถ่ายไว้สักหน่อยครับ เดี๋ยวเหมือนมาไม่ถึง

   เดินออกมาด้านข้างสถานีครับจะเจอ  Swiss National Museum ข้ามถนนไปเดินเลียบแม่น้ำลิมมัท(Limmat

   ซูริค(Zurich) เมืองที่ใหญ่ที่สุดในสวิส และเป็นเมืองที่ได้รับรางวัลคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลกปี 2006-2008 เป็นเมืองศูนย์กลาง
การค้าและการคมนาคมและมีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับ 2 รองจากเจนีวา

   ผมเดินข้ามไปข้ามามาระหว่างสองฝั่งแม่น้ำครับจุดแรกที่ไปชมก็คือ โบสถ์ Grossmunster ซึ่งเป็นหอคอยคู่ เป็นโบสถ์และวิหาร
ที่เก่าแก่ ภายในโบสถ์แห่งนี้มีกระจกสีบ้างไม่มากนัก แต่ด้านหลังโบสถ์มีหนังที่สลักภาพประวัติบอกเรื่องราวดั้งเดิมอยู่ รวมทั้งมี
หอคอยให้ขึ้นไป
ชมวิวเสียค่าขึ้นคนละ 2 CHF แต่ผมไม่ได้ขึ้นครับ เข่าไม่ดี

   โบสถ์ Fraumunster หรือ Church of Our Lady เป็นโบสถ์ที่สวยงามด้วยกระจกสี(Stain Glass) สร้างขึ้นโดย Emperor Ludwig
(Louis) ซึ่งสร้างให้แก่ธิดานาม Hildegard ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 9 แต่มาตกแต่งให้สวยงามด้วยกระจกสีในปี 1970 โดยศิลปินชาว
รัสเซียนาม Marc Chagall ไม่เสียค่าเข้าชม แต่ห้ามถ่ายรูปภายในโดยเด็ดขาด

   โบสถ์ St.Peter เป็นโบสถ์ที่มีหน้าปัดนาฬิกาใหญ่ที่สุดในยุโรป คือ มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 8.7 เมตร แต่ภายในโบสถ์มีสภาพ
เรียบง่าย แทบจะไม่ตกแต่งหรือประดับประดาอะไรเลย

   บอกลาวันนี้ด้วยภาพทะเลสาบซูริคครับ พรุ่งนี้เราชมเมืองลูเซิร์นกันตั้งแต่เช้ายันค่ำครับและเป็นวันสุดท้ายของทริปก่อนเดินทาง
กลับบ้านครับ




Create Date : 19 มิถุนายน 2557
Last Update : 19 มิถุนายน 2557 15:54:08 น.
Counter : 1533 Pageviews.

3 comment
Journey to Switzerland - Day 7 Titlis

   เช้านี้อากาศกลับมาสดใสเหมือนเดิม หลังจากเมื่อวานทั้งฝนทั้งหิมะ พยากรณ์อากาศบอกว่าอากาศจะดีแค่วันนี้
พรุ่งนี้จะกลับมามีฝนอีก เราก็เลยจัดโปรแกรมขึ้นเขาสุดท้ายลงวันนี้เลยนั่นก็คือ Titlis ในระแวก Lucerne มีอีกเขา
ลูกนึงคือ Pilatus มองเห็นจากหน้าต่างห้องพัก แต่ตอนทำโปรแกรมมาผมตัดสินใจแต่แรกแล้วว่าจะไม่ขึ้น

    อาหารเช้าที่นี่ หลักก็เหมือนๆกับที่ Youth Hostel แต่มีเมนูเพิ่มเติมมานิดหน่อย หลังอาหารเช้าเราก็เดินเลียบ
แม่น้ำกลับไปที่สถานีรถไฟ Lucerne นั่งรถไฟไปลงสถานี Engelberg รถออกชั่วโมงละขบวนถ้าพลาดก็รอกันนาน
เลยครับ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที

   พอถึงสถานีแล้วเราก็เข้าไปซื้อตั๋วขึ้น Titlis กันก่อนครับ ค่าโดยสารแบบไป-กลับ 89 CHF เด็ก 6-15 ปี 63 CHF
Swiss Pass ใช้ลดราคาได้ 50% ได้ตั๋วแล้วก็เดินไปที่สถานีกระเช้า อยู่ห่างไปประมาณสักกิโลนึงครับ

   จากหน้าสถานีเดินไปด้านขวา มีคนเดินไปเยอะครับ ฟ้าเหนือ Engleberg วันนี้สดใสมากครับ มาถึงสถานีกระเช้า
ผู้คนมากมายเลยครับวันนี้ รอต่อคิวขึ้นกระเช้านานพอสมควร

   กระเช้าช่วงแรกเป็นกระเช้าเล็ก นั่งได้ 6 คนครับ สถานีแรกคือ Gerschnialp ความสูง 1050 เมตร ยังไม่ต้องลง
ครับ นั่งต่อไปก่อน

   กระเช้าไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงระดับความสูง 1800 เมตรคือสถานี Trübsee ถึงสถานีนี้ต้องลงเพื่อ
ไปต่อกระเช้าใหญ่ครับ มาถึงนี่เหมือนคนจะเยอะกว่าข้างล่างอีก ยืนรอคิวขึ้นกระเช้าอยู่นานพอสมควรครับ จาก
สถานีนี้จะมีทาง Hikking ไปทะเลสาบ Trübsee ได้ครับ

   กระเช้าช่วงที่ 2 นี้เป็นกระเช้ายืนขนาดใหญ่แบบสี่เหลี่ยมจุคนประมาณ 30 คนเห็นจะได้ครับ ขึ้นไปถึงสถานี
Stand ที่ระดับความสูง 2428 เมตร ต้องเปลี่ยนไปขึ้นกระเช้าช่วงที่ 3 ครับ

   ดูเหมือนจำนวนคนจะมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อระดับความสูงเพิ่มขึ้น ที่สถานี Stand ใช้เวลารอขึ้นกระเช้าช่วงสุดท้าย
นานมากครับ กระเช้าช่วงสุดท้ายเป็นกระเช้ายืนแบบกลมและหมุนได้ กระเช้าจะค่อยๆหมุมทำให้ชมวิวได้แบบ
360 องศาครับ ตลอดทริปที่ผ่านมาหลายวันนี่มา Tislis ทรมานสุดครับ โดยเฉพาะตอนที่อัดอยู่ในกระเช้าช่วงสุด
ท้าย สารพัดกลิ่นเลยครับ

   แล้วเราก็มาถึงสถานีสุดท้าย Klein Titlis ที่ระดับความสูง 3028 เมตร บนนี้จะมีศูนย์อาหาร ภัตตาคาร และร้าน
ขายของที่ระลึกครับ สปาเก็ตตี้ในศูนย์อาหารอร่อยดีครับขายเป็นขีด ด้านบนมีระเบียงให้เดินออกไปชมวิวและเล่น
กิจกรรมหิมะมากมาย รวมถึงเดินสู่ยอดเขา Titlis ที่มีความสูง 3239 เมตร สูงที่สุดในเทือกเขานี้ครับ

   ผมไม่ได้เดินขึ้นไปบนยอดเขา และไม่ได้เล่นกิจกรรมเลยเพราะมันหนาวจัดจนทนไม่ไหวเลยขอกลับเข้าไปใน
ตัวอาคาร ด้านล่างของอาคารมีถ้ำน้ำแข็ง แต่ไม่ใหญ่เท่าที่ Jungfrau ครับ 

   เดินเข้าไปจนสุดถ้ำน้ำแข็ง จะมีทางเดินต่อไปอีก เดินไปจนสุดทางมีทางออกไปสู่ระเบียงชมวิวด้านนอกครับ
ตรงนี้ไม่ค่อยมีคนเดินมาครับ

   ได้เวลากลับลงข้างล่างแล้วครับ ขากลับดีกว่าขามาตรงที่ไม่แออัดครับ กระเช้าโล่งๆตลอดทั้ง 3 ทอดครับและ
ไม่ต้องรอคิวเลย แต่ดูคิวขาขึ้นแล้ว สาหัสกว่าเมื่อเช้าอีกครับ ระหว่างลงกระเช้ามาเก็บยอด Hahnen ไว้สักหน่อย
เป็นภูเขาที่ดูแปลกตาดีครับ ความสูง 2606 เมตร แต่ดูจาก Engleberg จะสวยกว่า

   เมือง Engleberg และทะเลสาบมองจากมุมสูง น้ำจะใสไปไหนเนี่ย

วิวก่อนกลับถึง Engleberg ครับ

   ผมสังเกตุว่าที่ Titlis นี่มีคนอินเดียมาเที่ยวเยอะมากครับ อีกที่คือ Geneva แต่ที่นี่มีซุ้มขายอาหารอินเดียด้วย
อยู่แถวๆทางออกจากสถานีกระเช้าด้านล่างครับ ลงมาเราก็เดินกลับไปสถานีรถไฟ อ้อยอิ่งถ่ายรูปไปเรื่อยๆครับ
ยอดเขา Hahnen เมื่อมองจาก Engleberg

   วันนี้เราไม่มีโปรแกรมไปที่อื่นต่อครับ คงกลับไปเดินเล่นใน Lucerne ตอนแรกวางแผนว่าภาคบ่ายจะไปต่อที่
Zurich แต่ดูเวลาและความล้าของวันนี้แล้ว ยก Zurich ไปพรุ่งนี้แล้วกันครับ ส่วนนี่เป็นvud 2 ยอดเขาที่มองเห็น
จากตัวเมือง Engleberg ครับ ด้านซ้าย Gr. Spannort สูง 3198 เมตร ด้านขวา Kl. Spannort สูง 3140 เมตร

   อำลา Engleberg ด้วยเทือกเขา Titlis และยอดต่างๆรวมถึงความสูงแต่ละยอดครับ ใกล้จะถึงหน้าสุดท้ายของ
บันทึกการเดินทางฉบับนี้กันแล้วครับ พรุ่งนี้เราจะนั่งรถไฟกันยาวๆไปชายแดน สวิส-เยอรมัน กับการใช้สวิสพาส
วันสุดท้ายครับ




Create Date : 09 มิถุนายน 2557
Last Update : 9 มิถุนายน 2557 21:54:56 น.
Counter : 1131 Pageviews.

0 comment
Journey to Switzerland - Day 6 Rigi Kulm

๑๙ เมษายน ๒๕๕๗

   เช้านี้ตื่นขึ้นมามองออกไปนอกหน้าต่างก็เจอสิ่งที่ไม่คาดคิดครับ มองออกไปนอกหน้าต่างต้นไม้บนยอด Harder
Kulm มีหิมะปกคลุมไปทั่ว เราเก็บของและเช็คเอาท์ออกจาก Youth Hostel Interlaken หลังอาหารเช้า วันนี้เราจะ
ย้ายฐานจาก Interlaken ไป Lucerne กันครับ รถขบวนที่เราจะนั่งออกจาก Interlaken 8.04 น.

   ก่อนมาอุตส่าห์จองที่นั่งมาล่วงหน้าเสียค่าจองผ่านเวปมา 32 CHF สำหรับ 4 คน ถ้าไม่จองก็นั่งได้เลยครับเพราะ
เรามีสวิสพาสแล้ว แต่อยากได้ที่นั่งแบบวิวดีๆ เพราะได้ยินมาว่าเป็นเส้นทางที่สวยมาก เค้าจะส่ง Voucher มาให้
ระบุที่นั่งที่เราจอง ที่นั่งเราจะมีจอเล็กๆอยู่ข้างหน้าต่างระบุชื่อเราอยู่ครับ ปรากฏว่าผิดคาดครับเพราะฝนพรำๆ

   รถไฟวิ่งมาตามเส้นทางเดมที่เราล่องเรือมาเมือวานถึงเมือง Brienz วันนี้แทบมองไม่เห็นยอดเขาเลยครับ จากนั้น
ก็เดินหน้าห่างออกไปจากทะเลสาบ Brienz ช่วงนี้ยังเห็นสีเขียวๆบ้างครับ มีน้ำตกอยู่หลังบ้านด้วยน่าอิจฉามาก

   แต่พอรถเพิ่มระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ จากฝนก็เริ่มกลายเป็นหิมะแทน ก็โอเคครับเห็นเขียวๆมาหลายวันแล้วมาดู
วิวหิมะกันบ้าง

   แล้วเราห็มาถึง Lucerne ตอน 9.55 น. เรามีเวลาแค่ 17 นาที ในการเอากระเป๋าไปฝากล็อคเกอร์แล้ววิ่งไปท่าเรือ
ครับ อาศัยความคุ้นเคยที่อยู่มาหลายวันพอลงจากรถไฟเรดาห์จับล็อคเกอร์ก็ทำงานอย่างรวดเร็ว ฝากกระเป๋าเสร็จ
ก็วิ่งกันหน้าตั้งมาขึ้นเรือ ออกมาหน้าสถานีข้ามถนนไปจะเจอท่าเรือครับ ฉิวเฉียดมากเลยครับเรือใกล้ออกแล้ว เรือ
ออกจากท่าเวลา 10.12 น. ครับ

   นั่งชมวิวริมทะเลสาบ Lucerne ไปเรื่อยๆ เรือลำนี้ไปถึงท่าเรือสุดท้ายที่ Flüelen SGV ทั้งหมดจอด 13 ท่า แต่เรา
ไปไม่ถึงครับ เราจะลงกันที่  Vitznau

   ตอนแรกผมสองจิตสองใจว่าจะตัดรูทนี้ออกเพราะกลัวว่าจะมาลงเรือไม่ทัน เดิมทีตั้งใจว่าจะนั่งรถขบวน Golden
Pass Line ซึ่งจะออกจาก Interlaken Ost เวลา 10.04 น. แต่มาคิดอีกทีนั่งขบวนธรรมดาก็ได้ เพราะมันวิ่งเส้นทาง
เดียวกัน

   รูทนี้ Swisspass ใช้ได้ตลอดเส้นทางโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มใดๆนะครับ ล่องเรือประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็เดินทางมา
ถึงท่าเรือ Vitznau ขึ้นจากท่าเรือจะเห็นสถานีรถไฟ Vitznau และรถไฟขบวนสีแดงจอดอยู่ ไปขึ้นรถไฟกันเลยครับ
ก่อนขึ้นก็โชว์สวิสพาสให้เจ้าหน้าที่ดูก่อนครับ

   ตอนที่ผมไปซื้อสวิสพาสที่เมืองไทย เจ้าหน้าที่ RTS บอกผมว่าพี่ไป Rigi ให้ได้นะคะ ที่นี่สวยมากและสวิสพาสใช้
ได้ไม่ต้องเสียเพิ่ม แถมยังให้คูปองขนมและกาแฟฟรีที่สถานี Rigi Kulm มาด้วย พร้อมเอกสารประชาสัมพันธ์ ดูจาก
เอกสารที่ได้มา Rigi Queen of The Mountains น่าสนใจจริงๆ

   ในเอกสารประชาสัมพันธ์ Rigi เป็นยอดเขาเดี่ยวๆริมทะเลสาบ Lucerne เราสามารถมองเห็นวิวสวยๆของทะเล
สาบและมองเห็นเทือกเขา Alps ได้ แต่วันนี้หิมะตกครับ วิวทะเลสาบเลยค่อยๆจางหายไปเรื่อยๆเมื่อความสูงเพิ่ม
ขึ้น

   นั่งรถไฟไม่นานเราก็มาถึงสถานีปลายทาง Rigi Kulm หิมะกำลังตกเลยครับ ขาวโพลนไปหมด

   แต่หิมะตกอยู่ไม่นานก็หยุด จากสถานีรถไฟเดินขึ้นไปด้านบน มีร้านอาหารและโรงแรมครับ

   เลยจากโรงแรมขึ้นไปมีทางเดินสู่จุดสูงสุดของยอดเขา Rigi เป็นจุดชมวิว 360 องศาครับ ที่ตามข้อมูลที่ไดมา
จุดนี้จะมีวิวที่สวยมากเห็นทั้งทะเลสาบและเทือกเขา Alps แต่สิ่งที่เราเจอคือทะเลเมฆและยอดเทือกเขาครับ

   ขากลับเราไม่ได้กลับทางเดิมครับ เพราะ Mt. Rigi มีทางขึ้น-ลง สองทางเราก็เลยลองนั่งอีกทางดู รถจะจอดที่
สถานี Rigi Kulm เหมือนกันแต่ขบวนรถจะคนละสีครับ รถที่ไป Vitznau ขบวนรถจะเป็นสีแดง แต่ขบวนที่จะไป
Arth Goldau ขบวนรถสีน้ำเงินครับ

   พอลงมาใกล้ถึงเมือง Arth Goldau บรรยากาศก็เปลี่ยนไปเป็นอีกแบบเลยครับ จากหิมะมาเป็นทุ่งหญ้าเขียวๆ
ดอกไม้สวยๆเต็มทุ่ง

   รถจะมาสุดทางที่สถานี Arth Goldau RB จากนั้นต้องเดินไปต่อรถที่สถานี Arth Goldau ครับ ลงจากรถจะมีทาง
ลงเนินลงไป มีป้ายบอกครับ เดินไปสัก 5 นาที จะเห็นทางลงสถานีเป็นทางเดินใต้ดิน  ลอดไปอีกฝั่งก็จะถึงสถานี
ไปดูเวลาที่กระดานเหลือแล้วนั่งรอรถกลับ Lucerne ครับ

   กลับมาถึงสถานี Lucerne ก็ไปเอากระเป๋าที่ Locker ครับ ผมเล่าข้า่มไปนิด เมื่อวานผมใช้บริการส่งกระเป๋าเสื้อ
ผ้าที่ใช้แล้วจากสถานี Interlaken Ost ไปรอที่ Zurich Airport เหมือนวันที่เรามาถึงเราก็ใช้บริการส่งกระเป๋าไป
รอที่ Interlaken Ost ส่วนหนึ่ง จะได้ไม่ต้องแบกทั้งหมดครับ จากสถานีรถไฟเดินไปโรงแรมประมาณกิโลนึงครับ
เดินริมแม่น้ำไปเรื่อยๆก็ไม่ไกลสักเท่าไหร่

   มาถึงแล้วครับที่พักของเราคืนนี้ Tourist Hotel Lucerne ราคาสำหรับ 4 คืน 1,072 CHF เป็นห้องอพาทเมนท์
3 ห้องนอน มีห้องครัวแต่ไม่มีเครื่องครัวให้ครับ ไม่มีไมโครเวฟ ไม่มีเตาแก๊ส(แล้วจะมีห้องครัวทำไมเนี่ย)

   วันนี้ผมยังไม่เล่าเกี่ยวกับ Lucerne ให้ฟังนะครับเก็บไว้เล่ารวบยอดทีเดียวเลย สำหรับวันนี้ขอจบการเดินทางไว้
เพียงเท่านี้ครับ พบกันใหม่กับการเดินทาง วันที่ 7 ครับ




Create Date : 02 มิถุนายน 2557
Last Update : 2 มิถุนายน 2557 9:05:25 น.
Counter : 2030 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]