All Blog
Kumagaya


Kumagaya Sakura Tsutsumi อยู่ภายในสวน Kumagaya Arakawa Ryokuchi Park ซึ่งเป็นสวนริมน้ำยาวเป็นอุโมงค์ต้นซากุระถึง 2 กิโลเมตร ที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ 
JR Kumagaya Station จังหวัดไซตามะ(Saitama) เป็นจุดชมซากุระที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งของญี่ปุ่น ติดอันดับ 100จุดชมซากุระที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นด้วย และเนื่องจาก
สามารถเดินจากสถานีมาใช้เวลาเพียง 5 นาทีทำให้เป็นจุดชมซากุระที่เดินทางมาได้ง่ายๆ อีกทั้งมีพื้นที่ให้ชมหรือจัดปาร์ตี้ชมซากุระ(Hanami party)เยอะแยะมากมาย
เพราะเป็นสวนที่ยาวเหยียดเลยทีเดียว นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีการงานเทศกาลชมซากุระในตอนกลางคืนที่จะมีการเปิดไฟที่ต้นซากุระด้วย ซึ่งจะจัดกันประมาณ 2 สัปดาห์
ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนถึงกลางเดือนเมษายน

อีกไฮไลท์สำคัญในการชมสวนแห่งนี้คือมีดอกเรปซีด(Rapeseed)หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า นาโนะฮานะ(Nanohan)ที่เป็นเหมือนดอกไม้ริมทางต้นเล็กๆ 
ดอกเป็นพวงเล็กๆสีเหลืองสดออกดอกบานเป็นทุ่งพร้อมๆกันกับดอกซากุระทำให้มีสีเหลืองตัดกับสีชมพูของดอกซากุระ สวยงามยิ่งใหญ่อลังการมากๆ





Create Date : 30 มิถุนายน 2560
Last Update : 30 มิถุนายน 2560 16:04:12 น.
Counter : 623 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Ogawara


     Ogawara-machi จังหวัด Miyagi สถานที่ชมซากุระอีกแห่งที่มีตวามสวบงามไม่แพ้ที่อื่นๆ มีแม่น้ำชิโระอิชิ(Shiroishi)ไหลเอื่อยๆไป
ทางทิศตะวันออกจากเทือกเขาโอะอุที่สวยงาม ต้นซากุระกว่า 1,000 ต้น ยืนเรียงราย 2 ฝั่งแม่น้ำ จากสถานีรถไฟเจอาร์ โอะกะวะระ
(JR Ogawara) หรือสถานีรถไฟฟุนะโอะกะ Funaoka ใช้เวลาเดิน 10 นาที จะถึงเชิงเขาสวนปราสาทฟุนะโอกะ

     สิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้มีความพิเศษจากที่อื่นคือ รูปแกะสลักพระโพธิสัตว์กวนอิมขนาดใหญ่ บนยอดของเนินเขาเล็กๆ เป็นจุดที่มอง
เห็นความงดงามของทิวทัศน์ทั้งทางตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำรวมทั้งต้นซากุระ ที่บานสะพรั่งสวยงามตามริมฝั่งน้ำด้วย การขึ้น
ยอดเขา สามารถเดินขึ้นหรือนั่งรถรางค่าตั๋ว 500 เยน

     การเดินทาง จากสถานีเซนได(Sendai) ใช้เวลา 40 นาทีมาลงที่สถานี Funaoka แล้วเดินไปเที่ยวสวนปราสาทฟูนะโอกะ เดิมทีสวน
แห่งนี้เป็นที่ตั้งของปราสาทฟุนะโอกะ แต่ปัจจุบันปราสาทได้ถูกรื้อไปแล้ว จากสวนเดินเลียบแม่น้ำชมซากุระ ระยะทางประมาณ 1 กม. 
เพื่อไปขึ้นรถไฟกลับทีสถานี Ogawara เพื่อกลับ Sendai  *** Cherry blossom full bloom ที่นี่ตรงกับช่วงสงกรานต์พอดี




Create Date : 05 มิถุนายน 2560
Last Update : 5 มิถุนายน 2560 21:20:47 น.
Counter : 368 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
[Autumn in Tohoku] - Towada-Hachimantai National Park


     Day 3 แผนการเที่ยวของเราวันนี้คือ เช้าไปตลาดปลาฟูรุกาวา (Furukawa Aomori Fish Market) สายๆไปทะเลสาบโทวาดะ 
(Towada Lake) ขากลับแวะชมวิวที่ Hakkoda Ropeway

     เราเดินจากโรงแรมไปตลาดปลา Furukawa ประมาณแค่ 400 เมตรเดินลัดด้านหลังตรงลานจอดรถของโรงแรมไปซอยด้านหลัง
แล้วเดินเลียบถนนใหญ่ข้ามสี่แยกไฟแดงไป 2 แยกก็ถึงครับ ตรงแยกก่อนถึงตลาดปลามีร้านขายผักผลไม้อยู้หลายร้านน่ากินทั้งนั้น
ผลไม้สดราคาไม่แพงครับ

     ร้านสาเกริมทางเช้าๆไม่เปิดครับส่วนกลางคืนก็มีแต่หนุ่มออฟฟิศ เมืองอาโอโมรินี่เงียบมากทั้งกลางวันกลางคืน แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็น
เมืองเล็กนะครับเป็นเมืองใหญ่ที่ดูเงียบมากแม้จะมีห้างสรรพสินค้าอยู่หลายห้าง 


     เดินเลยร้านสาเกมาไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้วครับตลาดปลาฟูรุกาวา (Furukawa Aomori Fish Market หรือ Aomori Gyosai Center) 
ตลาดปลาที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอาโอโมริ ซึ่งมีอีกตลาดนึงคือตลาดปลาอาอูกะ(Auga Fish Market)ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือห่างออกไป
บล็อคครึ่ง ภายในตลาดแห่งนี้จำหน่ายอาหารทะเลสดๆจากท้องถิ่น ผัดสดผักดองชนิดต่างๆ

     ตลาดเปิด 7 โมงเช้าครับแต่เรามาถึงก่อนก็เข้ามาด้านในได้ครับ ภายในตลาดแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆคือส่วนที่เป็นของสดซื้อ
ไปประกอบอาหารที่บ้าน กับส่วนที่รับประทานได้ทันที เค้าก็จะแยกร้านกันชัดเจนครับ

      จุดพิเศษของตลาดปลาแห่งนี้ คือให้นักท่องเที่ยวได้สร้างสรรค์ข้าวดงบูริ(donburi ข้าวราดหน้าต่างๆ)ด้วยตนเอง เรียกว่า 
นกเคดง(nokkedon) จากอาหารทะเลตามฤดูกาลประจำท้องถิ่น ที่ขายอยู่ภายในตลาดเป็นประจำทุกวันที่ตลาดเปิด 

    เริ่มต้นด้วยการซื้อตั๋วแบ่งออกเป็นเซต 5 ราคา 540 เยน กับเซต 10 ราคา 1,080 เยน โดยตั๋วที่ได้รับสามารถนำไปแลกเปลี่ยน
เป็นอาหารทะเลต่างๆได้ทั่วตลาด(ตั๋ว 1 ใบสำหรับถ้วยขนาดปกติ และ 2 ใบสำหรับถ้วยขนาดใหญ่) ไม่ว่าจะเป็นปลาดิบ ปู หอย 
สาหร่ายทะเล ไข่ปลา อาหารทะเลทอดและสินค้าอื่นๆมากมาย (ตั๋วชนิดนี้ไม่สามารถใช้นอกตลาดได้ต้องใช้ให้หมด)

     เริ่มต้นก็ไปที่ร้านข้าวก่อนครับ ร้านขายข้าวจะขายข้าวสวยใส่ชามโฟมและมิโซะซุปต้องซื้อต่างหาก ร้านนี้จะมีโต๊ะให้นั่งมีน้ำชา
เขียวร้อนเย็นให้กินด้วย พอซื้อข้างเสร็จก็เดินถือชามไปร้านปลาแล้วแลือกปลาสด ปลาหมึกสดหรือของสดอื่นๆโปะข้าวมานั่งกินที่
โต๊ะ ที่โต๊ะจะมีซ้อสกับวาซาบิให้ครับ

   ใครไม่ถนัดของสดก็ไปร้านของทอดได้ครับ เนื้อปูทอดที่นี่อร่อยสะท้านทรวงจริงๆครับเนื้อหวานมาก นอกจากอาหารทะเลแล้วก็ยัง
มีร้านขายกับข้าวเหมือนร้านข้าวแกงบ้านเราครับ กับข้าวทำใส่ทาดไว้อยากกินอะไรก็ชี้ให้เค้าตักเลยครับ

     เรากลับมาเอารถที่โรงแรมแล้วเดินทางไปยังทะเลสาบโทวาดะ (Towada Lake) ระยะทางประมาณ 62 กม. ทางขึ้นเขาชันและ
คดเตี้ยวเป็นบางช่วงครับเพราะต้องผ่านเทือกเขาฮักโกดะ (Hakkoda) แถวนี้มีสกีรีสอร์ทอยู่หลายที่ ใครสนใจมาเที่ยวฤดูหนาวก็คง
สวยไปอีกแบบครับ

    ภูเขาฮักโกดะ(Mount Hakkoda) เป็นกลุ่มยอดภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองอาโอโมริ(Aomori)และทะเลสาบโทวาดะ(Lake 
Towada) ถือเป็นหนึ่งใน 100 ภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น โดยมีชื่อเสียงของความงดงามตามฤดูกาลต่างๆ รวมถึงเส้นทางเดิน
ป่าทางธรรมชาติ และน้ำพุร้อนที่โด่งดัง

     ต้นไม้แถบเทือกเขา Hakkoda จะเปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วงประมาณปลายเดือนกันยายน-กลางตุลาคม จะเร็วกว่าแถบทะเลสาบ 
Towada ประมาณหนึ่งสัปดาห์ และในช่วงฤดูหนาวหิมะจะตกในบริเวณภูเขาเป็นปริมาณมาก ทำให้เกิดต้นไม้แช่แข็ง

     ระหว่างทางที่ขับรถมา มีฝนตกสลับแดดออกมาตลอดทางครับ แต่ขอบอกว่าเป็นเส้นทางที่ขับแล้วเพลินมากจริงๆครับ แต่สมาชิกส่วนใหญ่หลับกันหมดเพราะเส้นทางที่วกไปวนมาพาให้ง่วงนอน


   เรามาถึงทะเลสาบโทวาดะแล้วครับ บริเวณนี้เป็นท่าเรือสำหรับผู้ต้องการล่องเรือเที่ยวชมทะเลสาบ มีลานจอดรถฟรี และร้าน
อาหารหลายร้าน (พิกัด 40°28'42.9"N 140°56'23.7"E) ถ้าไม่ได้ขับรถมาเองขึ้นรถบัสหน้าสถานี Aomori มาที่นี่ได้เหมือนกันครับ
เป็นรถของ JR Bus ถ้ามี JR Pass จะสะดวกกว่าเพราะค่าโดยสารแพงมากครับนั่งจาก Aomori สุดสาย Towadago 3000 เยนต่อคน
คิดตามระยะทางแต่ครงริมทะเลสาบนี่คือป้าย เนโนคูจิ(Nenokuch)


     ไฮไลท์ของที่นี่นอกจากมาล่องทะเลสาบ Towada แล้วก็คือการได้เดินชมธรรมชาติริมลำธารโออิราเซะ(Oirase Stream) ลำธาร
แห่งนี้อยู่เลียบไปกับริมถนนที่ราผ่านมาก่อนถึงจุดจอดรถ ลำธารนี้มีตวามยาวหลายกิโลครับแต่เส้นทางที่นิยมเดินกันคือเริ่มจาก
ทะเลสาบ Towada ไปถึงน้ำตก Choshi Ootaki ระยะทางประมาณ 1 กม. จุดเริ่มต้นของเส้นทางธรรมชาดิคือข้ามสะพานนี้ไปแล้วลง
ไปด้านข้างสะพานจะพบทางเดิน


     จากบนสะพานเราจะเห็นต้นทางของลำธารโออิราเซะ(Oirase Stream) เนื่องจากทะเลสาบโทวาดะเป็นปากปล่องภูเขาไฟ
โบราณจึงอยู่สูงกว่าลำธารโอริราเซะ จึงเป็นลำธารที่ไหลออกจากทะเลสาบสู่ที่ราบเบื้องล่าง



    ลำธารโออิราเซะเป็นทางระบายน้ำจากทะเลสาบโทวาดะ(Lake Towada) โดยเริ่มต้นจากท่าเรือเนโนคูจิ(Nenokuchi) เชื่อมต่อไปยังเมืองยาซูมิยะ(Yasumiya) สามารถเดินป่าไปตามเส้นทางเลียบลำธารตอนบนระหว่าง Nenokuchi และ Ishigedo ซึ่งมีระยะทาง
รวม 9 กิโลเมตรแล้วนั่งรถบัสย้อนกลับมาได้แต่เราไม่ได้เดินไปขนาดนั้นครับ

     ต้นลำธารมีประตูกั้นชะลอน้ำ Nenokuchi Watergate น้ำตรงนี้ใสมากครับคาดคะเนด้วยสายตาคาดว่าน่าจะลึกพอสมควรครับ ที่ประตูระบายน้ำนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าครับแต่มีโซ่กั้นและมีภาษาญี่ปุ่นพร้อมสัญลักษณ์ว่าห้ามขึ้น การเดินป่าเส้นทางนี้ถ้ายังไม่ได้กิน
อะไรก็ควรกินไปก่อนและพกน้ำไปสักขวดครับ

     เส้นทางเดินเลียบลำธารเป็นทางเดินง่ายๆแต่มีบางช่วงที่ต้องขึ้นไปเดินบนถนนเส้นที่เราขับรถมา ต้องเดินระวังหน่อยครับเพราะ
เป็นทางโค้งและถนนก็แคบมากด้วย

     ลำธารโออิราเซะ(Oirase Stream) เป็นลำธารจากภูเขาที่งดงามในเขครอยต่อระหว่างจังหวัดอาโอโมริ(Aomori) และจังหวัด
อากิตะ(Akita) ซึ่งเป็นจุดชมใบไม้ร่วงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ลำธารแห่งนี้ไหลไปตามหุบเขาโออิราเซะ
(Oirase Gorge) 

      ลำธารแห่งนี้ไหลไปตามหุบเขาโออิราเซะ(Oirase Gorge) ท่ามกลางต้นไม้อันเขียวชอุ่มในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แล้วจะเปลี่ยน
เป็นสีเฉดเหลืองแดงในฤดูใบไม้ร่วงประมาณปลายเดือนตุลาคม-ต้นเดือนพฤศจิกายน ระหว่างทางมีน้ำตกซึ่งไหลออกมาจากผนัง
ของหุบเขากว่า 12 แห่งด้วยกัน

      เส้นทางเดินป่าโออิราเซะเชื่อมต่อระหว่าง Nenokuchi และ Ishigedo ด้วยสถานีรถบัสหลายจุดด้วยกัน เราสามารถเลือกเดินชมธรรมชาติในเส้นทาง Oirase Gorge trail โดยลงรถ Bus ระหว่างทางแล้วเดินสวนลำธารไปยังทะเลสาบ


     หรือเลือกเดินจากทะเลสาบลงไปตามกระแสน้ำแล้วขึ้นรถบัสกลับ หรือจะเดินทั้งไปและกลับก็ได้ครับเพราะรถบัสนานๆมาคัน
ประมาณชั่วโมงละคันครับ

     ช่วงเวลาที่เราไปคือสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม ใบไม้เพิ่งเริ่มเปลี่ยนสีจึงมีสีเขียวกับสีเหลืองเป็นส่วนใหญ่ครับ ต้นที่แดงแล้วมี
น้อยมากครับ

     ระยะทางตลอดเส้นทางเดินป่าของ Oirase Stream Walking 9 กม. แต่เราไม่มีเวลาทั้งวันเลยเลือกเดินแค่ 1 ป้ายรถประจำทาง
ประมาณเกือบ2 กม. จากทะเลสาบ มาที Choshi Grand Waterfall ตรงนี้มีจุดจอดรถสำหรับนักท่องเที่ยว 

     และไฮไลท์ของเส้นทางนี้ก็คือน้ำตก Choshi Ootaki Waterfall น้ำตกที่เกิดจากการไหลผ่านพื้นที่ต่างระดับของลำธาร Oirase 
จุดนี้คนมาถ่ายรูปกันมากมายจริงๆครับ

     นักท่องเที่ยวที่ดูจะเยอะกว่าชาติอื่นๆที่ Choshi Ootaki Waterfall นี้น่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนตรับ มีประมาณ 2 บัสที่จอดจุดจอด
รถนอกนั้นก็เป็นคนญี่ปุ่นวัยเกษียณที่ขับรถมาเที่ยวกัน

     Goryo Waterfall หนึ่งในน้ำตกสิบกว่าสายที่ไหลจากหุบเขาโออิราเซะ(Oirase Gorge) ลงสู่ลำธารโออิราเซะ(Oirase Stream) 
อยู่ไม่ไกลจาก น้ำตก Choshi Ootaki Waterfall ขากลับเราไปรอรถ JR Bus ที่ป้าย Grand Waterfall   อยู่ตรงข้ามลานจอดรถอีกฝั่ง
ของลำธารเพื่อกลับไปลานจอดรถริมทะเลสาบนั่ง 1 ป้ายเท่านั้นครับลงป้าย Nenokuchi เนื่องจากเรามี JR Pass อยู่แล้วก็ขึ้นได้เลย
ครับไม่ต้องเสียตังค์อีก 


     มาถึงก็หาอะไรกินกันก่อนครับค่อยไปกันต่อ มีร้านอาหารอยู่หลายร้านเมนูขึ้นชื่อก็พวกเมนูอาหารที่ทำจากปลาสดครับ นอกจาก
อาหารแล้วขนมที่นี่อร่อยหลายอย่างส่วนใหญ่ก็แปรรูปจากแอ๊ปเปิ้ลครับ

     อิ่มกันแล้วก็เดินทางกันต่อครับไปจุดที่เรียกว่าโอกุเสะ(Okuse) ระยะทาง 9.5 กม. จากตรงนี้ (พิกัด 40.429662, 140.895472) 
พิกัดนี้คือลานจอดรถครับจอดรถเสร็จก็เดินไปทางริมทะเลสาบได้เลยครับแต่ถ้านั่งรถบัสก็นั่งไปลงป้าย Towadako

     เป็นลานจอดรถที่มีสีสันมากครับ ค่าจอดรถตรงนี้ 500 เยน แต่ตรงริมทะเลสาบที่เราจอดเมื่อเช้าไม่เลยตังค์นะครับ อาคารสีส้มๆ
ซ้ายมือคือห้องน้ำครับเดินมาทางห้องน้ำแล้วเลี้ยวซ้ายจะเห็นร้านค้าเยอะๆเดินไปทางร้านค้าแล้วตรงไปทางทะเลสาบเลยครับ


     เดินมาชมวิวริมทะเลสาบใบไม้ยังไม่ค่อยเปลี่ยนสีมากนัก มาถึงตรงนี้พบกับทัวร์จีน 2 บัสที่เจอที่น้ำตก หากนั่งเรือล่องทะเลสาบ
เค้าจะพามาวนๆแถวนี้ด้วยครับแต่ไม่แน่ใจว่าจอดให้ขึ้นหรือเปล่า
     ทะเลสาบโทวาดะ(Lake Towada) เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติโทวาดะ ฮาจิมันไท(Towada-Hachimantai National Park) 
และยังทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะหลักของประเทศญี่ปุ่น ทะเลสาบแห่งนี้เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่นิยมที่สุด
แห่งหนึ่ง

     รอบๆทะเลสาบโทวาดะเป็นป่าหนาทึบระยะกว้างหลายร้อยเมตรเหนือระดับผิวน้ำ บริเวณรอบๆก็ยังคงสภาพเป็นธรรมชาติ ยกเว้น
เมืองเล็กๆที่ชื่อว่ายาซูมิยะ(Yasumiya) ที่ได้รับการพัฒนา เป็นศูนย์กลางการขนส่ง

     จากริมทะเลสาบมีทางเดินขึ้นเขาเตี้ยๆ ไปยังศาลเจ้าโทวาดะ(Towada Shrine)ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เข้ามาก็รู้สึกเย็นเลยครับ
เพราะตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนที่มีอายุนับร้อยปีแต่ละต้นมีขนาดสูงใหญ่มาก ลงจากศาลเจ้าไม่ต้องเดินกลับทางเก่าครับเลี้ยวซ้ายจะไป
ออกบริเวณร้านค้าใกล้ลานจอดรถเลย



    ก่อนกลับเราแวะไปที่จุดชมวิวคังโคได(Kankodai) กันก่อนครับพิกัด  40.440849, 140.917749 เป็นจุดชมวิวบนยอดเขา จุดนี้
ไม่มีรถประจำทางผ่านครับทางค่อนข้างแคบและชัน แต่ก็ไม่ค่อยมีรถขึ้นมาหรือวิ่งสวนลงมากนัก


     วิวจากจุดชมวิว Kankodai มองเห็นทะเลสาบ Towada ได้แบบเต็มๆตากับป่าที่กำลังเริ่มเปลี่ยนสี หากมาหลังจากนี้สักสัปดาห์น่า
จะได้ชมสีสันงดงามกว่านี้

     เราสามารถขับรถวนลงไปตามถนนเส้นนี้โดยไม่ต้องย้อนกลับทางเดิมจะไปเชื่อมกับถนนเส้นหลักเส้นทางเดิมที่เรามาเมื่อเช้า พอ
เจอสามแยกเลี้ยวซ้ายแล้วไปเลี้ยวขวาอีกทีตรงสะพานที่เราเดินชมเส้นทางลำธารโออิราเซะ 


      เราใช้เส้นทางเดิมกลับแต่จะแวะขึ้นกระเช้าที่ Hakkoda Ropeway กันก่อน แต่แผนก็ต้องเปลี่ยนครับ เพราะกะเวลาแล้วถ้าขึ้นกระเช้าคงถึงอาโอโมริมืดยิ่งฤดูนี้ 5 โมงก็มืดแล้วเราเลยตัดสินใจไม่ขึ้นดีกว่า

     อีกอย่างอากาศก็เริ่มครึ้มเหมือนฝนจะตกครับ มีบางช่วงที่ลงเม็ดปรอยๆด้วย ช่วงขึ้นเทือกเขา Hakkoda ใบไม้มีสีสันมากขึ้นตลอด
เส้นทางช่วงไหนมีจุดจอดรถได้ ก็จอดถ่ายภาพไปตลอดทางครับ


     เทือกเขา Hakkoda และบริเวณรอบทะเลสาบ Towada เป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Towada-Hachimantai National Park 
ครอบคลุมพื้นที่รอยต่อจังหวัด Aomori และจังหวัด Akita

        สีสันของเทือกเขา Hakkoda บริเวณจุดจอดรถระหว่างทาง(พิกัด 40.649355, 140.850491) ใกล้ๆกันนี้มีบ่อน้ำพุร้อน 
Jigokunuma Swamp และเรียวกังอยู่ด้วยครับ

     ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นเส้นทางเทรลเดินไปสู่ยอดเขา Hakkoda จุดที่มีสถานีรถกระเช้า ใครอยากจะลองเดินดูก็ได้ครับแต่ผมไม่รู้ว่า
มันกี่กิโลครับ ใช้ Google Street View ดูได้ครับมีวิวตลอดเส้นทางแต่พล็อตหาระยะไม่ได้ตครับ

     ได้เวลากลับสู่อาโอโมริ เราขับผ่าน Hakkoda Rope Way ไปอย่างเสียดายแต่ก็ไม่เป็นไรครับเพราะสิ่งที่เห็นวันนี้ก็คุ้มค่ากับการ
มาเยือน Aomori แล้ว เรามีนัดคืนรถตอน 6 โมงเย็นพาสมาชิกไปส่งโรงแรมก่อนแล้วไปคืนรถถึงร้านเลยเวลาไปเล็กน้อยครับ
     พรุ่งนี้เราจะอำลา Aomori ไปจังหวัดอิวาเตะ(Iwate) ล่องเรือโตรกผา Geibikei Gorge แล้วต่อไปจังหวัดมิยางิ(Miyagi) ไปนอน
ค้างที่ Naruko-Onsen ครับ เราจะนั่ง Shinkansen กัน 2 รอบ ซึ่งเราสำรองที่นั่งไว้ล่วงหน้าแล้ว พบกันใหม่รีวิวตอนหน้าครับ





Create Date : 18 ธันวาคม 2559
Last Update : 18 ธันวาคม 2559 21:34:50 น.
Counter : 675 Pageviews.

0 comment
[Autumn in Tohoku] - Aomori


   ทริปนี้เหมือนๆทริปอื่นๆของผม คือเริ่มจากตั๋วเครื่องบินราคาโปรโมชั่น คราวนี้ได้ตั๋วโปรจาก Thai AirAsia X บินตรงดอนเมือง-นาริตะ 
ได้ตั๋วมาแล้วก็จัดทริปกันเลยครับมีเวลา 7 วันไม่รวมวันไป-กลับ เท่ากับมีวันเที่ยว 5 วันเต็ม แต่แถบโตเกียว คันไซ ผมไป 2 รอบแล้วเลย
มองหาที่ใหม่แล้วก็มาลงตัวที่ภูมิภา๕ Tohoku หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น โปรแกรมก็เลยได้มาตามนี้ครับ

   - วันแรก เดินทางจากดอนเมืองไปนาริตะพักอูเอโนะ
   - วันที่ 2 นั่งชินกันเซนจาก Ueno ไป Aomori ฝากกระเป๋าที่โรงแรม รับรถ แล้วขับไปเที่ยว Mt Nakano-momiji เที่ยวสวนแอปเปิ้ล
      แล้วกลับมา Hirosaki Castle กลับที่พัก
   - วันที่ 3 เช้าไป ตลาดปลา Furukawa แล้วขับรถไป ทะเลสาบโทวาดะ(Towada-ko) ขากลับแวะชมวิวบนเขา Hakkoda แล้วกลับ 
      Aomori ตืนรถ
   - วันที่ 4 ขึ้น Shinkansen ไปลงสถานี Ichinoseki ฝากกระเป๋าใน Locker แล้วต่อรถไฟสาย JR Ofunato Line ไปลง สถานี 
      GEIBIKEI ล่องเรือโตรกผา Geibikei Gorge แล้วกลับไปสถานี Ichinoseki นั่ง Shin Kansen ต่อไป Furukawa แล้วต่อรถไฟสาย 
      JR Rikuu-East Line ไปลงสถานี NARUKO-ONSEN พักที่ออนเซน
   - วันที่ 5 ขึ้นรถบัสไป Naruko Gorge แล้วกลับมาขึ้นรถไฟกลับ Furukawa เพื่อต่อ Shin Kansen กลับ Ueno พัก Ueno
   - วันที่ 6 จาก Ueno นั่ง Ltd. Exp Hitachi ไปลงสถานี Katsuta แล้วต่อรถบัสไป Hitachi Seaside Park ดูทุ่งดอกโคเชีย(Kochia)
      แล้วกลับโตเกียว Shopping ช่วงบ่าย
   - วันที่ 7 กลับเมืองไทย

จัดโปรแกรมเสร็จก็มาดูที่พาสกันมี 2 ทางเลือก
   - ทางเลือกแรก JR Pass แบบปกติ ใช้งานได้ 7 วัน (นับติดต่อกัน ) ขึ้นได้ทกุอย่างที่เป็นของ JR ยกเว้น ชินคันเซ็นบางเส้น ราคา 28,300 เยน
   - JR East Pass ใช้งานได้ 5 วัน(ไม่จําเป็นต้องติดต่อกัน) ขึ้นรถไฟ JR ได้ทุกเส้น, รถไฟ ท้องถิ่นได้บางเส้น แต่ไม่รวม JR Bus ใน ภูมิภาค ราคา 22,000 เยน 

  เนื่องจากตารางเที่ยว 7 วันพอดีและผมต้องการใช้ Narita Express ทั้งวันไปและวันกลับเลยตัดสินใจเลือกแบบแรกครับ

วันเรก กรุงเทพ - โตเกียว

     เที่ยวบินเราออกจากดอนเมืองเกือบ 11 โมงถึงสนามบิน Narita Terminal 2 ประมาณทุ่มผ่าน ตม. น่าจะประมาณชั่วโมงนึงผมลุ้น
อยู่ว่าจะไปทันสำนักงาน JR ปิดรึเปล่าเพราะต้องเอา Voucher ที่ซื้อจากเมืองไทยไปแลก JR Pass

     เที่ยวบินที่ผมนั่งไปค่อนข้างจะเต็มครับ ถึงนาริตะพร้อมกับเที่ยวบินของคาเธ่ย์แปซิฟิก คนก็เลยเต็มที่ช่อง ตม. แต่สักพัก
เจ้าหน้าที่มาตัดแถวช่วงก่อนหน้าผม 5-6 ตนแล้วให้เดินตามไปอีกห้องซึ่งเป็นเคาท์เตอร์ ตม. เหมือนกันเลยใช้เวลาเร็วมากลงมา
กระเป๋ายังไม่มาเลยต้องรอสักพัก พอได้กระเป๋าผ่านด่านศุลกากรก็ไม่นานครับ

   พอผ่านศุลกากรออกมาด้านนอกลงบันไดเลื่อนไปอีกชั้นครับจะเห็นออฟฟิศ JR EAST Travel Service Center มีแถวอยู่ยาวพอ
สมควรเรารีบไปต่อแถวเจ้าหน้าที่ขอดู Voucher แล้วเอาเล่ม JR Pass มาให้เรากรอกรายละเอียดตามพาสปอร์ต แต่ยังไม่ทันถึงคิว
สำนักงานก็ปิดครับ เค้าก็ตัดแถวเลยใครยังไม่พ้นประตูเข้าไปอด

   แต่ไม่ต้องตกใจครับกลับหลังหันจะเห็นห้องขายตั๋ว JR ป้ายสีเขียวเราก็เอาเอกสารไปยื่นที่ช่องนั้นครับ เจ้าหน้าที่จะ Validated 
JR Pass ให้เค้าจะถามเราว่าเริ่มใช้วันไหนเราก็บอกไปว่าวันนี้ พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ทำสำรองที่นัก Narita Express (NEX) รอบ 
20.47 ไปลงสถานีโตเกียว ใช้เวลา 56 นาที

   ถึงสถานี Tokyo ไปต่อรถไสาย Yamanote Line ครับลงจาก NEX ก็เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ Yamanote Line เป็นรถไฟสายสีเขียว
อ่อนวิ่งแบบ Loop Line คือวนซ้ายกับวนขวา พอถึงทางขึ้นก็อ่านป้ายสักนิดครับว่าต้องขี้นชานชลาไหน เพราะเราจะไปสถานี Ueno 
ซึ่งห่างกันแค่ 5 สถานีถ้าขึ้นผิดฝั่งก็ City Tour ล่ะครับวนรอบโตเกียว 1 รอบ 
   ใช้เวลา 8 นาทีเราก็มาถึงสถานี Ueno เดินไปตามป้ายสีเหลืองที่เขียนว่า iriya exit ออกทางออกนี้ครับ พอออกมาด้านนอกจะมี
บันไดเลื่อนลงไปด้านล่างเป็น Sky walk ด้านขวาจะเห็นตึก OIOI ก็ไม่ต้องสนใจเดินตรงลอดใต้ทางด้วนแล้วครงตลอด จะมีทาง
ลาดและบันไดเลื่อนลงแต่ตอนนี้ดึกแล้วมันไม่เลื่อน ก็ลงบันไดปกติด้านซ้านครับ ลงไปจะเห็นร้าน Lawson ด้านขวาเดินตรงผ่าน
หน้าร้านไป จะเจอสี่แยกเลี้ยวขวาไปเจอสี่แยกอีกทีเลี้ยวซ้าย เห็นร้าน Lawson โรงแรมอยู่ติดร้านครับเข้าไปเลย

   ที่พักคืนนี้เป็นแบบฟูกห้องใหญ่ดีครับ มีห้องอาบน้ำและห้องสุขาแยกเป็นสัดส่วนทำภาระกิจพร้อมกันได้ไม่ต้องรอคิวครับ ที่นี่คือ
โรงแรม Ueno New Izu Hotel 

วันที่ 2 สู่อาโอโมริ AOMORI 

     เช้าวันที่ 2 เราเช็คเอาท์ออกกันแต่เช้าเพื่อให้ทันขบวนรถชินกันเซน SHINKANSEN HAYABUSA 1 ซึ่งออกเวลา 6.38 น. ไป 
ลงสถานี Shin-Aomori และเนื่องจากเมื่อคืนเรามาถึงดึกเลยยังไม่ได้สำรองที่นั่งรถไฟขบวนนี้ไว้ เรากลับไปที่สถานี Ueno เข้าทาง
เดิมที่ออกมาเมื่อวานก็คือ iriya exit เข้าไปแล้วก็ดูป้าย Sinkansen สีน้ำเงินเป็นรูปหัวรถไฟ Shinkansen เดินตามป้ายไปจะเจอ 
JR Office เข้าไปยื่น JR Passให้เจ้าหน้าที่ทำการสำรองที่นั่งดดยบอกปลายทางและรอบรถที่เราต้องการได้เลยครับ


     จุดเด่นของรถไฟ Shinkansen สาย Tohoku คือจากโตเกียวมันจะมีรถ 2 ขบวนติดกัน ขบวนสีแดงคือ Komachi ส่วนสีเขียวคือ
Hayabusa ทั้ง 2 ขบวนนี้จะวิ่งพ่วงกันไปจนถึง Morioka แล้วจะตัดขบวนโดยขบวน Komachi จะวิ่งต่อไปที่ปลายทางจังหวัด Akita
ส่วน Hayabusa จะวิ่งต่อไป Aomori

     ก็ไม่ต้องกังวนครับว่าจะขึ้นผิดขบวนมั๊ย เพราะตอนทำสำรองที่นั่งเค้าจะระบุขบวนรถและหมายเลขที่นั่งบนบัตรโดยสารตอนไปรอรถก็
ดูที่พื้นเลยครับ จะมีสติ๊กเกอร์ติดไว้เป็นเลขขบวนรถก็ไปยืนรอให้ตรงเลขครับ 

     ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่งโมงเราก็มาถึงสถานี Shin-Aomori เราต้องต่อรถไฟสาย JR Ou Line for AOMORI เพื่อไปลงสถานี Aomori แค่ 1 สถานีครับ มาถึงสถานี Aomori แล้วเราจะเจอ JR Office เข้าไปจองตั๋ว Shikansen ที่เราต้องนั่งตลอดทริปกันเลยครับ 
วิธีก็คือทำการบ้านมาก่อนโดยเช้าเวป Hyperdia.com แล้วทำรูทที่เราจะไปในแต่ละวัน ต้องนั่ง Shinkansen จากไหนไปไหนบ้าง
เวลากี่โมง เจ้าหน้าที่จะทำการสำรองที่นั่งแลเวออกตั๋วให้ คราวนี้เราก็เดินทางอย่างสบายใจได้ครับ ออกจากสถานีมาเลี้ยวซ้ายจะ
เห็นตึกสีแดงๆนั่น เดินไปข้ามทางม้าลายแล้วเดินตรงไปประมาณ 100 เมตรถึงโรงแรมที่เราจองครับ


     เราพักกันที่ Hotel New Murakoshi 2 คืน ห้องพักแคบมากสำหรับ 2 คน พอวางกระเป๋าก็แทบไม่มีทางเดินและค่อนข้างสะอาด
น้อยไปหน่อยอาจเป็นเพราะห้องแคบมากจนทำความสะอาดยากและมีกลิ่นบุหรี่จนต้องเปิดหน้าต่างนอน ข้อดีคือใกล้สถานี มีที่จอด
รถและราคาประหยัด


     อาดารสีแดงที่อยู่เยื้องๆโรงแรมคือพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านเนบูตะ Nebuta House Warasse มีอาคารภายนอกปกคลุมด้วยแผ่น
โลหะสีแดงมีความโดดเด่น ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของสถานีรถไฟอาโอโมริ ภายในจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเทศกาลเนบูตะมัตสุริ 
(Nebuta Matsuri) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงต้นเดือนสิงหาคม

     เลยไปด้านหลังอาคารคืออ่าวอาโอโมริและสะพานข้ามอ่าว สะพานนี้ทำเชื่มถนน 2 ฝั้งของอ่าวมีท่าเรืออาโอโมริและสถานีรถไฟ
อยู่ด้านล่างเรือลำสีเหลืองนั่นคือเรืออนุสรณ์ฮักโกดามารุ(Hakkodamaru Memorial Ship) เดิมเคยเป็นเรือข้ามฟากระหว่างเกาะ
ฮอนชูและเกาะฮอกไกโด โดยออกจากท่าเรืออาโอโมริ จนกระทั่งในปี 1988 ทางการได้เปิดใช้อุโมงค์เซคัง(Seikan) เรือฮักโกดามารุ
จึงกลายเป็นเรืออนุสรณ์ให้ระลึกถึงอดีต โดยจอดอยู่อย่างถาวรใช้เป็นพิพิธภัณฑ์เรือ



    สำรวจรอบๆที่พักกันแล้วก็ไปรับรถกันครับ จากที่พักเดินไปประมาณ 900 เมตรก็ถึง Times Car Rental อยู่ตรงข้ามสถานีตำรวจครับ ยื่นเอกสารการจอง พาสปอร์ต และใบขับขี่สากลให้เจ้าหน้าที่เลยครับ

    เราจองรถผ่าน Rentalcars.com เข้าไปจองเค้าจะให้ระบุสถานที่ที่เราต้องการใช้รถ รุ่นหรือขนาดที่ต้องการ ผมเลือกรถ 8 ที่นั่งเพราะไปกัน 7 คนได้ Nissan Van มากว้างนั่งสบายครับ ญี่ปุ่นขับรถง่ายเพราะฝั่งเดียวกับบ้านเรา รับรถเสร็จก็ตั้ง GPS ไปยังจุดหมายแรกกัน
เลย 

     จุดหมายแรก Mt. Nakano-momiji จาก Aomori เราขึ้นทางด่วนไปยัง Momiji Yama GPS มันพาเราขึ้นทางด่วนก็เลยขึ้นตรับ ขึ้น
ทางด่วนก็จะมีช่องรับบัตรอัตโนมัติไม่มีเจ้าหน้าที่ พอถึงทางลงก็มีตู้สอดบัตรคืนแล้วจะมีค่าทางด่วนโชว์ชึ้นมา 960 เยน มีช่องให้ใส่
เงิน ใส่ได้ทั้งแบงก์และเหรียญเสร็จแล้วก็มีเงินทอนออกมา ไม้กันก็จะเปิดอัตโนมัติครับไม่มีพนักงานเหมือนเดิม ลงทางด่วนก็ขับต่อ
ไปอีกไม่ไกลก็ถึงครับ (พิกัด 40.611102, 140.680459) ประมาณ 43 กม. ใช้เวลา 45 นาที

     พิกัดด้านบนนั้นคือลานจอดรถพอดีครับ เดินจากลานจอดรถลงมาไม่เกิน 50 เมตรจะถึงจุดชมวิวด้านบน เดินต่อไปอีกไม่ไกลจะ
เห็นทางเข้าด้านซ้ายมือเดินลงเนินไป สองข้างทางจะเป็นร้านขายขนม จนถึงด้านล่างมีสะพานแดงข้ามไปที่เกาะอีกฝั่งบนเกาะมีการ
แสดงพื้นบ้านให้ชมแต่ผมไม่รู้ว่ามีเฉพาะช่วงนี้รึเปล่าครับ

     จากบนสะพานแคงเห็นน้ำตกที่อยู่ด้านล่างเป็นน้ำตกเล็กๆ เสียดายที่ใบไม้เพิ่งเริ่มแดงหากแดงทั้งต้นคงสวยกว่านี้ ที่นี่มีคนมา
เที่ยวเยอะครับแต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนญี่ปุ่นวัยหลังเกษียณ ภูเขานากาโนะ-โมมิจิเป็นหนึ่งในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยมของ
เมืองคุโรอิชิ ทุกๆ ปีภูเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้แดง และตอนกลางคืนยังมีการจะแสดงแสงไฟที่ช่วยเพิ่มความสวยงามได้อย่าง
มากอีกด้วย


     บนเกาะพอมีต้นเมปิ้ลที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอยู่บ้างครับ จริงๆก็ไม่เชิงว่าเป็นเกาะเท่าไหร่นักแต่ลำธารช่วงนี้มันโค้งเกือบ 360 
องศาทำให้ดูเหมือนว่าเป็นเกาะ บนเกาะจะมีศาลเจ้านากาโนะตั้งอยู่ซึ่งบริเวณศาลเจ้าแห่งนี้มีต้นเมเปิ้ลอายุ 200 ปี และต้นสนซีดาร์
อายุกว่า 600 ปีอยู่ด้วย

    น้ำตกที่เห็นตรงสะพานแดงนั่นเดินลงไปด้านล่างได้ครับแต่เราต้องเดินข้ามสะพานกลับไปก่อน เพราะทางลงอยู่อีกฝั่งของเกาะ
เดินลงไปนิดเดียวครับช่วงทางลงก็มีต้นเมเปิ้ลเริ่มเปลี่ยนสีอยู่แต่ยังเป็นสีส้มไม่ถึงกับแดงครับ

    Fudo waterfall น้ำตกเล็กๆแต่ก็สวยเหมือนกันครับ แต่ไม่รู้ต้นน้ำมาจากไหนครับไม่ได้เดินขึ้นไปดู แต่ลำธารนี้ไหลไปรวมกับ
ลำธารสายใหญ่ที่มาจากทะเลสาบ Nijino Lake แล้วไหลรวมกับลำธารอีกหลายๆสายกลายเป็นแม่น้ำอิวากิ(Iwaki River)

      Aomori เป็นเมืองแห่งแอ๊ปเปิ้ล ทั้งเมืองใช้สัญลักษณ์เป็นรูปแอ๊ปเปิ้ลทั้งเสาไฟ ราวสะพาน โลโก้ต้างๆ แม้แต่ต้นไม้ริมถนนที่ปลูก
ในเมืองยังเป็นต้นแอ๊ปเปิ้ลแถมมีลูกด้วยครับแต่จะเป็นแอ๊ปเปิ้ลแคระที่ปลูกประดับสวนตามบ้าน ร้านขายผลไม้มีมากกว่าร้านสะดวก
ซื้อ มีผลิดภัณฑ์แอ๊ปเปิ้ลทั้งสดทั้งแปรรูปมากมาย  สวนแอ๊ปเปิ้ลมีตลอดสองข้างทางจากอาโอโมริมาที่ Mount Nakano-Momiji แวะ
ชมแวะชิมกันได้ครับ

     แอ๊ปเปิ้ลที่นี่หวาน หอม กรอบ อร่อยมากครับยิ่งสีเหลืองกลับลูกแดงไซส์ยักษ์ไม่รู้พันธุ์อะไรนี่อร่อยสุด หากไม่ได้ขับรถมาเอง
สามารถเดินทางมาที่ Mount Nakano-Momiji โดยขึ้นรถไฟ JR จากสถานี Aomori ไปลงที่สถานี Hirosaki แล้วให้เดินไปขึ้นสาย 
Konan Line นั่งไปลงที่สถานี Kuroishi จากนั้นนั่งรถประจำทาง Konan Bus สาย Okawara-Nurugawa Line ลงที่ป้าย Nakano 
Jinja Mae  ถ้าอยากเที่ยวสวนแอ๊ปเปิ้ลด้วยก็หลังป้ายรถ Bus ที่ลงก็มีสวนอยู่ครับ

      เราเดินทางกลับสู่ Aomori แต่ขากลับเราไม่ได้ขึ้นทางด่วนกลับทางเดิมเพราะไปแวะที่ Hirosaki Park กันก่อนระยะทาง
จาก Mount Nakano-Momiji ประมาณ 23.5 กม. ใช้เวลาประมาณ 40 นาที (พิกัด 40.611441, 140.464088) พิกัดนี้คือที่จอดรถ
เอกชนใกล้ประตู Ichiyo-Bashi Entrance จอดรถแล้วเดินออกมาจะเห็นสะพาน Ichiyo-Bashi Bridge เป็นทางเข้าสวน Hirosaki
ด้านตะวันตกเฉียงเหนือครับ

     เข้ามาด้านในมีศาลเจ้า Gokoku Shrine อยู่ใกล้ๆประตูทางเข้าเป็นศาลเจ้าชินโต เหมือนๆกับศาลเจ้าอื่นๆด้านหน้ามีบ่อน้ำให้ล้าง
มือล้างหน้าแต่ที่นี่จะมีภาพขั้นตอนการล้างให้ดูว่าล้างส่วนไหนก่อน-หลังครับ


     เดินเลยเข้าไปด้านในจะถึงถนนสายหลักที่มาจากประตูทางเข้าด้านเหนือ เลี้ยวซ้ายข้ามสะพาน Yoshita-Bashi Bridge แล้วเดิน
ขึ้นเนินไปจะพบกับ Ushitora turret น่าจะเป็นป้อมปราการของปราสาท Hirosaki ครับภายในสวนมีแบบนี้อีก 2 ป้อมทางด้านใต้คือ
Histujisaru turret และ Tatsumi Turret

     สวนสาธารณะฮิโรซากิเป็นหนึ่งในจุดชมดอกซากุระที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น รอบๆบริเวณปราสาทเต็มไปด้วยต้นซากุระที่มีมากกว่า 
2,500 ต้นหลากหลายสายพันธุ์ เสมือนอุโมงค์ดอกซากุระ พร้อมพื้นที่สำหรับนั่งปิกนิก มีบริการเช่าเรือพาย และเมื่อตกเย็นก็จะเปิดไฟ
ประดับประดาสวยงาม โดยเทศกาลดังกล่าวจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน – 5 พฤษภาคม เป็นประจำทุกปี นอกจากเทศกาลชมซากุระ
แล้ว ในฤดูหนาวของทุกปีจะมีการจัดเทศกาลตะเกียงหิมะ ซึ่งสวยงาม แปลกตาและน่าสนใจไม่แพ้กันเลยด้วย

     ต้นไม้ในสวนตอนนี้มีเปลี่ยนสีแค่บางต้นครับ ส่วนใหญ่ยังเขียวอยู่มีเหลืองบ้างเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นต้นซากุระที่กำลังผลัดใบ
ช่วงที่ผมไปเค้ากำลังเตรียมงานเทศกาลใบไม้ร่วงที่จะเริ่มงานวันที่ 23 พ.ย. มาเร็วเกินไปครับ สวนนี้เป็นจุดชมซากุระที่เป็นไฮไลด์
ของภูมิภาคนี้ครับ เพราะช่วงปลายเดือนมีนาคมดอกซากุระจะบานสะพรั่งทั้งสวน


     แล้วเราก็เดินมาถึงสะพาน Gejo-Bashi Bridge และปราสาท Hirosaki เห็นทีแรกก็งงๆครับ เอ๊ะใช่ตรงนี้มั๊ยทำไมไม่เหมือนในรูป
ในรูปปราสาทจะอยู่ริมกำแพงเลย ถ้าถ่ายรูปมุมนี้จะเห็นปราสาททั้งหลัง หันไปหันมาก็เลยรู้สาเหตุครับ เค้าย้ายปราสาททั้งหลังเข้าไปไว้ด้านในเพื่อทำการบูรณะฐานรากเสร็จแล้วก็จะยกกลับมา 


    ปราสาทฮิโรซากิ(Hirosaki Castle) ถูกสร้างขึ้นในปี 1611 โดยตระกูลซูการุ โครงสร้างปราสาทมีทั้งหมด 3 ชั้น ประกอบด้วย 
คูปราสาท ป้อม ประตูปราสาท และป้อมตามมุมปราสาท ตั้งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะฮิโรซากิที่มีพื้นที่ประมาณ 0.6 ตารางกิโลเมตร
โครงสร้างปราสาทเดิมที่มีทั้งหมด 5 ชั้น ถูกไฟไหม้จากเหตุการณ์ฟ้าผ่าในปี 1627 และได้สร้างขึ้นใหม่ในปี 1810 ให้กลายเป็นแบบ 
3 ชั้นในปัจจุบัน

     ปราสาทฮิโรซากิสามารถเข้าไปชมด้านในได้ค่าเข้าชม 310 เยนแต่เค้าปิด 5 โมงเย็น เราเดินมาถึงทางเข้าปราสาทนี่ก็ 4 โมงกว่า
แล้วเลยตัดสินใจว่าไม่เข้าดีกว่าครับ กลัวดูยังไม่ทันหมดเค้าปิดก่อน ก็เลยเดินกลับไปเอารถแล้วกลับอาโอโมริดีกว่าเพราะมืดเร็วไม่อยาก
ขับรถกลับตอนมืด แต่กว่าจะถึงอาโอโมริก็มืดกลางทางครับ เพราะมีรถติดบ้างเป็นระยะและแยกไฟแดงเยอะมาก

     วิธีเดินทางหากมารถสาธารณะ จากสถานี JR Hirosaki Station โดยสารรถบัส Dotemachi Loop Bus ที่วิ่งไปทางทิศตะวันตก 
ประมาณ 15 นาที ลงที่สถานี Shiyakusho-mae bus stop

     พรุ่งนี้เเช้าราจะไปตลาดปลา Furukawa แล้วขับรถไป ทะเลสาบโทวาดะ(Towada-ko) ขากลับแวะชมวิวบนเขา Hakkoda กัน




Create Date : 03 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2559 21:53:57 น.
Counter : 577 Pageviews.

0 comment
ไปขับรถเที่ยวกัน เยอรมัน ออสเตรีย เชค - Last day Munich


เรามาถึง 3 วันสุดท้ายของการเดินทาง สองคืนสุดท้ายเราจะกลับไปนอนที่มิวนิค มีเวลาเที่ยวในมิวนิควันกว่าๆ ส่วนใหญ่ก็คงให้เวลา
สมาชิกได้ช๊อปปิ้งกันครับ เพราะเช้าวันสุดท้ายของทริปเราจะออกไปสนามบินกันแต่เช้าเพื่อกลับไฟล์ท 11 โมงและถึงกรุงเทพเช้า
ของอีกวัน

เราเริ่มต้นวันด้วยการขึ้นไปเดินบนกำแพงเมืองโรเธนเบิร์กแต่เช้าเพราะสายๆเราจะขับรถกลับมิวนิคกัน และวันนี้เราจะใช้รถเป็นวัน
สุดท้ายวันที่เหลือในมิวนิคจะใช้รถไฟฟ้าเป็นหลัก อีกอย่างเราจองที่พักไว้กลางเมืองใกล้ Main Station คือเดินเที่ยวได้เลยไม่ต้อง
ขึ้นรถ

อย่างที่เคยบอกครับมาเที่ยวยุโรปอากาศแปรปรวนไม่แน่ไม่นอนจริงๆ เมื่อคืนก่อนเราเข้านอนฟ้าใสมากตื่นขึ้นมาฟ้าฝนอึมครึม จาก
โรงแรมเราขึ้นกำแพงเมืองมาทางประตู Rödertor ซึ่งอยู่เกือบติดโรงแรมเริ่มต้นด้วยการเดินเลี้ยวขวาไปทางด้านใต้ของเมืองก่อน

Gerlachschmiede เป็นหนึ่งในบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ที่สวยที่สุดในโรเธนเบิร์ก สร้างขึ้นในปี 1945 และเสียหายจากการถูกโจมตีทาง
อากาศ ในปี 1951 ได้รับการซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ ความโดดเด่นของบ้านโบราณหลังนี้อยู่ที่หน้าจั่วที่ละเอียดอ่อน ผสานกับความ
สวยงามของหน้าต่างสวยและสีสันของตัวบ้าน ประกอบกับรูปทบรงสามเหลี่ยมของตัวบ้านที่เกิดจากถนนสองเส้นมาบรรจบกันยิ่ง
ทำให้บ้านหลังนี้ดูโดดเด่น

เราเดินไปจนสุดกำแพงเมืองและวนกลับมาทางอีกด้านหนึ่งของซุ้มประตู Plonlein ที่เรามาเมื่อวาน ซึ่งแถวนี้เป็นจุดสุดท้ายของเมือง
โบราณโรเธนเบิร์กทางทิศใต้

ขากลับเราไม่ได้เดินกลับไปตามกำแพงแค่เดินผ่านซุ้มประตูแล้วเดินผ่านเมืองกลับไปโรงแรม เพื่อกินอาหารเช้าของโรงแรมซึ่งมี
อาหารให้เลือกเยอะพอสมควรครับ เสร็จสรรพจากอาหารเช้าก็ได้เวลาเก็บของเช็คเอาท์แล้วเดินทางกันต่อไปยังมิวนิค

เราขับรถออกจาก Rothenburg ob der Tauber มาท่ามกลางสายฝนที่พรำมาตลอดทางสู่สนามบินมิวนิค ด้วยระยะทางกว่า 260 
กิโลเมตร มีการทำถนนอยู่หลายช่วงครับทำให้ใช้เวลาค่อนข้างมากใรการเดินทาง มาถึงสนามบินก็แวะเติมน้ำมันคืนให้เต็มถังที่ปั๊ม
น้ำมันหน้าสนามบิน การคืนรถเราต้องไปที่จอดรถ P26 ชั้นล่างสุดจะมีจุดรับรถคืนของทุกบริษัทรถเช่า ขับตามป้ายเช้าไปครับในส่วน
ของ Sixt อยู่ด้านในจะมีเจ้าหน้าที่คอยโบกให้จอด และเนื่องจากเราซื้อประกันเต็มรูปแบบเค้าก็จะไม่เช็คอะไรมาก แค่ดูว่าเราเติม
น้ำมันเต็มถังรึเปล่า

คืนรถแล้วก็ลากกระเป๋าเดินตามป้ายเข้าไปยังอาคารเทอมินัลมีทางเดินเชื่อมเข้าไปในตัวอาคารครับ เข้าไปแล้วก็มองหาตู้สีแดงๆ
แบบนี้ครับเป็นตู้ขายตั๋วรถไฟใช้เงินยูโร ได้ทั้งธนบัตร เหรียญ และบัตรเครดิตครับ

ขั้นตอนการซื้อก็กดเมนูภาษาอังกฤษตรงรูปธงชาติอังกฤษ จากนั้นเลือก All Offer พอเมนูเปลี่ยนไปอีกหน้าเลือก Group Tickets ตั๋ว
ของเยอรมันนี่เราสามารถซื้อตั๋ว Group ได้ครับขึ้นได้ครั้งละไม่เกิน 5 คน ถ้าไปหลายคนซื้อ Group ประหยัดกว่าเยอะครับ แต่ถ้าคน
เดียวก็เลือก Individual Tickets พอเลือกแล้วเมนูจะเปลี่ยนไปอีกหน้าให้เลือก MVV Partners all day ticket เนื่องจากเราใช้เที่ยว
เดียวเพราะการเที่ยวในมิวนิคของเราเน้นเดินเที่ยวแต่ถ้าแผนการเที่ยวเป็นแบบอื่น อาจเลือก 3 Day Tickets ก็ได้ครับ พอเลือกแล้ว
เมนูจะเปลี่ยนไปอีกหน้าเพื่อให้เราเลือกจุดหมายปลายทาง ของผมที่พักอยู่แถว Center Station เลือก Muenchen HBF แต่ถ้าที่พัก
อยู่สถานีอื่นก็เลือกสถานีที่จะลงครับ ถ้าไม่มีเมนูให้เลือกก็ Key เลย มีแป้นให้พิมพ์ เลือกเสร็จเครื่องจะคำนวณค่าโดยสารให้จากนั้นก็หยอดเงินตั๋วก็จะออกมา

ได้ตั๋วแล้วก็เดินลงบันไดเลื่อนไปขึ้นรถด้านล่างเลยครับ จากสนามบินมิวนิคไป Center Station ได้ 2 สายคือ S1 และ S8 ไปสาย
ไหนก็ได้ครับแต่ S8 จะระยะทางสั้นกว่า

ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าบนขบวนรถไฟจากสนามบินมิวนิคถึง Central Station ทำให้รู้ว่าต้องเผื่อเวลาพอสมควรสำหรับวันกลับ
เพราะอาจตกเครื่องได้

ถึงสถานี Central Station เป็นสถานีปลายทางของทั้ง S1 และ S8 พอลงจากรถแล้วให้หาบันไดเลื่อนขึ้นมาเดินข้างบนครับไม่งั้นจะงง เพราะสถานีใหญ่มาก ถ้าออกผิดด้านขึ้นมาแล้วจะหาทางไปโรงแรมไม่เจอ ขึ้นมาด้านบนแล้วจะเห็นหัวรถไฟหลายชานชลา ให้
เดินตัดไปอักฝั่งครับจะเห็นร้านสตาร์บั๊ค ออกทางด้านนั้นเลย

ออกมาจะมองเห็นถนนฝั่งตรงข้ามระหว่าง 2 ตึกนั้นเดินเข้าไปตามถนนนั้นเลยครับโรงแรมที่เราพักจะอยู่ถัดไปอีกบล็อคนึง เดินไม่
ไกลครับประมาณสัก 200 เมตรอยู่ฝั่งขวา 


เดินไปถึงแยกแรกก็จะเห็นโรงแรม Hotel Bayer's อยู่ตรงสี่แยกพอดีครับ เค้าทาสีใหม่เป็นสีขาวแต่รูปในเวปเป็นสีน้ำตาลแดงทีแรกก็
มองดูอย่างไม่แน่ใจเท่าไหร่คิดว่ามาผิดที่ครับ แต่เห็นป้ายหน้าโรงแรมเลยมั่นใจว่ามาถูกแล้ว พนักงานที่นี่เฟรนด์ลี่มาก มีชากาแฟที่
ล๊อบบี้ให้ชงกินเองได้ตลอด แต่ถ้าเทียบกับราคาก็ควรจะมีแหละครับ ผมไม่บอกราคาดีกว่าเพราะมันแพงที่สุดตลอดทริปนี้

ฝนยังคงตกปรอยๆอยู่แต่ก็เป็นแค่ละอองเล็กๆ สมาชิกเลยขออิสระช๊อปปิ้งช่วงเย็น จากที่พักเดินกลับไปทาง Central Station พอถึง
แยกหน้าสถานีแล้วเลี้ยวขวาเดินตรงไป หรือจากหน้าโรงแรมเดินข้ามถนนแล้วเดินตรงไปเรื่อยๆจนเจอทางรถรางแล้วข้ามถนนข้าม
ทางรถรางไปเลี้ยวซ้ายเดินตรงไป มาถึงที่เดียวกันครับ เห็นประตูนี้ ถนนสายนี้ใครอยากซื้ออะไรก็เชิญตามอัธยาศัยเลยครับ

ขอแนะนำกระเป๋า Rimova กับ Samsonite ราคาครึ่งนึงของบ้านเราแถม Refund Tax ได้อีก นอกนั้นก็มี Zwilling มีอยู่หลายร้านพวก
ของแบรนด์เนมยุโรปมีครบทุกแบรนด์ และของที่ระลึกต่างๆครับ อีกอย่างมีซุ้มขายผลไม้อยู่หลายซุ้มแต่ผมไม่ได้ซื้อที่นี่ครับไปซื้อใน
ซุปเปอร์มาร์เก็ตทางเดินใน Subway ตอนกลับไปโรงแรม


จากหน้าต่างห้องนอนผมมองเห็นโบสถ์นี้ ตอนกลางคืนก็เลยเดินออกไปดูถือโอกาสไปเดินสำรวจรอบๆโรงแรมดูด้วย แต่ขอบอกว่าถ้า
เป็นกลุ่มผู้หญิงก็ไม่น่าออกมาเดินครับ มีความรู้สึกว่ามันไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ ผิดกับเมืองอื่นๆที่เราผ่านมาทั้งหมด ที่กลางคืนยัง
ออกมาเดินเล่นได้อย่างสบายใจ โบสถ์นี้คือโบสถ์ Sankt Paul หรือ St. Paul 

เช้าวันสุดท้ายของการเที่ยวเพราะพรุ่งนี้เราต้องออกไปสนามบินกันแต่เช้าเพื่อเดินทางกลับ เช้านี้เหมือนอากาศจะดีแต่ก็ไม่ดีทั้งวันครับ
พอสายเมฆก็เริ่มมากถึงตอนเที่ยงฝนก็ตกอีก เรียกว่าเดินถ่ายรูปแดดดีๆอยู่ฝนตกเฉยเลยครับ แผนวันนี้เราจะเดินเที่ยวไล่ไปเรื่อยๆ เพื่อ
ให้ง่ายแก่การรีวิวผมเรียงลำดับสถานที่ ทีผมไปตามหมายเลขในแผนที่ครับ

1. Landgericht Munchen

จากโรงแรมเราเดินมาทางถนนเส้นที่ตรงสู่ Central Station แล้วเดินเลี้ยวไปทางเดิมที่เราไปช๊อปปิ้งกันเมื่อวานครับ แวะถ่ายรูปกันที่หน้า
อาคารศาลยุติธรรมของมิวนิค



ข้ามถนนมาอีกด้านก็คือทางเข้าถนนสายช๊อปปิ้งที่มีประตูเมืองอยู่ข้างหน้าถนนที่เรามาเมื่อวาน มองไปฝั่งตรงข้ามเห็นอาคารศาล
ยุติธรรม (Landgericht München)

2. St. Michael’s Church

เดินตรงเข้าไปด้านในครับผ่านโบสถ์ St. Michael's Church วิหารของคณะเยซูอิต สไตล์เรเนสซองส์ สร้างขึ้นระหว่างปี 1593-1597 โดย
ดยุควิลเฮล์มที่ 5 ดยุคแห่งแค้วนบาวาเรีย ด้านหน้ามีรูปปันเซ็นต์ไมเคิลกำลังฆ่าอสูรลูซิเฟอร์ เห็นสองยอดโผล่มานั่นคือโบสถ์หัวหอม
หรือ มหาวิหารฟราวเอ็นเคียเช่อ (Frauenkirche) หรือ Church of Our Lady แต่เรายังไม่ไปครับ

3. Neaes Rathaus

เดินต่อไปเรื่อยๆถึงจัตุรัสมาเรียนพลัตซ์ (Marienplatz) เป็นจัตุรัสใจกลางของมิวนิคมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1158 เรียกว่าเป็นศูนย์กลางของ
มิวนิคเลยก็ว่าได้ครับ เป็นลานกิจกรรมที่มีคนมากมายจริงๆ ที่โดดเด่นที่สุดของจัตุรัสนี้คืออาคารศาลากลางเมืองหลังใหม่ (Neues 
Rathaus) อาคารสไตล์โกธิค ใช้เป็นสถานที่ดำเนินงานเกี่ยวกับสภาและรัฐสภาท้องถิ่น และเป็นสำนักงานของนายกเทศมนตรีนคร
มิวนิคด้วย สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1867-1908 เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของนครมิวนิคครับ

อาคารศาลากลางนี้มีนาฬิกาตุ๊กตากลครับ จะมีตุ๊กตาหมุนเต้นรำไปมาตรงหน้าต่างสีเขียวตามเสียงระฆังที่ประดับอยู่ข้างบน โดย
ตุ๊กตาจะเต้นเวลา 11.00 น. และ 12.00 น. ของทุกวัน และในช่วงเดือนมีนาคม-ตุลาคม จะเพิ่มรอบการแสดงในเวลา 17.00 น. ครับ 
ผมมาถึงทันได้ดูรอบ 11 โมงพอดี ตอนแรกไม่รู้ก็สงสัยว่าคนมายืนรออะไรกัน


ช่องที่ตุ๊กกตาออกมามี 2 ชั้น ชั้นบน บอกเล่าเรื่องราวของการเฉลิมฉลองการอภิเสกสมรสของดยุควิลเฮล์มที่ 5 แห่งบาวาเรีย กับ
เจ้าหญิง เรนาต้าแห่งลอร์แรน ส่วนชั้นล่างเป็นเรื่องราวการเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของกาฬโรคในมิวนิคที่ระบาดในปี 1517 ในมิวนิคมี
เทศกาลเต้นรำเฉลิมฉลองแบบนี้ เรียกว่าเทศกาลแฟชชิ่ง(Fasching) ในมิวนิค จัดขึ้นทุกๆ 7 ปี จะจัดขึ้นอีกทีในปี 2019 

4. Altes Rathaus

ถัดไปไม่ไกลคือศาลาเมืองหลังเก่า(Altes Rathaus) หรือ Old Town Hall สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 14 และปรับแต่งให้เป็น
ทรงโกธิคในศตวรรษที่ 15 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับความเสียหายอย่างหนักและมีการบูรณะอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เคยเป็น
ที่ทำการของเทศบาลและนายกเทศมนตรี ก่อนจะย้ายไปหลังใหม่ในปี 1874 ปัจจุบันส่วนหนึ่งของอาคารนี้ก็เป็นที่ทำการของสภา
เมือง บนยอดหอคอย เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ของเล่น(Spielzeugmuseum) รวบรวมของเล่นน่ารักๆไว้ให้ชมครับ

5. Heiliggeistkirche

 เดินลอดซุ้มหอคอยของ Old town Hall ไปจะพบโบสถ์ไฮลิกไกสท์เคียเช่อะ (Heiliggeistkirche) โบสถ์นี้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 
14 เป็นศิลปะแบบโกธิก

6. St. Peter’s Church

เลี้ยวขวาแล้วเดินย้อนกลับจะพบกับ วิหารซังคท์ พีเทอร์ เคียเช่อะ (Sankt Peter Kirche) หรือเซนต์ ปีเตอร์ครับ เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่
ที่สุดในมิวนิคสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 เริ่มแรกยังเป็นแค่โบสถ์เล็กๆอยู่ ก่อนจะโดนไฟไหม้ในปี 1327 จึงบูรณะสร้างใหม่แบบ
ที่เห็นในปัจจุบัน ในการบูรณะโบสถ์ได้สร้างหอคอยสูงกว่า 92 เมตร ภายในโบสถ์เข้าชมฟรีครับแต่ถ้าจะขึ้นหอคอยต้องเสียตังค์

ทางขึ้นหอคอยไม่ได้อยู่ในตัวโบสถ์ ต้องเดินอ้อมไปด้านหลังจะเห็นห้องขายตั๋วเล็กๆ คนละ 1.5 ยูโร เด็กนักเรียน 1 ยูโร กว่าจะเดิน
ขึ้นถึงยอดหอคอยใช้เวลานานมากครับ เพราะทางทั้งแคบและชันมีนักท่องเที่ยวมาขึ้นชมเป็นจำนวนมาก บางช่วงต้องหยุดรอเพื่อ
สลับคนขึ้น-ลง แถมขึ้นไปแล้วกว่าจะออกไประเบียงด้านนอกได้รอนานมากครับ

ออกมาระเบียงด้านนอกแล้วกว่าจะขยับมาถ่ายรูปด้านนี้ได้ก็ใช้เวลานานพอสมควรครับ ฝั่งนี้จะมองเห็นอาคารศาลากลางหลังใหม่ 
Neues Rathaus ได้แบบเต็มๆ ด้านหลังอาคารหลังคาสีเขียวถัดไปมีสวนคือพระราชวัง Munich Residenz เราจะไปกันช่วงบ่าย 

ด้านซ้ายมือคือโบสถ์หัวหอม มหาวิหารฟราวเอ็นเคียเช่อ (Frauenkirche) ซึ่งเป็นจุดหมายต่อไปที่เราจะเดินไปครับ ผมดูด้านนี้ได้
ด้านเดียวจะวนไปอีกด้านไปไม่ได้ครับรอคิวแบบไม่ขยับเลย เลยตัดสินใจลงดีกว่า ขาลงก็เหมือนขาขึ้นครับติดไปตลอดทางกว่าจะ
ลงถึงด้านล่าง

เรากลับลงมาด้านล่างเพื่อเดินไปโบสถ์หัวหอมหรือฟราวเอ็นเคียเชอะ Frauenkirche แต่เห็นคนเดินเข้าไปในศาลาว่าการเมืองกันเลยเดิน
เข้าไปดูบ้าง ด้านในเป็นโถงโล่งมีอาคารล้อมรอบ 


เลยเที่ยงมาแล้วแวะกินอะไรกันก่อนครับแล้วค่อยไปต่อ นั่งจิบเบียร์กินพิซซ่ากับขนมปังกระเทียมที่อร่อยมาก สายฝนปรอยๆเป็นละออง
เล็กๆยิ่งทำให้อากาศเย็นขึ้น ร้านนี้อยู่ทางไปโบสถ์หัวหอม

7. Frauenkirche

จากหน้าร้านก็มองเห็นมหาวิหารฟราวเอ็นเคียเชอะ Frauenkirche (Church of Our Lady) เป็นมหาวิหารคาธอลิคสไตล์โกธิค  ที่ใหญ่
ที่สุดในเยอรมนีตอนใต้ เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของมิวนิคเลยทีเดียว สร้างขึ้นในปี 1468 ใช้เวลาสร้างกว่า 20 ปี หอคอย
ทั้ง 2 สร้างเพิ่มเติม เริ่มแรกสร้างพร้อมกัน แต่หยุดการสร้างไปซักระยะหนึ่งเนื่องจากขาดเงินสนับสนุนการสร้างหลังจากนั้นก็เริ่มดำเนิน
ก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จในปี 1525 สูงกว่า 99 เมตร ตัววิหารสร้างด้วยอิฐสีแดง  

เข้ามาภายในตัวโบสถ์ จะเห็นรอยเท้าปีศาจ Teufelstritt (ทอยเฟลชตริทท์) ตามตำนานเล่าว่า เป็นรอยเท้าที่เกิดจากการกระทืบของ
ปีศาจที่โกรธแค้นมนุษย์ ที่ตกลงกันว่าจะต้องสร้างโบสถ์ที่ไม่มีหน้าต่างโดยจะไม่ขัดขวางการก่อสร้าง เพราะเชื่อว่าจะไม่มีใครกล้ามาสวด
มนต์ในโบสถ์ที่มืดทึบอย่างนี้ แต่พอสร้างเสร็จก็ไม่ได้ทำตามที่ตกลงกันไว้ มีการสร้างหน้าต่างรอบวิหารเต็มไปหมด เว้นไว้ที่มุมมืดที่
ปีศาจนั้นยืนอยู่จึงปรากฎรอยเท้าจนทุกวันนี้ 

มหาวิหาร Frauenkirche บรรจุคนได้กว่า 20,000 คนในการประกอบศาสนพิธี เสาที่ตั้งเรียงรายนี้สูงกว่า 72 ฟุต วิหารนี้ไม่เสียค่าเข้าชม
เปิดทุกวันตั้งแต่ 07.00-19.00 วันศุกร์เปิดถึง 18.00 น. วันอาทิตย์เปิดถึง 20.30 น. ปิดเฉพาะเมื่อมีการประกอบศาสนพิธี ส่วนหอคอย
ช่วงนี้อยู่ระหว่างบูรณะจึงปิดไม่ให้ขึ้นไปอย่างไม่มีกำหนด 


8. Bayerisches National Theater

ออกจากมหาวิหารฟราวเอ็นเตียเชอะฝนก็เริ่มลงเม็ดเลยหยุดพักให้สาวๆเดินดูของก่อน พอฝนซาก็ไปกันต่อครับ เราจะไป Munich 
Residenz กันต่อเดินผ่านจตุรัส Max-Joseph-Platz เป็นลานกว้างอาคารด้านหลังคือ  Bayerisches National Theater หรือโรงละครแห่ง
ชาติ มีอนุสาวรีย์พระเจ้ามักซิมิเลียนที่ 1 โยเซฟ อยู่ตรงกลาง พระองค์เป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งบาเยิร์นที่ปกครองระหว่างปี คศ 1799 - 
1825 และเป็นผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญของรัฐ เดิมทีพระองค์ต้องการให้เป็นอนุสาวรีย์ทรงม้า แต่ทรงสิ้นพระชนม์อย่างกระทันหันในปี 
คศ 1825 ฉบับร่างอันแรกจึงถูกนำมาสร้างแทนโดยเป็นรูปพระองค์ในท่านั่งกล่าวคำอวยพร ฝั่งซ้ายคือ Munich Residenz แต่เราเดินหลง
หาทางเข้าไม่เจอก็เลยเลยไปด้านหลัง

9. Hofgarten

เดินหลงมาถึงด้านหลังคือ Court Garden หรือ Hofgaten สวนโฮฟการ์เท็น เคยเป็นพระราชอุทยาน สร้างในปี 1613 ในรัชสมัยดยุคแม็ก
ซิมิเลียนที่ 1 ตามแบบสวนเรเนสซองส์ ต่อมาเสียหายจากสงคราม เลยสร้างและปรับเปลี่ยนใหม่ตามแบบอังกฤษอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ศาลาตรงกลาง Court Garden ชื่อ ศาลา Diana Temple

ดูร่มรื่นมาก

อีกด้านคืออาคาร Munich Residenz แต่ทางเข้าไม่ใข่ด้านนี้เลยต้องเดินอ้อมไปเข้าอีกด้านครับ

10. Munich Residenz

ในที่สุดก็เข้ามาด้านในแต่ตรงนี้คือลานกว้างชื่อ Odeonsplatz ซึ่งจะเจออาคาร Feldhernhalle สร้างปี 1841-1844 โดยพระเจ้า Ludwig 
ที่ 1 เพื่อเป็นเกียรติแก่แม่ทัพบาวาเรียในการทำสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ตรงกลางเป็นรูปปั้นแม่ทัพบาวาเรีย ด้านซ้ายคือ Cuvillies-
Theater เป็นโรงละคร ถ้าซื้อบัตรเข้าชมแบบชุดใหญ่จะเข้าชมในส่วนโรงละครนี้ได้ แต่เราไม่ได้เข้าก็ผ่านเลยครับ

Residenz Munich  ตัว Residenz แบ่งออกเป็นหลายส่วน ทั้งอาคารและสวน พระราชวังเรซิเด้นซ์ มุ้นเช่น (Residenz Munchen) ใช้เป็น
ที่ประทับและทรงงานบริหารบ้านเมืองของกษัตริย์และขุนนางแห่งแคว้นบาเยิร์นกว่า 500 ปี พระราชวังแห่งนี้ สร้างขึ้นในปี คศ 1385 เหตุ
ด้วยดยุกแห่งราชวงส์วิทเทลบาคส์ (Wittelbachs) ย้ายมาจากพระราชวังเก่า ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเนื่องจากเกิดเหตุปฏิวัติ ราชวงศ์
วิทเทลบาคส์ก็ได้ประทับที่พระราชวังใหม่นี้จนถึง คศ 1918 ก่อนเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี คศ 1920 และให้เรียกที่นี่ว่า เรซิเด้นซ์ มูเซอุ้ม (Residenz Museum) โดยจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งด้านการตกแต่งภายใน

ซึ่งจากการตกแต่งต่อเติมมาหลายยุคหลายสมัยตามรสนิยมของผู้ปกครองแต่ละพระองค์รวมทั้งสมบัติอันมีค่าที่ได้สะสมมา จึงทำให้
พิพิธภัณฑ์ขนาด 23,500 ตารางเมตร แห่งนี้มีความน่าสนใจยิ่งนัก เพราะมีศิลปะตั้งแต่ยุคเรอเรสซองส์ บาร็อก ร็อกโคโค ไปจนถึงนีโอ
คลาสสิกเลย น่าเสียดายที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชวังนี้ได้ถูกทำลายเสียหายไปมากมาย จนเหลือพื้นที่รอดพ้นเพียงแค่ 50 
ตารางเมตรเท่านั้น หลังจากปี คศ 1945 ทางการจึงต้องทำการบูรณะตัวอาคาร เฟอร์นิเจอร์ และงานศิลปะต่างๆขึ้นมาใหม่ให้มีลักษณะ
เดิมอย่างทุกวันนี้

การเข้าชมพระราชวัง จะไม่มีคนนำแต่เขามีหูฟังที่คอยอธิบายส่วนต่างๆให้ ซึ่งรวมอยู่ในค่าตั๋วเข้าชมแล้ว คนที่นำกระเป๋าใบโตมาก็ต้องฝากกระเป๋าไว้กับเจ้าหน้าที่ตรงบริเวณทางเข้าก่อน จำนวนห้องต่างๆมีมากมายถึง 130 ห้อง เดินกันขาขวิดเลยทีเดียว

เราใช้เวลาอยู่ใน Residenz Munich นานพอสมควรครับ ออกมาก็เย็นแล้วเราเลยเดินย้อนกลับมาที่ Marienplatz กันอีกครั้งแล้วก็ถึงเวลา
ที่ทุกคนรอคอยคือ อิสระช๊อปปิ้งแยกย้ายกันไปเจอกันที่โรงแรม

จบทริปขับรถเที่ยวยุโรป 3 ประเทศเพียงเท่านี้ครับ เช้าวันต่อมาเราออกจากโรงแรมแต่เช้าแต่ไปถึงแถวเช็คอินยาวมากเนื่องจากไฟล์ท
เมื่อวานโดนยกเลิกมารวมกับไฟล์ทวันนี้ครับ แต่เนื่องจากเราทำเวปเช็คอินมาล่วงหน้าเลยได้เช้าแถว Drop กระเป๋าซึ่งสั้นกว่าเยอะครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านครับ




Create Date : 17 กันยายน 2559
Last Update : 17 กันยายน 2559 22:14:48 น.
Counter : 753 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

BlogGang Popular Award#13



นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]