Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2563
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
 
25 กุมภาพันธ์ 2563
 
All Blogs
 
ถนนทุกสายมุ่งสู่เลห์ (6)

(ความเดิมจากเอนทรี่ย์ก่อน...)

ฉันนอนพักอยู่ที่ห้องของจูเลียตได้ไม่นานเท่าไหร่ เพราะในหัวมัวแต่กังวลถึง
เรื่องโน้นนี้เยอะไปหมดหรือบางทีก็แอบกลัวว่ากำลังฝันไป แล้วจะสะดุ้งตื่น
ขึ้นมาในหมู่บ้าน Koksar อีก จนแสงแรกของวันเริ่มมีและคนดูแลอาคารสถาน-
ที่มาเปิดประตูรั้วด้านนอกก่อนแปดโมงเช้า ฉันถึงโล่งใจและรีบลงไปแจ้งเรื่อง
เข้าพักกับพวกเขาทันที


“คุณนั่งรออยู่ตรงชั้นล่างตั้งแต่ตีสี่จนสว่างเลยเหรอ”

พวกเขาได้ฟังเรื่องการเดินทางมาถึงเลห์ตอนเช้ามาก ๆ ของฉันแล้วก็ดูตกใจ 

“มีผู้หญิงอังกฤษคนนึงลงมาเจอก่อน ก็เลยได้ไปพักที่ห้องนั้นจนเช้าค่ะ”

นี่ถ้าจูเลียตไม่ได้เดินลงมาเพื่อออกเดินทางก่อนไก่โห่ เจ้าหน้าที่ฯ อาจได้เจอ
คนมานั่งหลับตามอย่างที่ถามไว้แบบนั้นก็ได้ใครจะไปรู้ ฉันได้รับกุญแจห้องพัก
และกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มบางอย่างเพื่อใช้เก็บข้อมูลของผู้เข้าพัก รวมไป
ถึงต้องถ่ายรูปอีกต่างหาก แม้จะขอเจรจาให้ทำเรื่องนี้หลังไปอาบน้ำ ล้างหน้า
เปลี่ยนชุด ให้แลดูเป็นผู้เป็นคนกว่านี้จะได้มั้ย...แต่คนดูแลก็บอกว่าไม่เป็นไร 
 
ฉันกลับมาที่ห้องรับรองนั้นอีกหนสำหรับมื้อเช้าที่สั่งไว้  มีเพียงอาหารง่าย ๆ
อย่างไข่เจียว แพนเค้ก แล้วก็ชาแบบอินเดีย (Chai) ที่ทำใส่กระติกน้ำร้อนใบสูง
ไว้รีฟิล วันนี้คงเป็นเช้าวันแรกที่ตัวเองได้นั่งกินอาหารแบบไม่รีบร้อนและกังวล
เหมือนกับสามวันที่ผ่านมา บรรยากาศรอบข้างดูเปลี่ยนไปเหมือนไม่ใช่อยู่ใน
อินเดีย โต๊ะของที่นี่่ถูกจัดเรียงวางไปตามแนวผนัง โดยหน้าตาของมันเป็น
เหมือนกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมที่สูงราวหนึ่งฟุตวางตั้งบังหน้าไว้ มีช่องที่เปิดโล่ง
เพียงแค่ฝั่งใน ส่วนที่นั่งมักจะเป็นเบาะปูรองกับพื้นห้องและตรงข้างฝา
เวลาเมื่อย ๆ ก็จะใช้หลังพิงผนังเอา...ถ้ายังนึกไม่ภาพออกก็ให้คิดถึงแนว ๆ
ทิเบตเข้าไว้ก่อนละกัน

 

 

“เธอเอาน้ำชาเพิ่มมั้ย ฟ้า” มีคนเรียกชื่อของฉัน เป็นใครก็ไม่รู้
เซอร์ไพรส์ ฟ้าเจอญาติหรืออย่างไร !?


“ฟ้าใช่มั้ย?” เจ้าของเสียงคนเดิม ที่เพิ่งเดินเข้ามาที่ห้องอาหารยังคงทักถาม
ด้วยชื่อที่ว่าอีกหน ฉันมีคนรู้จักในที่นี้เมื่อไหร่กันนะ... 

พอหันไปเห็นที่มาของเสียง ก็พบว่าเป็นผู้หญิงต่างชาติคนหนึ่ง ดูมีอายุแต่ก็ดู
แข็งแรงและไว้ผมยาวเธอเป็นเพื่อนของจูเลียตที่พักอยู่ห้องข้าง ๆ นั่นเอง หลัง
จากที่ตื่นมาเจอจดหมายน้อยฉบับนั้นเข้า ก็เลยคงเดาถูกว่าฉันคือบุคคลปริศนา
ที่ถูกเขียนถึง 

 

โซเฟีย มาจากอิตาลี...เธอเกษียณแล้วและเพิ่งเดินทางมาถึงเลห์ก่อนหน้าฉัน
เพียงวันเดียวแต่มาทางเครื่องบิน และด้วยความแปรปรวนของสภาพอากาศใน
ช่วงนี้ เที่ยวบินจากเดลีมาเลห์ก็มีปัญหาไม่แพ้กัน

เธอเล่าว่า มันถูกประกาศเลื่อนถึงสามหนจนเกือบถอดใจไปแล้ว…แต่ก็ยังดีที่
ไม่คิดเปลี่ยนใจ โซเฟียเพิ่งจะมาลาดักเป็นครั้งแรกเหมือนกัน ซึ่งผิดกับจูเลียต
ที่เคยมาเยือนถึงสามรอบแล้ว  ฉันมารู้ว่าในภายหลังว่าจุดหมายของจูเลียตที่
กำลังจะไปในเช้าวันนี้ก็คือ Tso Moriri ทะเลสาบแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของลาดัก
และเที่ยวรถโดยสารที่ว่า ก็จะมีเพียงแค่ทุกวันที่ 10, 20, 30 ของเดือนเท่านั้น
(รถจะวิ่งกลับเลห์ คือเช้าวันถัดไป) 

โซเฟียกับฉัน คุยกันพอประมาณก่อนที่จะแยกย้ายกันไปหลังมื้อเช้า เธอพร้อม
ออกเที่ยวแล้ว แต่ฉันยังลังเลอยู่ว่าร่างกายปรับตัวได้หรือยัง แต่ถึงอย่างนั้นก็
ไม่เคยเจออาการ AMS อะไรนั่นสักครั้งเดียว....
(เว้นก็แต่ PMS) 555
 

มาพูดถึงเรื่องที่พักกันสักนิดหน่อยดีกว่า 
หน้าตาของที่พักในเลห์ที่แรกคือ Ecology Hostel ด้วยความที่มาเยือนครั้งแรก
และคาดว่าคงจับทิศทางหาเกสเฮาส์ได้ลำบากแน่ ๆ ก็เลยต้องจองแหล่งพักพิง
เอาไว้ก่อน โฮสเทลนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของ
ลาดัก หรือ LEDeG (Ladakh Ecological Development Group)

รูปทรงของตัวอาคารออกแบบมาให้เข้ากับสภาพแวดล้อมดูกลมกลืนไปกับ
ท้องถิ่น  ภายในห้องพักมีแค่เตียงนอน ปลั๊กไฟ และชั้นวางของตรงหัวเตียง
เราว่ามันดูเหมือนกับหอพักมากกว่า ไม่มีเครื่องทำความร้อน แต่ในช่วงกลางคืน
ไม่ค่อยรู้สึกหนาวคงเพราะตัวอาคารมีผนังแบบที่เรียกว่า Trombe ...ส่วนเรื่อง
ของห้องน้ำจะมีให้เลือกทั้งแบบใช้น้ำปกติ และแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า compost
toilet ค่ะ  




Ecology Hostel 



ทางขึ้นไปยัง เจดีย์สันติภาพ สำหรับทางรถยนต์ ซึ่งจะอยู่คนละมุมกับทางขึ้นบันได


ที่ตั้งของโฮสเทลของฉันดูไกลจากแหล่งถนนคนเดินไปหน่อย มีจุดท่องเที่ยวที่
ใกล้ที่สุดก็คือ ‘เจดีย์สันติภาพ’ หรือ Shanti stupa ที่สร้างขึ้นจากการสนับสนุน
ของทางญี่ปุ่นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพโลก โดยสร้างเสร็จและส่งมอบ
ถวายให้กับองค์ทะไลลามะใน ปี ค.ศ. 1985  ก็นับว่าไม่ใช่สิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่
อะไรนัก แต่บนนั้นถือเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยดี ฉันตั้งใจจะขึ้นไปบนนั้นเพื่อดู
พระอาทิตย์ตกเป็นที่แรกเมื่อมาถึงเลห์ให้ได้ 

 

 

Leh - Ladakh 

ฉันรู้จักลาดักครั้งแรก ผ่านทางรีวิวหนึ่งในพันทิปประมาณปี 2008  และเมื่อเห็น
ภาพดังกล่าวก็แอบเพ้อเล็ก ๆ โดยการอัพสเตตัสบน Facebook ตอนโน้นว่า
"อยากไปเลห์"  แล้วอยู่ ๆ ก็ลืมมันไปซะงั้น วะฮะ ๆ แต่ทั้งนี้ระยะห่างของความ
อยากมาเยือนครั้งนั้นมันได้ทิ้งช่วงไว้นานมาก ก่อนจะกลับมาสนใจดินแดนนี้อีก
ครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา





บริเวณพื้นที่ Main Bazaar ถนนคนเดินใจกลางเลห์




ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะคะว่า “เลห์ ลาดัก” คืออะไรกัน?
บ่อยครั้งเราก็มักชอบพูดถึง ‘เลห์’ หรือบางทีก็ ‘ลาดัก’ สลับ ๆ ไป – คนอ่านก็คง
แอบสับสนไม่น้อยแหละว่าทำไมเราถึงไม่ใช้คำว่า Leh -Ladakh ควบไปให้สิ้น
เรื่อง คืองี้ LADAKH เป็นภูมิภาคและผู้คนท้องถิ่นดั้งเดิมก็คือ ชาวลาดัก (Ladakhi)

พวกเขามีภาษาพูดเป็นของตนเอง หากย้อนไปไกลนับแต่เก่าก่อนพื้นที่แห่งนี้
เคยเป็นส่วนหนึ่งของทิเบต แต่มีอำนาจการปกครองตัวเองอย่างอิสระและมี
พระราชาอีกด้วย

เลห์ (Leh) เป็นเมืองหลวงของลาดัก เขตปกครองฝั่งนี้มีประชากรส่วนมากเป็น
ชาวพุทธ นอกจากนี้ยังมีเมืองใหญ่ที่ชื่อว่า คาร์กิล (Kargil) ซึ่งตั้งอยู่อีกฟาก
หนึ่งใกล้กับเขตรัฐจัมมูและแคชเมียร์ ชาวลาดักที่อาศัยแถบนั้นโดยมากแล้ว
เป็นชาวมุสลิม


จากบันทึกเก่าของผู้ที่เคยไป จะพบว่าสถานภาพเดิมของลาดักนั้นเป็นส่วนหนึ่ง
รัฐจัมมูและแคชเมียร์ กระทั่ง วันที่ 8 สิงหาคม 2019 ลาดักได้รับการยกสถานะ
เป็นเขตปกครองพิเศษที่เรียกว่า ดินแดนสหภาพ หรือ Union Territory (ในชื่อ
Union Territory of Ladakh : UT Ladakh) แม้จะยังอยู่ดูไม่ลงตัวดีและเป็น
ทางการนักในช่วงนั้น แต่ท่าทีของฟากฝั่งทางนี้ดูจะยินดีกันมากกว่า ตรงข้ามกับ
ทางด้านจัมมูและแคชเมียร์ที่ถูกปรับสถานะเป็น Union Territory เช่นเดียวกัน
แต่กลับเกิดปัญหาความวุ่นวายและมีการประท้วงกันอย่างรุนแรงแทนเพราะมอง
ว่าเสียสิทธิและผลประโยชน์จากกฎหมายพิเศษสำหรับพื้นที่ของตัวเองไป  

 


สำหรับการท่องเที่ยวในลาดัก ฉันตั้งใจจะเที่ยวในเลห์ก่อนที่จะหาเรื่องออก
ตระเวนเที่ยวนอกเมือง โดยคิดว่าจะใช้รถประจำทางเหมือน ๆ กับที่เคยเที่ยว
ในเมืองอื่นของอินเดีย จากข้อมูลการเดินรถของที่นี่ก็ดูเหมือนจะไม่ยากอะไร
หากไม่ใช่พื้นที่พิเศษที่ต้องทำเรื่องขอใบอนุญาตก็คงไม่มีปัญหา 



ตัวอย่างตารางการเดินรถ จากสถานีขนส่ง


หลังจากเดินเล่นเพื่อสำรวจพื้นที่มาเรื่อย ๆ จนเจอทางเดินเชื่อมต่อไปยังตลาด
จากถนนชางสปา
จนถึง Main Bazaar ก็พบกับ คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านจำหน่าย-
อุปกรณ์สำหรับเทรก ตัวแทนการท่องเที่ยวและร้านขายของที่ระลึกมากมายเต็ม
ไปหมดโดยมากก็เป็นสินค้าที่หน้าตาเหมือนจะเป็นท้องถิ่น อย่างเช่นพวกภาพ
ทังกะ (Thangka) ธงมตรา กำยานหอม เครื่องประดับ เสื้อผ้า...ฯลฯ ซึ่งคนที่มา
ทำมาค้าขายโดยมากแล้วก็มาจากทางแคชเมียร์น่ะสิ

ภายหลังที่มีถนนเชื่อมต่อจากโลกภายนอกเข้าสู่พื้นที่แห่งนี้ในปี ค.ศ. 1974 
ลาดัก เริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งการถูกกลืนกินด้วยกระแสของโลกยุคใหม่ 
พ่อค้าต่างถิ่นที่เข้ามาทำการค้าขาย  และนักท่องเที่ยวต่างแดนที่มาเยือน
ผลกระทบบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นและอาจหลงเหลืออยู่คือมีคนรุ่นใหม่บางส่วน
ปฏิเสธวัฒนธรรมของตัวเอง หรือในอีกกรณีคือมีหลายคนที่ลงไปเรียนหนังสือ
กันในเมืองใหญ่อย่างเช่น เดลี, จันดิการ์ และอื่น ๆ (ขณะนั้นลาดักยังไม่มีสถาน
ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย) พอเรียนจบกลับมาก็รับเอาอิทธิพลจากภายนอก
ติดกลับมาใช้  



จุดตรงนี้เรียกว่า Leh Gate เป็นหนึ่งในพื้นที่ ๆ วุ่นวายเสมอในทางจราจร


ดังนั้นภาพจำของเลห์ในช่วงแรก ๆ มันยังคงติดกลิ่นอายของอินเดียไปอย่าง
เลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่นการขับรถที่ขยันบีบแตรก็ด้วย (ฮา) ที่นี่มีสิ่งก่อสร้างใหม่ ๆ
ผุดขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน  โดยเฉพาะตรงถนนคนเดินบางครั้งพวกเขาก็รื้อถอน
ขุดเจาะและวางปูพื้นที่ใหม่กันแทบตลอดเวลา นี่ยังไม่รวมถึงเขตนอกเมือง
จึงไม่แปลกนักที่จะได้เห็นเหล่าคนงานจากเมืองทางตอนล่างของอินเดีย จะขึ้น
มาอาศัยอยู่กันเยอะพอสมควร 




ภาพจากบนรถมินิบัสในยามเช้า ที่มักจะได้เห็นเหล่าคนงานชาวอินเดียจากทางเมืองด้าน
ล่างมายืนรอขึ้นรถกันแถวนี้ โดยเฉพาะเที่ยวรถไป Choglamsar ที่เป็นชุมชนชาวทิเบต ก็
จะดูแน่นขนัดมาก ๆ ในรอบเช้าตรู่




ถนนคนเดินที่ดูไม่ต่างไปจากเมืองท่องเที่ยวอื่นในอินเดียที่ฉันเคยไป 



รถมอเตอร์ไซค์ Royal Enfield พาหนะคู่ใจของเหล่านักบิด ที่จอดทิ้งไว้ตรงข้างกำแพง



ตรอกทางเข้าแห่งหนึ่ง กับโรงแรมที่พักหลังใหม่เอี่ยมและร่องรอยสิ่งก่อสร้างเก่าก่อน



มีงานเทศกาลบางอย่างที่สนามโปโล ยังเห็นชาวเมืองท้องถิ่นสวมใส่ชุดแบบดั้งเดิมกันอยู่
แม้โดยมากจะเป็นผู้สูงวัยก็ตาม ทั้งนี้ชุด 'กอนชา' ตามอย่างที่คุณลุงใส่ หลายคนมักจะสวม
คู่กับหมวกปีกค่ะ (เป็นการประยุกต์ได้ลงตัวดี) 





พื้นที่ขายผักผลไม้ พืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน ที่ Main Bazaar
ผักเมืองหนาวน่ากินมาก ๆ เสียดายที่พักไม่มีพื้นที่ครัว เลยได้แต่ซื้อผลไม้มากินบ่อย ๆ 
โดยมากแล้วการชั่ง ตวง ยังคงใช้ตาชั่งแบบสองแขนที่เอาน้ำหนักถ่วงกันค่ะ 



ช่วงวันแรก ๆ เมื่อมาถึงเลห์ ฉันเดินเล่นในตัวเมืองพอให้รู้จักสภาพแวดล้อมพอ
หอมปากหอมคอ ไม่ได้เจาะลึกอะไรนัก แต่ก็ทำให้รู้ว่าเลห์นี่มีนักท่องเที่ยวที่
แวะเวียนมาเยือนอย่างไม่ขาดสายจริง ๆ ไม่ว่าจะขาจรหรือขาประจำ

หน้าใหม่อย่างฉันก็ไม่ค่อยเหงาหรือแปลกที่สักเท่าไหร่นะ อาจเพราะคุ้นกับ
เมืองหน้าตาแบบนี้มาก่อนก็ใช่ หรือได้เจอคนคุ้นหน้าแทบตลอดก็ว่าได้เลย
รู้สึกสบาย ๆ กว่าทริปอื่นในอินเดียจากที่ผ่านมา 

เห็นพอลยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ที่ถนนชางสปาหนสองหนก่อนที่จะไม่เจอกันอีก

จูเลียต กลับมาจากการเดินทางไกลไม่กี่วันหลังจากผิดหวังกับการไปเยือน
Tso Moriri เพราะลืมเรื่องทำใบอนุญาตขอเข้าพื้นที่ซะงั้น เธอว่าเลยเปลี่ยนไป
พักที่หมู่บ้านอื่นแทนและปลาบปลื้มกับที่นั่นมากเสียจนลืมทะเลสาบที่ว่าไป
อย่างไม่นึกเสียดายอะไร...

ส่วนนักเดินทางชาวฝรั่งเศสสองรายที่เคยเจอในหมู่บ้าน Koksar นั่นล่ะ
ฉันเข้าใจว่าพวกเขาถอดใจกลับมะนาลีไปนานแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะยังได้มาเจอ
กับพวกเขาในเลห์อีก สองคนนี้อยู่รอจนถนนเปิดและเดินทางด้วยรถโดยสาร
มาถึงที่นี่ ซึ่งก็ช้ากว่าฉันแค่ไม่กี่วันเท่านั้น (ยอมใจว่ะ)
  



จุดชมประอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดอยู่ที่ไหนในเลห์?  หากเอาความ
นิยมและเข้าถึงง่าย ฉันว่ามันน่าจะเป็นบนยอดเขาที่ตั้งเจดีย์สันติภาพนี่แหละ
ถ้ามาทางรถยนต์ก็สะดวกดี แต่ถ้าออกแรงเดินก็เหนื่อยกันหน่อย

หลังไม่พบปัญหาเรื่องโรคแพ้ที่สูง เย็นวันแรกที่อยู่เลห์ฉันจึงตัดสินใจเดินขึ้นไป
บนนั้นเลย  ตอนที่เห็นขั้นบันไดกับที่ตั้งของเจดีย์ขาว ความรู้สึกที่แสดงออกมา
ถึงจะไม่พูดอะไรดัง ๆ ก็เห็นสาวตะวันตกอีกราย ที่มายืนมองตรงนี้เหมือนกับฉัน
อดกลั้นขำไม่ได้  "โอ๊ย ... ฉันก็คิดว่ามันสู๊งสูง"

เราเดินขึ้นไปไล่ ๆ กัน แต่ไม่พร้อมกันหรอก เพราะต่างคนต่างมา บางทีฉันก็
แกล้งทำเป็นถ่ายรูปวิวเพื่อให้ดูเหมือนว่าไม่เหนื่อย  ต้องยอมรับว่าภาพมุมสูง
เมื่อเห็นจากบนนี้สุดยอดมาก

วิวของเมืองเลห์ในฤดูร้อนดูเป็นสีเขียวสวยดี ฉันชอบต้นป็อบล่าร์ในเวลานี้มาก
มันดูสูงชะลูดขึ้นแซมตามบ้านเรือนเยอะไปหมด ยกเว้นฝั่ง Old Town ที่ดูแล้ง
ถึงจะมีสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ขึ้นปะปะกับอาคารบ้านเรือนเก่า แต่ที่นี่ก็ไม่มีตึกสูง-
ระฟ้า

แนวกำแพงกั้นแขตทรงเตี้ยที่ก่อด้วยอิฐทั้งแบบดั้งเดิมและแบบที่พยายามทำให้
เหมือนของเก่าอาจทำให้ที่นี่ดูมีเอกลักษณ์ดี (และหมาแถวนี้ก็ชอบขึ้นไปนั่งบน
กำแพงอีกด้วย) ไม้ประดับตามบ้านต่าง ๆ พากันออกดอกบานทั้งในสวนและริม
หน้าต่าง มองไปทางไหนก็เห็นสีสันเหล่านี้เต็มไปหมด





ทางขึ้นเจดีย์สันติภาพที่เป็นขึ้นบันได 



เทียบขนาดของตัวคนที่กำลังเดินไล่หลังขึ้นมา (มองเห็นมั้ย)



พื้นที่ตรงลานด้านบนเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวอินเดียและชาติอื่น ๆ



(ลงภาพเพิ่มเติม) ลองสุ่มกดจากกล้อง action cam เล่น ๆ ดู



ด้านบนจะมีร้านขายน้ำเปิดบริการนักท่องเที่ยว และมีที่ตั้งของวัดญี่ปุ่นด้วย
แน่นอนว่า พระที่มาประจำอยู่ด้านในจะไม่ได้แต่งกายแบบพระทิเบตค่ะ ทำให้
ชาวต่างชาติบางคนที่มาเที่ยวแล้วจำชื่อของ Shanti Stupa ไม่ได้ ก็มักจะเรียก
ที่นี่แทนว่า เจดีย์ญี่ปุ่น  


นอกเหนือไปจากจุดชมดวงอาทิตย์ตกลับขอบเขาที่น่าสนใจแล้ว ฉันยังแอบ
เห็นทหารอินเดียที่ดูเหมือนพึ่งมาประจำการในเลห์อีกสองรายกำลังยืนไหว้องค์
เจดีย์สีขาว เพื่อขอพรกันอยู่...ที่นี่มีเขตทหารเต็มไปหมด เพราะว่าลาดัก มี
พรมแดนติดปากีสถานและจีน จึงถือเป็นพื้นที่ยุทธศาศตร์สำคัญแห่งหนึ่งของ
อินเดีย พอดูจากหน้าตาของพี่ทหารแล้ว เราคิดว่าพวกเขาคงจะมาจากรัฐทาง
ตอนใต้ของประเทศ  





ฝั่งทางขึ้นที่ทำถนนให้รถวิ่งขึ้นมา ขากลับเราลงทางนี้แทนบันไดค่ะ เพราะอยู่ใกล้ที่พัก



ก่อนแสงสุดท้าย ที่วิวฝั่งตรงข้าม


ขอสารภาพเลยนะว่าดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปตอนไหนก็ไม่รู้ ลืมสังเกตไป
เลยเพราะแสงที่ไปกระทบยังเนินเขาฝั่งตรงข้าม ที่เป็นที่ตั้งของป้อมและวัดสี
ขาวแห่งหนึ่งบนยอดโน้นที่ดูสวยกว่า ซึ่งก็ได้เบี่ยงเบนความสนใจไปเรียบร้อย 
ลองนึกภาพของฉากภูเขาทะเลทรายที่มันเปลี่ยนไปเป็นสีทองเรื่อย ๆ
จนกระทั่งหมดแสงของวันสิ พอถึงช่วงมืดค่ำลงแล้วแสงไฟที่ Tsemo Gompa
ก็จะถูกเปิดขึ้น ตัวป้อมสีขาวจะถูกขับเด่นขึ้นมาแทน เสียดายที่ภาพถ่ายมันเก็บ
ความทรงจำที่เห็นเอาไว้ได้ไม่ครบ  ในครั้งหน้า ฉันจะหาทางขึ้นไปบนนั้นและ
จะมองดูดวงอาทิตย์ตกลับขอบเขาที่ฟากเจดีย์สันติภาพดูบ้าง 




Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 6 มีนาคม 2563 19:55:04 น. 10 comments
Counter : 198 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสาวไกด์ใจซื่อ, คุณคนผ่านทางมาเจอ, คุณnonnoiGiwGiw, คุณชีริว, คุณtoor36, คุณสองแผ่นดิน, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณ**mp5**, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก, คุณhaiku


 
หืออออ ทำไมมันขึ้นว่าฟ้าครีเอทตั้งแต่ 25 ก.พ.ได้ง่ะ

อ่านแล้วแบบว่า..สุดมากอ้ะฟ้า ถ้าพี่วัยประมาณฟ้านี่ก็น่าจะยังกล้าไปลองเดินทางแบบฟ้าบ้าง

แสดงว่าตัวเจดีย์+จุดชมวิวนั่นไม่ได้สูงมากสินะ

ที่พักที่นั่นนอกจากโฮสเทลแล้วมีรร.แบบรร.ดีๆ บ้างไหมอะคะ

บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
The Kop Civil Sports Blog ดู Blog
กะว่าก๋า Literature Blog ดู Blog
Kavanich96 Funniest Blog ดู Blog
ภาวิดา คนบ้านป่า Home & Garden Blog ดู Blog
nonnoiGiwGiw Diarist ดู Blog
ผีเสื้อยิปซี Literature Blog ดู Blog
กาบริเอล Diarist ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 5 มีนาคม 2563 เวลา:16:08:47 น.  

 
@สาวไกด์ใจซื่อ : อ๋อ...ถ้าอิงจากที่สาวคนนั้นพูด
จริง ๆ แล้วทางขึ้นบันไดสูงเอาเรื่องอยู่ค่ะพี่เต้ย
คือต่างคนต่างพากันยืนลังเลตรงปากทางพร้อม
กันแบบไม่ได้นัดหมายนานอยู่ว่าจะเดินขึ้นไปดีมั้ย
มองขึ้นไปด้านบนแล้วมันสุดหูสุดตาซะไม่มี (^-^)"

ฟ้าเขียนทิ้งไว้ตั้งแต่ 25 ก.พ. แต่ยังไม่เสร็จดี ดอง
ยาวมาเรื่อย ๆ จนเพิ่งมา public วันนี้แหละฮะ

ส่วนเรื่องที่พักเห็นมีหลายแห่งที่กลุ่มคนไทยเขา
แนะนำกับเยอะเลย แบบดี ๆ มีอื้อซ่าเลยจ้าา

ไอ้ที่ตัวเองเลือกมาเนี่ยถือเป็นความชอบส่วนตัว
สำหรับที่นี่ฟ้าสอบถามแล้วจองผ่านทางอีเมล์น่ะ
555555



โดย: กาบริเอล วันที่: 5 มีนาคม 2563 เวลา:18:20:33 น.  

 
ตามมาเที่ยวด้วยคนนะคะ..

น่าอิจฉาจังคะ...มีความสุขกับการท่องเที่ยว..



โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 5 มีนาคม 2563 เวลา:19:29:27 น.  

 
@คนผ่านทางมาเจอ : โหนาน ๆ ทีถึงจะได้เที่ยวค่ะพี่อ้อมแอ้ม


โดย: กาบริเอล วันที่: 6 มีนาคม 2563 เวลา:10:24:38 น.  

 
ไปไหนตรงอินเดียก็เจอคนรู้จักเนอะ ฟ้าเนี่ย ทั้งโซเฟีย พอล จูเลียต สองฝรั่งเศส เจอกันวนไปอย่างกับเป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวๆนี้กันหมด (รวมทั้งฟ้าด้วย)
ญี่ปุ่นมาสร้างเจดีย์ที่ระลึกสันติภาพเอาซะไกล๊ไกล ก็ยังอุตส่าห์มีคนแวะมาเพราะมันใกล้ที่พัก
จุดขึ้นเจดีย์เห็นก็เนหื่อยละ ทั้งสูงทั้งชัน มองลงไปข้างล่างเห็นจิ๋วเดียว ปกติวิวนี้ต้องขับรถหรือนั่งกระเช้าขึ้นไปนะ
แต่พอถึงข้างบน อื้อหือ คนเยอะกว่าที่คาด พวกนักผจญภัยเลเวลสูงทั้งนั้น
ขึ้นไปถ่ายพระอาทิตย์ตก สุดท้ายลืมถ่ายพระอาทิตย์ตกซะงั้น!
และเพิ่งได้รู้เรื่องเลห์-ลาดักก็วันนี้แหละ เรียกปนกันมั่ง สลับกันมั่งมาตั้งนาน
จินตนาการว่าเป็นดินแดนห่างไกล พอเห็นสภาพการจราจรตรงเกทแล้วมันก็ไม่ได้รกร้างเท่าไหร่


โดย: ชีริว วันที่: 8 มีนาคม 2563 เวลา:8:56:50 น.  

 
เป็นที่ที่ไม่รู้จักจริงๆ ครับ ถึงแม้จะดูแห้งแล้ง แต่เขาก็พยายามปลูกต้นไม้ให้มีสีเขียวนะครับ

ตัวเจดีย์+จุดชมวิว ดูแล้วไม่ใกล้แต่เดินจริงๆ น่าจะเหนื่อยล่ะ ด้วยสภาพอากาศ และความสูงด้วย


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 8 มีนาคม 2563 เวลา:12:50:30 น.  

 
ส่งกำลังใจไว้ก่อนครับ มีธุระเช้ามืด ขอนอนไม่ดึกครับ
เดี๋ยวมาอีกครับ



โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 8 มีนาคม 2563 เวลา:21:58:55 น.  

 
สวัสดีอีกรอบเด้อออ

เพิ่งจะได้มาอ่านทีฟ้าตอบ 5555

ไข่ถ้าเป็นได้พี่ก็เลี่ยงไข่แดง เพราะไขมันกับคลอเลสเตอรอลพี่สูงมากอ้ะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 9 มีนาคม 2563 เวลา:9:44:33 น.  

 
แวะมาเยี่ยมครับ


โดย: **mp5** วันที่: 10 มีนาคม 2563 เวลา:16:56:05 น.  

 
ตึกที่มาถึงตอนมืด ๆ ตอนแรกนึกภาพไม่ออกว่าหน้าตาเป็นไง
พอมาเห็นรูปตอนเช้าสวยนะนั่น แถมเป็นตึกแนว eco อีกต่างหาก
ว่าแต่...อุตส่าห์รอมแรมลำบากมาไกลกว่าจะมาถึง
คงไม่ได้ทนลำบากต่อ ใช้ compost toilet หรอกใช่มั้ย 0_0

เห็นรูปวิวตอนที่ไปถึงเจดีย์ขาวแล้ว สูงจริง ๆ นั่นแหละ
ดีนะที่มาที่สูงแล้วไม่เจอ AMS ถ้าขืนมาพร้อมกับ PMS นี่แย่เลย ^^"

โห~ คู่หูนักเดินทางชาวฝรั่งเศสยังมีบทอยู่เรอะ!
นึกว่าไหลไปกับน้ำท่วมออกแม่น้ำคงคาซะแล้ว อึดแท้
ขอมอบรางวัลตัวประกอบอดทนดีเด่น (ในบล็อกนี้) ให้แล้วกัน 55



ป.ล.1 หนังเรื่องนั้น รอบที่ไปดู คนดูเค้ามากันเป็นคู่ ๆ น่ะ
ผู้หญิงผู้ชายเลยพอ ๆ กัน แต่ไม่รู้ใครชวนใคร (หรือใครลากใคร) มาดูนะ :P

ป.ล.2 ขอบคุณมาก ๆ ที่แวะมาอวยพรวันเกิดเน้อ ^^


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 10 มีนาคม 2563 เวลา:23:10:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

กาบริเอล
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 55 คน [?]




เริ่มต้นลงบันทึกอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 16 ม.ค. 2014





(C) ขอสงวนลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย 
ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง แก้ไข 
โดยไม่แจ้งที่มา ก่อนได้รับอนุญาต


New Comments
Friends' blogs
[Add กาบริเอล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.