"แจ๊ส....ฉัน"
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2559
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
3 ธันวาคม 2559
 
All Blogs
 

สตีฟ ชาพิโร รูปถ่ายให้พลังคนและดนตรี




สตีฟ ชาพิโรช่างภาพมืออาชีพเก่าแก่สังกัดนิตยสารไลฟ์ หนึ่งในช่างภาพที่น่าภาคภูมิแห่งยุคสมัยของเรากว่า 5 ทศวรรษที่เขาได้เก็บภาพถ่ายทั้งของนักการเมืองมีชื่อเสียง,นักเคลื่อนไหวและคนดังๆ มากมาย ภาพถ่ายเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นบันทึกเหตุการณ์ของผู้คนและกาลเวลาเท่านั้นแต่ยังเป็นหลักกิโลแห่งวัฒนธรรมอีกด้วย เขาได้ถ่ายภาพบาทหลวงมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และการเดินขบวนในเซลมากับแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของส..โรเบิร์ต เคนเนดีรวมทั้งการถ่ายภาพในกองถ่ายภาพยนตร์ The Godfather ของฟรานซิสฟอร์ด คอพโพลา หรือ Taxi Driver ของมาร์ติน สกอร์เซซี ผลงานของสตีฟได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือต่างๆบ่งบอกภาพชีวิตของผู้คนในช่วงเวลาอันโชติช่วงของพวกเขาหนังสือเล่มล่าสุดของเขาเก็บรวบรวมผลงานของเดวิด โบวี ผู้ล่วงลับในช่วงเวลา 40 ปีมาแล้ว ในปี 1974 เมื่อเขาทำงานครั้งแรกกับเดวิดในลอสแองเจลิสในการถ่ายภาพส่วนตัวในช่วงนั้นเองที่เขาถ่ายภาพที่ดีที่สุดของเดวิดเอาไว้ก่อนที่จะย้ายกลับมากรุงเบอร์ลินเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในบุคลิกของศิลปินหนุ่ม ไม่ว่าจะเป็นในบุคลิกของซิกกีสตาร์ดัสต์และฮัลโลวีน แจ็ก ก่อนที่จะมาเป็น Thin White Duke ภาพบางภาพได้ตีพิมพ์ขึ้นปกนิตยสารหลากหลายเล่ม อย่าง เดอะ โรลลิง สโตนในขณะที่ภาพอื่นๆ ใช้ในการพิมพ์เพื่อการประชาสัมพันธ์ส่วนใหญ่ของภาพในหนังสือนี้จะยังไม่ได้ปรากฏที่ไหนเลยสตีฟถ่ายเก็บไว้เพื่อใช้ทำปกอัลบัมสำคัญอย่าง Station to Station และ Low

ภาพถ่ายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสไตล์ของเดวิดค่อยๆ พัฒนาในตอนนั้นอย่างไรเพราะว่ามันมักจะเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจของเขาที่จะก้าวไปสู่สถานที่แปลกใหม่ไม่เคยรู้จักมาก่อนรูปถ่ายอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าเขาพบเจอกับความแปลกใหม่ในขณะที่สวมสูทลายขวางสีขาวและกำลังเขียนภาพลวดลายต่างๆ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ในวิดีโอเพลง Lazarus เขาก็สวมสูทชุดเดียวกัน และภาพถ่ายเหล่านี้เหมือนย้อนวนกลับมาเป็นวงกลมภาพที่ดีที่สุดไม่ใช่ภาพที่เหมือนจัดฉากเลย หากแต่ถึงแม้จะเป็นภาพจัดฉากมันก็ชวนให้รำลึกย้อนอดีตและมีอารมณ์ร่วมภาพคลาสสิกของสตีฟคือส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ทางดนตรีที่ไม่สามารถลบเลือนออกไปได้และมันได้เปิดประตูบานลึกที่ฉายให้เห็นช่วงจังหวะที่ไม่อาจเลือนจากความทรงจำอันสถิตย์อยู่ในโลกดนตรีพ็อพ


สตีฟเล่าถึงต้นกำเนิดในการตีพิมพ์หนังสือภาพถ่ายเดวิดโบวีว่า “ผู้จัดการของเดวิดเมื่อสมัยปี 1975 (ไมเคิล ลิพพ์แมน)ถามผมว่าอยากจะถ่ายภาพเดวิด โบวีไหม ผมก็รีบตอบแบบไม่ลังเลเลยสิว่าอยากถ่ายเพราะงั้นมันก็เลยมาจากไมเคิล ผู้จัดการของเขานั่นแหละครับแล้วเราก็จัดฉากถ่ายภาพกันในสตูดิโอที่ลอส แองเจลิส ผมกับทีมงานมากันแต่เช้าเราเริ่มจัดไฟและฉากหลัง เดวิดมาถึงตอนบ่ายสี่โมง เซสชันนี้ผมว่าน่าจะถ่ายกันราวๆ 12ชั่วโมงได้ มันเสร็จตอนตีสี่ของอีกวันนั่นเป็นการถ่ายภาพของผมกับเดวิดครั้งแรก ตอนเขามาถึงเขาก็ขอยืมเสื้อผ้าชุดหนึ่งจากผู้ช่วยของผม แล้วก็เดินเข้าห้องแต่งตัว อีก 20 นาทีต่อมาเขาก็เดินกลับออกมา เขาทาแถบสีขาวลงบนเสื้อเชิ้ตและกางเกงแม้แต่หัวแม่เท้าของเขาก็ด้วย เขาเริ่มวาดภาพบนกำแพง แล้วจากนั้นก็วาดภาพจากแคบบาลาห์ต้นไม้แห่งชีวิตบนกระดาษฉากหลัง นั่นเป็นสิ่งแรกที่เขาทำสิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือนั่นเป็นชุดเดียวกันกับชุดที่เขาใส่แสดงในวิดีโอ Lazarusก่อนที่จะเสียชีวิต สำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องสะเทือนใจมากเพราะว่าทั้งสองเหตุการณ์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์มากสำหรับเดวิดตอนที่เรามาถึงแล้วยังไม่รู้ว่าจะได้เจอกับอะไรบ้าง เราไม่รู้ว่าถ้าเราจะได้ซิกกีสตาร์ดัสต์ หรือคนอื่นที่ใส่ชุดฉูดฉาดหรูหรา แต่แท้จริงแล้วเดวิดเดินออกมาแบบนิ่งเงียบ สุขุมลุ่มลึกเกินกว่าความเฉลียวฉลาด เรารีบเข้าเรื่องที่ต้องการจะพูดในทันที เขามีความคิดใหม่ๆไม่สิ้นสุดถึงความต้องการในวันนั้น เดวิดเป็นคนที่ทำงานด้วยได้ง่ายๆเป็นประสบการณ์การทำงานหลายฝ่าย ผมเอาความคิดของเขาออกมาเผยแพร่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งหมดครับ”

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว สตีฟได้จัดงานนิทรรศการในชิคาโก ใช้ชื่อว่า Warhol, Reedand Bowie มันประสบความสำเร็จเท่าใด จึงได้นำมาสู่การตีพิมพ์หนังสือสตีฟตอบว่า “จริงๆ แล้วผมว่าปฏิกิริยาของคนดูภาพเหล่านี้ออกมาค่อนข้างแข็งแกร่งเราวางภาพพวกนี้ไว้ ด้วยความที่มันเป็นภาพของเดวิด โบวี มันก็ต้องดีอยู่แล้วล่ะ แต่สำหรับผมดูเหมือนว่าเราต้องการรูปเจ๋งๆเพิ่มอีกสักรูปหนึ่ง ผมก็เลยกลับไปดูฟิล์มตั้งแต่สมัยปี 1975อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็พบว่ามีอยู่ภาพหนึ่งที่ผมไม่เคยพิมพ์ออกมาเลย ไม่เคยสังเกตดีๆเลยด้วยซ้ำ ผมชอบมันมากๆ เลยครับ แล้วเราก็พิมพ์รูปออกมาขนาด 30x40 เซนติเมตร ซึ่งเราติดเอาไว้ที่ผนังท่ามกลางรูปถ่ายของเดวิดมากมาย ก่อนวันเปิดงานนิทรรศการผมก็รู้สึกว่า เออ รูปมันเล็กไปนิด พอตอน 2 ทุ่มผมก็โทรเรียกช่างพิมพ์ภาพซึ่งก็บังเอิญอยู่แถวนั้นพอดีเขากำลังจะกลับบ้าน เราก็เลยขอให้เขาช่วยพิมพ์รูปขนาด 40x50 นิ้วด่วนในคืนนั้นเลยเขาก็ยอมทำให้ แล้วจากนั้นผมก็โทรหาช่างทำกรอบ เราสามารถเอาภาพนั้นมาแสดงในงานได้ชั่วข้ามคืนโดยขยายขนาดให้มากขึ้นกว่าเดิมทุกคนต่างมีปฏิกิริยาตอบสนองกับภาพนี้มากกว่าภาพอื่นๆ ในงาน มันเป็นงานโชว์ที่ดีมากๆผมเริ่มคิดเรื่องการพิมพ์หนังสือภาพเดวิดมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2015 เราก็เลยเริ่มงานกันตั้งแต่ตอนนั้น เดวิดเองก็คิดว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ดีเราตัดสินใจชะลอโครงการออกไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง พอกำลังจะเปิดตัวในเดือนเมษายน 2016 กับโปรเจ็กต์ดั้งเดิม ก็มาเลื่อนไปอีกนิดหน่อย แล้วจู่ๆ เดวิดก็จากไปเท่านั้นแหละแคบบาลาห์ก็เป็นของสำคัญขึ้นมาเพราะว่าเขาใส่ชุดเดียวกันนั้นถ่ายลงหน้าปกหนังสือซึ่งชุดนั้นเขาใส่ให้ผมถ่ายรูปในปี 1975 มันเปลี่ยนหน้าตาของหนังสือทั้งเล่มเลยทีเดียวแล้วมันยังเปลี่ยนวิธีการที่เราจะทำหนังสือเล่มนี้อีกด้วยการตายของเดวิดทำให้พวกเราช็อกกันทุกคน มันเปลี่ยนทุกอย่างหนังสือออกมาไม่นานก็ขายหมด ซึ่งผมส่งเข้าพิมพ์ใหม่ครั้งที่ 2 เรียบร้อยแล้ว”


สตีฟบอกเล่าต่อไปถึงหนังสือ Then and Now ที่รวบรวมเอาภาพถ่ายของบุคคลต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน แต่หน้าปกเป็นภาพขอเดวิดโบวี “Then and Now มีรูปของเดวิดอยู่ไม่กี่รูปแต่หนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเดวิดทั้งหมดมันเป็นเรื่องของเขาแต่มันไม่ใช่เรื่องของดนตรีร็อกแอนด์โรล ผมรู้สึกได้ในภาพหลายๆภาพของผมที่เขาเปิดเผยตัวตนในนั้น เขาไม่ให้รูปของซิกกี สตาร์ดัสต์แก่ผมหรือคนอื่นๆเขาให้ภาพของความเป็นตัวตนแท้จริงของเดวิด โบวี ผมรู้สึกประทับใจมากครับประทับใจกับภาพสุดท้ายในหนังสือที่ผมพิมพ์ครั้งแรกด้วยการใช้แสง แล้วเราก็พิมพ์ภาพออกมาด้วยสีค่อนข้างสว่างแต่พอพิมพ์ออกมาในหนังสือสีมันเข้มขึ้นนิดหน่อย รูปนี้ทำให้ผมรู้จักเบื้องลึกของเดวิดในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเป็นรูปทางจิตวิญญาณเหมือนของคนอื่นๆ” สตีฟเล่าต่อไปว่า “บางภาพมีทั้งความน่าสนใจและแปลกใหม่เขาดูผ่อนคลายและสนุก เขาได้ทำงานสนุกและเราก็สนุกด้วยอย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังตอนถ่ายงาน พอเขารู้ว่าผมเคยถ่ายภาพบัสเตอร์ คีตันซึ่งเป็นฮีโรในดวงใจคนหนึ่งของเดวิด เราก็กลายมาเป็นเพื่อนเลิฟกันมากๆ จริงๆแล้วผมเป็นคนทำงานเงียบๆ แล้วก็ทำงานกับไอเดียวต่างๆ ของเดวิดดูเหมือนเขาจะพยายามลองบุคลิกภาพใหม่ๆ, ตัวตนใหม่ๆ, คนใหม่ๆ ที่อยากจะเป็น ซึ่งเขาอาจจะเอามาใช้ในงานวิดีโอและงานดนตรีของเขาได้นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนชุดเพราะแบบนั้นเซสชันนี้เป็นการทดลองสำหรับเขา”แล้วเดวิดรู้หรือไม่ว่าสตีฟยังได้เคยถ่ายภาพของเวลเว็ต อันเดอร์กราวน์ดวงดนตรีอีกวงหนึ่งที่เขาชื่นชอบ สตีฟบอกว่า “ครับ เขารู้นะ ลู รีด, เดวิด โบวีและอิกกี พ็อพสนิทกันมาก ทั้งสามคนเลย”

เวลาที่สตีฟกลับไปค้นดูคลังภาพของตัวเองเขาบอกว่า “ส่วนมากผมก็ไปเจอภาพเดวิด โบวีในรูปแบบของนักร้องร็อกแอนด์โรลซึ่งเขาดำรงอยู่ในบุคลิกแบบนั้น ส่วนมากรูปพวกนี้จะถ่ายมาจากคอร์บิสแต่ผมว่าไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไรในตอนนั้น เพราะผมว่าใครๆ ก็เห็นรูปดาวร็อกแอนด์โรลในด้านนั้นมาเยอะแล้วผมคิดว่าด้านที่น่าสนใจและเป็นส่วนตัวถูกสะท้อนออกมาในหนังสือผมไม่คิดว่าคนจะสนใจกัน บางภาพก็ถูกนำมาใช้บ้างอย่างภาพรถมอเตอร์ไซค์ที่เราถ่ายตอนตีสี่กับไฟหน้ารถและภาพของเดวิดยืนอยู่หน้ากระจกที่สุดแล้วได้ไปใช้เป็นปกของ 1 ใน 3 อัลบัมอย่าง Nothing Has Changed พวกเขาเพิ่งวางจำหน่ายแผ่นเสียง 7 นิ้ว GoldenYears 1 ในรูปของผมอยู่ในนั้นด้วยส่วนมากภาพถูกใช้เป็นปกอัลบัมมากกว่าลงนิตยสาร ยกเว้นงานอย่าง Low ซึ่งใช้แพร่หลายในสื่อค่อนข้างากว้างขวาง สำหรับภาพถ่ายที่ใช้ใน Stationto Station นั้นมาจากการทำงานใน The Man Who Fell to Earth รูปของ Station to Station นั้นเป็นรูปที่ผมถ่ายตอนที่พวกเขาพักจากการถ่ายภาพที่จะใช้ในStation to Station ส่วนในอัลบัม Low นั้นก็มาจากช่วงเวลาเดียวกันผมถ่ายเก็บไว้เยอะ และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ออกมาดีที่สุด จริงๆ แล้วค่ายเพลงเป็นคนเลือกรูปพวกนี้ในที่สุด ภาพปกอัลบัม Low ก็กลายมาเป็นโปสเตอร์หนัง TheMan Who Fell to Earth ก่อนที่จะมาเป็นปกอัลบัม Low ซะอีก”


สตีฟบอกว่าเขาไม่เคยคิดเอาเสียเลยว่า ภาพถ่ายที่ถ่ายเอาไว้ตั้งแต่ปี 1975 จะเป็นผลงานที่สุดแสนจะโดดเด่นทั้งที่เวลาผ่านไปร่วม 40 ปีแล้ว “ผมไม่เคยคิดเลย ผมทำงานมาตั้งเยอะแยะให้นิตยสาร Life ในช่วงยุค 60 แล้วก็ได้ถ่ายรูปขบวนพาเหรดที่เซลมาด้วยแล้วก็อะไรทำนองนั้นอีก ผมก็จะถ่ายรูปเก็บเอาไว้ฟิล์มก็จะตรงไปที่ห้องแล็บชั่วข้ามคืนเลย แล้วจากนั้นผมก็จะไปทำงานอย่างอื่นต่อ จริงๆแล้ว คุณจะไม่ได้นึกถึงรูปเหล่านี้หรอกว่า มันจะอยู่ยืนยงไปอีก 40 หรือ 50 ปีให้หลังหรือเปล่าซึ่งมันก็ทำให้ผมแปลกประหลาดใจพอสมควรผมเป็นคนโชคดีมากในการที่ได้มีโอกาสถ่ายภาพคนมีชื่อเสียง แล้วก็คนสำคัญต่างๆทั้งในวงการการเมืองและวงการบันเทิง โยงใยไปทั่วแวดวงสังคมในอเมริกาและทั่วโลกคุณคิดว่าอาทิตย์หน้าจะทำอะไรต่อไปดีนะ จริงๆแล้วคุณก็รู้สึกตื่นเต้นนั่นแหละที่รูปถ่ายของคุณนั้นได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Lifeหรือนิตยสารฉบับอื่นๆ ในอาทิตย์ต่อไป เพราะงั้นทุกอย่างจะอยู่ในปัจจุบันมากกว่าอดีตเท่านั้น”

เมื่อสตีฟได้เอ่ยถึงผู้คนทั้งหลายทั้งจากแวดวงการเมืองและบันเทิงสิ่งที่คนเหล่านั้นมีเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง, ศิลปิน, ผู้มีชื่อเสียง,นักประท้วงที่เขาได้เก็บภาพมา “มันมีความรู้สึกเติบโตจากภายใน ถ้าเอาเดวิดโบวีเป็นตัวอย่างนะ ในขณะที่เดอะ โรลลิง สโตนและเดอะ บีเทิลส์ทำเพลงที่สุดแสนบรรเจิดออกมาจุดประกายให้โลกนี้แต่จริงๆแล้วอาชีพของพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนักในขณะที่สิ่งต่างๆเคลื่อนที่ไปข้างหน้า มิกแจ็กเกอร์ยังคงทำงานค่อนข้างที่เหมือนเดิมที่เขาเคยทำยุคแรกๆ ในการแสดงแบบเดิมฉากหลังอาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ทั่วๆ ไปแล้วเขายังคงอยู่จุดเดิมในขณะที่สำหรับผมแล้ว เดวิด โบวีนั้นในเวลาที่เขาทำงานบางอย่างอยู่ท้ายที่สุดแล้วเขาจะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งอื่นต่อไม่ว่าเขาจะเบื่อหรือแค่มีอะไรต่อยอดแล้วเขาก็จะตามความรู้สึกนั้นไปต่อยอดสร้างสรรค์บุคลิกภาพใหม่ๆ, ตัวตนใหม่ๆ,ดนตรีใหม่ๆ นี่เป็นเรื่องจริงนะครับ ถ้าคุณได้ลองทำงานกับคนที่มีพรสวรรค์ส่วนมากหรือโดยมากแล้วมันจะกลายเป็นร่วมมือกันทำงานกับช่างภาพแล้วคุณทั้งคู่จะทำงานเพื่อจุดหมายเดียวกัน อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็แล้วแต่แต่ว่าคุณทั้งคู่จะทำงานเพื่อสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่ดี และผมหวังว่ามันจะตรงใจด้วย คนเหล่านี้ส่วนมากแล้วในวงการบันเทิงจะมีภาพที่ชัดเจนถึงสิ่งที่จะทำออกมาส่วนพวกนักการเมืองนั้นจะมีเจตคติการวางตัว โลกนี้เต็มไปด้วยนักแสดง และพวกเขาก็กระจัดกระจายในทุกๆ วงการแตกต่างกันไปนักการเมืองก็คือนักแสดงเหมือนๆ กับพวกดาราในทางใดก็ทางหนึ่งครับ”


อิทธิพลความเชื่อมโยงอันทรงพลังของดนตรีกับภาพถ่ายนั้นเขาบอกเล่าถึงถึงความคิดเห็นส่วนตัวว่า“ผมคิดว่าทั้งสองอย่างมีความอ่อนไหวทางอารมณ์มากๆและก็ช่วยกระตุ้นปลุกเร้าผู้คนได้โดยเฉพาะดนตรี มันกระตุ้นผู้คนมันหลอมรวมเอาความบันเทิงและถ้อยแถลงของโลกทั้งใบเอาไว้ด้วยกันนอกจากนั้นยังรวบรวมเอาองค์ประกอบที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เราเรียกว่าชีวิตแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในความรู้สึกที่พวกเขามีอยู่ในแก่นกลางอารมณ์ถ้าภาพถ่ายได้ผลตามหน้าที่ของมันจริงๆ มันจะทำให้ผู้คนรู้สึกอ่อนไหวไปกับมันหรืออ่อนไหวไปกับสถานการณ์ที่เห็นอยู่ตรงนั้น และดนตรีก็มักจะอ่อนไหวอยู่เสมอ สิ่งที่ผมพูดก็คือจิตวิญญาณของเหตุการณ์ที่ผมกำลังพยายามทำปกติผมเป็นคนค่อนข้างจะเงียบๆและไม่พยายามที่จะไปรบกวนใครหรืออะไรที่กำลังเกิดขึ้นเพราะผมไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์นั้นผมไม่ชอบเอาอีโกตัวเองเข้าไปเกี่ยวพันกับอะไร ปกติผมจะค่อนข้างประหม่าเวลาทำงานกับคนอื่นมากกว่าที่เขาประหม่าผมเสียอีก”




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2559
0 comments
Last Update : 3 ธันวาคม 2559 13:48:45 น.
Counter : 2026 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


nunaggie
Location :
City of Angels, Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




คุยเฉพาะเรื่องเพลง :D

"I still find each day too short for all the thoughts I want to think, all the walks I want to take, all the books I want to read, and all the friends I want to see." John Burroughs

Follow my twitter @nunaggie :)

"มีเรื่องราวอีกมากมายให้ชีวิตต้องเดินทางไปค้นหา เราคงไม่ค้นพบทุกอย่างได้ เพียงแค่ชั่วชีวิตเดียว"
Creative Commons License
© Supada Luangsirimongkol 2015.
qrcode
Friends' blogs
[Add nunaggie's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.