"แจ๊ส....ฉัน"
Group Blog
 
<<
กันยายน 2554
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
6 กันยายน 2554
 
All Blogs
 
1959 นั้นสำคัญไฉน? (1)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1959 หรือปีพุทธศักราช 2502 มีเหตุการณ์สำคัญๆ หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มันเป็นปีที่การบินไทยได้ก่อตั้งขึ้น, มีการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย, นายซีอุย แซ่อึ้งถูกตัดสินประหารชีวิตก็ในปีนี้เช่นเดียวกัน

และในปี 1959 ได้เริ่มต้นขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ของกาลเวลาในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งตอนนั้นมีเพียง 48 มลรัฐ อลาสกา, ฮาวายก็ได้กลายมาเป็นส่วนเสี้ยวของประเทศในปีนั้น, 1959 เป็นปีที่สามที่ประธานาธิบดีดไวต์ ดี ไอเซนฮาวเออร์ปกครองประเทศเป็นสมัยที่สอง, 1959 ยังเป็นปีที่ฟิเดล แคสโทรก้าวสู่อำนาจผู้บริหารบ้านเมืองในคิวบา และมาเยี่ยมเยือนอเมริกา หลังจากที่ให้สัมภาษณ์กับเอ็ดเวิร์ด อาร์ เมอร์โรว์ทางช่อง CBS สองเดือนก่อนหน้า

บริษัทผลิตของเล่น แม็ตเทิล ทอย ออกวางจำหน่ายเจ้าหญิงบาร์บีในปีเดียวกันนี้, ในสนามแข่งขันบาสเก็ตบอลระดับอาชีพ ทีมเคลติกส์เอาชนะมินนิอาโพลิส เลกเกอร์ส ได้ครองแชมป์ NBA

บ็อบ ดีแลน (ในตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า โรเบิร์ต ซิมเมอร์แมน) กำลังจะจบการศึกษาจากโรงเรียนฮิบบิง ไฮสกูลในมินเนโซตา อาจจะกำลังไปดูหนังมหากาพย์ Ben-Hur หรือไม่ก็ Some Like It Hot ซึ่งทำให้สังคมเปิดกว้างเรื่องการแต่งกายมากขึ้นสำหรับสาวๆ โดยเฉพาะถ้าพวกเธอแต่งตัวได้แบบมาริลีน มอนโร หรือไม่งั้นเขาอาจจะเปิดดูรายการ Bonanza และ The Twilight Zone ซึ่งเพิ่งออกอากาศในปี 1959

สำหรับวงการเพลง รางวัลแกรมมีได้ฤกษ์เปิดตัวเป็นครั้งแรก ส่วนเรื่องราวข่าวไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้นในปีนี้ เครื่องบินเช่าที่บัดดี ฮอลลี, ริชี วาเลนส์ และเจพี “บิ๊กบ็อปเปอร์” ริชาร์ดสันโดยสารมา ได้ประสบอุบัติเหตุขณะบินต้านพายุหิมะในไอโอวา ส่งผลให้นักบิน และนักดนตรีเลื่องชื่อทั้งหมดบนเครื่องเสียชีวิต ภายหลังมีการสมญาให้กับวันแห่งความสูญเสียวันนี้ว่าเป็น “วันที่ดนตรีดับสลาย” ในเพลง American Pie ของดอน แม็กลีน ส่วนอัลเลน ฟรีด ดีเจชาวนิวยอร์กชื่อก้องประจำสถานี WABC ปฏิเสธที่จะยอมรับข้อกล่าวหาว่า เขารับอามิสสินจ้าง เพื่อการเปิดเพลงออกอากาศทางสถานี และเขาถูกทางสถานีเลิกจ้าง

สำหรับวงการดนตรีแจ๊สแล้ว เหตุการณ์ที่ไม่น่าชื่นชมไม่ได้เกิดขึ้นในปีนี้ (ถ้าไม่นับว่าปรากฏการณ์โชติช่วงชัชวาลย์ของดนตรีร็อกแอนด์โรลที่ดันให้แจ๊สไปอยู่ตรงเส้นขอบของประชานิยมเป็นเรื่องน่าเศร้าแล้วล่ะก็) ปี 1959 นั้นไม่ว่าจะดูกันแง่มุมใดก็แล้วแต่ ดูเหมือนจะเป็นปีที่เปล่งประกายเจิดจ้ามากที่สุดปีหนึ่งเลยทีเดียว

ค่ายโคลัมเบีย เร็กคอร์ดสผลิตและจัดจำหน่ายผลงานหลากหลายชุด ที่กาลเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นผลงานที่มีคุณภาพ และสร้างสรรค์คุณค่าอันโดดเด่นอยู่เสมอทุกยุคสมัย มีอยู่นามหนึ่งที่ได้รับโจษขานอย่างไม่สิ้นสุด คงไม่ต้องเดาให้เสียเวลา เพราะว่านามนั้นคือ ไมล์ส เดวิส และ Kind of Blue กับความนิยมชมชอบที่บรรดาแฟนเพลงยกย่อง และอิทธิพลทางดนตรีที่ส่งต่อมายังคนรุ่นต่อๆ มานานนับสิบปี มีหนังสืออย่างน้อยสองเล่มที่ได้จดจารถึงคุณงามความดีของผลงานชุดนี้

ในปี 1959 ยังเป็นปีที่ไมล์สทำผลงานชุด Sketches of Spain สำเร็จลุล่วงอีกด้วย ซึ่งผลงานชุดนี้เป็นโปรเจ็กต์ยักษ์ชิ้นที่สามที่เขาได้ร่วมงานกับ กิล เอแวนส์ คู่หูทางดนตรี ผลลัพธ์จากผลงานชุดนี้ ไมล์สได้เกาะกุมความสนใจของแฟนเพลงไว้อย่างอยู่หมัด ทั้งยังรังสรรค์งานไปในทิศทางที่แตกต่าง เฉกเช่นเดียวกับ Kind of Blue มันได้ทำหน้าที่ดึงดูดเอาแฟนเพลงที่ไม่เคยฟังดนตรีแจ๊สมาก่อน เข้ามาหาเปิดโสตประสาทรับฟังอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อนร่วมค่ายอย่าง เดฟ บรูเบ็ก ซึ่งก็เป็นที่เลื่องชื่อในหมู่คนฟังเพลงแจ๊สหนุ่มสาวในขณะนั้น ก็ยังมีคนตั้งข้อกังขาเกี่ยวกับตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นบรรดานักวิจารณ์ หรือว่าบรรดานักดนตรีแจ๊สด้วยกัน แม้ว่าอัลบัมหลายชุดของเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงก็ตาม แต่เมื่อเขาปล่อยอัลบัม Time Out ออกจำหน่ายเมื่อปี 1959 มันกลับกลายเป็นผลงานที่อุดมไปด้วยสารอาหารทางดนตรีให้กับนักดนตรีและแฟนเพลง ด้วยไทม์ ซิกเนเจอร์ที่ค่อนข้างแปลก และซาวด์น่าสนใจ เช่นเดียวกับอัลบัมอาหารทางปัญญาของไมล์สเหมือนกันที่ถือได้ว่า เป็นการปฏิวัติทางดนตรีในสมัยนั้น กระทั่งครึ่งศตวรรษให้หลัง กาลเวลาก็ยังพิสูจน์แล้วว่า Time Out เป็นอัลบัมวงสี่ชิ้นของเดฟที่เป็นที่มีกิตติศัพท์เลื่องลือมากที่สุด

ย้อนหลังกลับไป 51 ปีที่ถือว่าเป็นปีทองนี้ ชาร์ลส มิงกัส เข็นอัลบัม Mingus Ah Um ออกมาให้แฟนเพลงได้ชื่ชมอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นผลงานชุดท้าพิสูจน์ว่า ชาร์ลสก็เป็นอีกหนึ่งในตองอูเช่นกัน เพลงจากอัลบัมนั้นยังคงเป็นองค์ประกอบหลักสำหรับการเขียนเพลงของวงดนตรีแจ๊สยุคหลังๆ ณ ตอนนั้นถือได้ว่า ชาร์ลสก้าวเข้ามาสู่จุดที่สูงที่สุดของงานครีเอทีฟ และวงของเขาก็ได้ถ่ายทอดมันออกมาอย่างหาที่ติมิได้

ผลงานที่กล่าวมา ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญๆ ของประวัติศาสตร์แจ๊สที่เกิดขึ้นในปี 1959 และค่อนข้างจะเห็นได้ชัดว่า มันได้รับการพัฒนามาจากนักดนตรีหลากหลายกลุ่ม หลากหลายสไตล์ แต่พวกเขามีหลายสิ่งที่มีใจเดียวกัน ไมล์ส, เดฟ และชาร์ลสต่างก็ทุ่มเทให้กับดนตรี มีใจรักที่จะคิดค้นอะไรใหม่ๆ บุคลากรเสาหลักแห่งดนตรีแจ๊สทุกคนล้วนมีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับดนตรีอย่างไม่สิ้นสุด และยังโอนอ่อนพอที่จะซึมซับสิ่งที่ได้ฟังมาปรับใช้กับงานศิลป์ที่กำลังรังสรรค์ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

คงไม่มีเหตุผลมาอธิบายได้ว่า ทำไมอะไรๆ ก็ต้องมาเกิดในปี 1959 แต่ที่แน่ๆ แฟนเพลงก็ได้รับอานิสงส์ไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เหมือนที่กิลได้กล่าวถึงไมล์สไว้ว่า “ผมว่าผมมั่นใจที่ไมล์สเกิดมาบนโลกใบนี้” ซึ่งเราก็คงอยากกล่าวประโยคนี้ให้กับผลงานต่างๆ ที่ได้ถูกบรรเลงออกมา

“ลองมองย้อนกลับไปด้วยสายตาของคนในยุค 2009 แล้ว สังกัดใหญ่อย่างโคลัมเบียทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ ในการปักหมุดให้ดนตรีแจ๊ส ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ภาพทั้งหมด แต่ก็ไม่ภาพเล็ก คือเป็นจุดที่ชัดเจน” บ็อบ บลูเม็นธัล นักวิจารณ์เพลงแจ๊สระบุไว้ (บ็อบเคยได้รับรางวัลแกรมมี สาขา Best Album Notes และรางวัลดีเด่นของสมาคมผู้สื่อข่าวดนตรีแจ๊ส จากผลงานทางหนังสือพิมพ์, นิตยสาร และบทความ หรือรีวิวออนไลน์ทางเว็บไซต์ อีกทั้งยังได้รางวัล Lifetime Achievement ด้วย “ยังมีดุก เอลลิงตันด้วยในตอนนั้น ซาวด์แทร็กชุด Anatomy Of A Murder ได้รับความนิยมจากแฟนเพลงอย่างมากเลย แต่ถ้าคุณคิดถึงเสาหลักอย่างดุก เอลลิงตันในสังกัดโคลัมเบียแล้วล่ะก็ มันต้องชุดนี้เลยครับ Ellington at Newport 1956 แล้วตอนนั้นโคลัมเบียยังมีแอร์โรล การ์เนอร์อยู่อีกคน ผมกล้าพนันเลยว่า อัลบัมชุดไหนก็ตามแต่ ที่แอร์โรลออกมาในปี 1959 จะต้องทำยอดขายได้มากกว่างานของไมล์ส หรือชาร์ลส หรือแม้กระทั่งเดฟด้วยแน่นอน แต่เมื่อคุณคิดไปถึงอัลบัมเด่นๆ ของแอร์โรลที่ออกกับโคลัมเบีย ก็ต้อง Concert by the Sea ในปี 1955 นะครับ ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเด่นๆ จากโคลัมเบียเลยนอกจากผลงานในปี 1959”

หากแต่ว่าผลงานทั้งสี่ชุดหลักๆ นั้นกลายมาเป็นหลักไมล์ที่สำคัญยิ่ง โซนีมิวสิก ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของโคลัมเบีย ได้เฉลิมฉลองกับผลงานทั้งสี่ด้วยการทำรีอิชชูผลงานแต่ละชุด เนื่องในโอกาสครบรอบห้าสิบปี ซึ่งมีการเพิ่มเติมโน้ต และเพลงต่างๆ ของทางวงเข้าไป Kind of Blue และ Time Out มีแผ่นดีวีดีสารคดีเบื้องหลังการทำงานแต่ละอัลบัมให้กับแฟนเพลงด้วย ผลงานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในซีรีส์โคลัมเบียและเลกาซี

ผลพวงจากงานสร้างสรรค์ของนักดนตรีเหล่านี้ ก็ไม่ได้บดบังผลงานที่โดดเด่นของนักดนตรี และนักวิชาการแจ๊สอย่าง แกรี เบอร์ตัน “ขณะที่ผมกำลังจะจบมัธยมปลาย แล้วก็มุ่งมั่นเข้าสู่ดนตรีแจ๊สอย่างเต็มตัว ผลงานประวัติศาสตร์พวกนี้ก็ได้ออกมาบ้างแล้วบางชุด ซึ่งก็เป็นการกรุยทางให้ผมด้วย อย่างผลงานบีบ็อปเหนือคำบรรยายของไมล์สกับกิล, เดฟ บรูเบ็กกับผลงานที่ฉีกขนบครั้งใหญ่เรื่องไทม์มิง และของชาร์ลสที่ได้นำเอาตำนานคลาสสิกอย่างดุก เอลลิงตันมาสู่โลกยุคใหม่ ผมว่ายุคนี้เป็นยุคของยักษ์ใหญ่จริงๆ ครับ”

เจอรัลด์ ออลไบรต์ กล่าวไว้ว่า “งานดนตรีของไมล์ส เดวิส, เดฟ บรูเบ็ก และชาร์ลส มิงกัส เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งก็กล่าวได้ว่าพลิกโฉมวงการดนตรีแจ๊สไปตลอดกาล แต่ละเพลงคุณจะได้ยินความต่อเนื่อง, เอกลักษณ์ และแรงปรารถนาที่พากเพียรจะไปสู่ความสมบูรณ์แบบ ศิลปินแต่ละท่านให้แรงบันดาลใจกับผมเพื่อให้ทำงานออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะสามารถ และก็ใช้นักดนตรีที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ เพื่อเติมเต็มจินตนาการที่ผมวาดไว้”

“เป็นเวลาหลายปีที่ศิลปินแจ๊สต้นแบบหลายคนก็ถูกจำกัดด้วยกรอบที่ทางค่ายเพลงตีเอาไว้ พวกเขาถูกชักนำให้ทำดนตรีที่ด้อยความจริงใจ อันเป็นรากฐานสำคัญในการอยู่รอดในวงการ อัลบัม Kind of Blue, Sketches of Spain, Time Out และ Mingus Ah Um ได้ให้คำอธิบายไว้ชัดเจนแจ่มแจ้งถึงความมุ่งมั่นของเหล่าศิลปินเจ้าของผลงานอันบริสุทธิ์ทั้งสี่นี้ กลั่นกรองออกมาอย่างผุดผ่อง และผลักดันให้คนฟังอย่างเราๆ ต้องหยิบมันขึ้นมาฟัง” คริสเตียน สก็อต นักทรัมเป็ตหนุ่มดาวรุ่งกล่าว “ในความคิดของผมนะครับ ผลงานเหล่านี้กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า เมื่อศิลปินปล่อยให้ดนตรีทำงานเยี่ยงท่อน้ำสำหรับปล่อยความจริงใจแสดงออกไป อารมณ์ก็จะถ่ายทอดออกมาชัดเจนขึ้น และก็มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นด้วย”

บ็อบ บลูเมนธัลยังได้ระบุไว้อีกว่า พัฒนาการของทั้งสี่อัลบัมนี้ ค่อนข้างที่จะเกี่ยวเนื่องกับวิธีการที่ศิลปินใช้จัดการฟอร์แม็ตใหม่ๆ อย่างแผ่น LP อัลบัม

“ฟอร์แม็ต LP สิบสองนิ้วเคยออกมาแล้วราวๆ ปี 1955 บางบริษัทก็ปี 1956 ดังนั้น เรื่องไอเดียที่ว่าคุณมีเวลาหน้าละยี่สิบนาทีเนี่ย คุณก็ทำอัลบัมได้ คือจะทำเพลงที่ต่อเนื่องกันไปเลยก็ได้ทั้งสองหน้า ซึ่งก็แตกต่างจากซิงเกิล หรืออัลบัมที่คุณมีแต่เพลงสามนาทีเป็นกระบุง ผมคาดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเราได้ตระหนักว่า ‘เราคงทำอะไรได้มากขึ้นกับสื่อฟอร์แม็ตนี้ล่ะ’ สิ่งหนึ่งที่อัลบัมทั้งสี่นี้มีเหมือนกันก็คือ ความโดดเด่นจากอัลบัมองค์รวม แม้ว่าคุณอาจจะจำเพลงใดเพลงหนึ่งได้แม่นกว่าก็ตาม ผมว่าสิ่งนี้แหละที่สำคัญ นอกเหนือไปจากคุณภาพของศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานนั้นๆ”

ชาร์ลส์ออกจากสังกัดแอตแลนติก เร็คคอร์ดสในปี 1959 เพื่อที่จะไปเซ็นต์สัญญาเข้าสู่ชายคาที่ใหญ่กว่าอย่างโคลัมเบีย ซึ่งหมายถึงความเป็นไปได้ที่จะได้งบประมาณมากขึ้นสำหรับการทำแต่ละโปรเจ็กต์ ชาร์ลสยังได้ร่วมงานกับเพื่อนๆ คุ้นหน้าคุ้นตาอย่างจิมมี เน็ปเปอร์, บุกเกอร์ เออร์วิน, จอห์น แฮนดี, โฮเรซ ซิลเวอร์, ชาฟี ฮาดี และแน่นอน คู่หูริธึมของเขา แดนนี ริชมอนด์ นักดนตรีเหล่านี้คุ้นเคยกับชาร์ลส ผู้อ่อนไหวและดนตรีของเขา ทั้งหมดเดินตบเท้าเข้าสตูดิโอในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน

“มันเหมือนสองวงน่ะครับ” บ็อบกล่าว “เขาพอใจกับเพื่อนนักดนตรีเหล่านี้มากทีเดียวที่สามารถเติมเต็มจินตนาการของงานเพลงได้อย่างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น อัลบัมนี้ก็อาจจะเป็นอัลบัมที่ดีที่สุดของชาร์ลสก็ว่าได้ ในแง่ของการทำงานเป็นทีมที่เข้าขากันได้เป็นอย่างดีเยี่ยม”

ผลลัพธ์ของอัลบัมชุดนี้คือ พลังงานชั้นยอดที่สดใหม่ และเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ พวกเขาเสนอเพลงอย่าง Goodbye Pork Pie Hat, Better Git In Your Soul, Jelly Roll และ Fables of Faubus ออกมาได้อย่างเจิดจรัส ถ้าเราจะสรุปอาชีพทางดนตรีของชาร์ลสไว้ ณ อัลบัมนั้น แน่นอนว่ามันไม่ใช่จุดสุดท้ายของเขา เพราะชาร์ลสมักจะเดินไปข้างหน้าอยู่ทุกก้าวย่าง

บ็อบยังเล่าต่อไปอีกว่า “คุณอาจจะลองเลือกเพลงสักเพลงอย่าง Better Git In Your Soul แล้วบอกว่า นี่มันเพลงกอสเปลที่ชาร์ลสหยิบเอามาจากวัยเด็กของเขาในโบสถ์นี่นา เขาก็เขียนเพลงอื่นๆ แบบนี้ เพลง Wednesday Night Prayer Meeting ซึ่งเขียนจากช่วงเวลาเดียวกัน ก็แทบจะเป็นเหมือนเพลงเดียวกันอยู่แล้ว แต่ผมว่าเวอร์ชันนี้จะสั้นกระชับมากขึ้นนิด ดังนั้นก็เลยโดนใจมากกว่าหน่อย Jelly Roll ก็ค่อนข้างจะคล้ายกันกับ My Jelly Roll Soul ผมเชื่อว่าเพลง Self Portrait in Three Colors ก็มาจากสองเพลงที่เขาเขียนไว้ และบันทึกเสียงเอาด้วยชื่อเพลงที่ต่างกัน เขาเป็นคนที่ทำงานพัฒนาชิ้นงานของตัวเองอยู่อย่างต่อเนื่อง ตบแต่ง แล้วก็ได้ไอเดียที่เข้มข้นมากขึ้นในการปรับปรุงให้มันดีกว่าเวอร์ชันก่อนๆ ที่ทำออกมา

“มีงานบางชิ้นที่เขาเขียนไว้ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อย่างเช่น Fables of Faubus ซึ่งเป็นเพลงที่ค่อนข้างจะร่วมสมัย หากจะมองกันในแง่ของสภาพแวดล้อมบ้านเมืองในเวลานั้นนะครับ” บ็อบเล่าเพิ่มเติม สภาพแวดล้อมที่บ็อบว่า ก็คือการประท้วงการกระทำของนายออร์วัล อี ฟอร์บัส ผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอส์ ซึ่งส่งหน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งชาติไปปรามการเข้าเรียนของเด็กนักเรียนผิวสีในโรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่ง ณ เมืองลิตเติลร็อกในปี 1957 บทเพลงทำออกมาได้เอร็ดอร่อย และถ้อยคำที่ชาร์ลสใช้ท่องบ่นระหว่างการแสดงสดในเพลงนี้ ได้ตั้งคำถามและวิพากษ์การกระทำของรัฐบาลอย่างโจ๋งครึ่ม เป็นการจิกกัด และหยิกแกมหยอกได้อย่างพอเหมาะพอสม

เลกาซี ซีรีส์ได้รวมเอาอัลบัมที่สองของชาร์ลส ที่ทำกับเพื่อนก๊วนเดิมแต่เพิ่มเท็ดดี ชาร์ลส, ดอน เอลลิส และคนอื่นๆ ออกมาในปี 1959 ด้วย Mingus Dynasty ได้แสดงความหลักแหลมของผู้ประพันธ์เพลง ทั้งในแง่ของการเขียนและการอะเรนจ์ โดยเฉพาะในเพลงที่นำเอาวัตถุดิบบางส่วนมาจากเพลงของดุก เอลลิงตันมาใช้งาน อัลบัมนี้เสร็จเรียบร้อยใยเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน

สำหรับอัลบัม Mingus Dynasty บ็อบได้เล่าเพิ่มเติมอีก “มีอีกหลายอย่างใน Mingus Dynasty ที่ชาร์ลสพยายามจะเชื่อมโยงเข้าหาดนตรีคลาสสิกมากกว่าที่เขาเคยทำไว้ในชุด Mingus Ah Um ผมคิดว่ามีบางส่วนที่เป็นคาแร็กเตอร์ของชาร์ลสผสมผสานอยู่ด้วย เขาเป็นคนมีความตั้งใจสูง อยากจะเขียนชิ้นงานที่ยาวๆ หน่อย คุณไม่จำเป็นต้องฟัง Ah Um ด้วยอารมณ์แบบนั้นก็ได้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้ว Ah Um คือภาพเสมือนที่สะท้อนตัวชาร์ลสอย่างเต็มรูปแบบแบบหรือเปล่า มันอาจจะเป็นผลงานที่ดีที่สุดที่เขานำเอาความคิดต่างๆ ที่เขาค่อนข้างจะช่ำชอง อย่างเช่น อารมณ์บลูส์, การอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์, การประท้วงทางการเมืองของเขา, การเล่นที่เร่าร้อน, อ่อนไหวยามเมื่อเขาเขียนบทเพลงบัลลาด มีตัวอย่างดีๆ อีกเยอะแยะมากมายในแง่นี้ของชาร์ลสครับ

“ผมคิดว่า เป็นความคิดที่ดีนะที่เอาอัลบัมชุดนี้รวมเข้าไปด้วย มันมีซาวด์ที่แตกต่างในผลงานนี้ สมาชิกวงก็แตกต่าง และก็ใช้เครื่องดนตรีไม่เหมือนเดิม มีไวเบรโฟนเล่นด้วย แต่ก็ไม่ใช่แบบโซโลไวเบรโฟน แต่ออกจะไปในซาวด์แบบออร์เคสตรามากกว่า เขาเป็นคนที่ก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา ไปในทิศทางที่ไม่จำเจ แม้ว่าเขาจะทำอัลบัมที่คนคิดว่ามันไร้ที่ติแล้วอย่าง Mingus Ah Um แต่ในตอนนั้นตัวเขาเองก็ได้คิดหาแนวทางใหม่ๆ ล่วงหน้าไปแล้ว”

เพื่อที่จะให้มองเห็นบุคลิกภาพทางดนตรีของชาร์ลส คุณจำเป็นจะต้องฟังผลงานชุด Mingus Dynasty เพลง Far Wells, Mills Valley คงเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ถึงแม้ผมจะคิดว่า Song With Orange และ Diane ก็ให้อารมณ์แบบมิงกัสที่ค่อนข้างจะเขียนเพลงแบบซับซ้อนหน่อย นอกเหนือไปจากความสามารถในการอิมโพรไวส์เพลงแล้ว นักดนตรีจะต้องตีความมันเหมือนกับที่วงออร์เคสตราต้องตีความซิมโฟนี ซึ่งผมว่ามันเป็นหัวใจของการเป็นนักดนตรีเลยล่ะ คุณจะได้ยินเสียงดนตรีที่หลากหลายในอารมณ์ที่พร้อมปะทุตลอดเวลาสำหรับเขา”
ช่วงเวลาเดียวกันในยุค 1950 เดฟ บรูเบ็กก็ยอมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดาแฟนเพลงของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นที่ชื่นชอบในวงกว้างขนาดที่ว่านิตยสารไทม์นำไปขึ้นปกในปี 1954 ก็ตาม บางคนก็พูดกันว่า เพลงที่วงของเขาเล่นมันไม่ใช่เพลงแจ๊ส (วงของเขาประกอบด้วยพอล เดสมอนด์, ยูจีน ไรต์ และโจ โมเรลโล) มันไม่สวิง คือคำวิพากษ์ที่ออกมา บ้างก็ไม่ชอบซาวด์ของพอล เดสมอนด์ ซึ่งออกมาในแนวจอห์นนี ฮอดเจสมากกว่าจะมีกลิ่นของชาร์ลี พาร์เกอร์ Time Out ได้สร้างความงุนงงให้กับบรรดาแฟนเพลงมากยิ่งขึ้น แม้ว่า Take Five จะเป็นซิงเกิลที่ได้รับความนิยมอย่างชั่วพริบตา, ได้เล่นออกอากาศทางสถานีวิทยุ และกลายเป็นซิงเกิลเพลงแจ๊สเพลงแรกที่มียอดขายระดับหลักล้านก็อปปี

เดฟไม่ได้ฉีกขนบเพียงแค่เรื่องไทม์ ซิกเนเจอร์, จังหวะเท่านั้น แต่ยังนับรวมไปถึงเรื่องที่เขาพยายามจะคุยกับทางโคลัมเบีย เพื่อที่จะทำอัลบัมที่มีแต่เพลงแต่งใหม่ล้วนๆ โดยไม่มีเพลงสแตนดาร์ดเลย ซึ่งปกติแล้วทางต้นสังกัดมักจะสอดแทรกบทเพลงที่ขายง่ายๆ เพื่อให้ติดหูคนฟัง อย่างการตีความเพลงสแตนดาร์ดออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราคงต้องขอบคุณก็อดดาร์ด ลีเบอร์สัน ประธานสังกัดโคลัมเบียในตอนนั้น ที่ได้ตอบตกลงสนับสนุนข้อเสนอของเดฟ

“Time Out มีผลกับผมมาก” เดวิด เบนัวต์ นักเปียโนหนุ่มใหญ่เอ่ย “พ่อแม่ผมเล่นแผ่นนี้ให้ฟังตั้งแต่ยุค 60 ต้นๆ จากนั้นมา ผมก็เรียนรู้เพลง Take Five ในช่วงเรียนมัธยม แล้วก็เคยชินกับไทม์ ซิกเนเจอร์แปลกๆ ผมชอบส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างกรูฟจังหวะแปลกๆ กับเมโลดีและฮาร์โมนีสวยๆ แบบนี้ อัลบัมชุดนี้เป็นบรรทัดฐานที่ผมใช้พัฒนาซาวด์ของตัวเองอย่างชัดเจน ผมโชคดีมากที่ในตอนหลังได้มารู้จักกับเดฟ แล้วก็ได้เล่นคอนเสิร์ตกับเขาอย่างสม่ำเสมอ Time Out ยังเป็นอัลบัมหนึ่งในดวงใจของผมเสมอมาครับ”

บ็อบ บลูเมนธัลให้ข้อสังเกตถึงข้อโต้แย้งถึงคุณค่าของผลงานของเดฟ ณ ตอนนั้น ว่าดนตรีแจ๊สจะต้องมีไทม์ ซิกเนเจอร์เป็น 4/4 เสมอหรือไม่ “คนอื่นๆ ต่างก็เล่นแจ๊สวอลต์ซกันทั้งนั้น แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอีก เบนนี คาร์เตอร์ทำเพลง Waltzing the Blues ออกมาในปี 1936 สมาชิกหลายคนบอกว่า ‘นี่เป็นผลงานที่ดีนะ แต่มันไม่ใช่แจ๊สหรอก เพราะว่ามันคือวอลต์ซต่างหาก’ ส่วนแม็กซ์ โรชก็ทำอัลบัมเพลงวอลต์ซออกมาก่อนที่ Time Out จะคลอดเสียอีก อัลบัมใช้ชื่อว่า Jazz in Time (สังกัดเวิร์ฟ ปี 1956) ซึ่งถือว่าเป็นความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทีเดียว เมื่อ Time Out ออกวางจำหน่าย บางคนก็ไปซื้อหามาไม่ว่ามันจะเป็น ¾ หรือ 5/4 หรือ 7/4 ก็แล้วแต่ โดยไม่ต้องคำนึงว่ามันเป็นงานของเดฟ บรูเบ็ก พวกเขาไม่ได้เข้าใจตรงนั้นเลย”

บ็อบอ้างถึงโปรแกรมดนตรีแจ๊สที่จัดขึ้นในเมืองเล็นน็อกซ์ รัฐแมตซาชูเสตต์ (โรงเรียนดนตรีแจ๊สเล็นน็อกซ์ ปี 1957-60) ซึ่งนำเสนอการเสวนาเกี่ยวการรูปแบบของศิลปะ ควบคู่ไปกับการสอนดนตรีโดยครูนักดนตรี “ผมจำได้ถึงสิ่งที่เดฟบอกเอาไว้ เมื่อตอนที่พวกเขาจัดงานเสวนาในปี 1960 พวกเขามีเซสชันสำหรับพูดคุยเรื่องไทม์ ซิกเนเจอร์ในดนตรีแจ๊ส นักวิจารณ์บางคนก็โพล่งขึ้นมาว่า ‘อัลบัมของเดฟ บรูเบ็กชุดนี้ไม่ใช่แจ๊สหรอก เพราะด้วยจังหวะ 5/4 แล้วก็อะไรอย่างอื่นอีก’ นักวิชาการด้านดนตรีชาวแอฟริกันคนหนึ่งก็พูดออกมาบ้างว่า ‘ในแอฟริกา เรามีดนตรีหลากหลายรูปแบบที่ใช้แพทเทิร์นของไทม์มิงแตกต่างกัน แล้วผมว่ามันก็ฟังดูแจ๊สสำหรับพวกเรานะ’ ซึ่งถือเป็นการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ณ ห้วงเวลานั้น”

เขายังบอกอีกว่า ดนตรีของเดฟ และซาวด์ของพอล เดสมอนด์ได้รับการเกื้อหนุนจากแฟนเพลงของดุก เอลลิงตัน, ชาร์ลี พาร์เกอร์ และโคลแมน ฮอว์กินส์ “ด้วยเหตุนี้ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีเสียงสนับสนุนเหมือนอย่างนักดนตรีแจ๊สดังๆ คนอื่นๆ พวกเขาก็ได้ออกผลงานเชิงพาณิชย์ออกมาด้วย อย่างอัลบัมดิสนีย์, อัลบัมที่หยิบเอาเพลงจากทางใต้มาทำ อย่าง Oh Susanna หรืออะไรแบบนั้น แต่ผลงาน Time Out ก็เป็นเหมือนอะวองการ์ดในสมัยโน้น ซึ่งฟังดูแปร่งหูไปบ้างสำหรับการฟังครั้งแรก ความคิดที่ว่าเพลงมันจังหวะ 5/4 ไม่ได้แค่เป็นที่ยอมรับเท่านั้น แต่กลายเป็นกระแสโด่งดังของวงการเพลง ไม่ได้อยู่ในหัวของเดฟและเพื่อนๆ เลยตอนที่พวกเขากำลังทำอัลบัมชุดนี้อยู่”

บ็อบเสริมต่อว่า “เมื่อคุณมีวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงถึงขนาดเข้าหน้าประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในตอนนั้นแล้ว ถ้ามีวงดนตรีที่ขยันทำงานล่ะก็ คุณอาจจะปล่อยอัลบัมออกมาปีละสามชุดเลยก็ได้ แต่ว่าคุณก็จะต้องมีวัตถุดิบที่จะมาเป็นต้นทุนทางดนตรีที่เพียงต่อการทำงานมากขนาดนั้น เพื่อว่าจะไม่ให้มันออกมาซ้ำซากจำเจไปหมด เอาง่ายๆ ที่พอจะเดาทางกันได้ก็ต้องออกอัลบัมเฉพาะคอมโพเซอร์ อย่างเช่น อัลบัมรวมเพลงของจอร์จ เกิร์ชวินบ้าง, ของโคล พอร์เตอร์บ้าง คุณก็แค่ทำอัลบัมของคอมโพเซอร์แต่ละท่านไป หรือไม่งั้นก็อัลบัมเพลงประกอบภาพยนตร์ อย่างภาพยนตร์ของเฟร็ด แอสแตร์, ของวอลต์ ดิสนีย์ อะไรที่คุณสนใจล่ะ ซึ่งผมว่าแนวคิดแบบนี้มันเป็นแนวคิดคอนเซ็ปต์ทางดนตรีมากกว่าที่จะเป็นคอนเซ็ปต์ทางการตลาด ผมว่าการที่เราจะมีอัลบัมที่ผสมกลมกล่อมลงตัวทั้งเชิงพาณิชย์ และเชิงสาระเข้มข้นของดนตรีแบบนี้ เป็นสิ่งที่วงของเดฟ บรูเบ็กมักจะทำออกมา”

มันคือการเปิดประตูให้กับนักดนตรีคนอื่นๆ ที่จะสร้างสรรค์งานเพลงแปลกๆ ใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนดนตรีไปในทิศทางที่แตกต่าง

“ผมคิดว่าในบรรดานักดนตรีที่มีความคิดสร้างสรรค์นะครับ มันก็จะมีแนวโน้มเวลาที่พวกเขาได้ฟังอะไรใหม่ๆ ก็จะเกิดความคิดริเริ่มของตัวเองบ้าง แม้ว่าคุณอาจจะไม่ได้ยินอิทธิพลอย่างชัดเจน ในแง่ที่ว่ามีใครทำเพลงแบบนี้ออกมากี่เพลงแล้ว แต่เมื่อคุณได้ยินคนเล่นไทม์ ซิกเนเจอร์แปลกๆ มากขึ้นๆ เรื่อยๆ คุณก็รู้แล้วล่ะว่าอัลบัมนี้มีส่วนทำให้เป็นอย่างนี้” บ็อบกล่าว “คุณก็อาจจะพูดได้ว่า ไม่มีใครทำเพลงคัฟเวอร์ Time Out สักหน่อย จนกระทั่งหลายปีให้หลัง แต่ผมว่าเราวัดจากวิธีง่ายๆ แบบนั้นไม่ได้ มันค่อนข้างจะยากทีเดียวแหละ การได้ยินเพลง Pick Up Sticks จังหวะ 7/4 เมื่อคุณได้ยินคนเล่น 7/4 ผมมั่นใจว่าส่วนหนึ่งพวกเขาได้ยินมาจากที่ใดที่หนึ่งล่ะ แล้วก็จะถามว่า ‘ผมเล่นอย่างนั้นได้ไม๊เนี่ย? แล้วถ้าผมเล่นอย่างนั้นได้ ผมจะใช้งานมันยังไง?’ แล้วนอกเหนือไปจากนั้นก็คือ ‘ผมลอกงานของเดฟ บรูเบ็กมาเลยได้ไม๊?’

อัลบัม Time Out เป็นอัลบัมที่มีอายุยืนยาวนานมากกว่าชุดอื่นๆ ในชีวิตการเป็นนักดนตรีอันโชติช่วงของเดฟ จนกระทั่งถึงวันนี้ เดฟก็เพิ่งจะฉลองวันเกิดครบรอบ 89 ปีไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เขายังคงออกทัวร์อย่างสม่ำเสมอ และก็จะไม่ลงจากเวทีจนกว่าจะได้เล่นเพลง Take Five

“ผมสงสัยว่า ถ้าส่วนหนึ่งเกิดจากริธึมที่มันฉีกแนวออกไปในช่วงเวลานั้น” บ็อบบอกข้อสันนิษฐานของเขา “เมโลดีก็ต้องชัดเจนมากๆ ในบรรดาเพลงชั้นเยี่ยมที่เดฟเขียนไว้ อย่างเช่น In Your Own Sweet Way หรือ The Duke มันไม่มีความกระชับ, อารมณ์เพลงอย่างที่ Blue Rondo และ Take Five มี ซึ่งจริงๆ แล้วเดฟไม่ได้เป็นคนเขียนเพลงทั้งสองนี้ด้วยซ้ำ หากแต่พอล เดสมอนด์ต่างหาก แม้เดฟจะเป็นคนกลั่นกรองผลงานทั้งหมดให้กับพอล ผมว่านั่นก็สำคัญนะ เมโลดีอย่างในเพลง Take Five เมื่อคุณเข้าถึงมันแล้วละก็ มันก็เป็นอะไรที่พื้นๆ มาก In Your Own Sweet Way ใช้คีย์ 12 คีย์ใน 8 บาร์สร้างฮาร์โมนิก เพลงนี้มันดังเอามากๆ เลยล่ะ แต่ว่ามันไม่โดนใจเหมือนอย่างที่ Take Five โดน”

ในมุมมองของบ็อบแล้ว เดฟได้อธิบายผ่านแผ่นดีวีดีสารคดี ซึ่งรวมอยู่ในเลกาซี ซีรีส์ แพ็กเกจที่เขาทำออกมา ว่าความคิดที่เขียนเพลงอย่าง Take Five ออกมา ทำให้พอลค่อนข้างจะสับสนอยู่ระยะหนึ่งทีเดียว แม้ว่าเดฟจะอ้างสิทธิในการเป็นผู้แต่งร่วมในเพลงนี้ได้ แต่เขาก็ไม่ทำอย่างนั้น และแพ็กเกจชุดนี้ยังได้บรรจุเอาซีดีบันทึกการแสดงสดของทางวงอีกด้วย นับว่าเป็นของกำนัลที่ล้ำค่าให้กับแฟนเพลงทุกคนของเดฟ บรูเบ็ก

“เดฟ บรูเบ็กเปรียบเสมือนนักคณิตศาสตร์ที่ยืนหยัดอยู่บนเสรีภาพ” เจสซี เจ นักร้องนักแซ็กโซโฟนรุ่นหนุ่มได้กล่าวถึงเดฟเอาไว้ “ริธึมที่ซับซ้อนในเพลงของเดฟ และจังหวะสวิงที่ดิ้นได้ ทำให้พวกเราทั้งหลายต้องตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วจะมีอะไรออกมาที่ไหน อย่างไรอีกล่ะ? ผมรักเพลงและซาวด์อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีความสลับซับซ้อนอันงดงามแฝงอยู่กับสวิงที่นุ่มละมุนของฝั่งเวสต์โคสต์”

แล้วในเวลาต่อมา…. ก็มี “ไมล์ส เดวิส”



Create Date : 06 กันยายน 2554
Last Update : 6 กันยายน 2554 13:57:36 น. 0 comments
Counter : 632 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month


 
nunaggie
Location :
City of Angels, Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




คุยเฉพาะเรื่องเพลง :D

"I still find each day too short for all the thoughts I want to think, all the walks I want to take, all the books I want to read, and all the friends I want to see." John Burroughs

Follow my twitter @nunaggie :)

"มีเรื่องราวอีกมากมายให้ชีวิตต้องเดินทางไปค้นหา เราคงไม่ค้นพบทุกอย่างได้ เพียงแค่ชั่วชีวิตเดียว"
Creative Commons License
© Supada Luangsirimongkol 2015.
qrcode
Friends' blogs
[Add nunaggie's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.