"แจ๊ส....ฉัน"
Group Blog
 
<<
กันยายน 2549
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
1 กันยายน 2549
 
All Blogs
 
The Little Willies และ Brokeback Mountain

จุดยืนคือ Less Is More

ดนตรีคันทรีและบลูส์ถือเป็นรากฐานทางดนตรีของชาวอเมริกันมาอย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าใด รากเหง้าทางดนตรีของอเมริกันชนก็ดูเหมือนว่าจะไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ส่วนในเมืองไทยนั้น แฟนเพลงคันทรีอาจจะประสบปัญหาขาดแคลนแผ่นซีดีเพลงคันทรีและบลูส์ฟัง ตลาดเพลงชนิดนี้ในเมืองไทยถือว่าเล็กและแคบมากเหลือเกิน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีให้เลือกน้อยนิดเหลือเกิน อย่างไรก็ตามในฉบับนี้ก็เลยถือโอกาสนำอัลบัมเพลงคันทรีและบลูส์ 2 อัลบัมเลยก็แล้วกัน ทั้งสองชุดนี้ออกมาต่างกรรมต่างวาระ แต่ก็ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน
อัลบัมหนึ่งเป็นของนักดนตรีหญิงชื่อดัง นอราห์ โจนส์ ดอกไม้เหล็กที่ซ่อนไว้ด้วยความอ่อนไหวและงดงาม และอีกอัลบัมหนึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Brokeback Mountain ที่มีคนเม็กซิกันเป็นคนคอมโพสเพลงทั้งหมด

หน้าร้อนแบบนี้ถ้าได้ฟังเพลงสนุกๆ ฮองกีทองกีเข้าจังหวะหน่อย ก็คงจะคลายร้อนขึ้นมาได้บ้าง

The Little Willies



ดูเหมือนว่านอราห์ โจนส์จะมีรากฐานแน่นหนามาจากดนตรีคันทรีและบลูส์จริงๆ ถึงแม้ว่าอัลบัมแรกของเธอ Come Away With Me จะติดกลิ่นอายแจ๊สอยู่บ้าง หากแต่อิทธิพลของโฟล์กและคันทรีกลับตลบอบอวลอยู่ทั่วไป ต่อมาในอัลบัม Feels Like Home ที่ออกมาไม่นานหลังจากนั้น ความเป็นคันทรีและบลูส์กลับคลุ้งอวลอยู่มากกว่าแจ๊สเสียอีก ซึ่งก็ทำให้แฟนเพลงเริ่มจะสับสนเสียแล้วว่า ตกลงเธอเป็นนักดนตรีแจ๊สหรือไม่ แต่เรากลับเห็นว่าไม่ว่าเธอจะผลิตงานประเภทใดออกมา เธอก็มักจะพิพีพิถันกับมันมากเป็นพิเศษอย่างที่เรามักจะสังเกตได้จากการฟังในทุกๆ เพลง เพลงของเธอเข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องอาศัยการตีความมาก เพียงแต่เน้นไปที่เความไพเราะของตัวเพลงและเสียงที่นุ่มนวลของเธอ เท่านี้แฟนเพลงก็พร้อมที่จะเพิกเฉยต่อการจัดประเภทเพลงของนอราห์ โจนส์โดยสิ้นเชิง

เดอะ ลิตเติล วิลลีส์ เป็นวงดนตรีเฉพาะกิจชุดใหม่ของนอราห์ ที่ร่วมกันกับเพื่อนๆ แกงค์ใหม่ (แต่ขวัญใจคนเดิม...ก็พ่อลี อเล็กซานเดอร์นั่นแหละ) เพื่อเล่นกันทีคลับลิฟวิง รูมในนิวยอร์กเมื่อปี 2003 โดยมีตัวเธอเอง, ลี อเล็กซานเดอร์ (เบส), ริชาร์ด จูเลียน (ร้อง/กีตาร์), จิม แคมพิลองโก (กีตาร์) และแดน ไรส์แมน (กลอง) แต่ด้วยความติดอกติดใจหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ทำให้พวกเขาเกาะกลุ่มเหนียวแน่นกันตั้งแต่บัดนั้น เล่นกันที่ลิฟวิง รูมเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง โดยนำเอาบทเพลงของศิลปินคันทรีและบลูส์มาเล่น แต่ก็ไม่เท่านั้น พวกเขายังได้เขียนเพลงเพื่อเล่นกันเองในลิฟวิง รูมด้วย และนี่ก็คงจะได้เวลาอันเป็นมงคลที่จะนำเอาบทเพลงเหล่านั้นออกมาเผยแพร่แก่สาธารณะชนให้ได้รับรู้ในความเคลื่อนไหวก้าวหนึ่งของพวกเขา

อัลบัม The Little Willies (น่าจะเป็นการตั้งชื่อเพื่ออุทิศให้กับราชันย์คันทรีอย่าง วิลลี เนลสัน ด้วยในความคิดของเรา) เป็นการรวมเอาบทเพลงดีๆ ของศิลปินคันทรีหลากหลายยุคสมัยที่พวกเขาชื่นชมและชื่นชอบ มาเล่นกันใหม่ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ต้องขอบอกตามตรงแหละว่าเป็นวงของนอราห์ โจนส์ เพียงแต่ดูเหมือนว่าเครดิตทั้งหลายทั้งปวงจะถูกถ่ายโอนไปให้ลี อเล็กซานเดอร์แทบจะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานดูแลการผลิต เครดิตนักดนตรีชื่อของเขาตรงปกหลังที่ขึ้นก่อนชาวบ้าน จะว่ากันง่ายๆ ก็น่าจะบอกได้ว่านี่เป็นโปรเจ็กต์ของลี โดยใช้ชื่อของนอราห์ หากแต่มันอาจจะแลดูไม่ค่อยดี ก็เลยใช้ชื่อ เดอะ ลิตเติล วิลลีส์จะดีกว่า ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นจุดขายที่ดีที่สุด เพราะอย่างไรเสีย...ชื่อของนอราห์ย่อมขลังกว่าลีเป็นแน่แท้

คอนเซ็ปต์อัลบัมเป็นไปตามที่คาดหมาย นั่นก็คือแนวทางของลีที่ได้แสดงออกทางความคิดของเขาเอาไว้ในอัลบัม Feels Like Home อันตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายคันทรี ภาพรวมของอัลบัมมีความนุ่มนวลในแบบของนอราห์อยู่ไม่น้อย แสดงให้เห็นว่าลีเองก็สร้างแนวทางโดยเอาบุคลิกภาพของเธอมาเป็นองค์ประกอบสำคัญ ถึงแม้ว่าทีมนักดนตรีจะเปลี่ยนหน้าไปทุกคน ยกเว้นลีที่ยังเกาะตำแหน่งเบสเหมือนเดิม หากแต่สไตล์การบรรเลงนั้นก็ยังคลับคล้ายคลับคลา นั่นก็คงจะเป็นรูปแบบการทำงานที่เน้นภาพรวมมากกว่าที่จะไปเน้นเกาะสไตล์ของนักดนตรีคนใดคนหนึ่งอย่างจริงจัง ซึ่งสิ่งนั้นน่าจะเป็นปัญหามากกว่าหากว่ามีการแตกวงกันขึ้นมา เพราะสไตล์ของวงจะเปลี่ยนไปทันที



นอกจากนอราห์ที่ยึดตำแหน่งร้องนำแล้ว ยังมีริชาร์ด จูเลียนเข้ามาแบ่งส่วนในการร้องนำออกไปด้วย นี่คือสิ่งที่น่าจะทำให้ภาพออกมาเป็นเดอะ ลิตเติล วิลลีส์มากขึ้น ไม่ใช่แฮนด์ซัม แบนด์ของนอราห์ เขาร้องเดี่ยวอยู่ 3 เพลง ก็คือ Best Of All Possible Worlds, Streets Of Baltimore และ Tennessee Stud นอกจากนั้นยังร้องคู่กับนอราห์ในอีก 2 เพลงก็คือ Roly Poly และ Lou Reed อีกส่วนหนึ่งที่เขายังได้มีส่วนร่วมก็คือร่วมแต่งเพลงถึง 3 ใน 4 เพลงที่เป็นเพลงใหม่ของเดอะ ลิตเติล วิลลีส์ด้วย ซึ่งก็คือ It’s Not You It’s Me (ร่วมกับ แอชลีย์ มอนโร), Easy As The Rain (ร่วมกับจิม) และ Lou Reed (ร่วมกับลีและนอราห์) ส่วนอีกเพลง Roll On ลีเป็นคนแสดงฝีมือคนเดียว

Roll On คงจะเป็นซิงเกิลฮิตของอัลบัมนี้อย่างแน่นอน เพราะเป็นสไตล์นอราห์อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นอัลบัมไหนๆ ของเธอ เรามักจะได้ยินทูน (Tune) ที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้ของเธอเสมอๆ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดีแน่ๆ เพราะว่ามีไม่กี่คนหรอกที่จะหาทูนของตัวเองเจอและรักษามันเอาไว้ได้ นอราห์เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเคาะคีย์เปียโน ซึ่งบอกตามตรงว่าเธอเล่นไม่กี่โน้ตหรอกในหนึ่งเพลง แต่ว่ามันคือการเล่นน้อยที่คนจำได้มาก นี่คือส่วนประกอบสำคัญในความเป็นเธอเช่นกัน

Lou Reed เพลงสุดท้ายปิดอัลบัมที่ออกมาแบบเพี้ยนๆ เดินออกไปนอกเส้นทางที่เดินมาทั้งอัลบัมหรือเปล่า ทั้งเนื้อหาที่แลดูขำๆ ดี อีกทั้งเสียงร้องของนอราห์ที่แหวกแนวไปกว่าที่เคยได้ยินมาแน่ๆ ก็คงจะเปนอีกบุคลิกหนึ่งที่เราไม่น่าจะได้เห็นจากผลงานในนามของตัวเธอเอง

ไม่แน่ว่า เดอะ ลิตเติล วิลลีส์จะสามารถอยู่รอดได้โดยปราศจากนอราห์ โจนส์หรือไม่ แต่ ณ ตอนนี้ อัลบัม The Little Willies ก็เป็นอัลบัมคันทรีและบลูส์ที่เราสามารถอิ่มเอมกับความเนียนละไมทั้งในด้านดนตรีและเนื้อหา อีกทั้งยังสามารถฟังได้บ่อยเท่าที่ต้องการ โดยปราศจากอาการที่เรียกว่า “เอียน”

The Little Willies / The Little Willies (Milking Bull)
ดูแลการผลิตโดย ลี อเล็กซานเดอร์
นักดนตรี
ลี อเล็กซานเดอร์ เบส
จิม แคมพิลองโก กีตาร์ไฟฟ้า
นอราห์ โจนส์ เปียโน, ร้อง
ริชาร์ด จูเลียน กีตาร์, ร้อง
แดน ไรเซอร์ กลอง
ดิ ออร์ดิแนร์ส เสียงประสาน
จอน ไดรเดน ออร์แกน, แอคคอร์เดียน (รับเชิญ)

***************************************************

Brokeback Mountain คันทรีบนเขาหลังหัก



หลายๆ คนคงได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่องนี้กันบ้างแล้ว ชายหนุ่มบางคนก็ไม่กล้าไปดู เพราะเกรงว่าคนจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นเกย์ ก็นานาจิตตังกันไป แต่กระแสการตอบรับของ Brokeabck Mountain มีกลับมาไม่น้อยในทางที่ดี แต่การกลับกลายเป็นหนุ่มๆ สาวๆ ทั่วไปเสียอีกที่มีความประทับใจกับเรื่องราวของแจ็กและเอนนิส เกย์หนุ่ม 2 คนที่รักกันจนตราบชีวิตหาไม่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ครองคู่กันก็ตาม เพราะว่าในยุคสมัยนั้นการอยู่ด้วยกันของชายรักชายยังไม่เป็นที่ยอมรับ อาจจะถูกรุมประชาทัณฑ์จากคนที่เหยียดเพศเอาง่ายๆ แถมยังไม่มีใครตามจับตัวฆาตกรให้ด้วย กลายเป็นตายฟรีเสียอย่างนั้น ส่วนเกย์

นอกจากการกำกับฯ ของอั้งลี่ และการแสดงของเจค กิลเลนฮาลกับฮีธ เล็ดเจอร์ที่ถือเป็นส่วนที่โดดเด่นของ Brokeback Mountain แล้ว ดนตรีประกอบภาพยนตร์จากฝีมือของกุสตาโว ซานตาโอลัลลา (นามสกุลน่าสนุกดีจริง) ซึ่งเป็นคนอาร์เจนตินา กุสตาโวบอกว่าอยากให้โลกได้รับรู้ว่านอกจากแซมบาแล้ว ชาวอาร์เจนตินาก็ยังมีดนตรีประเภทอื่นๆ ให้ฟังด้วยเหมือนกัน ไม่ได้มีแค่ละตินเพียงอย่างเดียว

จริงๆ แล้วเราๆ ท่านๆ อาจจะรู้จักกุสตาโวมาแล้วบ้าง อย่างภาพยนตร์เรื่อง The Motorcycle Diaries (2004) ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงในดนตรีแบบของกุสตาโวไม่น้อย แถมเพลง Al Otro Lado del Rio โดยฆอร์เฆ เดร็กซเลอร์ยังได้รางวัลเพลงยอดเยี่ยมจากรางวัลอะคาเดมี อะวอร์ดส์เมื่อปี 2005 ด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นคนแต่งเพลงนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นคนกำหนดทิศทางของเพลง

ส่วนมากในอัลบัมเป็นบทเพลงที่กุสตาโวแต่งขึ้นมาและบรรเลงใหม่ โดยมีบางเพลงเท่านั้นที่เป็นเพลงเก่า แต่ก็เป็นการบรรเลงใหม่ทั้งสิ้น (ยกเว้นเพลง It’s So Easy ของคูล แอนด์ เดอะแกงค์) จุดเด่นของงานเพลงในอัลบัมนี้อยู่ที่เสียงกีตาร์ของเขา ที่ดูเหมือนจะบาดลึกเข้าไปถึงห้วงอารมณ์ ยิ่งใครที่ได้ตีตั๋วดูหนังเรื่องนี้แล้ว คงจะเอ่ยปากอย่างพร้อมเพรียงว่าทำออกมาได้พอเหมาะพอเจาะกับจังหวะอารมณ์ของหนังจริงๆ โดยการใช้ตัวโน้ตเพียงแค่ไม่กี่ตัวในการเล่นซ้ำไปมา เชื่อมโยงถึงความเงียบ...ความเหงาทั้งในสภาพภูมิศาสตร์และสภาพจิตใจของตัวละครทั้งสองคือแจ็กและเอนนิส เขาเลือกใช้ความเรียบง่ายสอดประสานเข้ากับชีวิตที่ราบเรียบแบบคาวบอยในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพลง Opening ที่มีไลน์กีตาร์ 2 ไลน์โดยกุสตาโวเล่นเป็นไลน์หลัก เสริมด้วยไลน์พีดัล สตีล กีตาร์ของบ็อบ เบิร์นสไตน์ ส่อความวังเวงเป็นอย่างดี รับกับเพลงธีมอีก 2 เพลงคือ Brokeback Mountain 1, 2 และ 3 ก่อนที่จะคลี่คลายไปในเพลง The Wings ที่เป็นเพลงปิดอัลบัมและปิดหนังด้วย

บอกได้เลยว่าเพลงทั้งหมดใช้ตัวโน้ตง่ายๆ ไม่กี่ตัวที่เราสามารถเล่นตามได้สบายๆ หากว่าชอบจริงๆ



ส่วนประกอบอื่นของอัลบัมที่คงจะไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือเพลง A Love That Will Never Grow Old ร้องโดยเอมมีลู แฮริส ศิลปินคันทรีชาวอเมริกันชื่อดัง ทำนองโดย กุสตาโวเอง และเนื้อร้องโดย เบอร์นี เทาพิน คู่หูเขียนเพลงของเซอร์เอลตัน จอห์น และเพลง I Don’t Want To Say Goodbye ที่ทั้งสองเขียนขึ้นใหม่ ส่งผลให้เพลงที่ออกมามีเนื้อหาที่กินใจและสอดรับกับเนื้อหาของภาพยนตร์อย่างตั้งใจ

เป็นที่น่าเสียดายว่า A Love That Will Never Grow Old หยุดตัวเองไว้เพียงแค่รางวัลลูกโลกทองคำ สาขาเพลงยอดเยี่ยม เนื่องจากไม่ได้มีการใส่เพลงนี้ไว้ในตัวหนังครบ 30 วินาที ดังนั้นจึงหลุดออกจากโผออสการ์อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เช่นนั้นเชื่อว่าเพลง It’s Hard Out Here For A Pimp จากเรื่อง Hustle and Flow ที่ได้รับรางวัลไปจะต้องเจอคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้ออย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยเพลงอื่นๆ อย่าง He Was A Friend Of Mine (บ็อบ ดีแลน) ร้องโดยวิลลี เนลสัน King Of The Road (โรเจอร์ มิลเลอร์) ร้องโดย เท็ดดี ธอมป์สันและรูฟัส เวนไรต์, The Maker Makes (รูฟัส เวนไรต์) ซึ่งร้องเองด้วย

ด้วยจุดยืนเล่นน้อยแต่เข้าถึงอารมณ์ได้มาก ทำให้การเล่นของกุสตาโวมีความน่าสนใจ (ตั้งแต่เรื่อง The Motorcycle Diaries แล้ว) ซึ่งก็ไม่แพ้กับเพลงร้องเพลงอื่นๆ ในอัลบัม เพราะฉะนั้นจึงเป็นอีกงานหนึ่งที่เปิดฟังได้บ่อยๆ ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะลาโรงไปแล้วก็ตาม

Original Motion Picture Soundtrack : Brokeback Mountain
ดูแลการผลิตโดย กุสตาโว ซานตาโอลัลลา
นักดนตรี
กุสตาโว ซานตาโอลัลลา กีตาร์
บ็อบ เบิร์นสไตน์ เพดัล สตีล กีตาร์
เกบ วิตเชอร์ ซอฝรั่ง
แอนิบัล เคอร์เพล เบส, แฮมมอนด์ออร์แกน บี3, เวอร์ลิตเซอร์ เปียโน









Create Date : 01 กันยายน 2549
Last Update : 1 กันยายน 2549 16:10:26 น. 1 comments
Counter : 633 Pageviews.

 
ช้าไปหน่อยสำหรับ 2 อัลบัมนี้ ลืมไปว่าน่าจะเอามาอัพตั้งนานแล้ว หึๆ


โดย: nunaggie วันที่: 1 กันยายน 2549 เวลา:16:10:01 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

nunaggie
Location :
City of Angels, Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




คุยเฉพาะเรื่องเพลง :D

"I still find each day too short for all the thoughts I want to think, all the walks I want to take, all the books I want to read, and all the friends I want to see." John Burroughs

Follow my twitter @nunaggie :)

"มีเรื่องราวอีกมากมายให้ชีวิตต้องเดินทางไปค้นหา เราคงไม่ค้นพบทุกอย่างได้ เพียงแค่ชั่วชีวิตเดียว"
Creative Commons License
© Supada Luangsirimongkol 2015.
qrcode
Friends' blogs
[Add nunaggie's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.