อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ไปได้เรื่อยๆ ล่ะ

จากครั้งก่อนๆ นู้น ได้ตัดสินใจ ติดกระจกที่หน้าต่างห้อง แทนบานเกล็ดของเดิมจากโครงการ ไม่รู้ว่าผิดกฎหรือเปล่าหรอกนะ เหอะๆๆ ไม่แคร์ละ ห้องฉานนนนนนิ แต่ที่ติดก็เพราะว่าเรามันอยู่สูงนิดนึง กลิ่นต่างๆ ล่องลอยขึ้นมาปะจมูกไม่จบไม่สิ้น ยิ่งแพ้กลิ่น ก็ยิ่งได้กลิ่น บางวันก็กลิ่นน้ำมันของไข่ดาวตอนตี 5 บางวันก็กลิ่นไม่พึงประสงค์จากใต้อาคารตอนเที่ยงๆ บางวันก็กลิ่นกะเพรา บางวันก็กลิ่นน้ำอบน้ำหอม ล่องลอย....ขึ้นมา...กักเก็บไว้ในห้องนี่แหละ สุดจะทน เลยต้องตัดสินใจ ปิดทางเข้าออกของอากาศให้ได้ไม่มากก็น้อย แต่งบไม่แยะ เลยได้แต่ห้องนอนไปก่อน ที่เหลือเอาไว้ทำพร้อมเหล็กดัด เพราะร้านที่ติดกระจกล่าสุดเค้าไม่มีเหล็กดัด



ติดมาได้สักพัก ก็รู้สึกว่าคิดไม่ผิดหรอกที่ติดกระจก เพราะนอกจากกลิ่นไม่เข้ามารบกวนแล้ว เสียงจากภายนอกที่ชอบมีคนมานั่งคุยกันตอนดึกๆ ดื่นๆ ก็ไม่ค่อยได้ยินแล้ว รวมทั้งเสียงจากหอกระจายข่าวหมู่บ้าน ที่ประกาศอะไรที ถ้าอยู่ในอาคารก็ฟังไม่รู้เรื่องอะไรเลยนอกจากจะรู้สึกรำคานและหนวกหู แต่ถ้าอยู่นอกอาคารอ่ะได้ยิน ก็ไม่รู้ที่เค้าประกาศๆ น่ะจะมีคนรู้เรื่องมั่งไหมล่ะเนี่ย

แต่ทว่ากระจกที่มาติด บังเอิญนั่งๆ ทำงานอยู่วันนึงในตอนกลางวันหันไปทางนั้นแล้วแว๊บๆ ว่าเห็นแสงลอดออกมา ใช่แล้วเราก็เดินไปดูให้แน่ใจว่าช่องแสงที่เราคิดว่ามันมีอยู่นั้นมีจริงหรือเปล่า ซึ่งก็เห็นดังนั้น ก็เลยบอกให้คุณแฟนบอกช่างให้เข้ามาดูให้หน่อย มันมีช่องแบบว่า ยุงบินผ่านเข้ามาได้เลย ตอนเย็นขากลับบ้่านคุณแฟนก็บอกที่ร้านให้มาดูในวันเวลาที่คุยกัน พอถึงวันเราก็นั่งรอตั้งแต่เช้ายันเย็น .... ไม่เห็นเงาหัวช่างมาสักคน รวมทั้งโทรศัพท์ หรืออะไรก็ตามแต่ ผ่านไปหลายวันก็ยัง เงียบกริบ.....สรุป...ช่างไม่มา...(แล้วบอกจะมาทำไมฟระ!!! ฮรึ่ย!!!)

เคืองพอประมาณ ตอนที่ช่างมาทำก็ดูจะดีนะ ไม่อะไรมากมาย ไม่มีเรื่องมาก แต่นี่ผ่านไปยังไม่ถึงเดือน ช่างหมางเมินกับลูกค้าจริงๆ ดีแล้วล่ะที่ทำแค่นี้ รอบหน้าทำร้านอื่น ชิ!!

แต่ปัญหายังไม่หมดแค่นั้นอีก พอดีกระจกที่ติดเป็นกระจกดำ แล้วที่ร้านก็ไม่รับติดฟิล์ม เลยติดเป็นกระจกดำเฉยๆ แต่กระจกดำ ด้านมืดจะมองเห็นด้านสว่าง ซึ่งก็คือ หากเราเปิดไฟ คนข้างนอกก็จะมองเห็นเราในตอนกลางคืน แต่ถ้ากลางวันเราจะมองเห็นข้างนอก เพราะสว่างกว่าในห้องเราแยะ แต่เดิมแล้วมันก็มีมู่ลี่อยู่ เราก็คิดว่าคงพอจะช่วยได้ตอนที่เราเปิดไฟกลางคืน

แต่ทว่า...วันนึงคุณแฟนเอาขยะลงไปทิ้งแล้วบังเอิญเหลือบขึ้นมาบนห้องแล้วบอกว่ามองเห็นในห้องด้วย ..... ไอ้หยา .... งานเข้าเลยเชียว มู่ลี่อย่างเดียวไม่เพียงพอ เลยคิดว่าจะเอาผ้าม่านมาติด แต่ทว่าม่านมันก็เก็บฝุ่นเนอะ คนขี้โรคอย่างเราก็คงแย่อยู่ แต่เห็นเดี๋ยวนี้มีม่านม้วนด้วย ทำความสะอาดง่าย ม้วนเก็บก็ง่าย เห็นทีจะได้ม่านม้วนนี่แหละมาติดแทนมู่ลี่ซะเลย คาดการณ์เอาไว้ละเดี๋ยวสิ้นเดือนไปเดินดูที่โฮมโปร

ฮ้าาา สิ้นเดือนนี่มีแต่รายจ่ายจริงๆ เลยเชียว นอกจากม่านแล้ว ว่าจะติดแอร์ด้วย จากการสืบค้นหาข้อมูล ก็ว่าจะติด มิตซู รุ่นมูฟอาย ดูราคาแล้วก็แพงกันดีจริงๆ หาดูหลายๆ ร้านละ ราคาต่างกันเยอะเลย บางร้านต่างจากในห้าง 4-5 พันแน่ะ แต่ก็พยายามหาร้านแถวๆ บ้านเข้าไว้ ไม่ร้านเดี่ยว ก็ของพวกโฮมโปร โฮมเวิร์คนี่แหละ สะดวกดี เคยซื้อของจากโฮมโปรครั้งนึงที่ซื้อมาแล้วมันเสีย เป็นของใช้ไฟฟ้า ระบบไฟฟ้ามันรวน มาถึงบ้านได้ ไม่กี่วัน เลยเอาไปคืนที่โฮมโปร เพราะกลัวว่าหากเปลี่ยนมากลัวจะเป็นเหมือนกันอีก เลยขอคืนเลยแล้วกัน โชคดีมากๆ คืนได้ด้วย ทางโฮมโปรก็ดำเนินการให้โดยดี นอกจากนั้น ที่ซื้อมาจากโฮมโปรก็โอเคหมด มีแต่เครื่องใช้ไฟฟ้านี่แหละ อย่างว่าอ่ะเนอะ ของพวกนี้ ตาดีได้ตาร้ายเสียจริงๆ ดีที่ซื้อจากโฮมโปรเนอะ ซื้อร้านข้างนอกอาจคืนไม่ได้ แต่คงต้องเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นในราคาเท่ากัน หรือมากกว่า (เพิ่มตังค์)

ล่าสุดเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไปเดินโฮมเวิร์คที่เซ็นทรัล ปกติก็ซื้ออยู่ 2 โฮมนี่แหละ ช่วงนี้มีลดราคา แต่เราซื้อด้านในที่มันไม่ได้ลด ทำไงได้อ่ะนะ ของที่เราซื้อเค้าไม่ลดนี่นา พอดีพาพ่อไปซื้อสว่านตัวใหม่ด้วยเราก็เลย เดินๆ ดูของ ก็เจอชั้นหนังสือ ขนาดกำลังดีเลยตัดสินใจซื้อมา เป็นตู้หนังสือไม้อัดธรรมดา มี 16 ช่อง ว่าจะเอามาใส่หนังสือที่กองๆ อยู่ที่บ้านซะหน่อย เวลาหามันหายากมากมาย มีชั้นคงดีขึ้น ปกติไปซื้อของที่นี่พนักงานก็ดีนะ แต่วันที่เราไปซื้อสงสัยพนักงานคนที่เราเรียกมาถามเรื่องชั้นหนังสือ เค้าจะรมณ์ไม่จอย พูดเหมือนไม่อยากจะคุยกะลูกค้า เหอะๆๆ

แต่เราก็ไม่ได้ซื้อกับคนนั้นหรอก เพราะเดินพาพ่อไปดูของก่อน แล้วค่อยกลับมาใหม่ เพราะว่าของชิ้นใหญ่เอาไว้หลังของชิ้นเล็กดีกว่า ก็พาพ่อไปดูของเสร็จสรรพก็กลับมาที่ตู้อีก แล้วก็เรียกพนักงานที่ดูแลชั้นวางมา เพื่อบอกว่า เอาชุดนี้ 1 ชุด แล้วพนักงานก็บอกพูด บลาๆๆๆๆ...เราก็อ๋อค่ะ เข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้ถามพนักงานไปท่านนึงแล้ว ที่พนักงานพูดคือ พอดีตัวที่ตั้งโชว์มีตำหนิ เลยเอามาลดราคา แต่เราจะเอาตัวใหม่ ราคาจะแพงกว่า เราก็โอเค เพราะเรารู้แล้ว เลยขอตัวใหม่ พนักงานก็บอกว่าเดี๋ยวเข็ยตามลงไปให้ข้างล่าง ตรงที่จ่ายตังค์ (ไม่รู้เป็นไง ทำไมโซนนี้ต้องให้ลูกค้าเรียกหาไม่รู้ ปกติที่โซนอื่น เดินเฉียดไปนิดเดียว พนักงานก็โผล่มาแล้ว นี่พนักงานอยู่แบบว่า...ไกลมากๆ ทีแรกเราก็เรียกคนที่ใส่เสื้อแบบว่าดูเหมือนเป็นพนักงานที่นี่ ที่อยู่ใกล้ๆ แต่พอเค้ามาก็บอกว่าไม่ใช่แผนกเค้าแฮะ ให้เรียกเสื้อสีนั้นๆ อ่ะนะ ให้ได้อย่างนี้ สีที่อยู่ใกล้ๆ เป็นพนักงานขายอย่างอื่น แต่สีของสินค้านี้ อยู่ไหนหว่า)

เราก็เดินดูของอีกอย่างสองอย่าง ลงไปเตรียมจ่ายตังค์ ก็ไม่เห็นมีของเราวางอยู่อย่างที่พนักงานบอกแฮะ ก็เลยเดินเตร่อยู่แถวนั้นรอ นานสองนาน... ซักพักคุณแฟนมาตามว่าของมาละ เราก็จ่ายตังค์ขนกลับบ้าน แต่พอมาถึงบ้าน ... แกะของออกจากห่อเตรียมประกอบ ... แต่ดันมีของชำรุดแฮะ ชั้นวางที่ซื้อมันจะมีแผ่นกระดานปิดด้านหลังชั้นเป็นไม้อัดเหมือนกัน ตรงนั้นมี 3 แผ่น แต่เจ๊งไปแผ่นนึง คงเป็นตอนที่ จับใส่กล่องแล้วใช้สายรัด ดันเอาของบางๆ อ่อนไว้ด้านนอกสุด เลยหัก ส่วนแผ่นที่เหลือยังอยู่ในสภาพดี เพราะเอาไว้ตรงกลาง ดีนะที่เราคิดในใจอยู่แล้วว่าจะไม่ใส่แผ่นกระดานข้างหลัง ไม่งั้นต้องเสียเวลากลับไปอีก ดีไม่ดีอาจจะบอกว่าเสียที่เรากันเองอีกหรือเปล่าไม่รู้เนอะ

รอบนี้จะไปเดินดูที่โฮมโปรซะหน่อย แบบว่าไม่ได้ไปนานละ แต่อิคุณแฟนนี่ก็อยากไปแต่โฮมเวิร์ค ให้เหตุผลว่ามันลดราคาอยู่ แล้วถถ้าของที่ช้านจะซื้อมันไม่ลดราคาล่ะ ฮึ!! พาลจะได้ไปคนละที่ อิอิ

ว่าแต่เวลาได้ออกไปเดินดูโน่นดูนี่นี่มันสบายใจดีจังเลยเนอะ เห็นอะไรก็อยากหอบกลับมาด้วย แต่ไม่มีที่วาง บ้านเล็กๆ หลังน้อยๆ อยู่คนเดียวก็นั่งฝันนั่งเพ้อไป เมื่อไหร่จะมีชีวิตอิสระ แบบที่อิสระจริงๆ สักที ทุกวันนีั้้ก็อิสระ จะหาที่ไหนได้ล่ะ ใช่ไหม กินเงินเดือน แต่ไปทำงานนอกบ้านอาทิตย์ละ 2 วัน แต่ก็นั่นแหละรายได้ก็ตามเนื้อเรื่อง ถึงจะดูอิสระ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อใจ นี่แหละนะคนเรา ไม่รู้จักคำว่าพอ แหะๆ ก็ยังไงก็ยังทำงานทุกวันอยู่ดีอ่ะนะ ยกเว้นบางเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงงานน้อยๆ เพราะช่วงงานแยะๆ ก็ทำมันทุกวันล่ะ ก็อยู่บ้านนี่ อิอิ มันเป็นอะไรที่ ไม่เสร็จละไม่สบายในหัวจิตหัวใจ

อยู่บ้านก็ดี มีเวลาทำนู่นนี่บ้าง ตอนที่งานน้อยๆ อาทิ ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน นั่งฝันลมๆ แล้งๆ คุยกับพวกคุณตูบ แต่วันนี้มีเล่นบทนางร้ายหน่อยนึงกับอิลูกคนสวยตัวดี ที่ขี้หงุดหงิด และเอาแต่ใจ รวมทั้งขี้หวงคน(เรียกอีกอย่างว่าอิจฉาก็ได้) เพราะเมื่อวานจับ 5 แสบทั้งหลาย อาบน้ำ ตามด้วยเล็มสังกะตัง แต่ละตัวก็ใช้เวลานิดนึง ทีแรกอิคุณแฟนจะอาบให้แต่คุณลูกสาวตัวเดียวก่อน เพราะให้เหตุผลว่าตัวอื่นๆ จะหนาว (แล้วอิที่อาบไปมันไม่หนาวหรือง่ะ ) เหตุผลเง่าๆ อี๊!!! ขัดใจจริง ที่เหลือ 4 ตัว ไอ้เราเลยจับไปอาบเอง ให้มันรู้ไปให้คนป่วยภูมิแพ้คลุกคลีแบบถึงพริกถึงขิงได้อย่างนั้น แต่ก็นั่นแหละ คุณแฟนเค้าไม่ค่อยแคร์หรอกว่าอะไรจะเป็นผลดีหรือเป็นผลร้ายต่อโรคส่วนตั๊ว ส่วนตัวของเรา แต่ก็กันเอาไว้ก่อน โดยการใส่ผ้าปิดจมูกตลอด

แล้วบังเอิญคุณนายที่อาบไปก่อนเพื่อน อาบเสร็จเช็ดแห้ง ก็ต้องไปอยู่ในกรงก่อน ไม่งั้นพอจะเช็ด จะเป่าตัวอื่นที ก็จะพาลไปวิ่งไล่กัดไล่ขู่เขา เลยต้องขังกรงเอาไว้ขณะที่ชำระล้างหนุ่มๆ ที่เหลือ แล้วขณะที่กำลังเช็ดๆ เป่าๆ หนุ่มตัวสุดท้าย อิคุณนายก็ว๊าก ออกมาอย่างดัง จากทีแรก แค่นั่งครางงืดๆ ในกรงเฉยๆ จนเราต้องสั่งสอนด้วยมะเหงก ที่ไหนได้ขู่เราอีก อ่ะ....ดีจริงๆ ไอ้ตัวมีขนเนี่ย ไม่เท่าไหร่นะ ขู่แล้วยังแบบว่าไม่ให้จับตัวได้อีกนะ ทำท่าจะกัดให้ได้อีก เหมือนหมาบ้าไปเลย อยู่ในกรงไม่ถึงชั่วโมง ทั้งๆ ที่นั่งกันอยู่ตรงนั้นหมด คงเพราะตามใจมาก ไม่ค่อยได้อยู่ในกรง อยู่กับคนตลอด แล้วพอคนจับตัวอื่นก็จะวิ่งเข้ามาแทรกตลอด แล้วอิคุณพ่อมันก็ยอมตลอด

สุดจะสั่งสอนกันได้เข้าใจ ว่าไม่ควรอิจฉาตัวอื่นๆ แต่หมาอ่ะนะ ไม่ใช่คนที่โตแล้วจะเข้าใจอะไรๆ ได้ง่ายๆ ก็เลยต้องจับกดกันบ้าง......เพราะเธอไม่เคยโดนกด เลยต้องกดนานหน่อย กดจนยอม ไม่มีเสียงขู่เล็ดลอดออกมานั่นแหละ ทีแรกก็ไม่ยอมนะ ดิ้นสุดฤทธิ์สุดเดช ขู่ในลำคออยู่ไม่ขาด คงประมาณว่า อย่าให้หลุดออกไปได้นะ จะงับให้ขาดครึ่งท่อนเลยประมาณนั้นเชียว เราต้องรวบรวมพลังดีๆ จับให้อยู่ไม่งั้นมีหวังโดนคมเขี้ยวแน่เชียว ส่วนพ่อมันก็ไม่ทำไร เรียกชื่ออยู่อย่างนั้นแหละ มานคงจาฟัง กดอยู่นานสองนาน จนมั่นใจว่า เงียบ และสงบจากอาการบ้า แล้วไล่เข้ากรงไปเหมือนเดิม เพราะยังไม่เสร็จหมดทุกตัว

เสร็จจากชำระล้างทุกตัวแล้ว ก็ปัดกวาดเช็ดถู แล้วก็ปล่อยคุณเธอออกมา เหมือนจะรู้นะว่าถูกเคือง ไอ้เรามันก็คนประเภทไม่ชอบให้ใครมาแตกแถว แม้แต่หมาก็เถอะ ถึงมันจะยังไม่เข้าใจ แต่สักวันมันคงเข้าใจ หวังว่าอ่ะนะ แต่พอปล่อยออกมาเราก็ทำไม่สนใจ ได้ผลเหมือนกันนะ อย่าไปสบตา อย่าไปเอ่ยชื่อ ก็เหมือนจะรู้สึกขึ้นมาได้บ้าง เพราะไม่อยากให้มันรู้สึกตัวเหมือนว่าเหนือกว่าตัวอื่นๆ เพราะชอบข่มชาวบ้านเค้าเหลือเกิน แม้กระทั่งกับคนเลี้ยงเนี่ย .... จากปกติเวลาเราเดินออกไปข้างนอก จะเดินสองขาตามหลัง ไหว้ขอขนมตลอด แต่จากเมื่อคืน จะเดินตาม 4 ขาแบบคอตกๆ แต่ยังเดินตามเหมือนเดิม แต่ไม่กล้าเข้ามาประชิดตัวเหมือนแต่ก่อน ... ชั้นต้องเป็นนางมารร้ายก็เพราะเธอเลย อิคุณเหยิน

เราก็ต้องทำใจแข็งจนถึงวันนี้นั่นแหละนะ บางครั้งคนก็ไม่เข้าใจหมา หมาก็ไม่เข้าใจคน อยู่ร่วมกันก็ต้องปรับหากัน ต้องมีกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกัน ถ้าไม่สอนเค้าก็คงไม่รู้ แต่ทว่าคุณเธอนี่ก็เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยอ่ะ คือจะชอบบ้าใส่เราอย่างนี้อ่ะนะ แบบว่าเหมือนพอไม่ได้ดังใจ ก็จะมาว๊ากใส่เรา แม้กระทั่งเล่นๆ กันอยู่ แต่พอพ่อมันเดินไปหยิบถุงอะไรดังก๊อบๆ แก๊บๆ เท่านั้นแหละ มันก็นึกว่าเค้าจะแจกขนมพวกหนุ่ม ก็จะวิ่งไปให้ได้ หันมาว๊ากใส่เราอีกซะงั้น ตกลงชั้นเป็นที่รองรับอารมณ์หล่อนหรอยะ แต่คุณแฟนนั้นจะเป็นพวกใจดีเกิน เลยตามใจซะทุกอย่าง สุดท้ายเลยเป็นหมาที่คิดว่าเจ้าของเป็นของตัวคนเดียว แล้วก็เอาแต่ใจตัวเอง อย่างนี้อีกหน่อยคงต้องเลี้ยงกันด้วยลำแข้ง!!

น่ะเรื่องหมาๆ ก็นินทามันไปได้ อิอิ ณ ขณะนี้เราก็ยังคงต้องทำไม่แยแสต่อก้นพองๆ ของคุณเธอต่อไป ถึงจะมานอนเฝ้านั่งเฝ้าหน้าห้องเหมือนเดิมก็เหอะ คนอ่ะเคืองนานเฟ้ย ฮึ้ย!!! งอนหมา กะว่าจะงอนซัก 2 วัน ... ว่าไปแล้วก็เหนื่อยกับตัวเอง ละก็สงสารหมา เพราะมันคงไม่ค่อยได้เล่น เลยเครียดง่าย เนื่องจากตั้งกะเราเป็นภูมิแพ้นี่ก็ ไม่ได้คลุกคลีกันมาก วันๆ อยู่บ้านก็เดินออกไปคุยกันเฉยๆ ไม่ค่อยได้วิ่งเล่นกันเหมือนมะก่อน เพราะเรามันวิ่งไมไหวเองล่ะ เหนื่อย... ส่วนคุณแฟนก็นานๆ จะเล่นด้วยกะเด็กๆ ที ถ้าหายดีคงจะได้เล่นกันเหมือนเดิม

วันนี้นั่งๆ นึกๆ ใจก็หวลวกวนมาเรื่องน้องเหมียว คิดอยากจะเลี้ยงน้องเหมียวสักตัวนานแล้วล่ะ แต่คุณแฟนห้ามสุดใจขาดดิ้น พูดขึ้นทีไรโดนเบรกทุกที คนมันชอบอ่ะ มันก็วนมาคิดเรื่อยๆ แหละ แหมๆ วันนี้ก็แอบแซวคุณแฟนตอนโทรมาตอนเที่ยงไป ว่าเห็นแมวเดินอยู่ข้างทาง ดูท่าทางไม่มีเจ้าของ ก็อุ้มมาให้ด้วยนะ ไม่งั้นชั้นจะไปหาซื้อแมวพันธุ์นะเออ ซื้อพันธุ์ที่ไม่มีขนด้วย คุณแฟนก็ได้แต่หัวเราะแหะๆ แน่นอนล่ะ ไม่มีทางหอบหิ้วมาให้เราหรอก เหอะๆๆๆ ไอ้เราก็ปากดี แพล่มไปงั้นแหละ เอามาตอนนี้้แม่คงบ่นจนหูแตก เพราะแค่นี้ก็คิดว่าเพราะเลี้ยงหมาเยอะ บ่นจนหูชาไปหลายรอบที่มาเป็นภูมิแพ้เอาตอนนี้ เพราะตลอดชีวิตก็เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวมาตลอด แต่ไม่เป็นอะไรแข็งแรงดี ตอนนี้อยู่ดีๆ เป็นภูมิแพ้แกไม่รู้จะหาเหตุใดมาเป็นที่มา เลยคิดว่าเป็นเพราะมะม๋า ....

ไอ้เราคนมันรักมันชอบอ่ะนะ แต่เพื่อความสบายใจของพ่อกับแม่ก็พยายามหาทางป้องกัน คือ แยกห้องกันอยู่เป็นสัดส่วนระหว่างคนและหมา แต่แกก็ยังไม่พอใจ ยังคงตื้อไม่เลิกว่าจะเอาหมาไปเลี้ยงที่ต่างจังหวัดเอง .. อี๊!!! ไม่อาววว ถึงแม่จะเอาไปหมด สักพักเราก็จะไปหามาใหม่อยู่ดี ชีวิตเราอยู่คนเดียวมันเหงาเกินไป เลยต้องพยายามทำตัวเองให้แข็งแรงไวๆ แต่อย่างว่าโรคนี้กว่าจะหายต้องใช้เวลา รวมทั้งสภาพแวดล้อม การดำเนอนชีวิตแต่ละวันด้วย สู้กันต่อไป ชีวิต

พูดถึงเรื่องสัตว์ก็เลี้ยงอยู่ไม่กี่อย่าง ที่เลี้ยงเยอะสุดก็หมานี่แหละ ตั้งแต่เด็กๆ ละเลี้ยงรุ่นต่อรุ่น รองลงมาก็แมว เป็นคนที่เลี้ยงแมวตัวเมียไม่ค่อยได้ เลี้ยงทีไรมันไม่อยากอยู่บ้านทุกที คือเลี้ยงแมวตัวเมีย พอมันโตขึ้นก็หนีออกจากบ้านไปซะหมด แต่แมวตัวผู้นี่จะอยู่กับเราตลอดเวลาก็ว่าได้ แปลกดีปกติเห็นแต่แมวตัวผู้พอเป็นหนุ่มจะไม่อยู่บ้านอยู่ช่อง นอกจากนั้นก็เคยเลี้ยงกระต่ายครั้งนึง แต่ไม่รู้เป็นอะไร อยู่ดีๆ ท้องเสีย ตาย เลยไม่หามาเลี้ยงอีกเลย ดูร่างกายเค้าเปราะบางม๊ากมาก นอกจากนั้นก็เคยเลี้ยง แฮมสเตอร์ครั้งนึง ไม่ได้หามาเลี้ยงเองหรอกนะ พอดีเพื่อนฝากเลี้ยง ดูแปลกเนอะ แต่ไอ้เราก็รับฝากซะงั้น เรื่องของเรื่องคือเป็นหนูของเพื่อนของเพื่อนอีกที เพื่อนของเพื่อนฝากเพื่อนเลี้ยง เพราะเจ้าของหนูเป็นแอร์ ไปประจำอยู่ต่างประเทศ (งงตรงนี้แหละ แล้วทำไมถึงคิดเลี้ยงอะไรนะ คนที่ต้องเดินทางอยู่เรื่อย) แล้วเพื่อนของเรา จะต้องไปต่างประเทศอีกเหมือนกัน ก็เอามาฝากเราเลี้ยงอีกที ทีแรกคิดว่าเดือนสองเดือน เอาเข้าจริงๆ เป็นปีเลย

เลี้ยงจนรู้และเข้าใจหนูก็ว่าได้ ต้องดูแลให้ข้าวให้น้ำล้างกรงอะไรหมดทุกอย่าง เพราะอิคุณแฟน ไม่จับหนู ไม่รู้ว่ากลัวหรืออะไร แต่ไม่จับเลย เราเลยต้องทำเองโม๊ด ตอนนั้นเป็นสิบๆ ตัวเลย ตอนมาไอ้สิบๆ ตัวที่ว่ามันยังเล็กอยู่ ยังอยู่ในกรงที่มาด้วยกันได้ แต่พอโตขึ้นหน่อย อยู่ไม่ได้ซะแล้ว ต้องแยกกันอยู่ ไม่งั้นกัดกันอีก ตัวผู้อยู่ร่วมกันได้ ตัวเมียอยู่ร่วมกันไม่ได้อีกกัดกัน เอ๊าาาา เลยต้องซื้อกรงมาเพิ่ม กลายเป็นภาระไม่รู้ตัว เหอะๆๆ เพราะต้องซื้อของใช้ส่วนตัวหนู ทั้งอาหารการกิน ขี้เลื่อยอีก เอานะ ไงก็รับปากเค้ามาแล้ว เพื่อนก็บอกว่าเดี๋ยวกลับมาจะมาเคลียร์ ค่าใช้จ่าย เหอะๆๆๆ เราก็ออกไปก่อนซะหมด คิดดูเหอะ แฮมสเตอร์ สิบกว่าตัว เลี้ยง 1 ปี เปลี่ยนขี้เลื่อยทุกอาทิตย์ บางตัวก็ซนจริงๆ เวลาจะล้างกรงทีต้องจับเค้าออกมาพักไว้ที่อื่นก่อน ก็จะมีกัด มีงับ เราตลอด ... สุดท้ายเวลาผ่านไปเป็นปี ก็เลี้ยงมาได้เนอะ เพื่อนกำหนดมารับหนู แต่ให้เราเอาไปส่ง ซะงั้น... ตอนมามันถึงที่ ตอนคึืนใ้ห้เราเอาไปส่ง อ่ะๆๆ เราก็นะไปส่งให้ แล้วก็หาย...จ้อย...แม้กระทั่งในเอ็มเดี๋ยวนี้ยังไม่ทักเราเลย ... งง นิดๆ เราทำไรผิดหว่า เงินก็ไม่ได้ทวง หนูก็เลี้ยงให้เป็นปี แถมเอาไปส่งถึงที่....ได้แต่ งง

แต่ถ้าให้เราคิดจะเลี้ยงก็คงไม่เลี้ยงอ่ะนะหนู เพราะตัวเค้าเล็กดูบอบบางเกินไป ต้องเอาใจใส่พืเศษทุกๆ อย่าง จำพวกหนู หรือกระต่ายนี่ เป็นหมาแมวค่อยยังชั่วหน่อย ดูร่างกายจะแข็งแรง ไม่ขี้ตกใจ เพราะเวลาที่เราเลี้ยงอะไรสักอย่าง มันย่อมผูกพันธุ์มากมาย เวลาที่สูญเสียไป มันรู้สึกเหมือนใจจะขาด เคยบอกตัวเองเอาไว้ เมื่อเวลาที่สูญเสียหมาไปแต่ละครั้ง ว่าจะไม่เลี้ยงอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็เลี้ยง เพราะตอนที่เสียไปมันรู้สึกแย่มากเลยนะ เหมือนใจจะขาดจริงๆ ใจมันหวิวๆ

ตอนนี้ก็มีอยู่ 5 ชีวิตในความดูแล ตัวนึงอายุมากถึง 5 ปีแล้ว แต่ยังร่าเริงเหมือนเดิม ตัวนี้ตอนเด็กๆ ก็เกือบจะไปซะแล้ว เพราะโดนไวรัสพาโวไวรัสมา สัตวแพทย์นี่ส่ายหน้าเลยตอนนั้น แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ จน 5 ขวบ โชคดีมากๆ แต่ก็กลัวเหมือนกัน เพราะอายุยิ่งมากขึ้น ก็เหมือนนับวันมันใกล้จะจากเราไปมากขึ้นทุกที จริงๆ ไม่รู้ว่าคนหรือหมาที่อ่อนแอกว่ากันเนอะ แต่ก็ยังต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

จากที่เราเองก็ชอบหมา แล้วก็ชอบทำเว็บไซต์ แต่ทำไม่ค่อยเป็นหรอก เหอะๆ ก็เลยจดชื่อโดเมนไว้อันนึงนานแล้วล่ะ แต่ยังไม่มีเว็บเป็นตัวตน ชื่อว่า ohodog.com ก็ตั้งใจจะทำอะไรหลายๆ อย่างกับเว็บนี้น่ะ แต่ยังไม่มีเวลาทำให้เสร็จสิ้นสักที อิอิ ดองเอาไว้เหมือนเว็บอื่นๆ ที่จดชื่อโดเมนเอาไว้อีก 3-4 เว็บ เพราะดีไซน์ไม่ได้ดังใจเสียที เป็นคนที่เรื่องมาก ออกแบบแล้วก็ไม่ถูกใจตัวเอง เพราะทำไม่ค่อยเป็นเลยมั่วๆ อิอิ แต่ก็อยากทำเองนะ ไม่คิดจะหาใครทำหรอก แต่ทว่า ปกติเราเองขายพวกของหมาอยู่บางอย่าง เช่นปัตตาเลี่ยน แล้วก็เสื้อถักอะไรเงี้ย แต่ว่าก็ทำตามอารมณ์ตัวเองอ่ะนะ ว่างก็ทำ ไม่ว่างก็ไม่ได้ทำ ทำเรื่อยๆ มีก็ขาย ไม่มีก็ไม่ขาย แต่ก็เปิดขายออนไลน์ จนบริษัททำเว็บบริษัทนึง โทรมาชวนให้ทำเว็บกับเขา แบบว่ามีความมุ่งมั่นมากๆ เป็นปีแล้ว ยังโทรมาชวนอยู่เลย อิอิ เห็นทีคงต้องรีบทำให้เสร็จไวๆ จะได้ใช้เว็บตัวเอง แล้วเค้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาโทรมาอีก ขนาดเราบอกว่าเราทำเองแล้วนะ ดีไซน์เอง โปรแกรมมิ่งเอง แต่ก็ยังโทรมาเป็นปีเลย น่ารักมากมาย

วันนี้ที่นั่งแพล่มไม่ใช่ไม่มีงานมีการหรอกนะ อิอิ มีเหมือนกัันแต่ทำเสร็จไปหมดละ พรุ่งนี้ก็รอเข้าออฟฟิตไปคุยกับเจ้านายต่อไป ว่าจะเอาอย่างไรกันดี

งานแรก เป็นงานทำระบบแบ็คออฟฟิต จากเดิมมีงานโปรแกรมมิ่งของคนอื่นอยู่บ้าง แต่เราอาจต้องแก้ไขเพิ่มเติม การทำงานบางอย่างเข้าไป เลยเอาตัวงานเก่ามาศึกษา เออเร่ิอเต็มเลยง่ะ ไม่รู้บอสเอาตัวเวอร์ชั่นล่าสุดมาให้หรือเปล่า เหอะๆๆ ก็ดูคร่าวๆ ศึกษาโครงสร้างเว็บไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ไปคุยกะบอสพร้อมกับคุณลูกค้าอีกที

งานที่สองเป็นโจทย์คล้ายๆ ของเดิมที่เคยทำเป็นเรื่องของ feed ครั้งก่อนของเว็บนี้เป็น ฟีดของเวิร์ดเพรส ให้มาแสดงหน้าแรกของเว็บลูกค้า ครั้งนี้ฟีดของยูทุบของลูกค้าให้มาแสดงหน้าเว็บ เนี่ยแหละความต้องการของลูกค้ามันทำให้เรามีความรู้เพิ่มขึ้นเหมือนกัน แต่ที่หาๆ ดู มันก็นะไอ้ฟีดยูทุบน่ะ แต่ว่า จะให้มันมาแสดงผลเหมือนอย่างต้องการในเว็บลูกค้านี่สิ มันไม่ได้อย่างนั้นแฮะ แต่ยูทุบเองก็มี API หลายอย่างที่น่าสนใจมากๆ เพียงแต่ยังไม่ตรงกับความต้องการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นสามารถอัพโหลดไฟล์จากหน้าเว็บเรา หรือการเรียกให้มาแสดงที่หน้าเว็บเราแบบอัตโนมัติ อันนี้ใกล้เคียงสิ่งที่เราต้องการ แต่รูปแบบยังไม่ได้หรือว่าเรายังเซ็ทพารามิเตอร์ไม่ถูกเองไม่รู้ แต่ก็เตรียมนำไปเสนอบอสดูล่ะ 2-3 แบบ เพราะมันเจ๋งดี แต่ถ้าต้องการแบบที่บอสระบุมาตอนแรกก็เห็นทีต้องเขียนโปรแกรมขึ้นมา 2 ทางเลือก อันนี้ก็ต้องไปคุยกับบอสที่ออฟฟิตอีกที

เรื่องของงานวันนี้ก็คงจะมีเพียงแค่นั้น ที่เหลือก็รอคำสั่งและลงมือปฏิบัติการ

วันนี้ตอนเ้ย็นต้องออกไปเอาหนังสือที่ซีเอ็ดซักหน่อย สั่งทางออนไลน์ไว้ ราคาถูกกว่าไปซื้อหน้าร้านเลย แต่ดีตรงที่จะเอาแบบส่งไปรษณีย์ หรือให้ไปรับที่ร้านใกล้บ้าน เราเห็นมันมีรับที่ร้านใกล้บ้านนี่แหละ เลยเลือกรับแบบนี้ ที่ไหนได้...รู้สึกว่ามัน นานนนน จริงๆ ก็ไม่ได้นานเวอร์หรอก อิอิ ประมาณ อาทิตย์นึง หลังจากจ่ายเงินอ่ะนะ เพียงคิดว่ามันนานไปหน่อย เห็นมีแบบสั่งที่ร้านน่ะ สั่งวันนี้ได้พรุ่งนี้อะไรแบบนี้้ แต่ทำไมเวลาสั่งออนไลน์มันได้ช้าจังเนอะ แต่ดีที่ราคามันถูกกว่า แล้วเราก็ไม่ได้รีบใช้หรอก แต่ได้ไวก็ดีไง อิอิ ตอนไปดูที่ร้านมันเล่มละ 299 บาท ก็แหม 300 ล่ะนะ พอดีอยากได้ 2 เล่ม ปาไป 600 แล้ว ทำใจซื้อไม่ได้ เดี๋ยวนี้รู้สึกตัวเอง งกๆ ไงไม่รู้ แต่ก็อ่ะนะ มันแค่ 2 เล่มเอง 600 บาทเชียวนะ เมื่อก่อนซื้อที่สวนจตุจักร พวกหนังสือคอมพิวเตอร์อย่างนี้ พันนึงก็ได้หลายเล่มเลย ไปซื้อทีหมดไปเป็นพันๆ เพราะเื่มื่อก่อนเค้าลด 25% เดี๋ยวนี้เหลือ 15% มั้ง เราก็ไม่ค่อยได้ไป พอมาเจอ 2 เล่ม 600 บาทเลยชั่งใจนานนิดนึง อิอิ

เลยแว่บๆ ไปดูในเว็บเหมือนเคยได้ยินว่าสั่งในเว็บถูกกว่าหน้า้ร้าน ก็ตามนั้นถูกกว่าจริง จาก 598 เหลือ 538 ถ้าซื้อครบ 600 รู้สึกจะส่งฟรีอ่ะนะ แต่ที่บ้านเรานี่ส่งของมาไม่ค่อยถึงคนรับ หรือถึงก็แบบไม่ครบ 32 ปกติเวลาสั่งของจะให้ส่งที่ทำงานคุณแฟนตลอด เพราะยังไงก็ถึงและสภาพครบ 32 ด้วยแต่เราขี้เกียจรอ คิดว่ามันคงเร็วกว่าส่งไปรษณีย์ที่ไหนได้ อาทิตย์นึงพ่ะยะค่ะ เอานะ วันนี้จะได้สัมผัสกันละ รอบหน้าถ้าซื้อจะลองให้ส่งไปรษณีย์มั่ง ดีจังเทคโนโลยีเนี่ย


Create Date : 24 มกราคม 2554
Last Update : 24 มกราคม 2554 16:34:36 น. 3 comments
Counter : 168 Pageviews.

 
กระติ๊บคะสวัสดีค่ะ...แวะมาหาก่อนนอนค่ะ นอนหลับฝันหวานนะคะ



อิอิ ยาวง่ะไว้เค้าตามมาอ่านใหม่น๊า


โดย: หัวใจแก้ว วันที่: 24 มกราคม 2554 เวลา:21:20:47 น.  

 


โดย: Megeroo วันที่: 24 มกราคม 2554 เวลา:22:42:06 น.  

 
กระติี๊บคะสวัสดียามสายค่ะ วันนี้ขอให้มีความสุขตลอดวันนะคะ


โดย: หัวใจแก้ว วันที่: 27 มกราคม 2554 เวลา:10:15:21 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

กระติ๊บริมทาง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นคนดีคนนึง ก็แค่นั้น อ่ะฮิ้วววว
Group Blog
 
<<
มกราคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
24 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add กระติ๊บริมทาง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.