เจ็บจี๊ดๆ ... หลังโอนบ้าน







หลังจากโอนบ้านมาได้ไม่กี่วัน นอกจาหกนี้ที่กำลังจะท่วมหัว มากไปกว่านั้นก็คือความเป็นจริง ที่ทำให้เจ็บจี๊ดๆ ในใจ ลึกๆ กับเรื่องบ้าน ถือซะว่านี่เป็นควันหลงก็แล้วกัน


เรื่องมีอยู่ว่า...เราได้ตกลงกู้บ้านกับธนาคารนึง ตอนประเมินอะไรๆ เราก็ไม่ได้ซีเรียส ส่งไปปลายแบงค์ พอผลมาเราก็เอามาพิจารณากันไปตามเหตุและผลที่เราเป็น จนได้ตกลงกับธนาคารที่เข้าเหตุและผลว่าจะกู้กับแบงค์นี้แหละ ก็คุยกันเรื่องดอกเบี้ยเรื่ีองอะไร ให้เค้าส่งรายละเอียดมาให้ เพราะทีแรกตอนทำเรื่องขออนุมัติ เค้าก็พูดคร่าวๆ แค่เรื่องดอกเบี้ย แต่เค้าก็พูดๆ เรื่องประกัน แต่เราขอดูรายละเอียดตรงนั้นเค้าก็ไม่ได้ส่งมาให้ ติดอะไรซักอย่างนี้แหละ


จนที่สุดนัดวันโอน เราก็ขอรายละเอียดค่าใช้จ่ายจากโครงการบ้านที่เราจะซื้อ แล้วก็ขอรายการต่างๆ จากแบงค์อีกครั้ง....ก็เหมือนเดิมแหละ มาแต่รายการดอกเบี้ย เลยโทรสอบถามรายละเอียดทางแบงค์เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย


หลังจากได้รายละเอียดจากทางโครงการมา คือเราก็ไม่ค่อยเข้าใจบางอย่าง ที่เราต้องจ่ายโครงการก็มี ค่าส่วนกลางล่วงหน้า 24 เดือน (คิดตามตารางวาพื้นที่) โดนไปเกือบ 2 หมื่น ค่าโอนคนละครึ่งกับโครงการ ฟรีมิเตอร์น้ำ-ไฟ แล้วมีค่าจดจำนองเพิ่มมาอีก 1% ของยอดกู้


ทีนี้เราก็โทรถามธนาคาร พอดี 1% ที่ว่ามันรวมทั้งหมดของยอดกู้ ซึ่งแน่นอนมันรวมเงินประกันที่ธนาคารบอกว่าให้กู้เพิ่ม แต่เราแอบงง ตอนคุยกับสินเชื่อที่ติดต่อเรื่องกับเรา เค้าบอกว่าแบงค์ตัดจากยอดทีกู้ไปแล้ว ตอนนั้นก็โทรถามแล้วโทรถามอีกว่าเราไม่ต้องหาเงินไปจ่ายเพิ่มใช่ไม๊ (ถามประมาณ 3-4 ครั้งได้ เค้าก็คงรำคานเราแย่ แต่เพื่อความแน่ใจ) สินเชื่อก็บอกว่าใช่ๆ เราไม่ต้องไปหามาจ่ายหรอก


เราก็นึกว่ามันอยู่ในยอดเงินประกันที่ธนาคารบอกว่าให้กู้ แต่พอเห็นรายการจากโครงการเราเห็นมันคิดเพิ่มเลยโทรถามแบงค์ ปรากฏว่ามันเอาส่วนต่างเงินที่เหลือมาลบ ซึ่งเงินก้อนนั้นหากไม่มีตรงนี้มันก็จะเป็นเงินที่เราใช้จ่ายพวกค่าต่้างๆ กับโครงการ


ได้ความกระจ่างยังงั้นเราก็เลยถามไปว่า งั้นเราทำประกันคนเดียวได้ไม๊ เพราะตอนนี้ประกันสองคนมันแสนกว่า วงเิงินเอาประกันก็คนละ ล้านกว่าเท่ายอดเงินกู้อยู่แล้ว ทำสองคนก็เท่ากับประกันไว้ 2 เท่าของยอดหนี้เราเลย แล้วผู้ชายก็ประกันชีวิตแพง เราก็ว่าจะทำของเราคนเดียว ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำเลยไง....


แต่แบงค์กลับบอกมาว่า ถ้าอย่างนั้นต้องยื่นเรื่องอนุมัติใหม่.....กรรม...เราบอกยกเลิกแบงค์อื่นไปหมดแล้ว แถมคุณแฟนนัดโอนกับทางโครงการแล้ว เกิดความเกรงใจกันขึ้นมา ใจจริงเราอยากให้มันทำเรื่องใหม่ไปเลย แต่คุณแฟนแกก็คงเหนื่อยอ่ะ เพราะแกว่าแกเกรงใจ๊ เกรงใจ ที่นัดโครงการไปแล้ว....เห้อ....


ทำให้เราต้องไปจ่ายค่าจดจำนองที่รวมเงินกู้ธนาคารค่าบ้านกับเงินกู้ประกันอีกรวมกัน แถมกู้ได้แค่ 95% บังเอิญแบงค์รู้อีกแน่ะ ว่าเรามีเงินที่ต้องได้กลับมาจากส่วนลด กับพวกค่าจองอะไรพวกเนี๊ยะ ทำให้วันนั้นเราต้องหาเงินไปจ่ายเพิ่มอีก 2 หมื่น ไม่เหลือเงินตกแต่ง แถมต้องจ่ายเงินเพิ่ม แถมอนาคตต้องไปจ่ายดอกเบี้ยบ้าน + ประกัน ไม่ใช่น้อย เจ็บจี๊ดๆ ในใจหนึ่งละ


หลังจากวันนั้นโอนบ้านเสร็จก็ไปทำเรื่องย้ายทะเบียนบ้าน บังเอิญเหลือบเห็นธนาคาร ธอส. พอดีเรายื่นพรีแอพพรูฟแบงค์นี้ไปด้วย แต่ไม่เคยติดต่อกันเลย เซลล์บอกส่งเอกสารแล้ว แต่เราโทรมาถามธนาคารหลายรอบ เค้าบอกไม่มีข้อมูลเราเข้ามาเลย วันนั้นหลังทำเรื่องทะเบียนบ้านเสร็จก็เลยเข้าไปถามที่แบงค์ดูอีกทีเพื่อความแน่ใจ.....


ไปถึงคนไม่ค่อยมี เดินขึ้นชั้น 2ไปถามสินเชื่อ.....ได้เจ็บจี๊ดๆ ในใจอีกเป็นครั้งที่ 2 เพราะพอไปถึง เจ้าหน้าที่ค้นข้อมูลให้ปรากฎว่ามีข้อมูลของเรา และได้จองสิทธิ์ 0% 2 ปี ไว้ให้ด้วย.... เราก็สอบถามธนาคารไป เพราะเรายื่นไว้ตั้งแต่ต้นเดือน พฤษภา 54 ซึ่ง 9 พ.ค. 54 คือวัน 0% วันแรก เราก็อยู่ในช่วงนั้นพอดี


ธนาคารบอกว่าคนมันเยอะ แต่เราอ่ะได้สิทธิ์ 0% แล้วนะ เราก็บอกแบงค์ไปว่า เราเลือกแบงค์อื่นไปแล้ว เพราะเรานึกว่าข้อมูลเราไม่มีที่นี่จริงๆ จากที่เราโทรมาสอบถาม ในช่วงระยะเวลา เดือนกว่าๆ มานี้ เซ็งเลย รับเอกสารแล้วก็เข้าไปเอากุญแจบ้าน


ไปถึงโครงการ..เห้อ...โอนภายในวันที่ 21 มิ.ย. 54 รับส่วนลด xxxx บาท พร้อมบัตรเอมเค 500 บาท ...แต่ขอโทษพอคุณแฟนทวงกับพนักงาน ได้ความมาว่า...ต้องรออีก 45 วัน .....ไม่เป็นไร....... รับกุญแจแล้วถามพนักงานอีกว่า กุญแจหน้าบ้านที่เค้าเคยให้เราไปไข ตอนมาตรวจดูบ้านมีดอกนึงมันไขไม่ได้ ไม่รู้แก้ให้ยัง เพราะเคยคอมเม้นต์ไว้ พนักงานก็ทำหน้า งงๆ ...เออ...ไม่เป็นไร เดี๋ยวลองไปไขดูก็รู้....


ไปถึงแม่บ้านกำลังทำความสะอาด (แม่บ้านต่างด้าว) ถูกระจกจากใสๆ เป็นขุ่นๆ... สุดยอด!!!! ไม่เป็นไรเดี๋ยวก่อนเข้าอยู่จะเรียกโครงการมาทำความสะอาดอีกรอบ ...ไปลองไขประตูดูดีกว่า..........


ก๊อกๆแก๊กๆ......หลังจากเสียบกุญแจเข้าไป หมุนซ้ายหมุนขวา.... ไขไม่ได้ ....ดึงๆๆๆ จะดึงกุญแจออกมา.... ไม่ออก......กรรมหนอเวร....โทรเรียกช่างด่วน......โชคดีที่ช่างเค้าบริการดี มาถึงพร้อมไขควงมาเตรียมปฏิบัติการเอาลูกกุญแจออกจากประตู......


เดินไปเดินมา เปิดประตูหลังบ้านรับลม...ขากลับคุณแฟนจะปิดประตูเข้าไว้....ปรากฎว่าบานพับหลุด....กรรมหนอเวรได้อีก....เรียกช่างอย่างไว......แก้ให้หน่อยนะช่างนะ.......ช่างก็รับปากไปว่าจะรีบแก้ให้.......


ตอนเข้ามาเจอเพื่อนบ้านห้องมุมเหมือนกัน อยู่หลังถัดไปจากบ้านเรา พี่เค้าก็ชวนคุย หลังจากคุยกันไปคุยกันมาพี่เค้าก็บอกว่าของเค้ากู้ ธอส. 0% 2 ปี ว่าจะไม่ได้แล้ว ดูทีวีเห็นเลยไปเปิดเนตหาข้อมูล แล้วถามเซลล์ เซลล์บอกต้องไปยื่นเอง (เซลล์คนละคนกับของเรานะ) แล้วหลังจากนั้นก็ได้รับอนุมัติ......สบายเลยผม ได้ 100% จดจำนองฟรี เหลือเงินเอามาตกแต่งสบายเลย.....


ฟังแล้วจี๊ดๆ ในใจอีกรอบ เราส่งเอกสารกับเซลล์ ช่วงนั้นพอดีเลย ย้ำแล้วย้ำอีก เซลล์ก็บอกว่าส่งกับเซลล์อ่ะดีแล้ว..... แต่ไม่ได้.....ดั่งหวัง......ไม่รู้จะโทษใคร....โทษมันตัวเองแล้วกัน


กลับบ้านมา มานั่งคิดจะหาเงินไหนมาต่อเติมดีหว่า... คือจะเข้าอยู่เลยก็ไม่ได้เนอะ มุ้งลวดเอย เหล็กดัดเอย ปั๊มน้ำเอย ถังสำรองน้ำเอย ครัวเอย.......มันไม่มีสิ่งเหล่านี้มันก็อยู่ลำบากนิดนึงง่ะ .......


มานั่งคิดๆ อยากย้ายเข้าไปอยู่ไวๆ จะขายเอื้ออาทรก็ต้องรออีกไม่รู้นานแค่ไหน เพราะต้องรอเค้าเรียกโอนกรรมสิทธิ์ตามคิว หลังจากเค้าเรียกคนที่จ่ายเงินสดหมดแล้ว..... คนที่ยังผ่อนแบงค์อยู่ไว้รอทีหลัง.... จิ๊ดๆ......


ก็กะจะเอาค่าบ้านเอื้ออาทรไปตกแต่ง แต่ไม่รู้จะขายได้เมื่อไหร่ สงสัยต้องย้ายไปก่อนจะได้โอนเอื้ออาทรแล้วล่ะ .......


จริงๆ ที่เราซื้อบ้านก็เพราะปัจจุบัน เราอยู่ห้องชุดเอื้ออาทรซึ่งเป็นของคุณแฟนทำเรื่องไว้สมัยที่ยังต้องกู้คนเดียวนู้น สภาพแวดล้อมมันไม่ดีกับเราเท่าที่ควร ช่วงหลังๆ เป็นภูมิแพ้มั่งไรมั่ง เลยอยากหาบ้านที่มันปลอดโปร่ง และเงียบสงบ ซึ่งนอกจากภูมิแพ้แล้วยังมีกรดไหลย้อน การหลับนอนไม่ตรงเวลา เพราะบางวันหลับยาก เสียงหอกระจายเสียงหมู่บ้านมั่ง เสียงวงเหล้ามั่ง....อีกทั้งซึมเศร้าด้วยอีกหน่อยๆ เลยต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อม.....


ก็มานั่งคิดๆ อีก เคยหาข้อมูลในเนตอ่านไปอ่านมาเจอกระทู้ในพันทิพย์ว่าเค้าเวนคืนเงินประกันชีวิตได้ ก็กะว่าจะเวนคืนของคุณแฟน เพราะยังไงก็ยังมีประกันของเราอยู่ เต็มวงเงินอยู่แล้ว ไหนๆ ก็เสียดอกเบี้ย + ค่าจดจำนองไปให้แบงค์แล้ว ก็น่าจะเวนคืนมันซะดีกว่า ไม่ว่าใครจะตายก่อนใคร มันเป็นเรื่องอนาคต แต่ปัจจุบันนี้สิเราต้องเอาตัวให้รอดก่อน......


วันนีั้ได้โทรไปสอบถามกับทางธนาคารที่เราขอกู้ ก็ไปเปิดดูในเวบเห็นว่ามีกู้ต่อเติมได้ เราก็เลยถามคอลเซนเตอร์ดู ว่าของเรานี่จะกู้ได้มั้ย ตอนทีแรกเราเคยถามพนักงานสินเชื่อที่ติดต่อกับเรา ถามแล้วถามอีกว่ามีกู้ต่อเติมด้วยไม๊ แต่เค้าบอกไม่มี


แต่ทางคอลเซนเตอร์บอกว่า ปกติเค้าจะอนุมัติไปพร้อมกับตอนกู้บ้านได้อยู่นะ เราก็เลยถามว่า งั้นเราทำสัญญาไปแล้วงี้จะขอทำเรื่องกู้เพิ่มได้ไม๊อ่ะ.....ทางคอลเซนเตอร์ก็เลยเข้าไปดูข้อมูลของเราให้ ปรากฎว่า.....คอลเซนเตอร์บอกว่า.....รายของเราน่ะมันมีกู้เพิ่มตรงนั้นอยู่แล้วนะ......


เราก็บอกว่า...เห้ยไม่มี๊...ไม่ได้กู้เพิ่ม เรากู้แต่บ้านกับประกัน ที่ทางธนาคารกำหนดไว้ว่าให้กู้เพิ่ม แต่มันไม่ใช่ ไอ้โฮมอะไรพลัสๆ นี่นะ เพราะถามสินเชื่อตอนนั้นเค้าก็บอกเราว่า ไม่มี ไม่มี๊ ไม่มี......คอลเซนเตอร์ยืนยันมาว่า ก็ไอ้ที่เป็นค่าประกันชีวิตนั่นแหละค่ะ คือ ไอ้โฮมอะไรพลัสๆ นั่นแล้ว.....ง่ะ ทำไมสินเชื่อคนที่ติดต่อเราไม่บอกยังงี้นะ.....


เราก็ถามต่องี้เรากู้เพิ่มได้ไม๊ เห็นในเวบว่ากู้ต่อเติมขั้นต่ำที่ 5 แสน แต่เงินประกันนั้นไม่ถึง 5 แสนเลย แสนกว่าๆ เอง...คอลฯ ก็บอกว่าน่าจะไม่ได้คงต้องหาเงิน แสนกว่านั้นมาโปะก่อน....แต่ไม่แน่ใจให้เราสอบถามทางสาขาอีกที........


วางจากคอลฯ ไปโทรไปเบอร์สินเชื่อที่ติดต่อด้วย สอบถามต่างๆ นาๆ ว่าเรากู้ต่อเติมเพิ่มไม่ได้เหรอ ก็แจงรายการให้ฟังเหมือนคุยกับคอลฯ สินเชื่อแย้งมาว่า ไม่ใช่โฮมอะไรพลัสๆ หรอก ที่เป็นประกันน่ะ มันคือ เพอโซนอลโลน...... อยู่แบงค์เดียวกันไม๊ ??.... คอลฯ ดูจากระบบ บอกว่าเป็นโฮมอะไรพลัสๆ แต่สินเชื่อที่ทำเรื่องให้บอกไม่ใช่.......


พอดีอันนี้คุณแฟนคุย ก็เลยเลยไปถึงเรื่องเวนคืนประกัน ก็ถามเค้าไปว่า จะเวนคืนประกันคนนึงได้ไม๊ เพราะยังไง ทำแค่คนเดียวมันก็คุ้มครองวงเงินอยู่แล้ว ก็คือเรียกง่ายๆ ว่า หากเราตาย ค่าบ้านก็เจ๊ากัน แต่ถ้าคุณแฟนตาย ยังไงก็มีเราผ่อนต่ออยู่ดี ..... แต่สินเชื่อบอกไม่ได๊ ไม่ได้ .....


เวนคืนยังไงก็ไม่ได้ตังค์คืนหรอก....เอ อันนี้เราก็ถามเค้าแล้วถามเค้าอีกอ่ะนะว่าเงินประกันที่ให้เรากู้เพิ่มน่ะ เค้าส่งบริษัทประกันไปทีเดียวหรือ ทยอยส่งแต่ละเดือน เค้าก็บอกส่งไปเป็นก้อน แล้วไหง หากเราจะเวนคืนมันจะเวนคืนไม่ได้.....เงินก็เงินกรูเป็นหนี้มา.....ดอกเบี้ยก็กรูยังคงต้องส่ง......(so sorry กับถ้อยคำไม่สุภาพ)


คุณแฟนเลยถามไปว่า งั้นถ้า 3 ปีเรารีไฟแนนซ์ล่ะ จะเวนคืนได้ไม๊...คราวนี้ล่ะบอกว่าได้เชียว......แล้วก็พูดสารพัดว่า ถ้าเวนคืนตอนนี้ไม่ได้อะไรคืนหรอก แล้วอีกอย่างถึงได้คืนก็เป็นของแบงค์ (กรูยางไม่ตายจะเป็นของแบงค์ได้ยังไง๊ งี้ยอดหนี้กรูก็ลดด้วยสิ ชิมิ เห๊อะ!!!!).......


ยังไม่พอนะ มีหน้าบอกให้เราใช้จากบัตรเครดิตสิ จะได้ประมาณ 3 เท่าของเงินเดือนแหละ แหม!!!!.....ยัยหอย ดอกเบี้ยแพงขนาดนั้น จะบ้าเร้อ!!!!......แถมวงเงินนั่นซื้อแอร์มาติดยังไม่เลย


คิดแล้วเซ็ง เบื่อเนอะ คนที่ทำงานแต่ ไม่ซื่้อสัตย์กับหน้าที่ตัวเอง ทำไม๊ ทำไม คนเราต้องเป็นยังงี้กันด้วย พูดกันตรงๆ ว่ากันตรงๆ มันจะไม่ได้เลยเหรอ....อย่างว่าล่ะ เงินมันไม่เข้าใครออกใคร.........



วันนี้นั่งคำนวณพื้นที่ ขนาด จำนวน รายการข้าวของที่ต้องเพิ่มต้องเติม สำหรับที่อยู่ใหม่ หลังจากประมาณการขนาดครัวที่จะต่ออกไปทางหลังบ้านแล้ว โทรถามช่าง เลือกจากช่างที่มีคอมเม้นต์จากเพื่อนบ้านหลายๆ ท่านว่าดีๆ และราคาสมราคาแล้วนะ ..... หลังจากช่างตีราคา .... ต้องกลับมานั่งคิดลำดับการเพิ่มเติมใหม่เลย ถามช่างไป พื้นที่ 3 x 5 เมตร เป็นครัวต่อไปหลังบ้าน เอาแค่โครงสร้างกับฉาบปูนไว้พอ.....พร้อมกับตอกเข็มและทำเสาไว้รองรับน้ำหนักชั้น 2 ที่เราจะทำระเบียงในอนาคต (ที่ยังไม่ทำตอนนี้คือมันต้อง ทุบหน้าต่างหลังบ้านเป็น ประตูเดินออกมาระเบียง แต่เรายังไม่อยากทำ เพราะมันค่าใช้จ่ายเยอะ อีกอย่างจะรอดูโครงสร้างอีกสักพัก ว่ามันจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า กะจะอยู่ไปประมาณ 2-3 ปีค่อยจะต่อออกมา แต่เนื่องจากมันจะคร่อมหลังคาครัวหน่อยนึง เลยคิดว่ามันต้องทำพื้นเตรียมไว้ตั้งแต่ครัวนี้แหละ)


โทรถามช่าง ตีราคามา 2 แสนกว่า คือพื้นที่ครัว 3x5.7 เมตรเสาเข็ม โครงสร้างและฉาบปูน(ไม่รวมกระเบื้อหรือเคาน์เตอร์ครัว) และเสาสำหรับรองรับการทำระเบียงในอนาคตที่จะยื่นขึ้นไปเหนือหลังคาครัว ขนาด 3.7 x 4.0 เมตร ไม่ไหว... ต้องพักการต่อเติมครัว ไปติดเหล็กดัด มุ้งลวด ผ้าม่าน แอร์ อะไรก่อน......


แต่ไม่มีครัวก็ลำบาก เพราะ มันไกลพวกร้านอาหารเหมือนกัน จะทำครัวในบ้านไปก่อนมันก็จะเสียสองต่ออีก.....อรึ๊ยยยย! คิดแล้วปวดหัว...........


วันก่อนที่โอนบ้านเสร็จที่เข้าไปดูบ้านมาอีกรอบ ไปถึงเห็นบ้านที่ติดกัน (ไม่ใช่บ้านที่กู้ 100% ธอส ที่คุยกันตอนแรกนะ อันนี้ข้างบ้านติดกัน) เห็นเค้าต่อเติม ก็เดินๆ ดู ในรั้วฝั่งเราแหละ...แหม...เห็นแล้วแอบงุงิ แบบว่าต่อซะเต็มติดชิดขอบม๊ากกกกก แบบว่าเสาชิดขอบ แต่หลังคามันจะเป็นแบบว่าเหมือนที่ครอบหลังคาของกระเบื้อน่ะนะ เป็นโค้งๆ อันนี้เค้าไม่ได้เผื่อว่ามันจะเลยมาบ้านเราเลย อะไรจะปานนั้น ทีแรกเราตั้งใจไว้ว่าจะไม่ต่อเติมไปชิดกำแพงฝั่งติดเพื่อนบ้าน


กะจะเว้นสัก คืบ นึง ไม่ให้น่าเกลียด แต่พี่เค้าเล่นต่อตั้งเสาติดรั้ว แต่สีข้างหลังคาเกยมาอยู่ฝั่งเรายังงี้ ก็คงต้องสร้างไปติดเค้ามั่งแล้วล่ะ มิงั้นน้ำมันคงกระเด็นกระเซนกระซอนมาซะบ้านเราหมด หลังบ้านเหมือนกัน กำแพงปูนกั้นกันบางๆ เอง พี่เค้าเ่ล่นตั้งเสาชิดขอบกำแพงเป๊ะๆ ทำให้พอปูหลังคาก็มีโหนกมาเกยฝั่งบ้านเราอีก........อันนี้หลังบ้านเรากะจะเว้นสักเมตร....แต่ไม่เอาละ ถ้าเราทำหลังบ้านก็คงติดถึงผนังเหมือนเ้ค้านั่นแหละ น้ำจะได้ไม่ขังบ้านเรา............


แพล่มหนักหน่อยวันนี้ พรุ่งนี้วันทำงานแล้ว ไม่รู้จะไปหางานเพิ่มที่ไหน ช่วงนี้ประจบเจ้านายหน่อย เผื่อสิ้นเดือนจะมีโบนัสบ้างอะไรบ้าง




Create Date : 19 มิถุนายน 2554
Last Update : 19 มิถุนายน 2554 17:17:14 น. 4 comments
Counter : 2385 Pageviews.

 
สู้ ๆ ค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ


โดย: nongmacki วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:19:30:03 น.  

 
เฮ้อ อ่านแล้วเหนื่อยใจแทน แต่เป็นกำลังใจให้นะคะกระติ๊บ สู้ๆค่ะ


โดย: หัวใจแก้ว วันที่: 20 มิถุนายน 2554 เวลา:11:13:16 น.  

 
แค่พยายามเข้าใจก็ปวดหัวแล้วครับ ยังไงก็เอาใจช่วยนะครับ ^^

มีดอกไม้มาฝากให้กำลังใจอีกสองภาพครับ ^^





โดย: วนารักษ์ วันที่: 20 มิถุนายน 2554 เวลา:11:17:43 น.  

 
ทางโครงการของกระติ๊บมีเคลมสีให้ 1 ครั้งรึเปล่าคะ(บ้านนู๋แอนมี) บ้านนู๋แอนเลยปล่อยทุกอย่าง(หมายถึงสวน)แล้วไปทำอย่างอื่นเช่นต่อเติมห้องต่างๆ

พอทำเสร็จแล้วก็ค่อยจัดสวนแล้วทาสีใหม่ค่ะ ^^


โดย: หัวใจแก้ว วันที่: 20 มิถุนายน 2554 เวลา:21:06:06 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

กระติ๊บริมทาง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นคนดีคนนึง ก็แค่นั้น อ่ะฮิ้วววว
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
19 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add กระติ๊บริมทาง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.