มองมุมไหน ^^

วันนี้เป็นวันแรกที่ไปทำงานสำหรับปีนี้ ตื่นไปแต่เช้า.... อากาศกำลังพอดีไม่หนาวไม่ร้อน เป็นนิมิตหมายที่ดี ปกติไปถึงออฟฟิตเกือบเที่ยง 5555+ คนมันต้องปรับตัวนี่คะบอสขาาาาา...เหอะๆๆๆ จริงๆ ก็ไม่เช้ามากๆ เวลาที่คนอื่นเขาออกทำงานกันนั่นแหละ แต่สำหรับเราคือมันเช้ามาก!! ก็ออกจากบ้าน 7 โมงครึ่ง ตอนเช้า เดินไปพร้อมคุณแฟนที่รัก รอคุณรถเมล์ แป๊บๆ รถเมล์ก็มา แต่ขึ้นคนละคัน เพราะเราต้องไปคันนี้มันถึงจะไปที่ที่จะต่อรถ ส่วนคุณแฟนเลือกไปคันหลังเพราะมันฟรี อิอิ แต่มันไม่มาทางเรา เลยบ๊ะบายกันตรงนั้น

พอขึ้นรถก็แน่นอนมีที่นั่งให้เลือกเยอะแยะ เพราะมันก็ต้นๆ สาย เราเองชอบนั่งฝั่งที่ติดริมถนน เพราะรู้สึกว่ากลิ่นมันจะน้อยกว่าฝั่งที่อยู่ในเลนสองเลนสาม แต่ฝั่งนี้ส่วนมากเป็นเบาะคู่ แล้วแน่นอนเช้านี้เบาะคู่ก็จะมีก้นซึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้วแถวละก้นสองก้น เราก็เลือกไปนั่งที่ว่างข้างผู้หญิงคนนึงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ แต่พอไปนั่งแล้วค่อนข้างจะหมิ่นเหม่หน่อยๆ เพราะก้นต้องร่นจากเบาะออกมาตรงทางเดินนิดนึง ไม่ใช่ว่าอิชั้นก้นใหญ่ หรือคุณผู้หญิงเลดี้คนงามที่นั่งอ่านหนังสืออยู่นั้นก้นใหญ่ จนเบาะรถเมล์เบาะคู่ไม่พอให้ก้นของผู้หญิงนั่งลงไปได้ แต่เพราะคุณคนดีนั่งด้วยก้นน้อยๆ ก็จริง แต่แขนสองข้างที่จับหนังสืออ่านอยู่นั้น กางเต็มที่!!! ไอ้เราก็พยายามนั่งไม่ให้ก้นโผล่ออกไป เพราะไม่อยากให้ส่วนหนึ่งส่วนใดออกไปเกะกะผู้โดยสารอื่นที่จะต้องขึ้นมาอีกในป้ายถัดๆ ไป

เพราะเป็นการสัญจรช่วงเช้า เราเองขึ้นต้นๆ สาย และรถเมล์นี้วิ่งไกล แน่นอนว่าต้องรับคนขึ้นมาจนแน่นเอี๊ยดเหมือนเคยๆ ก็พยายามเซฟตัวเองสุดๆ พยายามขยับๆ ตัว ประมาณว่าอยากให้เขาสังเกตุว่าเรานั่งไม่ถนัดเท่าไหร่ เผื่อเค้าจะหุบแขนลงไป ก็ขยับอยู่ 2-3 ที คุณคนดีคงเพลินมาก กับหนังสือทำอาหาร ไม่มีวี่แววว่าจะหุบแขนลงไปซักกะติ๊ด เราก็เลยทำเนียนค่อยๆ กระเถิบก้นไปทางนั้นทีละนิดๆ แล้วก็นั่งห่อตัวเกร็งสุดฤทธิ์สุดเดช เพราะคนเริ่มเต็มคันรถ กระทั่งที่ยืนก็เบียดกันเต็มแก่ ประมาณ 30 กว่านาทีได้ คุณคนดีที่นั่งอ่านหนังสืออย่างลืมโลกนั้น ก็ลุกขึ้นเตรียมลง เราถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วขยับไปนั่งแทนที่เธอ เพื่อให้คนอื่นได้นั่งต่อ

นั่งรถต่อไปอีกสักพักก็ถึงที่หมายที่จะลง เราก็ขอทางผู้โดยสารท่านอื่นๆ เพื่อที่จะไปยังประตูลงรถ ก็ค่อยๆ กระเถิบๆ เบียดซ้ายเอียงขวาจนไปถึงประตูที่สุด ขณะนั้นก็มีผู้หญิงคนนึงยืนรอที่จะลงอยู่ก่อนหน้า เราก็เลยยืนต่อคิวตามระเบียบ แต่ทว่าพอรถเมล์วิ่งเข้าใกล้รัศมีที่จะถึงป้าย คนก็ยืนแยะเต็มรถ เบียดกันสุดๆ ประสาการสัญจรยามเช้า เราก็คอย ค๊อย คอย ว่าจะมีเสียงกริ่งมะไหร่ จนเจียนจะถึงป้ายก็ไม่ได้ยิน เราก็พยายามมองหากริ่งที่ใกล้ตัว เหอะๆๆ ให้ตายเหอะ เกิดมาตัวไม่สูงนี่มันทรมาณใจน่าดูตอนขึ้นรถเมล์ เพราะ กริ่งที่อยู่เพดานเรากดไม่ถึง แถมไม่อยู่ในตำแหน่ง แทบจะมองไม่เห็น เพราะคนยืนเบียดกันแน่นรถ

หันไปหันมาสุดท้ายก็เหลือความหวังเดียวคือกริ่งที่เหนือบานประตูรถ แต่ทว่าตำแหน่งที่เรายืนก็ไม่สามารถยื่นมือไปถึงได้ ก็ได้แต่หวังว่าคุณผู้หญิงข้างหน้าจะกดกริ่ง .... เวลาผ่านไปจนใกล้จะถึงป้ายจริงจริ๊ง แต่คุณคนข้างหน้าก็ไม่ยอมกด เราก็เริ่มลนลานละกลัวรถเมล์ไม่จอดป้าย เพราะคนขับคงจะมองไม่เห็นอ่ะว่าคนจะลง เพราะคนนั่งคนยืนแน่นไปหมดขนาดนั้น เราก็พยายามจะกระเถิบไปชิด ชิ๊ดดดดด คุณคนข้างหน้า ในขณะที่รถก็เข้าโค้ง โครงเครงๆ อ่ะๆๆๆ ชีวิตกับการสัญจรในเมืองมันช่าง อู้วววลั่ลล้าาาาาา จริงๆ ในทันใดนั้น โชคดีที่รถวิ่งช้า และมีคนโบกจะขึ้นรถ รถเมล์ก็เลยทำท่าจะเข้าจอด เราก็เลยโล่งอกไป

แต่แอบคิดในใจว่าทำไมคนสมัยนี้ไม่ชอบกดกริ่งก่อนถึงป้าย รถที่คนน้อยๆ บางครั้งโชเฟอร์ยังไม่จอดเลยถ้าแค่ไปยืนรอที่ทางลงเฉยๆ แต่นี่ยืนเฉย รอเขาจอดค่อยลง ไอ้เราก็ชักน้อยเนื้อต่ำใจในความสูงไม่พอ ขึ้นรถเมล์ก็ลำบากจริงๆ จะยืน จะโหน จะกดกริ่ง เหอะๆๆๆ ชีวิตก็อย่างนี้เน้อ.....

ลงจากรถเมล์ก็ข้ามสะพานลอยเพื่อไปต่อรถอีกคัน เนอะ....เหนื่อยหอบได้เหมือนกัน เพราะเช้าๆ รถติดๆ ควันรถฟุ้งๆ ขนาดเราใส่หน้ากากก็ยังได้กลิ่น แต่ดีกว่าไม่ใส่นะ ไม่ใส่นี่สูดเข้าไปเต็มสตรีมมมมม ลงสะพานลอยมาก็ต่อรถตู้ไปลงที่หมายถัดไป นั่งไปอีกประมาณ 5-10 นาที ถึงที่หมายก็ข้ามทางม้าลาย อันนี้ต้องทางม้าลาย มันไม่มีสะพานลอย เหอะๆๆๆๆ เสี๊ยววววว เสียวววววว ข้ามไปได้ก็ต่อรถตู้อีก นั่งไป 5 นาทีก็ลง ต่อด้วยมอไซค์อีก 10 บาทถึงออฟฟิต การเดินทางผจญภัยในตอนเช้า ช่างสมบุกสมบันดี แต่คนเราก็ต้องอย่างนี้อ่ะเนอะ

ทำงานทั้งวัน ทำๆๆๆๆๆ ตอนเย็นงานเสร็จเร็ว หลังคุยกันอะไรกันเรียบร้อยเจ้านายก็ให้กลับบ้าน ดูนาฬิกา บ่ายสี่โมงครึ่งพอดี นั่งมอไซค์มาปากซอย ข้ามสะพานลอยต๊กๆๆๆๆๆๆๆๆ มาขึ้นรถเมล์ 356 สายที่ไปทางนนทบุรี อันนี้ก็มีไปสองทางอีกนะ 356 เหมือนกัน แต่อาจไปปากเกร็ดหรือนนทบุรี ขึ้นรถนั่งมาเรื่อยๆ ก็มาลงที่ตรงข้ามกรมพลาธิการ แล้วข้ามสะพานลอยอีกต๊กๆๆๆๆๆๆๆ มาฝั่งกรมพลาธิการ เพื่อรอต่อรถ 69 เข้าบ้าน ยืนรอ ยืนจ้องมองหารถสาย 69 จากถนนที่คับคั่งไปด้วยรถติด แหงล่ะเป็นช่วงเลิกงาน เลิกเรียนนี่เนอะ

ยืนอยู่สักพักก็เห็นหัวรถเมล์คุ้นๆ มาแต่ไกลใช่แน่แล้ว 69 ของเรา สักพักคนที่นั่งๆ อยู่ที่ที่นั่งที่ป้ายรถเมล์ก็เริ่มยืนแล้วเขยิบๆ มาข้างหน้ากัน แสดงว่าคนรอขึ้นไม่น้อยเหมือนกัน แต่โชคดีแลดูแล้ว รถยังพอมีที่ว่างให้ขึ้นได้อีกแยะ ยืนจดๆ จ้องๆ สักพัก 69 ก็กระเถิบมาถึงป้าย ขณะนั้นเรายืนอยู่ตรงกึ่งกลางของพื้นที่ป้ายนี้พอดี คนอื่น ยืนอยู่หัวป้ายท้ายป้ายมั่ง แล้วก็มีผู้หญิงคนนึงยืนห่างเราประมาณ 1 เมตรไปทางขวามือได้ ก็คงรอคันนี้เหมือนกัน ยายแกก็จดๆ จ้องๆ

แป๊บๆ รถมาเราก็โบกพรึ่ดๆ ส่งสัญญาณให้รู้ว่าหนูไปด้วยคนค่าาาา แล้วรถเมล์ก็ขับมาจอดเทียบ ประตูตรงกับเราเป๊ะๆ โหววววว...คุณคนขับเก๊ง เก่ง น๊อะ ปกติรถเมล์ 69 จะเป็นประตูคู่ ตรงกลางให้ขึ้นลงโดยมีเหล็กกั้นกลางเป็น 2 ช่องให้ขึ้นลงได้ไม่สะกิดกันนั่นเอง แต่รอบนี้ไม่มีคนลง ก็ขึ้นได้ทั้งสองช่อง เราก็ทำหน้าที่ผู้โดยสารทั่วไป ก้าว ป๊าบบบบ ขึ้นไปที่บรรไดตรงหน้า ทันใดนั้น คุณป้าที่ยืนห่างเราประมาณ 1 เมตรเมื่อครู่ มาจากไหนไม่รู้วววว.... ยื่นขามาสอดใต้ขาที่เราก้าวขึ้นไป เป็นตัว X เลยทีเดียว เหอะๆๆๆ จะหยุดหรือถอย เราก็คงจะล้ม คนต่อคิวข้างหลังก็กำลังตามเข้ามาติดๆ เราก็เลยตัดสินใจ ผลุบตัวทั้งหมด ปรื๊ดขึ้นไปเต็มตัว ทำให้ยายป้าคนนั้นชะงัก แล้วก็มองหน้าเราแหม่งๆ

เหอะๆๆๆ เราก็ได้สบตายายป้านั้นชั่วครู่ แต่คนกำลังตามขึ้นมาก็เยอะ ก็เลยต้องรีบเดินหลบไป เราเลือกเดินไปข้างหลัง ๆ คนอื่นๆ ก็ตามมาเดินไปข้างหน้ากันซะมาก โชคดีหลังๆ มีที่ว่างพอดี เราเลยได้นั่ง ล้วงตังค์มองออกไปข้างหน้าหากระเป๋ารถ สายตาก็พาไปเจอะกับยายป้านั้นอีกครั้ง ขณะนี้ยืนอยู่เบาะด้านหลังคนขับ หุๆ พร้อมกับสายตา จ้องหน้าเรา แบบจะกินเลือดกินเนื้อเชียว ทำเอาเสียวสันหลังวาบบบบบ ทีแรกคิดว่าคิดไปเอง ก็หันไปทางอื่น หันกลับมาแกยังจ้องอยู่เลย อ่าาาาา เอาแล้วสิอิชั้น

นั่งไปนั่งมา ป้าแกก็ลงไปตอนไหนไม่รู้ เราหันกลับมาแล้วก็ไม่ได้หันไปอีก มองไปทางนั้นอีกทีก็จะลงป้ายแถวบ้านละ

1 วันของการไปทำงานนอกบ้าน .... สำหรับ 6 มกราคม 2554

ส่วนวันนี้ที่กำลังแก้ไขบทความอยู่นี่วันที่ 7 แล้ว ไม่ได้ไปทำงาน เหอะๆๆ เพราะโรคกำเริบมาอีกแล้ว แม่เจ้า จะขึ้โรคไปไหน ง่วงแต่นอนไม่ได้อีกแล้ววววว.... ตื่นมาแต่เช้า เพราะนอนไม่ได้ นั่งๆ เดินๆ สักพัก ดูว่าจะออกไปผจญภัยรอดกลับมาได้ไหมหนอวันนี้ ละแล้ววววว .... ก็ต้องโทรไปกริ๊งๆ คุณบอสขา วันนี้ไปไม่ได้ ส่งรายละเอียดมาได้ไหม โนะๆ เด่วหนูจัดให้ที่นี่ โอเค โนะๆ... ตามด้วยโหลคุณแฟนอีกคน เพราะโรคกำเริบนี่แหละ อยู่คนเดียวกลัวจะตายเป็นผีเฝ้าห้องไม่มีใครรู้ อย่างน้อยเรียกคุณแฟนมา เผื่อเป็นไรไป จะได้ทำศพสวยได้ทันเวลา ...

อันนี้นอกเรื่องละไม่เกี่ยวกับหัวข้อหรอก อิอิ เพราะวันนี้ป่วยไม่ได้ไปทำงาน อยู่บ้านก็ไม่ได้นอนอีก เพราะนอนไม่ได้ หายใจไม่ออก แน่นจมูก แต่ไม่ได้เป็นหวัด ไอเล็กน้อย อาการคอเป็ดจะหายแล้ว แต่จมูกตันๆ หัวปวดๆ อยู่ข้างเดียวไม่หายสักกะที จุกลิ้นปี่ ตะคริวเริ่มกินช่วงบนของลำตัว จากลิ้นปี่มาหน้าอก คอ แขน ลามกันไปใหญ่ ทีแรกก็นั่งดูอาการตัวเองอยู่สักพัก กะว่าเดี๋ยวมันคงหายเอง นั่งไปพักแล้วพักอีก ไม่หายสักทีเลยต้องโทรหาคุณแฟน ... คุณแฟนงืมงำๆ เล็กน้อยว่า จะให้พี่กลับไปตอนนี้เหรอ...เนื่องจากว่าเธอเพิ่งไปถึงออฟฟิตเริ่มลงมือทำงานได้แป๊บๆ เอง .... อ่าาา ก็...เค้าไม่ไหวแล้วอ่ะ

ประมาณไม่ถึง 30 นาที คุณแฟนก็มาถึง เร็วเพราะมาแท๊กซี่...มาถึงก็บีบๆ นวดๆ สักพักก็ถามขึ้นว่าดีขึ้นหรือยัง เดี๋ยวพี่้ต้องไปทำงานต่อ เพราะลามาแป๊บเดียว....ห้วย!!!!!!!!!!!!!!!..... ไม่รู้เหมือนกันว่าอารมณ์ไหนๆ แต่ความรู้สึกคือ อืมมมม อยากหายเจ็บหายปวดมันตอนนี้ที่สุด แต่ก็อดถามไม่ได้ว่าทำไมไม่ลาเลยล่ะ ลา 1 ชม. เค้าก็คิดเป็นครึ่งวันอยู่ดี มีใครไม๊ แฟนมันห่วงงานมากกว่าเราที่พะงาบๆ อยู่ เวลาดีก็ดีใจหาย บทจะเป็นอยู่ดีๆ ก็เป็นซะยังงี้

เราก็ว่าเอ้างั้นจะไปก็ไป แต่เราว่าเราจะไปหาหมอ แต่คุณแฟนจะรีบไปทำงาน งั้นเราคงไปหาหมอคลีนิคแถวนี้ก้อได้ เพราะไปโรงพยาบาลมันก็ไกลอยู่ แล้วไปคนเดียวเราก็กลัวไปเป็นแล้งเป็นลมข้างนอก ก็เลยตัดสินใจไปคลินิคแถวบ้านเห็นมีอยู่ สองสามที่ใกล้ๆ นี่ แต่ด้วยว่าอาการของโรคที่มันเป็นและทรมาณ เวลาที่กลิ่นมันลอยเข้ามา มันทำให้เราคิดจะติดกระจกรอบบ้าน รวมทั้งมุ้งลวดเพราะฝุ่นค่อนข้างเยอะ ก็เคยๆ คุยกันไว้แล้วล่ะ พอดีวันนี้อาการมาแย่ลงอีก เราก็เลยเกริ่นขึ้นว่า ติดเลยดีมั้ย (ของเดิมเป็นบานเกร็ด กับระเบียงโล่งๆ) คุณแฟนก็พูดมาว่า ก็เอาสิ พอดีแหละ ตอนน้องลงไปหาหมอ ก็ถามราคามาด้วย เป็นคำพูดที่ขัดใจยังไงไม่รู้แฮะ...

เราก็ไม่ได้อะไรต่อ อาบน้ำแต่งตัว เดินไปหาคลินิค พอดีว่าอยู่ระแวกบ้านไม่ไกลมากเดินได้ ไม่ต้องนั่งรถ ก็เลยเดินไป .. แต่ทว่า คลินิกแถวนี้ปิดหมดเลย... เดินไปถึงคลินิกสุดท้ายซึ่งใกล้ร้านทำกระจก คุณแฟนก็บอกว่าเดี๋ยวจะเดินไปดูว่าร้านเปิดป่าว (คงรำคานเราที่เดินช้าๆ คนมันเหนื่อยอ่าาาา ) แล้วน้องก็เข้าไปถามร้านกระจกนะ ว่าเค้าคิดราคายังไง ไอ้เราก็เนอะ...ตอบไปว่า ไม่เอา ไปถามด้วยกันไม่ได้เหรออ่ะ (ก็อยากให้ได้คุยได้ฟังด้วยกัน ได้ช่วยกันตัดสินใจไง) อิคุณแฟนก็สวนมาซะไวให้ใจเราได้เคืองอีกว่า ไปถามอะไรเองไม่ได้เลยเหรอเนี่ย.... อ้าววววว งานเข้า...ละตรู......หลายดอกแล้ววันนี้

เราก็เลยเดินๆ เข้าไปในร้านระหว่างที่คุณแฟนเดินแกมวิ่งไป สองสามก้าว เพื่อดูว่าประตูคลินิคดังกล่าวเปิดไม๊ เราก็ยืนอยู่หน้าร้านทำกระจกละ เดินเข้าไปก็พอดีจังหวะคุณแฟนเดินเข้ามา ก็ไปถามๆ จะติดกระจกจ้า เค้าก็ชี้ไปนู่นไปนี่ จนได้คุยกะเจ้าของร้าน เราก็แจงรายละเอียดให้ฟังว่าเราอยากติดกระจกหน้าต่างบานเลื่อน แล้วก็มุ้งลวด ก็ถามๆ นู่นถามนี่คุยรายละเอียดไปว่าเราต้องการยังไง เจ้าของร้านใจดีก็เลยบอกว่าเดี๋ยวให้ช่างไปวัดดูก่อนแล้วเจ๊จะตีราคาให้อีกที เพราะแต่ละที่มันไม่เหมือนกัน เราก็อ้อ...โอเชค่ะ ให้เลขที่ห้องไป แล้วก็เดินกลับมา

มาถึงช่างมารอแล้ว เราก็เปิดบ้านให้ช่างมาวัดๆ เสร็จหมดที่ต้องการ คุณแฟนก็จะรีบไปทำงาน ช่างก็กำลังจะกลับก็ขอเบอร์ไว้ว่า ตีราคาเสร็จแล้วจะโทรมาบอก คุณแฟนรีบบบบบบ พูดเลย ให้เบอร์น้องไว้ละกันน๊อะ เพราะเดี๋ยวพี่ต้องทำงาน (แล้วตรู...ไม่ได้ทำงาน...อยู่เฉยๆ....ว๊างงง....ว่าง...สบายยย) คิดในใจ แต่ก็จดๆ เบอร์เราให้ช่างไป ..... ส่งแขก ปิดประตู อยู่คนเดียว.... สรุปไม่ได้ไปหาหมอ กลับมานั่งอมทุกข์คนเดียวอยู่ในห้องเหมือนเดิม .... คงต้องรอไปตอนเย็นเพราะคลินิกเปิด ห้าโมงเย็นเลย... จะไปไกลกว่านี้ก็ไม่ไหวอย่างว่า เหนื่อย แถมงานที่ค้างกับทางออฟฟิตไว้ก็ต้องมาคอยเช็คเมล์ว่าเค้าจะส่งมาตอนไหน จะได้ทำให้เค้าได้ทัน

..นั่งทำงานซักพัก เจ๊ร้านกระจกก็โทรมา ตีราคาเสร็จแล้ว...ทั้งหมด หมื่นสี่พันบาทถ้วน ในความรู้สึก ก็แพงเหมือนกันนะ หรือว่ามันราคาตลาดแล้วหว่า...รายละเอียดก็ประมาณนี้
1. กระจกบานเลื่อนหน้าต่าง กระจกดำ กรอบสีอลูมิเนียมธรรมดา ทั่วๆไป + มุ้งลวด หน้าต่างขนาด 59.5 x 108 cm จำนวน 2 บาน ที่ร้านตีราคา 5,000 บาท
2. มุ้งลวดปรตูขนาดประมาณ 90 x 200 cm จำนวน 1 บาน 1,000 บาท
3. มุ้งลวดหน้าต่างขนาด 59 x 108 cm จำนวน 1 บาน 270 บาท
4. กระจกบานเลื่อนระเบียง กระจกดำ กรอบอะลูมิเนียม + มุ้งลวด ขนาดประมาณ 150 x 177 cm จำนวน 1 ช่อง ราคา 6,800 บาท
5. มุ้งลวดอย่างเดียว ติดระเบียงอีกอัน ขนาดประมาณ 100 cm x 100 cm ราคา 990 บาท

รวมแล้วลดแล้ว หมื่นสี่ เดี๋ยวต้องรอคุยกับอิคุณแฟนอีกทีตอนเย็นว่าจะยังไงดี ไม่ติดก็ทรมาณอยู่เรื่อย คงเพราะอยู่ชั้นสูงไปนิด ถึงเวลากลิ่นมันก็ลอยขึ้นมาๆ กลิ่นต่างๆ สารพัดกลิ่น บ้านคือวิมาน....อยู่ไหน......หว่า......


Create Date : 06 มกราคม 2554
Last Update : 7 มกราคม 2554 15:51:14 น. 0 comments
Counter : 147 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

กระติ๊บริมทาง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นคนดีคนนึง ก็แค่นั้น อ่ะฮิ้วววว
Group Blog
 
<<
มกราคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
6 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add กระติ๊บริมทาง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.