แล้วเด็กบ้านนอกคอกนา ก็บินมาอยู่ถึงนิวยอร์ค
Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
18 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
ตอน 18 ชีวิตโรบินฮู้ด


ตอน 18 ชีวิตโรบินฮู้ด

ใกล้เหตุการณ์ 911 วันถล่มตึกเวิร์ลเทรดเข้าทุกที พร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยของทั้งเมืองก็เข้มงวดเป็นพิเศษ ยามค่ำคืนเวลาฉันเดินกลับจากการทำงาน ตั้งแต่สถานีซับเวย์ไปจนตามถนนหนทางจะเจอตำรวจขับรถตรวจตราอยู่เป็นระยะ

ฉันพยายามทำตัวปกติ เพราะกลัวถูกตรวจค้น แม้วีซ่ายังอยู่ได้อีก 2 เดือนกว่าจะขาดเป็นโรบินฮู้ดขั้นโตเต็มวัย แต่ความรู้สึกที่บอกตัวเองตลอดเวลาว่าฉันกำลังมาทำงานอย่างผิดกฎหมายก็ดังก้องอยู่ในหู อยู่เมืองไทยแม้ฉันต่ำต้อยเป็นเพียงหัวหมา แต่ก็อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องหวาดระแวงอะไร แต่ที่นี่ฉันเป็นเพียงหางราชสีห์ พลเมืองไร้ชั้น ที่ต้องซุกซ่อนตัวเองอยู่ตามเหลือบของสังคม

“ทำไมช่วงนี้มีข่าวจับคนไทยบ่อยจังก้อบ”
“โดนทุกชาติล่ะ เพื่อนอินโดฯของฉันก็เพิ่งถูกทุบบ้าน ดีว่าหนีทัน”
“แล้วทำไง”

“ย้ายบ้านแล้วขนาดจะกลับไปเก็บเอาของยังไม่กล้าเลย พวกไอริช(ฝรั่งก็ฮู้ดนะ)ยังโดนเลย เห็นเขามาบ่นๆกันที่ร้าน ใครก็บอกให้ระวังตัวกันช่วงนี้”
“แย่นะ ชีวิตแบบนี้” ฉันเปรยเชิงปรับทุกข์กับก้อบ ก่อนเดินออกไปดูแลลูกค้า ช่วงนี้ดีหน่อยก้อบได้ตารางงานที่ร้านไทย ทำให้เราสองคนมีโอกาสได้ทำงานด้วยกัน
“น้องคะ ขอพริกน้ำปลาเพิ่มหน่อยคะ กระเพราจืดมาก”
“ได้ครับ” ฉันเดินกลับเข้าครัว ทำพริกน้ำปลาให้ลูกค้าคนไทย
“น้องคะ ไม่ทราบว่าทำไมเรียกผัดกระเพราะคะ ในเมื่อใช้ใบโหระพาแทน”
“เออ...ไม่ทราบครับ คงเพราะมันปลูกไม่ได้มั่งครับ ต้องนำเข้าราคาแพง”

“รสชาติไม่เหมือนร้านอาหารไทยเลยคะ” อดทน อดทนไว้เท่านั้น ฉันพร่ำบอกตัวเองในใจ ใครว่าดูแลคนพูดภาษาเดียวกันง่าย ฉันขอเถียง ยิ่งพูดกันรู้เรื่องยิ่งเรื่องมาก
“ช่วยแพ็คให้ด้วยคะ ขอพริกน้ำปลาเพิ่มด้วย”
“ได้ครับ”
ฉันหันหลังเข้าครัวเอาอาหารเข้าไปแพ็คแล้วทำพริกน้ำปลาใส่กล่องน้ำจิ้มห่อรวมกันอย่างเรียบร้อย

“ขอบคุณมากนะครับ โอกาสหน้าเชิญใหม่” ทายสิว่าให้ทิปเท่าไหร่ ไม่อยากคำนวณเลย รู้แต่ว่าให้เงินครบก็ดีใจแล้ว คนไทยบางคนที่มีโอกาสได้มาเมืองนอก กลับไม่พยายามปรับตัวเรียนรู้อะไรใหม่ๆการกิน การนอน การอยู่มันก็ต่างกัน เครื่องปรุง พริก ผัก น้ำปลาก็ไม่เหมือนกัน รสชาติมันอาจผิดเพี้ยนไปบ้าง ถ้าอยากกินแบบไทยๆก็กลับไปกินที่เมืองไทยสิ

ทำงานมา 4 เดือนเต็ม เจออารมณ์ร้ายๆสารพัดรูปแบบของลูกค้า ทำให้บางครั้งสภาพจิตใจของฉันย่ำแย่ ทำงานซังกะตายไปวันๆทุกอย่างซ้ำๆวนไปเวียนมา พัฒนาการด้านสติปัญญาและสมองเริ่มช้า แต่พัฒนาการด้านปากร้ายจิกกัดลูกค้ากลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“แก...ดูสาวยุ่นนั่นสิ มาอีกล่ะ”
“ไหนๆ กำลังฮิตจ๊ะ เทรนนี้ญี่ปุ่นควงไอ้มืด”
“เหมือนอุรังอุตังอุ้มไข่ อิอิ”
“นี่เป็นหัวข้อถกกันในชั้นเรียนของฉันเลยนะ”
“แปลก ไม่สมกันเลย”
“ผีเน่ากับโลงผุ”
“ไม่จ๊ะ ผีตายโหงกับโลงบริจาค อิอิ”
911 มาถึง หน้าร้านของฉันประดับธงชาติสหรัฐร่วมไว้อาลัย ลูกค้าที่เข้าในร้านวันนี้ก็ดูสงบเสงี่ยม ทุกคนคงอยู่ในภาวะรำลึกถึงความโหดร้ายของเหตุการณ์ครั้งนั้น คนตายจำนวนมาก คงเป็นพ่อแม่พี่น้องเพื่อนๆของใครสักคนในร้าน ส่วนฉันก็ได้แต่ดูข่าวความเข้มงวดของการตรวจคนเข้าเมือง ตอนนี้ห้ามเอาของเหลวทุกอย่างขึ้นเครื่อง เพราะกลัวเป็นระเบิดที่ทำมาจากของเหลว
“ตอนป้ามาแรกๆอยู่สบายกว่าเดี๋ยวนี้นะ”
“ป้ามากี่ปีแล้ว”
“7 ปี มาตั้งแต่ตอนลูกสาวป้า อายุ 7 ขวบ จนตอนนี้ 14 แล้ว ยังไม่ได้เห็นหน้าคาดตากันเลย”
“ป้าไม่ลองให้น้องขอวีซ่ามาเยี่ยมล่ะครับ”

“เคยขอแล้ว วันสัมภาษณ์ เขาบอกว่าแม่คุณเป็นโรบินฮู้ดเราคงให้วีซ่าคุณไม่ได้” ฉันฟังป้าน้อยบอกเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังด้วยจิตใจที่หดหู่ ในความเป็นแม่คนหนึ่ง ที่ไม่ได้เห็นลูกเติบโตตลอดระยะเวลา 7 ปี ที่ผ่านมา มันคงเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายมากสำหรับชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง
“นวดมือให้พี่หน่อย ปวดแขนมาก” พี่หน่อย มือผัดขอร้อง
“พี่ก็อยากกลับบ้านเหมือนกัน ตอนนี้สุขภาพก็ไม่ค่อยดี เมื่อวานพี่ไปหาหมอจีนมา เขาฝังเข็มให้ มันก็ไม่หายสักที กลับห้องไปปวดแขนจนมันยกแทบไม่ขึ้น”
“พี่อยู่กี่แล้วครับ”
“5 ปี ตอนนี้พี่ก็เตรียมๆกลับแล้วล่ะยังไงพี่ก็ไม่ยอมตายอยู่ที่นี่หรอก ติดแต่ว่าตอนนี้พี่ต้องดูแลทุกคนทางบ้าน ถ้าขาดพี่ทำงานไปคน คงเดือดร้อนกันหมด”
“ผมก็มาทำงานใช้หนี้ให้ที่บ้านเหมือนกันครับ พอดีน้องสาวถูกรถชน ผมอยากเก็บเงินให้ได้มากที่สุด”
“ดีแล้วล่ะ อยู่นี่ต้องประหยัด ตั้งใจทำงาน อยู่เมืองไทยหาเงินได้ไม่เยอะเท่าที่นี่หรอก”
ค่ำคืนอันยาวนานของการทำงานยุติลง ทุกคนในร้านพร้อมใจกันล้อมวงกินข้าว มีเพียงฉันคนเดียวที่ออกมานอกร้าน ลมหนาวพัดมาปะทะผิวหน้า ฉันโทรศัพท์กลับบ้าน
“เอาเงินไปซื้อควายมาเลี้ยงแล้วเด้อ”
“ซื้อไปจักโต”
“5 โต”
“อย่าเลี้ยงหลายเด้ออีแม่ เดี๋ยวสิเมื่อย ผมบ่ยากหั่ยลำบากอีก ผมสิหาเงินหั่ยไซ้เอง”
“บ่เป็นหยั่งดอก เอาเงินมาไว้ซื่อๆเฮ็ดหยั่ง เลี้ยงไว้ขาย หาบักหล้าอยากเรียนต่อปริญญาโทสิได่มีทุนเรียน”
“ครับแม่”
ฉันวางโทรศัพท์แล้วเดินเข้ามาในร้าน พี่ๆถามกันว่าทำไมดูเงียบๆฉันบอกว่าโทรศัพท์กลับบ้าน พี่แอ๊ด สาวเสิร์ฟวัย 40 รีบซักถามใหญ่ว่าโทรยังไง ฉันจึงลองให้พี่แอ๊ดใช้บัตรแฟนฉันโทรกลับไปเมืองไทย
“ขอบใจมากหมิว พี่ไม่เคยโทรหาเพื่อนมา 5 ปีแล้ว”
“อ้าว...ไม่ได้บอกเพื่อนหรือครับ ว่ามาเมืองนอก”
“บอกๆแต่มันขาดการติดต่อกันไปนาน มันนึกว่าพี่ตายไปแล้ว”
“อูย...ขนาดนั้นเลยหรือครับ”
คืน 911 ฉันอาศัยรถพี่หนุ่ม บาร์เทนเดอร์ในร้านกลับ พอรถวิ่งมุ่งหน้าเข้าเมือง ลำแสงอันเจิดจ้าสองเส้นส่องตั้งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า ในจุดอันเป็นที่ตั้งของตึกเวิร์ลเทรด ทุกคนในรถนิ่งเงียบ มีเพียงเรื่องราวต่างๆที่ฉันได้ฟังในวันนี้ที่ยังคงวนเวียนอยู่ในใจ

ฉันจะทำอย่างไรดี อีก 2 เดือนเท่านั้น ฉันจะกลับบ้านไปเริ่มต้นใหม่ หรือฉันควรอยู่ที่นี่ตักตวงทุกสิ่งทุกอย่างแล้วค่อยกลับไปพร้อมกับเงินเพื่อความสุขสบายของทุกคนในครอบครัว
ฉันอยากจะทำอย่างนั้น แต่พอนึกถึงว่า อีก 5 ปี ต่อไปนี้ ฉันจะไม่ได้เห็นหน้าพ่อแม่ ไม่ได้เจอน้องๆที่ฉันรัก ดูแลพวกเขาตอนกำลังเติบโต ฉันจะทนได้หรือ ความเข้มแข็งที่สุดของฉันมักมีความอ่อนแอเจือปนอยู่เสมอ ฉันถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปตลอดทาง






Create Date : 18 เมษายน 2550
Last Update : 18 เมษายน 2550 21:39:22 น. 2 comments
Counter : 393 Pageviews.

 
ความเหมือนที่แตกต่างคับ

911ของผม
มันน่ากลัวอีกแบบ

คือผมกลัวตกงานอ่ะ
ลำแรกกะลำที่สอง
เป้นของสายการบินผมเอ๊งงง


โดย: Kurt Narris วันที่: 28 พฤษภาคม 2550 เวลา:7:13:52 น.  

 
มาเป็นกำลังใจนะคะ สู้สู้ค่ะ


โดย: lovelybooth (Oil&Stew ) วันที่: 1 มิถุนายน 2550 เวลา:4:15:41 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Be a good guy
Location :
New York CityBoy United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เด็กจากทุ่งกุลาร้องไห้ฯฝันไกลในนิวยอร์ค
Friends' blogs
[Add Be a good guy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.