เถียง ๒๕๒๘ ตอน ทำ "มัน" กัน
       หลายคนคงเคยขับรถผ่านลานมันหรือร้านรับซื้อพืชไร่ แล้วได้กลิ่นเหม็นๆอะไรไม่รู้ เต็มไปหมด ยิ่งหน้าฝนด้วยแล้วกลิ่นมาเต็มที่เลย เอกลิ่นอะไรน่อ ก็กลิ่นมันสำปะหลังนี่งัย มันโดนฝน หรือแดดไม่พอ มันจึงเน่าทำให้กลิ่นโชยเลยทีเดียว นั้นละ "มันสำปะหลัง" 
       สมัยก่อนตามไร่ของพวกเราและละแวกน้้นจะปลูกข้าวโพดเป็นหลัก แต่บางทีเรามีมีการแบ่งพื้นที่มาปลูก "มัน" กันด้วย มันที่ว่าคือ "มันสำปะหลัง" ที่เรามาแปรรูปเป็นมัน "เม็ด" หรือ "แป้ง" มัน นั้นละ  เพราะพวกเราคิดว่า หากปลูกข้าวโพดอย่างเดียวเวลามันราคาไม่ดีจะได้น้อย เลยต้องเผื่ออย่างอื่นๆด้วย ซึ่งที่เหมาะที่สุดคือ มันสำปะหลังนั้นเอง อย่างอื่นไม่ปลูกหรือเช่น อ้อย แถวไร่เราไม่มีโรงงานหรือลานอ้อย โรงงานน้ำตาล จึงไม่รู้ปลูกแล้วจะไปขายที่ไหน แตกต่างจากข้าวโพดและมันสำปะหลังที่มีลานรับซื้อทั่วๆไปทั้งเจ้าเล็กเจ้าใหญ่ ทำให้ขายได้ง่าย ได้เงินง่าย
     ข้อดีของมันสำปะหลัง คือ ทนแล้ง ทนฝน ทนโรค หัวใหญ่ ไม่ได้กลัวหญ้า ไม่กลัวแมลง กิ่งพันธุ์หาง่าย สรุปคือ ปลุูกง่าย ดูแลง่าย เก็บง่าย ขายง่าย นั้นเอง ทำให้ชาวไร่แบบพวกเราเลือกที่จะทำไร่มันสำปะหลังไปด้วย บางคนก็ทำไร่มันเพียงอย่างเดียว บางคนก็แบ่งๆพื้นที่ปลูกกับข้าวโพด แล้วแต่ความชอบของแต่ละเจ้า  
        "พันธุ์มัน" มันที่พวกเราปลูกจะมีต้นสูงใหญ่ท่วมหัว ไม่ได้ต้นเล็กหรือเตี้ย ยิ่งได้น้ำได้ดินได้ปุ๋ย ต้นทั้งใหญ่ทั้งสูง กองใหญ่ ส่วนหากไม่ได้ดินดีปุ๋ยดีต้นละเล็กๆ กอเล็กๆเตี้ย แคะแกรนประมาณนั้น  น่าจะเรียกว่าพันธุ์ระยองน่ะ จำไม่ค่อยได้ละ วันนี้เลยจะพาลงไร่ปลุกมันกัน ว่าสมัยนั้นพวกเราปลุกกันอย่างไรบ้าง 
         "กองมัน" หากมองไปในไร่ที่เขาจะปลุกมัน จะเห็นแค้มป์เหมือนกระโจมอินเดียแดงแต่เป็นกิ่งไม้หรือลำไม้ กระจายตามไร่เป็นจุดๆ หรือบางคนก็เอา "ชัน" หรือ "เรียง" เอาไว้ใกล้เถียง หรือตามต้นไม้ อันนั้นละ "ลำมัน" หรือกิ่งพันธุ์ที่จะใช้ในการปลูกในปีต่อไป พอตั้งไว้นานๆเข้ามันจะออกราก ออกยอด คล้ายทรงผมที่มีผมอยู่บนนะ ยิ่งได้ฝนหน่อย จะงอกกออกมาเต็มไปหมด เราจะเลือกเอาต้นมันที่สมบูรณ์ที่สุด ตัดเอาตอนที่เก็บเกี่ยว หรือตอน "ขุด" มันเอาไว้ บางคนเอาไว้ขายก็มี หรือมีคนมาสั่งซื้อล่วงหน้าก็มี เพราะเขาผ่านไปผ่านมาเห็นต้นมันสวย เขาเลยสั่งจองเอาไว้ หากไม่เอามาทำพันธ์ุก็ปล่อยให้แห้งตายและเผาทิ้งไป  ข้อดีของการปลูกมันก็นี่ละไม่ต้องซื้อพันธ์ุมันใหม่ทุกปี เก็บได้เท่าที่อยากเก็บ จากไร่ของตนเอง หรือไม่ขอเฉยจากคนอื่นๆที่รู้จักก็ได้ ตอนที่เขาขุดมันก็ไปช่วยเขาตัดก็ได้แล้ว เพราะมันทิ้งไปก็เปล่าประโยชน์นั้นเอง ทำให้ต้นทุนเรื่องกิ่งพันธุ์จะถูกหรือไม่มีเลยก็ว่าได้ ต่างจากพื้นอื่นๆนะ ที่ต้องหาใหม่ หรือซื้อใหม่หรือเปลี่ยนใหม่โดยตลอด อีกอย่างพอใช้ลำต้นมันมาเป็นกิ่งพันธุ์ สายพันธุ์ไม่เปลี่ยนแปลงนะตามหลักพันธุ์ศาสตร์ นี่ละข้อดีของการปลูกมัน   เอ้าแล้วกองไว้อย่างนี้มันตายมัย ตายเป็น หากเรากองไม่ให้โคนมันถึงดิน หากแดดมากๆ ร้อยจัดๆ เพราะมันต้องกองไว้ข้ามปี ดังนัน เราต้องเรียงลำมันดีๆ หรือขนมากองไว้ใกล้ๆ หรือในร่ม รำไร ประมาณนี้ 
       "หนูมัน" ตามกองลำมันที่ว่านี้ พวกหนูพุก พวกกะปอม พวกงู มันชอบไปอยู่มาก ทั้งหนูใหญ่ หนูเล็ก หนูใหญ่จะขุดรู หนูเล็กจะทำรังบนยอด พวกนักล่าแบบเราก็อาศัยกองลำมันนี้ละทำมาหากินกันเป็นมื้อๆ กะปอมก็ง่ายหน่อย แต่หากเป็นหนูพุกหนูใหญ่นี่ต้งอรื้อกองมันกันทีเดียวเพื่อจะขุดเอาตามรูของหนู เอามาปิ้งมาย่างมาหมกแล้วแต่ถนัด ชาวไร่จะไม่ว่าเราเพราะหนูพวกนี้มันจะกัดกินลำมันเขาให้เสียหาย เขาเลยให้เราขุดได้ แต่ต้องเรียงเอาไว้ให้ดีเหมือนเดิมหลังจากการขุด ก่อนขุดก็ไปบอกเขาหน่อยก็แล้วกัน หรือพอได้หนูมาทำกินเสร็จก็ใส่ถ้วยมาฝากเขาสักถ้วยตามมารยาทนะ  
       "มันร้อน" พอถึงปลายหน้าแล้ง เดือนเมษายน พฤษภาคม นี่ละก็เป็นช่วงที่เราจะลงมือปลูกมันกัน คิดดูแล้วกันอากาศจะร้อนขนาดไหน หน้าฝนปลูกได้มัยได้ แต่ระยะเวลามันจะไม่โตมากเสียของนั้นเอง เพราะมันปลุกได้ปีละครั้งต้องอาศัยเวลานานในการสะสมแป้ง สะสมหัวนั้นเอง แล้วมันมีตายมัย "มี" เพราะหากแล้งมากๆ ความชื่นไม่มี ก็ตาย หากปักไม่ดีมันก็ตาย หากกิ่งมันไม่ดีก็ตาย หากมีอะไรไปเหยียบแล้วมันถอนนออกมาก็ตาย เลยต้องกันเอาไว้ด้วยการกองลำมันไว้หลายๆกอง
        "ร่องมัน" ปกติคำว่าร่องต้องหมายถึงคูๆนะ แต่สำหรับมัน ร่องมัน คือ คันดินนะ  พอถึงวันปลูกพวกเราจะใช้รถไถ "ยกร่อง" หรือ "คัน" มันเพื่อจะให้มันที่เราปลูกมีพื้นที่ดินมากๆหัวจะได้มากๆใหญ่ จนบางคนบางว่าทำคันใหญ่สูงๆนะ อีกอย่างการยกร่องก็จะปลูกง่ายไม่ต้องก้มมาก น้ำไม่เซาะมัน และการขุดมันก็ง่ายด้วย อย่างไรก็ตามบางไร่เขาก็ไม่ยกร่อง เพราะเปลืองต้องจ้าง ต้องไถอีกรอบนั้นเอง อันนี้ แล้วแต่คนชอบไม่ว่ากัน  แต่หากไม่ยกร่อง ต้องขึงเชือกปลุกเป็นแนวๆเหมือนข้าวโพด ไม่งั้นแถวเพี้ยนไปหมด  หากเป็นดินเหนียวนี้จะง่ายหน่อย หากเป้นตรงที่มันเป็นทรงหรือ "หินแห่" อันนี้พอขึ้นร่องเสร็จ ปลุกเสร็จ โดนน้ำฝนครั้งเดียวหรือสองครั้งนี้พังเลย กิ่งพันธุ์ลอยเลย เสียหายไปนะ เพราะดินไม่เหนียว ไม่แน่น พังออกง่าย  
       "ฟันมัน" อย่าเข้าใจผิดว่ามันสำปังมีฟันด้วยหรือ เพราะไม่ใช่สัตว์นะ 555 แต่เวลาที่เราจะปลูกมันพวกเราจะต้องเอา "ลำมัน" มาสับเป็นท่อนๆ นี่ละ การ "ฟัน" มัน ประมาณ 2 คืบ ตามจำนวน "ตามัน" ที่มีห่างถี่ หากถี่ ก็สั้น หากห่างก็ย่าวหน่อย สัก 5-6 ตา พอ เอทำไมนะหรือก็ตามันพวกนี้ก็จะออกราก ออกกิ่ง กลายเป็รากและหัว และลำต้นมันต่อไปง้ยละ  เราต้องเลือกกิ่งหรือลำมันหรือตาที่ดีเอาปลุก หากมันเสียหาย มันตาย มันเหี่ยว มันสั้น มันอ่อน ไปก็ไม่เอา ทิ้งไป เพื่อผลผลิตที่ดี การสับนี้ก็สับที่กองลำมันเลยแล้วขนกันไปปลูก จะไม่สับไว้ค้างคืนหรือทิ้งไว้นะ เดี๋ยวมันแห้ง ปลูกแล้วตายหรือไม่โต ฟันสร็จก็เอาไปปลูกแบบนี้ยิ่งดี  ก่อนปลูกเราไม่ได้จุ่มหรือทาสารเคมีอะไรนะ ไม่เหมือนข้าวโพดหรือถั่วลิสง 
         "ใส่มัน" พอได้ท่อนมัน ได้ร่องมันแล้ว เราก็ปลูกทันที การปลูกก็เสียบท่อนมันทีละ ท่อนนะ ไม่ใช่กำๆ ใส่ตามร่องมันนั้นละ ระยะห่างกันน่าจะไม่เกิน 50 เซ็นต์น่ะ ห่างไปก็ได้ต้นน้ำ ถี่ไปก็หัวน้อย ต้นออาจไม่โต ไม่แตก  ต้องเอาทางโคนขั้นนะ ไม่ใช่เอาทางปลายขึ้น วิธีดูง่ายๆก็ ฝั่งไหนใหญ่ก็ฝั่งนั้นโคนมัน หรือ ดูตามัน ตามันหงายไปทางใดก็ทางนั้นละปลายมัน  การเสียบมันก็แล้วแต่เทคนิค บางคน เอียงหน่อย บางคนตรง คนที่เสียบเอียงก็บอกว่ามันจะได้ถอนง่าย คนเสียบตรงก็ว่า มันจะมีหัวเยอะ  เสียบลงไปล฿กพอดี สัก 2 -3 ตา ตื้นไปก็ตาย ลึกไปก็โตช้าและขุดยาก ตอนใส่มันนี้จะไม่เหนื่อยและไม่ช้า เดินเสียบกันไปเรื่อยๆ มันจะเร็วหรือช้าขึ้นกับ ท่อนมัน มาทันมัย หรือต้องไปเอาท่อนมันไกลมัย เสียอย่างเดียวมัน ร้อนนี่ล่ะ เลยต้อง นั่งต้องหลบแดดบ่อยๆ หรือใช้หมวกใหญ่ๆ กัน บางไร่ก็จ้าง บางไร่ก็ทำเองนะ ช่วงนี้ การใส่มันตั้งแต่ต้นจนขั้นนี้ ทำเองได้ เรียกว่า งานค่อนข้างเบานะ เลยค่อยๆทำไปแต่ก็เสร็จเร็ว ไม่เหมือนทำข้าวโพด ขั้นตอนน้อยแต่มันนานมันถี่แต่ละหลุม 
        "เอาหุ่นมัน" พอใส่มันไปนานก็เริ่มแตกหน่อออกมาละ ท่อนกันก็หลายตา แต่ไม่ทุกตาเสมอไปนะ ขึ้นกับความชื่นของท่อนมัน แดด ดิน หากตามันแห้งตายก่อนก็ไม่ขึ้น หรือตายทั้งท่อนเลยก็มี  ช่วงนี้ต้องเดิน "ซ่อมมัน" เลยนะ จะได้เกิดทุกๆร่อง ทุกช่วง ไม่เสียพื้นที่เฉยๆ พอมันโตประมาณหัวเข่าแล้ว พวกหญ้าๆต่างๆก็ขึ้นมาแข่งกันพอดีเลยละ  เราก็ต้องเอา "หุ่น" มันกันหน่อย ก็คาการดายหญ้า ถางหญ้า ใตๆต้นมันนั้นละ เอาออกให้หมด แต่ต้องระวังอย่าให้โดนต้นมันที่กำลังอ่อนอยู่ เสียของได้ ตายได้ หรืออย่าให้โดนทั้งท่อนนะมันจะเคลื่อนเลยละ หรือกระเด็นกระดอนออก เสียนของหมด แน่นอนช่วงนี้ ใครมีเงินก็ถือโอกาส ใส่ "ปุ๋ยมัน" ไปด้วยเลย จะได้เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับมัน ได้กินกัน 
          "หากินมัน" ไร่มันจะไม่ค่อยมีอะไรให้หากินได้มากเท่าไหร่ จะมีเพียง กะปอม พอหด้จับ ได้คล้อง กับ "ถั่วพู" จะเกิดเต็มไปหมดตามต้น ตามยอดมัน อันนี้ละก็เอามากิน เอาไปขายต่อไป ส่วนปาตังก้า อันนี้ไม่มีมากเท่าไหร่ นานๆเจอที ใบใบก็ไม่กิน หัวมันดิบก็ไม่กิน (พวกเรานะ) ป่ามันเลยไม่ค่อยได้ลุยข้าวไปกัน
            "ขุดมัน" พอมันโตเต็มที่หรือหน้าหนาวมาแล้วก็ได้เวลา "ขุดมัน" แล้วละ  ยิ่งเอาไว้นานก็ยิ่งได้แป้งมันมากขายได้ราคาดี วิธีขุดมันก็ต้องตัดต้นมันหรือลำมันออกก่อน เอาตอไว้สั้นๆ พอจับดึงได้ แต่สั้นมากไม่ได้จะดึงไม่ออกนะ 555 สักครึ่งแข็งนั้นละพอดี บางคนแรงเยอะก็ดึงเลย บางคนแรงน้อยก็เอาไม้ไผ่มางั้นเอา บางคนก็เอาจอบสับไปฝั่งหนึ่งข้างต้นมันแล้วดึงออก พอถอนมาแล้วมองดูว่ามีหัวไหนขาดไปไหม หากเห็นร่องรอยมันหักคา ก็ต้องขุดกันเอาจนหมดละ ใช้จอบ ใช้เสียนะ ขึ้นมาเป็น "เหง้า" เลยนะ แล้วเราก็ใช้มีดใช้พร้า ตัดเอาแต่หัวมัน กองๆกันไว้รวมๆกัน แล้วเอาเข่งหรือรถคูโบต้ามาขนเอาไปไว้สับต่อ
             "หัวมัน" ที่ดีก็ต้องหัวใหญ่ หัวยาว หลายหัว หนัก แป้งมาก นี่ละหัวมันดี  ยิ่งได้มากยิ่งดีนะ จะเป็นสีเทาๆ มีขุยๆ โคนใหญ่ ปลายเล็กไปเรื่อยๆ กลิ่นมันจะหอมๆฉุนๆนนะ  
              "ขายมัน" บางคนที่อยากสบายก็ใส่รถไปขายที่ "ลานมัน" หรือ ร้านรับซื้อพืชไร่    ได้เลย เขาเรียกว่า "มันสด" พอเอาซื้อแล้วก็จะเอาไปสับหรือสีให้เป็นชิ้นๆ แล้วตากให้แห้งสนิท กลายเป็น "มันเส้น" ราคามันสดจะไม่สูงเท่ามันแห้งนะ เพราะพ่อค้าต้องมาทำต่อ  
               "มันเส้น" บางคนไม่อยากขายเป็นมันสด เพราะราคาไม่ดีหรือราคาถูก ก็เอามาหัวมันมาสับเป็นชิ้นๆสั้นๆมาตากแดดเอาไว้กลางไร่นั้นละ ซึ่งเราเอา จอบถากๆดินให้เสมอและแน่น เราเรียกว่า "ลานมัน"  แล้วเอาหัวมันที่สับเป็นชิ้นๆไปตากแดด จนแห้งสนิท แล้วกวาดเอามากองรวมกัน หรือเก็บใส่กระสอบป่านเอาไปไว้ในร่ม เอาไว้ขายตอนไหนก็ได้ รอราคาดีๆก็ขนไปขายได้เลย
               "ราคามัน" อย่างที่บอกว่าราคามันดิบมันหัวจะถูกกว่ามันเส้นมันแห้ง เพราะพ่อค้าสามารถส่งขายต่อโรงงานแป้งมันได้เลย จึงราคาแหงกว่า ส่วนคนขายอย่างพวกเรา หากร้อนเงิน ก็ต้องขายมันสด หากไม่ร้อนใจเย็นๆก็ขายมันแห้ง เราต้องคิดเองว่าจะเอาแบบไหน และต้องดู ฝนด้วยนะว่า ขณะที่กำลังตากมันอยู่นั้น ฝนจะมายังหรือฝนหลงฤดูมามัย อันนี้จะอันตราย เดี๋ยวมันที่ตากเอาไว้จะโดนฝน ขึ้นราเอา ราคาจะไม่ดี หรือต้องตากอีกหลายแดด  
                 นี่ละการทำไร่มันสำปะหลัง ของพวกเรา ที่ทำคู่กับข้าวโพด เผื่อไว้อะไรราคาดีก็ได้สักทาง เพราะมันทำได้ปีละ 1 ครั้งเท่านั้นเอง เลยต้งอ กัก เอาไว้หลายๆทางนะ ... 



Create Date : 29 มีนาคม 2563
Last Update : 31 มีนาคม 2563 14:33:19 น.
Counter : 215 Pageviews.

2 comments
(โหวต blog นี้) 
ตอนที่1รถบ้านในฝันในยามที่เป็นโรคซึ่มเศร้า2020 ธนูคือลุงแอ็ด
(6 ส.ค. 2563 03:10:33 น.)
ถนนสายนี้มีตะพาบ ประจำหลักกิโลเมตรที่ 258 : สดชื่น The Kop Civil
(4 ส.ค. 2563 12:47:13 น.)
No. 905 สดชื่น (ตะพาบ) ไวน์กับสายน้ำ
(3 ส.ค. 2563 04:45:57 น.)
ตายแล้วไปไหน? Nior Heavens Five
(1 ส.ค. 2563 03:04:32 น.)
  
ตัวหนังสือเล็กมาก ๆ...เลยอ่านเท่าที่ทำได้นะครับ

เมื่อก่อนขับรถผ่าน ชลบุรีผ่าน บ้านเขาบางทรายกลิ่นขี้เป็ดก็รู้ว่าใข่

แต่พอเลย ศรีราชาก็ได้กลิ่นเหม็นจาก มัน..ที่เขาหมักทำแป้งมัน
SR แถวน้้นเลยมีหมู่บ้าน SR ในปัจจุบัน มาจากบริษัทตระกูล
S&P ใช่เปล่าครับ ศิลาอ่อน..

ถ้าใช่ลองขยายดูนะครับ 555

ถ้าขยายตัวอักษรข้างบน เป็นขนาด 18 คงสบายตาทุกคนครับ
โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 31 มีนาคม 2563 เวลา:13:09:42 น.
  
ขอบคุณ ครับ ขยายแล้ว ครับผม
โดย: Dr Chang วันที่: 31 มีนาคม 2563 เวลา:14:34:04 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

D-chang.BlogGang.com

Dr Chang
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด