เถียง 2528 ไปหากินสัตว์เล็กสัตว์น้อย
   วันนี้จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับการหาอยู่หากินของชาวไร่ นั้นก็คือการหาอาหารจากสัตว์ป่า สัตว์ไร่ สัตว์เถียง ต่างๆ นั้นเอง ต้องขออภัยในสมัยนั้นยังไม่ได้ถือศีลเหมือนทุกวันนี้เลยยังหาอยู่หากินแบบธรรมดาๆของชาวไร่ ชาวนาอยู่นะ สัตว์ที่ว่าที่เคยหามาก็หลายๆอย่าง กะปอม ตั้กแตน หนูพุก นกคุ้ม ปลา ไข่มดแดง นี่ละของที่หาประจำๆ ส่วนสัตว์ป่าตัวใหญ่ๆนั้นไม่มีนะ อาจจะเพราะป่าใกล้มันเป็นป่าปิด มันเล็ก คนไปล่าเยอะจึงไม่มีเหลือแล้วก็ได้ ส่วนภูเขาก็มองเห็นลิบๆประมาณ 20 กิโลเมตรคงได้ที่ห่างกัน ก็มีแต่เรือกสวน ไร่ นา บ้าน สัตว์ป่าเลยลงมาไม่ได้นั้นเอง
   เมนูก้อยกะปอม หรือกิ่งก่าเป็นอาหารแสนโปรดของเราเลยละ ใส่มะม่วงใหญ่เปรี้ยว ข้าวคั่ว พูดแล้วน้ำลายไหลเลย กะปอมที่ไร่ส่วนมากจะเป็นกะปอม คอแดง เพราะว่าตรงคอมันจะออกสีส้ม สีแดงๆ สังเกตง่าย ตัวขนาดกลางๆ สีเทาๆ อักแบบคือ กะปอม แซด อันนี้ตัวเล็กๆ มีขีดผ่ากลางขนานลำตัวมัน แบบนี้ไม่ค่อยกินกันเท่าไหร่ หากเลือกได้นะ เพราะมันเล็กไปอย่างคือ กะปอมก่า อันนี้ตัวใหญ่ที่สุด คอเขียวๆ  เป็นที่หมายปองของทุกคน ปอมก่า สัตว์มากจะอยู่ไม้ใหญ่ ปีนสูง หากินอยากลำบาก  จริงๆอยากมีรูปให้ดูแต่คงไม่มีเวลานะ เอาไว้อนาคตหากหารูปได้ก็แล้วกัน ไปค้นตามเนตนะ  กะปอมคอแดงและกะปอมอีแซด จะมีมากกว่าทุกอย่าง อยู่ตามต้นไม้เล็กๆ วิ่งตามพื้นก็มี  ตามต้นไม้ใหญ่  ต้นไม้เล็กๆ ตามกองหิน ตามป่ากล้วย มากมากมาย แล้วเชื่องด้วย ไม่วิ่งหนีคน การหาก็ใช้ไม้ยาวๆมาทำบ่วงเชือกฝางไว้คล้องคอเอา ง่ายๆ ได้ทีหลายสิบตัว จนพอกินนั้นละ เดินไปรอบๆเถียง รอบกองหิน ก็ได้แล้ว หรือมองไปก็เห็นผงกหัวงึกๆ มาตากแดด เช้าๆ สาย หรือ เย็นๆ หาไปเพลินไป วันไหนไม่อยากกินก็มองเฉยๆ เพราะไม่ได้อยากกินทุกวันนะ นานาที กะปอมเลยมีมากมาย ขยายพันธุ์ได้เร็ว แม้จะมีศัตรูทั้งคน และสัตว์อื่นๆ เช่น งู นก แต่ก็มีมากมายทีเดียว สมัยนั้น ไม่มีการจับมาขายนะ หาพอกิน ไม่ได้เผื่อขาย แม้ขายก็ไม่มีคนซื้อร้อก เพราะมันมีอยู่ทั่วๆไป  ต่างกับการหากะปอมในแถวทุ่งนาในเขตเมือง มันจะกลัวคนมาก เห็นคนนี่วิ่งหนี วิ่งขึ้นต้นไม้สูงๆ ที่สุด กลัวสุดๆ เราเอาบ่วงคล้องไม่ทัน ไม่ได้ ต้องเอาหนังสะติกยิงเอา หรือปีนต้นไม้ตามล่ากันทีเดียว กะปอมก็หนีไปจนสุดกิ่งไม้เลยละ หากกะปอมตัวใหญ่ เราจึงจะตาม หรือต้นไม้ไม่สธูงก็จะตามกัน แต่หากต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้สูง ก็ ไม่สามารถทำอะไร ได้ ก็ยิงไปเรื่อย กะปอมก็วนๆ ขึ้นสูง หยุดๆ ผงกหัวไปเรื่อยๆ เราก็ยิงกันไป บางครั้งถูก บางครั้งไม่ถูก คิดถึงตอนนั้น สนุกดี แต่พอบวชมาละก็ เริ่มกลัวบาปละ แต่กเราก็ แก้ไขไม่ได้แล้วละนะ ทำงัยง่าย  
   ตั้กแตนจี๋ หรือตั้กแตนคั่ว ตั้กแกตนที่ว่ามี 2 แบบที่นิยมกันคือ ปาทังก้า กับเขียว หน้าแล้งหรือก่อนข้าวโพดโต จะมีปาทั้งก้า มากมาย เต็มไปหมด ส่วนหากหน้าฝนหรือข้าวโพดโตแล้ว จะเป็นตั้กแตนเขียวหรือเป็นปาทังก้าอ่อน วัยรุ่นหรือเด็ก ยังไม่โตเต็มที่ คือ บินยังไม่ได้นั้นเอง ปาทั้งก้าก็จะตัวใหญ่ บินเร็ว บินเก่ง สีเทาม่นๆ ที่เขาเอามาทอดขายนั้นละ เรียกปาทังก้า ส่วนตักแตนเขียว จะเป็นตั้กแตนตัวใหญ่แต่ไม่ค่อยบินหรือบินไม่เก่ง เราไล่จับเอาได้ ไม่เหมือนปาทังก้าบินทีนี่หายตาไปเลย แต่ เขียวนี้หรือบางคนเรียกตั้กแตนอีโม่ บินสั้นๆใกล้ๆ ไล่หน่อยก็จับได้ละ  ในช่วงหน้าแล้ง เราจะออกเดินไปทานไร่ ไปหาตั้กแตนกัน เอาหนังสะติกไปยิงเอานะ ก้อนหินเก็บเอาแถวในไร่เพราะที่ไร่มีหินมากมาย ขนาดกำลังเมหาเท่าลูกกระสุนเลอ ไม่ต้องปั้นดินเหนียวให้ยุ่งยาก เราจะเดินดุ่ม ช่วงที่แดดจัดๆ ค่อยๆย่องๆ แล้วมองไปเรื่อยๆหายตั้กแตน ที่มอบบนดิน เบินเนิน บนกิ่งไม้ บางครั้งเป็นคู่ๆกำลังผสมกันอยู่ บางครั้งเดี่ยวๆ หากเราไม่เห็นเดินไปมันจะบินหนีไป ก็ต้องเริ่มหาใหม่ ส่วนหากเราเห็น จะมอบต่ำๆ หรือคลานต่ำ คลานสูงกันไปหามุมเหมาะ ในการยิง ถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง พอได้มาจี่กินหรือคั่วกินกันเป็นกับข้าวอย่างหนึ่ง  พอหน้าฝนหรือข้าวโพดกำลังโต งาม ยังไม่ออกฝัก จะเป็นช่วงที่ตั้กแตนมากมาย บินมาจากไหนไม่รู้ลงมากินใบข้าวโพด ช่วงนั้น พอตกกลางคืนพวกเราจะหิ้วตาข่ายหรือถุงไปส่องตั้กแตนที่จับตามใบข้าวโพด มีเต็มไปหมด ช่วงกลางคืนมันจะเชื่องไม่บินหนี หรือบินใกล้ ตามันคงไม่ดีน่ะ เราก็จับเอาเก็บเอาได้สบายๆ ตัวเล็กๆหรือตัวอ่อนก็มากมาย ตัวกำลังโตก็มาก  เก็บจนพอกินหลายกิโลกรัมละ บางคนจับตั้กแตนเอาไปขายเป็นร้อยๆกิโลกรีัมก็มี เต็มถุงเต็มดางไปหมด เอาไปขายตลาด คนในเมือง ในตัวอำเภอก็จะมาซื้อไปคั่วกัน เป็นอาหารไร้สารพิษอย่างหนึ่งและหากินยากมาก   มีอยู่บางช่วงที่ตั้กแตนระบาดในไร่ แต่เราก็ไม่เดือดร้อน เพราะเก็บมันมาขายจนหมดเลยละ หรือมันย้ายไปที่อื่น สงสัยรู้ว่าอยู่แถวนี้ตายหมดแน่ๆ จึงไม่ได้เป็นปัญหา ต้องใช้สารเคมีพ่นให้อันตราย เมนูตั้กแตนที่นิยมทำกันก็ปิ้งกินหรือจี่กินเฉยๆ ตัวที่อร่อยมากคือตัวเมียที่กำลังท้อง ไข่เต็มท้อง อันนี้จี่อร่อยมาก ครั่วจะไม่ค่อยอะไร อีกเมนูคือ คั่วใส่เกลือกินกันเอาพอแห้งๆ อร่อยหลายๆ เมนูคั่วทำได้ทุกตั้กแตน ทุกขนาด ทุกวัย เป็นโปรตีนธรรมชาติตามฤดูกาลจริงๆ มันจะหายง่ายสุดตอนหน้าฝนที่ข้าวโพดโต ส่วนหน้าแล้งกับหนาว จะเป็นปาทังก้ามากกว่า บินเก่ง บินเร็ว บินไกล กว่าจะได้ตัวหนึ่ง แทบตายเลย 
   ลาบนกคุ้ม ปิ้งนกคุ้ม คล้ายนกกระทามั้งแต่ตัวเล็กกว่า บินต่ำๆ ชอบหลบใต้พุ่มไม้ เดินตามริมทาง ริมกองหิน รังของมันจะเอาหญ้าอ่อนมาปูน้อยๆแล้วดันดินลงไปให้เป็นหลุมตื้นๆมอบๆอยู่ประมาณนั้น บางครั้งเราเดินไปไปป่าหรือพุ่มไม้ มันจะบินพึบๆ ออกไป ทางที่มันหากินเราเรียกว่า ทางนกคุ่มจะเป็นร่องรอยเดินหากินจนทางเลี่ยม สังเกตง่าย เราก็จะเอา ฉิง ซึ่งเป็นตาข่ายสานกับไม้ผ่โค้งๆ กางดักไว้ตามทาง เหมือนกับประตุโขงหรือซุ้มงาน นั้นละ เอาหญ้าหรือไม้บีบแนวไว้ให้บังคับนกเข้าออกในตรง ฉิง พอดี พอนกเดินผ่าน วิ่งผ่านก็จะโดนตาข่ายหุ้มตัว ยิ่งดิ้นยิ่งหุ้ม เราก็จับเอา บางครั้งเราใช้วิธี วางฉิง ดักไว้ แล้วไปไล่นกเอา หรือ บางที เอาไปดักไว้เป็นวันๆคืนๆ ค่อยมาดูหรือมายามเอาเป็นครั้งๆ เผื่อมันติด แต่เท่าที่จำได้ ไม่เคยดักนกคุ้มได้แม้แต่ตัวเดียวนะ สงสัยวาสนาดี ไม่ได้ทำบาปมั้ง แต่ก็ไปทำหลายครั้งละ มีฉิงของตัวเองที่ ตาทำเอาไว้ให้
   คั่วไข่มดแดง เป็นเมนุนิยมอีกเมนูหนึ่งที่เราชอบกิน เป็นของสูงที่ต้องกินได้ตามฤดูกาล รังมดแดงก็ทำตามต้นมะม่วงริมเถียงนั้นละ เราสังเกตว่า รังไหนที่ใบมะม่วงเริ่มเหี่ยวหรือตาย มันจะได้เวลามีไข่หรือไข่กำลังเต่งพอดี ก่อนจะเป็นตัวมดแดงหมด หากอ่อนไป ไข่มันเล็กๆ ก็ไม่คุ้มหรือต้องรอก่อนดีกว่า เราใช้ไม่ไผ่มัดกับตระกร้าไม่้ไผ่ แล้วยกขึ้นไปสอย ไปเขย่ารังมันให้มันตกลงมาในตระกร้า นั้นละ แล้วก็เอาไปเทกะละมัง ที่ใส่น้ำเต็ม แยกแม่มันกับไข่ออกจากกัน จากนั้นก็เอาไปก้อย หรือ เอาไปคั่วไข่มดแดง เรานี้ชอบคั่วมากกว่า เพราะมันอร่อยมาก ส่วนก้อย จะเฉยๆ ไม่ค่อยนิยมนัก กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ คุ้นใหญ่ๆ อันนี้ละสุดยอดเลย คั่วไข่มดแดง 
   หาปลา ปู หอย ส่วนมากตามไร่เราไม่มีหนองน้ำนะ หากอยากกินสัตว์น้ำหรือหาสัตว์น้ำหรือเล่นน้ำต้องเดินหรือปั่นจักรยานหรือขี่มอเตอไซค์ออกไปหลายกิโลเมตรทีเดียว ที่เราไปหากินประจำจะเป็นหนองน้ำเล็กๆริมถนน ทางมาไร่เรานั้นละ เป็นที่น้ำซึม น้ำซับ แล้วมันกลายเป็นหนองน้ำ มีการทำนาด้วย พวกเราจะไปเล่นน้ำแก้ร้อน กับเอาแหไปปหว่านเอาปลากัน ส่วนมากก็ปลาขาว ปลายข่อหรือปลาช่อนนะ ที่ได้ ได้ตัว สองตัวก็เอามาปิ้ง มาต้ม มาป่น กินกันพ้นไปเป็นมื้อๆ ไม่ต้องซื้อหากัน ที่ไร่ตาจะเอาแหมาไว้เวลาอยากออกไปหาปลานะ ส่วนใหญ่ก็ที่เดิมนั้นละ ไม่เคยได้ไปที่อื่นๆ ที่เป็นหนองใหญ่ๆ มันไกล หรือไม่พาเราไปก็ไม่รู้ เลยไม่ค่อยได้ไปหนองอื่นๆ แต่ได้ข่าวว่ามีหนอง มีลำห้วยอื่นๆอยู่ แต่เราก็ไม่ได้ไปกัน  จุดที่เป็นหนอง เป็นนา เป็นบึง ส่วนมากจะเป็นหุบหรือป็นร่องเล็กๆระหว่างเนินเขาเตี้ยๆ ที่มีน้ำขัง น้ำซับ น้ำซึมตลอดปี หน้าฝนน้ำก็จะไหลมามากและขังกันไว้ตามนั้น เขาก็ทำนา กัน หรือขุดสระกัน เอาไว้ ใครมีที่แบบนี้ก็ได้เปรียบ ดีกว่าที่ไร่ธรรมดา เพราะมีน้ำกินน้ำใช้สมบูรณ์ ขุดสระเลี้ยงปลาได้ด้วย ส่วนพวกเราไม่มีก็ต้องไปหากินที่ของเขาละ แต่ต้องไม่ไปลงเอาปลาในสระที่เขาขุดไว้นะ อันนั้นถือว่า มีเจ้าของแล้ว การหากินสัตว์น้ำของชาวไร่ จะลำบากกว่า ชาวนา ที่มีหนอง มีบึง มีแม่น้ำ มากมาย หลากหลาย ของที่คู่กับหนองแบบนี้คือควายกับวัวที่เขาเลี้ยงไว้ กลางคนจะได้ยินเสียงกระดิ่งวัวกระดิ่งควายดังแว่วมาให้ได้ยิน ฟังเพลินๆ คู่กับเสียงรถไถไร่ ที่ทำงานกลางคืน หรือตลอดคืน เพราะไปอีกแบบ เขาไม่ว่ากันเป็นเรื่องปกตินะในการทำงานกลางคืน เสียงเป็นเอกลักษณ์มากในสมัยนั้น ยิ่งใครมีรถไถ ใครขับรถไถนี่เท่ห์ระเบิดหรือคนรวยเลยนะ ต้องจองคิวมาไถกันเลยทีเดียว มีรถไถไม่มากร้อกนะ กลับมาที่หนอง พอมีวัวควายมาก สิ่งที่ตามมาคือ ปลิงควาย ปลิงเข็มที่มาคอยกินเลือดวัวควาย เลยพาลมาดูดคนด้วยพวกที่ไปหาปลาหาปูหากบกันนะ 5555 อันนี้ต้องระวังกัน แต่ไม่มีทากดูดเลือกนะ สมัยนั้น ไม่รู้จักเลยว่า ทาก มันเป็นอย่างไรกัน
  หนุูปิ้งหนูย่าง ห่อหมกหนู ผัดเผ็ดหนู เป็นอีกเมนูที่ชอบมากหนูที่ว่านะคือ หนูพุก ขนาดมันใหญ่มาก ร้องจี้ดเสียงดึง มันอาศัยอยู่ตามเนิน ตามกองดิน ตามเถียง ตามพุ่ม ตามคัน ตามป่า ตามกอกล้วย ใต้ยุ้งข้าวโพด อยู่มากมาย การไปหาสมัยนั้นเรารู้จักแค่การไปดักโดยเอาบ่วงไปดักตามรูมันปากรูที่ใหม่มีหนูแน่ๆก็เอาไปดักไว้ บางคนเอาจากฉิงหนู เป็นไม้ไผ่แบบให้มันหนีบหนูเอา ไม่ได้รัดเหมือนบ่วง เอาไปวางตามทางเดินหนูบ้าง ตามรู บ้าง รูหนู ทางหนูนี่ดูง่ายมาก เห็นตรงไหนก็มีตรงนั้นละ แต่จะดักได้หรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง จำได้ว่า แม้เราจะพยายามขนาดไหนก็ไม่เคยดักได้สักตัวเลย 555 ดีแล้วไม่บาป มีอยู่ครั้งหนึ่งที่จำจนวันนี้ คือ  ตอนกลางวันเราเอาเสียมไปขุดหนูที่ไร่ข้างๆ เป็นเนินดินมีกองหินด้วนมีต้นไม้เล็กที่โดนไฟไหม้บ้าง กิ่งไม้ มาก เราขุดไปขุดมา นิ้วหัวแม่มือซ้ายที่จับเสียมขุดเสียบเข้ากับกิ่งไม้หักคาเลย ได้เลือดได้เรื่องเลย วิ่งกลับเถียงเลยละ น้าต้องพาขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปคลินิคในตำบลเลยนะ ไปถึงหมอก็จัดการเอามีดกลธรรมดานี้ละกรีดนิ้วเลบ ไม่ได้ฉีดยา ไม่ได้อะไรเลยละ ล้างแพลแล้วกรีดเลย ร้องสนั่นๆๆ555 พอเสร็จเอาไม้ออกได้ก็ไม่เย็บบเลย พันแพล เป็นอันจบ ไม่รู้ว่ามียากินมัย สงสัยจะมี ลืมแล้วละ มันเด็กไป จนทุกวันนี้กลายเป็นแพลเป็นที่นิ้วโป้งซ้ายตั้งแต่นันเป็นต้นมาเลย 55555  บาดกรรมตามทันมั้ง น่ะ...อโหสิกรรมกันไป  จบเรื่องว่าด้วยการหาสัตว์มากิน ด้วยแพลเป็นก็แล้วกันน่ะ ปัจจุบันเราเลิกหากินแบบนี้มา30 ปี แล้วละนะ ไม่ได้ยุ่งอีกเลย   



Create Date : 25 มีนาคม 2563
Last Update : 31 มีนาคม 2563 14:35:58 น.
Counter : 107 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ในยามที่ฉันเหนื่อยล้าทางใจ เสียงที่ไพเราะและทรงพลัง สิ่งนี่คือหยดน้ำที่ฉันรองรับไว้เพื่อดื่มกลืน ธนูคือลุงแอ็ด
(27 มิ.ย. 2563 03:55:32 น.)
Slow Life @ นิวหมูกระทะ pp-review-series-by-pae
(26 มิ.ย. 2563 21:08:32 น.)
Food For Fun : Hot Wok Return #48 :เมนูเป็นเหตุ(╹o╹)ขนมปังเนยกระเทียมอัลมอนด์ nonnoiGiwGiw
(26 มิ.ย. 2563 09:33:19 น.)
รูปวาดฝีมือหลาน (๓) haiku
(25 มิ.ย. 2563 16:47:34 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

D-chang.BlogGang.com

Dr Chang
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด