เถียง ตอน ข้าวจี่..ใส้ปราร้า (2)
      ไม้ลำปอที่เราเก็บเอาไว้ทำเชื้อไผนั้น มันกลายมาเป็นของที่ต้องมาใช้กับการจี่ข้าวจี่โดยเฉพาะ ด้วยความที่มันขาว มันมีกลิ่นหอมๆฉุนๆ มันหักง่าย มันเบา มันตรง มันขนาดกำลังดี มันสะอาด (มั้ง) และมันมีอยู่แล้ว นั้นละทำให้ไม้ลำปอที่ว่า โดน "หัก" เอามาเสียบ "ก้อน" ข้าวจี่ตอนที่เรา "ปิ้ง" ข้าวจี่กันที่ "เตาถ่าน" เดี๋ยวจะได้รู้กันว่าทำอย่างไร
     ..ข้าวเหนียว..(คงไม่มีคนคิดว่าเอาข้าวเจ้ามาทำข้าวจี่ได้) ที่เราจะเอาทำข้าวจี่นี้เราไม่ได้เลือกว่าต้องเป็นข้าวเหนียวใหม่หรือข้าวเหนียวเก่า ขดให้เป็นข้าวเหนียวที่นึ่งครั้งเดียวจะอร่อยกว่า หมายความว่าอย่างไรหรือ ต้องเล่ากันหน่อย  ปกติคนบ้านเราจะนึ่งข้าวเหนียวกัน เช้า 1 ครั้ง และเย็น 1 ครั้ง คนบ้านเราจะกินข้าวร้อน 2 มื้อ ข้าวเย็น 1 มื้อ งงละสิ ก็ มื้อเช้ากับมื้อเย็น กินข้าวที่นึ่งสุกใหม่ๆ ส่วนข้าวเที่ยงกินข้าวเย็นที่นึ่งเมื่อเช้านั้นงัยละ 555 เลยเรียกว่า กินร้อน 2 กินเย็น 1 ข้าวที่เอามานึ่งนี้จะ "หม่า" หรือ แช่เอาว่า 6-12 ชั่วโมงเลยนะ มันจะได้อ่อนๆอร่อย สุกง่าย คือ หม่าเอาไว้ตั้งแต่กลางคืนแล้วมานึ่งมื้อเช้า กับสายๆก็หม่าเอาไว้นึ่งมื้อเย็น ประมาณนั้น หากมันเป็นข้าวหม่าเอาไว้มานึ่งก็อร่อยนะ แต่หากมันเป็น "ข้าวเย็น" มันจะไม่อร่อย ข้าวเย็นคืออะไรหรือ ไม่ใช่กินข้าวมื้อเย็นนะ แต่หมายถึงข้าวที่เราเหลือจากการกินแต่ละมื้อมันจะเย็นๆแข็งๆนะ เราเรียกว่า ข้าวเย็น เจ้าข้าวเย็นนี้หากมันเย็นมาสัก 1 มื้อแล้วเอามานึ่งมาอุ่น เราเรียกว่า "อุ่นข้าว" มันจะไม่เหนียวเท่าไหร่ ไม่หนืดเท่าไหร่ แต่หากเลยอุ่นไปครั้งที่ 2 หรือนึ่งครั้งที่ 3 แล้วนี่ละ ส่วนมากจะเอาทิ้งให้ไก่กินหรือปลากิน เพราะมันเหนียวมาก มนไม่น่ากิน ปั้นยาก....เวลาเราไปซื้อข้าวเหนียวหรือไปสั่งข้าวเหนียวกินกันแล้วได้ข้าวเย็นมานี้ละหมดอารมณ์ น่าจะเคยกันหลายๆครั้ง แต่พวกคนภาคกลางน่าจะเรียกว่า "ข้าวเก่า" มีกลิ่นฉุนๆ เหนียวๆ ใช่นั้นละ เดิมบ้านเราไม่มีกลิ่นแบบนี้นะ เพราะเราใส่ "กระติบข้าว" อากาศถ่ายเทสะดวก เลยไม่มีกลิ่นบูดหรือสาป แต่คนสมัยนี้เขาใส่ "กระติกน้ำแข็ง" มันอับมันชื้นเลยทำให้เกิดกลิ่นได้นั้นเอง
       หากเป็นข้าวใหม่เอามานึ่งก็จะเป็นเม็ดและอ่อนนุ่มมากว่าข้าวเก่า อร่อยกว่ากันเยอะเลย พอวันไหนที่อยากจะกินข้าวจี่ ซึ่งก็เป็นมื้อเช้ากับมื้อเย็นเท่านั้นละ เพราะมันมีเตาไฟอยู่ มื่อเที่ยง เราก็ไม่ "ดังไฟ" หรือ ก่อไฟ ปิ้งข้าวจี่กันนะมันลำบาก เดี๋ยวโดนดุเอา เมื่อนึ่งข้าวเสร็จแล้ว และน้าๆ ทำกับข้าวเสร็จแล้ว เตาว่างละ ก็ได้เวลาของการปิ้งขาวจี่ของเรา เอ้าทำไมต้องรอให้เสร็๋จ 55แม้หากไปปิ้งตอนเขาทำกับข้าว โดนเขาเขกหัวเอานะสิ ไปวุ่นวายในครัวเขา เดี๋ยวมีเรื่อง มีหัวโน หรือโดนด่าไป เราจะเอาข้าวร้อนๆนั้นละมาปั้นเป็นก้อนๆใหญ่ๆแบบรีๆเหมือนอะไรนะ รูปทรงเหมือน "ไข่" ใบใหญ่ๆ โป่งตรงกลางนั้นละ  เราจะไม่ปั้นก้อนข้าวสะจนเหนียวหนึบนะ ไม่เหมือนที่เขาทำขายแบบทุกวันนี้แบบนี้ปั้นสักเมื่อยมือแทนเลยละ (ปล คนกินข้าวเหนียวเขาจะไม่ "เหนียง" หรือปั้นข้าวจนมันเหนียวหนืดติดกันนะ แบบนี้โดนด่าตาย ทั้งเวลากินข้าว หรือทำข้าวจี่ ..อย่าเหนียงข้าว...เป็นคนด่าเป็นประจำ แต่เด็กก็ชอบกันมันสนุกดี มันนุ่มมืองัย 55) เมื่อปั้นได้รูปทรงดีละ ก็ "ปิ" ก้อนข้าวออกมาแล้วเอา "ปลาร้า" ที่เราทำข้ามปีหรือปีที่แล้วนะ อย่างที่บอกปลาร้าเขาจะหมักเอาไว้ 1 ปี ค่อยเอามากินกัน เพราะมันจะเป็นแล้ว หอมแล้ว ไม่คาย เชื้อโรค พยาธิต่างๆ ตายไปแล้ว เราจะเลือกเอาปลาร้าที่เป็น "ตัว" พวกปลาขาว ปลาเขง มาสักตัว ไม่เอาหลายตัวนะมันจะเค็มเกินไป เอาไปสอดใส้ข้าวจี่ของเรา ดันๆแล้วปิดก้อนข้าวจี่ให้เรียบร้อย เอทำไมต้องใส่ข้างในก้อนข้าว เวลาปิ้งข้าวจี่มันจะได้สุกไปด้วยกับข้าวจี่ น้ำปลาร้าจะได้ผสมออกมาในข้าวจี่ มันจะหอมๆเพราะมันอบอยู่ในก้อนข้าว แล้วข้าวจี่แบบนี้เราจะไม่เอาเกลือทานข้างนอก เอ้าผิดสูตร ไม่ผิด ก็ข้างในเป็นปลาร้าแล้ว เค็มแล้ว จะเอาเกลือไปทาให้มันเค็มเพิ่มได้อย่างไรละ มันไม่ได้ 55 เค็มตายเลย ไตวาย
         เมื่อได้ก้อนข้าวจี่ใส้ปลาร้าแล้ว ก็เดินไปหัก "ไม้ลำปอ" สักอันมา เลือกขนาดที่พอดีมือ ไม่หักคาก้อนข้าวจี่ ไม่ใหญ่ไป เสียบเข้าไปในก้อนข้าวจี่ ไม่ต้องทุละนะ ให้มีด้ามโพล่มาได้มือจับถนัดๆ จากนั้นก็เอาไปปิ้งถ่านไฟในเตาอังโล่ได้เลย แล้วหมุนไปเรื่อยๆ ให้ข้าวมันไหม้ อูย "มันสุก"  (สุกคือ อาการที่ข้าวจี่มันพร้อมกัน โดนไฟเผาไปแต่ไม่ไหม้นะ อย่างนั้นเรียก ข้าวไหม้) แล้วแต่ชอบคือ เหลืองอ่อนๆ เหลืองเข้มๆ หรือดำนิดหน่อย  เพราะความหอมจะแตกต่างกัน กลิ่นก็จะแตกต่างกัน เวลาเคี้ยวก็จะต่างกัน เอาที่ตนชอบเลย ส่วนไฟต้องแรงนะห้ามไฟอ่อน แต่ไม่ต้องแรงมากชะมันไหม้ก่อนสุก ส่วนไฟอ่อน มันจะทำให้ข้าวจี่แข็ง เพราะมันค่อยๆแห้งลงไปเรื่อยๆ อันนี้ไม่อร่อย กลายเป็น "ข้าวจี่แข็ง" ไม่หอม ไม่อร่อย 555  
       เราก็ต้องหมุนๆไม้ลำปออยู่จนข้าวจี่สุกได้ที่และเราต้องการ จากนั้นก็ได้เวลากินกันได้เลย  เริ่มจากดึงเอาไม้ลำปอออกก่อน จะมีข้าวติดออกมาหน่อย อันนี้ก็อร่อยสุดๆ เหมือนกัน ..ส่วนการจะ "ปิ" อย่างไรก็แล้วแต่ชอบนะ จะกินจากไหนไปไหนก็แล้วแต่ชอบ แต่ที่ทุกคนจะเหมือนกันคือ ปิเอาปลาร้าข้างในนั้นมา "จ้ำ" กับข้าวจี่นะ มันจะหอมๆ อร่อยไปอีก และน้ำปลาร้าที่ซึมใส่ข้าวจี่ก็อร่อยอย่าบอกใครเลย  พอกินข้าวจี่หมดก็ได้เวลากินข้าวพอดี ถือว่าข้าวจี่เป็นออเดิบก่อนการกินข้าวก็แล้วกัน น่ะ
      นี่ละ ข้าวจี่ใส้ปลาร้า ...ที่เราทำกิน แล้วข้าวจี่มีอีกหลายๆใส้มัย มีอีกมาก ข้าวจี่ใส่ไข่ ข้าวจี่กะปิ ข้าวจี่ปลาร้า ข้าวจี่เกลือ เดี๋ยววันหลังจะทยอยๆๆออกมา ซึ่งทุกวันนี้หากินลำบาก แต่ที่เราไปเห็นขายกันเป็นล่ำเป็นสัน คือที่ เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาวนะ ยังคงมีข้าวจี่แบบนี้ขายกันมากมาย หลายใส้ 5555 สักวันจะเล่าขานให้ฟังต่อไป.. 
       
       
        



Create Date : 21 เมษายน 2563
Last Update : 22 เมษายน 2563 7:57:52 น.
Counter : 168 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ฉลองวันเกิดกับครอบครัวตัวออ. คนผ่านทางมาเจอ
(31 ก.ค. 2563 21:58:11 น.)
ไม่ต้องตามไปนะ | Diary สีเทาเทา blue_medsai
(1 ส.ค. 2563 20:44:34 น.)
ต้นมะม่วง สุดรัก...ณ Germany Max Bulliboo
(29 ก.ค. 2563 06:06:57 น.)
Second Wave ไวรัส....มาถึงเยอรมันแล้ว update!!!! Max Bulliboo
(28 ก.ค. 2563 20:50:10 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

D-chang.BlogGang.com

Dr Chang
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด