เถียง ๒๕๒๘ ตอน ข้าวจี่.. ข้าวจ้าว.. ข้าวก้นหม้อ..
...ข้าวที่เราปลูกกันเป็นส่วนมากคือข้าวเหนียว เป้าหมายหลักของเราคือเอาไว้กิน เพราะเรากินกันวันละ 3 มื้อ และกินเป้นปรกติ ทำให้เราต้องปลูกเอาไว้ให้พอกินของครอบครัว ส่วนการเอาไว้ขายก็ต่อเมื่ออยากได้เงิน เช่น ช่วงปีใหม่ ช่วงสงกรานต์ เพื่อเอาไปซื้อกางเกง เอาไปเที่ยว กับอีกช่วงคือ ข้าวมันเหลือแล้ว ต้องเคลียร์ยุ้งข้าวออกให้หมดเลยต้องขนข้าวเก่าออกมาขายกัน ได้เงินด้วย ยุ้งว่างด้วย และกำจัดข้าวเก่าออกไป
    ส่วนการกิน "ข้าวจ้าว" เป็นอะไรที่พิเศษมาก มื้อไหนที่พวกเรากิน
ข้าวเจ้ามื้อนั้นเป็น VIP ก็ว่าได้ เพราะเราจะไม่กินกันปกติ วันไหนที่จะกินข้าวเจ้าต้องมีการนัดหมายกันล่วงหน้าในการมากิน นัดหมายเพื่อนบ้าน นัดหมายเพื่อน มากินข้าวกัน กินกันบนแค่ไม่ไผ่หรือแคร่ไม้หน้าบ้านกัน กินไปคุยกันไป กับข้าวหลักคือ "ตำส้ม" หรือ ส้มตำปลาร้าอย่างเดียว ความจริงสมัยนั้นพวกเราไม่รู้จักส้มตำปู ส้มตำไทย หรอส้มตำอื่นๆ นะ มีแต่ ปลาร้าอย่างเดียวนี่ละ และต้องเป็นตัวๆใส่ไปด้วยนะ จะได้เอามาฉีกปลาร้างัยละ 55 มันจะอร่อยเป็นพิเศษเพราะปลาร้าที่ตำในตำส้มมันจะแบนๆ ความเค็มไปไปกับตำส้มแล้ว เหลือแต่เนื้อแบนๆ มีผักที่เก็บเอาแถวๆนั้น เช่น ใบกระถิน ใบมะรุม ใบมะยม หากโชคดีก็มี "ปลาแห้ง" ปิ้งมาแจมด้วย แต่แค่ "เข้าจ้าว" ร้อนๆกับตำส้มนี่ละสุดยอดของความอร่อยของเราละ  มื้อพิเศษนี้จะเป็นมื้อ "กลางวัน" นะ เพราะถือว่ามีเวลาว่างกันมาก สะดวกกว่า เจอหน้ากันก็นัดกันมาเลยไม่ต้องล่วงหน้าเป็นวันเอาวันนั้นละ ใครมีอะไรจะกินก็เอามาสมทบกัน ใครไม่มีก็มาออกแรงกัน  
        พวกเราก็จะไปหา "ข้าวจ้าว" ใครมีข้าวจ้าวของไปขอเขาหรือไปแลกเอาเอาข้าวเหนียวไปแลกเอามาหุงกิน  เราก็จะหุงกันตอนนั้นแบบร้อนๆ วิธีการ หุงข้าวของพวกเราง่ายมาก ก่อไฟ ใส่ถ่านในเตาอังโล่นั้นละ ใช้หม้อแกงเทข้าวจ้าวใส่ เอาน้ำใส่ ต้มไปเรื่อยๆจนคิดว่าข้าวสุกพอดีก็เอาน้ำทิ้งหรือเราเรียกว่า "คัดข้าว" เอาน้ำออกให้หมด หากไม่หมดจะแฉะหรือเป็นข้าวต้มข้าวเปื่อยไปจะไม่ค่อยดี แล้วก็เอาหม้อข้าวนี่ละมาอุ่นไฟอ่อนๆให้มันหอมๆ นุ่มๆ ไปเรื่อยๆจนได้ที่ก็เป็นอันเสร็จการหุงข้าว คนเมืองเขาเรียกว่า "หุงข้าวแบบเช็ดน้ำ" แต่ตอนนั้นไม่รู้รอกนะก็เรียกว่าหุงข้าวนี่ละ 
         น้ำที่ได้จากการ "คัดข้าว" เป็นของดีมากเลยนะ ดีอย่างไร มันข้นๆ เหนียวๆ มันๆ หวานๆ พวกเราก้เอามาใส้ถ้วย ใส่น้ำตาลไปนิดหน่อยกลายเป็น "น้ำข้าว" แบบดั้งเดียววิถีชาวบ้าน กลายเป็นของมีประโยชน์ในทันที เพราะเราคิดกันว่าของดีจากข้าวมันออกมาตามน้ำข้าวนี่ละ อย่างที่บอกว่า สมัยนั้น พวกเราไม่ค่อยมีอะไรจะกินกันมากมาย น้ำกล่องไม่เคยกิน มีแต่นมข้นหวานตรามะลิ โอวัลติน แค่นั้นละ  น้ำข้าวเลยกลายเป็นของกินแบบน้ำๆเพียงไม่กี่อย่างของเรา
         ตอนที่ตักข้าวร้อนๆใส่จาน จะมีของอร่อยที่ทุกคนต้องแย่งกันคือ"ข้าวไหม้" หรือ "ข้าวก้นหม้อ" ซึ่งมันจะออกเหลืองๆ ดำๆ แล้วแต่การไหม้ว่าจะขนาดไหน จินตนาการก็เหมือน "ข้าวจี่" นั้นละ มันจะติดอยู่ที่ก้อนหม้อ หากไม่ระวังหรือเอาไว้นานเกินไปตอนอุ่นข้าวหลังจากคัดข้าวแล้วมันจะไหม้เอา แต่นั้นก็ทำให้เราได้กินของอร่อยๆอีกอย่างนั้นละ เวลาตักออกมันจะเป็นแผ่นๆ ด้านบนขาวด้านล่างที่ติดหม้อจะเหลืองหรือดำแล้วแต่ อันนั้นรสชาดมันจะคล้ายๆข้าวจี่นะ กลิ่นหอมๆเป็นแผ่นๆ เอามากินเล่นหรือกินกับส้มตำก็ได้ ถือว่าเป็นของดีอีกอย่างในการกินข้าวจ้าวของเรา ทุกครั้งที่เราข้าวกินข้าวจ้าวก็ต้องพยายามตักหคือคนดูว่ามีข้าวก้นหม้อมัยเพราะมันอร่อยงัย
          นี่ละข้าวจ้าวก็เป็นเหมือนข้าวจี่ได้ แม้วิธีการจะไม่เหมือนกัน แต่รสชาดคล้ายกัน อร่อยคล้ายกัน ..ข้าวจี่ ข้าวจ้าว ข้าวก้นหม้อ... 



Create Date : 23 เมษายน 2563
Last Update : 24 เมษายน 2563 0:11:58 น.
Counter : 140 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ภูมิต้านทานชีวิต เริ่มแกร่งขึ้นนะ ..ทุกคน..ว่ามั๊ย? Max Bulliboo
(30 ก.ค. 2563 07:48:22 น.)
หินสามวาฬ จ.บึงกาฬ ตะลีกีปัส
(29 ก.ค. 2563 14:17:12 น.)
27.07.2020 : ประเดิมวีคนี้ด้วย power walking 10Km ทำได้ได้ทำ... Max Bulliboo
(27 ก.ค. 2563 14:28:22 น.)
ทริปล่ม ครั้งที่ สอง สนองไวรัสดับฝัน Max Bulliboo
(26 ก.ค. 2563 02:49:04 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

D-chang.BlogGang.com

Dr Chang
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด