เถียง 2528 ตอน ทำไมเราจึงไปทำไร่ที่ชายแดน
    หลังจากได้เล่าให้ฟังเรื่องเถียงที่ไร่ของเราแล้วมา 21 ตอน คราวนี้ขอกลับไปจุดตั้งต้นนิดหนึ่งว่าเหตุใดเราจึงมาทำไร่กันที่นี่ ซึ่งเป็นอำเภอที่ติดกับชายแดนเขมรและช่องบกหรือสามเหลี่ยมมรกต แค่ 10 กิโลเมตรกว่าๆ มันต้องย้อนกับไปเล่าเรื่องราวของสมัยนั้นที่คนอิสานต้องจากบ้านจากเรือน
     สมัยก่อนที่บ้านคุณตาเปิดเป็นร้านขายของชำในหมู่บ้าน เป็นร้านแรกเลยละ ทำให้มีเงินมีทองพอสมควร เพราะเป็นร้านชำร้านแรกร้านเดียวของหมู่บ้านนั้นเอง คราวนี้แถวบ้านเรามีการแสวงหาความร่ำรวยอยู่อย่างหนึ่งคือ การออกไปทำไร่ ทำนา หรือ หาที่ทำกินที่อื่น เนื่องด้วย ที่ดินราคาถูก ที่ดินสมบูรณ์ ที่ดินมีมากมาย นั้นเอง เรื่อง การโยกย้ายทำมาหากินแบบนี้เป็นช่วงอิสานแตก อิสานแล้ง ต้องไปทำมาหากินที่อื่นๆที่สมบูรณ์กว่า ทำให้เห็นคนอิสานกระจายไปอยู่ทั่วประเทศในยุคนั้นๆ วันหลังจะเล่าให้ฟัง 
        บางครอบครัวข้ามภาค ข้ามจังหวัด เช่น ไปทางอุดรธานี บางคนไปทางลพบุรี บางคนไปทางปราจีนบุรี อันนี้พวกไปไกล บางครอบครัวไปต่างอำเภอ เช่น พิบูลมังสาหาร โขงเจียม เดชอุดม น้ำยืน บุณฑริก หรือ บางครอบครัวไปต่างตำบลหรือต่างหมู่บ้าน เช่น คูเมือง ดอนพะอุง ท่าหลวง โนนจิก เป็นต้น
      แต่พวกเราเลือกไปต่างๆอำภอห่างไปทางใต้ประมาณ 100 กว่ากิโลเมตร ตามญาติๆไป เป็นอำเภอที่ติดชายแดน มีสงครามชายแดนในประเทศเพื่อนบ้าน มีทหารและฝ่ายความมั่นคงลงพื้นที่ระวัง ตามบ้านเรือนต้องมีหลุมเพาะ หลุมหลบภัยเอาไว้ น่าจะเป็นช่วงปี 2510-2530 ประมาณยุคนั้น ญาติของเราได้ไปซื้อที่ทำไร่ก่อน เดิมแถวบ้านเราจะมีแต่ที่นาไม่มีที่ไร่ คงไปเสี่ยงดวงตามเขาว่า ตากับป้าของเราก็ลองตามเขาไปไปดูว่าที่ดินดีมัย สะดวกมัย แพงมัย เลือกไปหลายๆที่ที่เขาว่าดี สุดท้ายได้ 2 อย่างคือ ซื้อที่ในตัวอำเภอเพื่อทำร้านชำและขายของในตลาด เพราะเป็นอำเภอชายแดน การคมนาคมลำบาก มีทหารมาอยู่มากมาย ค้าขายง่าย อีกที่หนึ่งซื้อไร่ห่างจากตัวอำเภอไป 15 กิโลเมตร ยังเป็นเนิน หุบๆ มีป่าไม้สลับไป เพื่อทำไร่กัน แถวๆนั้นก็มีคนที่บ้านไปสู่กัน 3 เจ้า 4 เจ้า แต่ห่างกันพอสมควรนะ หลายกิโลเลยละ ไปจากหมู่บ้านเดียวกัน และบางคนในตัวอำเภอที่ไปซื้อที่ใหม่ก็ไปซื้อไร่ใกล้ๆกัน เลยพอมีคนรู้จักกันบ้างไม่เหงา
        ครั้งแรกตระเวนดูหลายๆที่นะกว่าจะตกลงเอาที่นี่ 10 ไร่ ไร่ละไม่กี่บาทสมัยนั้น ก็ไปทำเถียงไว้อยุ่ ไปทำยุ้งข้าวโพด ถางต้นไม้เล็กๆ เก็บหิน จนไร่มีสภาพดีๆเหมือนทุกวันนี้ที่เราไปเจอ พอโตแล้ว  ตาเหล่าให้ฟังว่า ตอนจะซื้อก็ถามๆคนที่รู้จักว่ามีที่ตรงไหนที่เขาขายบ้าง ราคาเท่าไหร่ ดินดี น้ำดีมัย มันราบหรือมันโล่งหรือยัง ไกลมัย ไปดูแล้วดูอีก คนพบกับไร่ที่ต้องการจึงตกลงซื้อขายกัน  
        คุณตา ที่ไปหาซื้อมีประสบการณ์ในการถางป่า ถางสวนไปอยู่แล้วจากที่บ้านเลยไม่เอาที่ๆเป็นป่าไม้ เอาที่มันโล่งๆหรือมีเพียงกองหินก็พอ ทำงานง่ายกว่า หากเป็นป่าเลยก็จะต้องตัดไม้มากมายนะ  คงกลัวลูกๆหลานๆลำบากเหมือนตนเอง เลยต้องหาที่สบายๆหน่อยหนึ่ง พอมีไร่แปลงที่หนึ่งแล้วก็ซื้อแปลงที่สอง ห่างกันไปแต่มองเห็นลิบๆอยู่ เป็นของคนรู้จักกันเขาขายให้เลยซื้อเอา ประกอบกับร้านค้าในตัวอำเภอและที่บ้านที่ไปซื้อใหม่นั้นก็ขายดีมาก เลยมีเงินซื้อที่ไร่ ที่นา ที่สวน แถวๆนั้นเพิ่มไว้หลายแห่ง เอาไว้ให้ลูกหลานแบ่งกันทำ แบ่งกันกิน 
       แถวไร่ที่เราอยู่จะอยู่ใกล้กับฐานทหารปืนใหญ่ ที่บางวันจะยิงขึ้นไปบนเทือกเขาบรรทัดหรือสามเหลี่ยมมรกตเป็นคราๆ ไปเสียงปังๆๆ ก็เป็นครั้แรกที่เราได้ยินเสียงปืนใหญ่นะ ที่ไร่จะไม่มีหลุมเพาะหรือหลุมหลบภัย เพราะอยู่ห่างชายแดนสิบกว่ากิโล เลยไม่มี แต่ที่บ้านในตัวอำเภอจะขุดหลุมเพาะเอาไว้ สักเมตรกว่าๆ มีไม้พาดไว้ มีดินปกและทำเนินหรือคันดินกันไว้ เอาไว้หลบภัยจากปืนใหญ่จากประเทศเพื่อบ้าน เพราะยุคนั้นยังมีการสู้กันอยู่ของประเทศเพื่อนบ้าน นานทีก็ยิงมาฝั่งไทย หรือลำ้ชายแดนมา แถวหน้าอำเภอ ตามโรงพยาบาล ตามโรงเรียน ตามหน่วยงานราชการ หรือตามบ้านคน จะมีหลุ่มหลบภัยกระจายไปหมด รวมทั้งมีป้อมปืนหรือบังเกอเอาไว้ต่อสู้หากมีการบุกรุกเข้ามาถึงที่อำเภอ เหมือนอดีตที่เคยเกิดมาหนึ่งครั้ง ฝ่ายตรงข้ามบุกมายิงยันที่ว่าการอำเภอเลยทีเดียว (เขาว่านะ) 
       จากตัวเมืองมาตามทางหลวงที่ผ่านใกล้บ้านเราจะไม่มีฐานหรือด่านทหารกักตรวจ จนถึงตัวอำเภอน้ำยืน แต่จากอำเภอน้ำยืนไปอำเภอนาจะหลวย ไปอำเภอกันทรลักษณ์ จะมีด่านทหารและด่านตำรวจ มากมายกระจาบอยู่เพราะมันเป็นถนนที่ติดชายแดน มีทางเข้าออกกันมากมาย เป็นห่วงความปลอดภัย
      การเดินทางไปที่อำเภอน้ำยืนที่ไร่เราอยู่นั้น ตอนแรกๆไปรถโดยสารมีรถเมล์ใหญ่หรือ บขส วิ่งจาก อุบล-น้ำยืน หรือ อุบล-เดชอุดม มีรถเล็กจากอุบล-เดชอุดม และ รถเล็กจากเดชอุดมไปน้ำยืน แบบนี้ไปต่อเอาก็ได้ แต่ต้องคำนวนเวลาดีๆ มี 2 สาย สายหนึ่งไปทางตำบลเกา่ขาม สายหนึ่งไปทางตำบลน้ำขุ่น (ทางดิน) ซึ่งมีด่านทหารอยู่ด้วยสายนี้ ต่อมาพอมีเงินก็ซื้อจักรยานยนต์ขับไป มีคันเดียวนั้นละ ฮอนด้าอะไรไม่รู้ลืม ขี่มอเตอไซค์เป็นก็คันนี้ละ ต่อมาพอรวยขึ้นก็ออกกะบะอิซุวุคันหนึ่ง เอาไว้ใช้ เอาไว้ขนของ เอามาซื้อของในตัวเมืองอุบลแล้วขนไปขาย อ้อยุคแรกต้องซื้อและขนตามรถเมล์ใหญ่ หรือฝากกันเอา ไม่ได้สะดวก พอมีกะบะ คนอื่นๆก็ฝากเรา แล้วคิดค่าขนส่งเอา
     เรานะชอบนั่งรถเล้กสี่ล้อหรือหกล้อเอา ขึ้นนั่งบนหลังคา มันเย็นสบาย และเท่ห์มากๆ ส่วนมาก็แต่งชุดนักเรียน ม. ต้น เท่ห์สุดๆ เพราะโรงเรียนเราใส่กางเกงสีดำ ส่วนที่อื่นๆใส่สีกางกี เขาบอกว่าเป็นโรงเรียนในเมืองกัน ..
    นั้นคือเรื่องราวที่มาของไร่ที่พวกเราไปอยู่กัน ตอนนี้ก็ยังคงอยู่ แต่ความเจริญมันเปลี่ยนแปลงไปหมดละ ญาติเราที่เกิดตามไร่หรือในตัวอำเภอก็ถือว่าตนเองเป็นคนที่นั้นแล้ว มีครอบครัวเป็นคนแถวๆนั้น เกือบหมด และอยู่แถวๆ นั้น ต่อๆมา 



Create Date : 25 มีนาคม 2563
Last Update : 31 มีนาคม 2563 14:35:40 น.
Counter : 62 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
No. 886 เขาว่า ผมไม่กลับบ้าน ไวน์กับสายน้ำ
(25 พ.ค. 2563 05:57:48 น.)
Facebook trendy : กีฬาสี ฮาเฮ จันทราน็อคเทิร์น
(25 พ.ค. 2563 10:58:23 น.)
24.05.2020 : The End of the Beginning Max Bulliboo
(24 พ.ค. 2563 16:04:27 น.)
ถนนสายนี้มีตะพาบ ประจำหลักกิโลเมตรที่ 253 : ความจริงใจที่ไม่จริงใจ The Kop Civil
(22 พ.ค. 2563 13:14:42 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

D-chang.BlogGang.com

Dr Chang
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด