บ ว ช ตอน ขนคีงมันลุก
      ...."เอ ตกลงจะเป็นคน เป็นสัตว์ หรือเป็นผีหน่อนิ สวดมนต์ก็แล้ว ไหว้พระก็แล้ว แผ่เมตตาให้ก็แล้ว บอกก็แล้ว ยังไม่ไปอีก ยังไม่เงียบอีก...เอ้าขอไปดูหน่อยแล้วกันว่าเป็นอะไรกันแน่".... เป็นสิ่งที่คิดในใจในขณะที่รอบๆกุฎิมีแต่เสียงวิ่งใบไผ่ใบไม้แห้ง เสียงสาดหินบนหลังคา เสียงหินเสียงไม้ร่วงเต็มกุฎิไปหมด...
           เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จำได้ว่าเป็นครั้งที่สองที่ไปจังหวัดเชียงใหม่ ห่างกันประมาณ 4-5 เดือนจากครั้งแรก มาครั้งนี้เป็นหน้าหนาวพอดีและออกพรรษาก็ออกธุดงค์องค์เดียวมาเรื่อยๆจนมาถึงเชียงใหม่ จับพลัดจับพลูได้ไปที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ เพราะว่าเดิมตั้งใจไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกับเรียนมหาที่วัดป่าดาราภิรมย์ แต่อยู่ได้ไม่กี่วันก็เจอกับพระอาจารย์ที่เป็นญาติกันมากิจนิมนต์ที่วัดป่าดาราภิรมย์ เลยพาขึ้นดอยไปอยู่ที่อำเภอเชียงดาว 
          สำนักสงฆ์แห่งนี้อยู่ห่างจากถนนใหญ่เชียงใหม่-เชียงดาวประมาณ 4-5 กิโลเมตร เป็นถนนลูกรังจากถนนใหญ่เข้าไปสุดที่เชิงดอยหลวงเชียงดาว จึงเป็นจุดเชื่อมระหว่างป่าไม้และสวนชาวบ้านก่อนเป็นป่าไม้ บรรยากาศเงียบสงบมาก เป็นป่าไผ่และป่าดิบ น้ำสมบูรณ์ ดินสมบูรณ์ อากาศหนาว เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นและรู้จักต้นกาแฟ ต้นชาป่าชาอัสสัม เพราะว่าปลูกเอาไว้ในสำนักสงฆ์  ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าพันธุือะไร มารู้ตอนโตแล้วว่าน่าจะเป็นอาราบิก้า
        มาว่าด้วยต้นกาแฟกันก่อนก็แล้วกัน พอดีมันสุกแดงๆเหลืองๆเราก็เลยเอาเมล็ดกาแฟมาคั่วแบบคั่วพริกใช้เตาแก้สธรรมดานี้ละ ด้วยว่าไม่เคยก็เลยคั่วพอสุกเหลืองๆแบบไม่ดำไม่ไหม้ จากนั้นก็เอาครกมาตำให้ละเอียดดีแล้วก็เอามาชงกับน้ำร้อน สรุปว่า 555 กินไม่อร่อย มันอย่างเดียวไม่หอมแบบเนสกาแฟที่เขาขายกันอยู่เลยนะ (เพิ่งมารู้ทีหลังว่าการคั่วต้องคั่วให้ไหม้  ส่วนหากคั่วไม่ไหม้เขาเรียกว่ากาแฟขาว ซึ่งเพิ่งมาดังในปี 2019นี่เอง หรือไปดังที่มาเลเชียแบบเป็นจริงเป็นจัง วันหลังจะเล่าเรื่องราวกาแฟให้ฟังคั้นกลาง) เมื่อมันชงไม่อร่อยไม่เข้าท่าก็เคี้ยวกันเลยแบบคั่วสุกแล้วเคี้ยวเลยเหมือนเม็ดมะขามนั้นละ รสชาดกลับอร่อยดีและเข้มข้นเชียวละ ไม่เชื่อลองดูนะ เอามาคั่วให้สุกกำลังดีแบบกรอบๆก็ได้แล้วเคี้ยวกินเลย
          อีกอย่างที่เป็นครั้งแรกคือ สปริงเกอร์รดน้ำต้นไม้แบบฉีดๆ ต่อท่อน้ำสายน้ำจากประปาภูเขาแล้วตั้งหลักเอาสปริงเกอร์วาง ยิงฉุบ ฉับๆ ง่ายๆสบายๆ น้ำออกมาและหมุนหรือเหวี่ยงเป็นวงๆเป็นสอบเมตร รดทีหลังได้หลายต้นหลายแปลง เป็นนวตกรรมในยุคนั้นที่แถบบ้านเราไม่มีให้เห็นนะ 
        ส่วนประปาภูเขาก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันนะี่เคยเห็น บ้านเขาเมืองเหนือนี้ช่างสมบูรณ์ดีนักแล มีป่า มีน้ำ ไม่ต้องมีบ่อให้เปลืองแรง ต่อเอาน้ำจากยอดเขาร่องเขาที่สูงกว่า เอามากินมาใช้ได้สมบูรณ์จริงๆเลยทีเดียว ส่วนบ้านเราหรือแห้งๆแล้งๆร้อนๆ ครบเลยองค์ประกอบ
          สำนักสงฆ์นี้ค่อนข้างเจริญนะเพราะเดิมมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์สร้างและอยู่มานานศรัทธาเข้มแข็งมากมาย กุฎิและศาลาอาคารต่างๆจึงเป็นไม้และปูน แบบว่าเจริญกว่าวัดป่าบ้านเราเสียอีก กุฎิที่อยู่นั้นอยู่สูงที่สุดของสำนักสงฆ์นี้ ต้องเดินขึ้นบันไดดินขึ้นยอกเขาอีก ข้างบันไดและบันเป็นกอไผ่กิ่งไผ่ลำไผ่เป็นอุโมงค์ร่มรื่นสวยงามเลยละ กุฎิก็ใหญ่พอสมควรแบบสบายๆ แต่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกนะ อยู่ใต้ไต้ไม้ใหญ่หลายต้น มีกอไผ่ล้อมรอบ ด้านข้างทำเป็นทางจงกลมเอาไว้ยาวพอสมควรเลยละ มีร่มไผ่คอยบังแดดบังลม นับว่าเป็นกุฎิอีกหลังหนึ่งที่น่าปฎิบัติภาวนานะ
          การบิณบาตรของที่นี้ต้องเดินไกลมากเพราะว่าต้องออกจากวัดตั้งแต่เช้ามืดเดินไปหลายกิโลเมตรแบบไม่ใส่รองเท้านะ หินก็เป็นลูกรังขนาดเล็กและหันภูเขาใหญ่ๆหน่อย หากไม่ผ่านการเดินแบบนี้มานานก็คงเจ็บเหมือนกัน แต่ตอนนี้มันสบายๆไม่ได้เจ็บอะไร เดินมาจนถึงถนนใหญ่โน้นละ มาหมู่บ้านชาวล้านนา มีข้าวเหนียวเป็นหลักพร้อมอาคารคาวหวานผลไม้ขนม เราเป็นเณรก็ต้องรับ-ส่งบาตรของพระอาจารย์เราด้วย
           การฉันภัตตาหารเช้าก็เอาของมารวมกันแล้วแบ่งแยกออกเป็นของแห้ง ของหวาน ผลไม้ ผัก และของของ ตรงของที่เป็นน้ำนี้จะเอามาอุ่นหรือต้มอีกครั้งแบบรวมในหม้อเดียวกัน ทำให้นี้ละเป็นการกิน "แกงรวมหรือแกงฮก" เป็นครั้งแรกในชีวิต จากนั้นจะถวายพระประเคนพระ ให้ท่านหยิบเรียงลำบากตามอาวุโสลงมาถึงเณรนะ อันนี้พระสายวัดป่าจะเหมือนๆกัน จากนั้นก็ล้างบาตร ตากผ้า พอแห้งดีแล้วก็เก็บทุกอย่างเข้ากุฎิตนเอง แต่ต้องเอาบาตรไปเก็บที่กุฎิพระอาจารย์ก่อนและประเคนไว้ให้ท่านจากนั้นก็กลับ  หากมีภารกิจส่วนรวมก็มาชวยกันทำ หากไม่มีก็อยู่กับตนเองไป  
          อยู่มาได้สักหลายวันด้วยกัน มาคืนหนึ่งพอเดินจงกลมเสร็จแล้วก็ขึ้นกุฎิสวดมนต์ไหว้พระอยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงดังมากแบบว่าเป็นอะไรไม่รู้สัตว์หรือเป็นคนวิ่งอยู่ในดงใบไผ่รอบๆกุฎิเสียงดังฟังชัด พร้อมกับมีเสียงกับโยนก้อนกิน กำหิน กิ่งไม้ไปบนหลังคาแล้วร่วงลงมา เป็นแบบนี้ละ นั่งสวดมนต์อยู่ก็คดว่าเออิหยั่งหวาสงสัยไม่คนก็ผี ถ้าคนคงเป็นอาจารย์พระมาแอบหลอก หากไม่ใช่ก็คงเป็นผีละหวา กลัวก็กลัวขนคีงลุกสแเตนอัพไปหมด ทำงัยละก็สวดมนต์ไปเรื่อย คิดบทไหนก็สวดมนต์ไป แผ่นเมตตาไป อุทิศส่วนกุศลไป (ไม่มีคาถาไล่ผีนะ เพราะพระสายวัดป่าไม่มีคาถาแบบนี้เขาไม่สอนกันเพราะเชื่อว่ายิ่งไปมีคาถาแบบนี้ไปลองดีเขาไปลองดีกันจะยิ่งเห็นยิ่งมาเยอะ ประมาณนั้น) ทำแบบนี้อยู่นานจนหมดบทที่จะสวดละ เสียงยังไม่หายอีก ยังไม่ไปอีก ทำงัยต่อละ 
        พอถึงช่วงที่สุดของความกลัวผีของคนเราก็จะกลับมาเป็นความกล้า ไม่กลัวเลยนะมิหน้าครูบาอาจารย์ท่านกล่าวท่านสอนเอาไว้ไม่มีผิด ขอให้มีสติอย่างเดียวไม่หนีไม่โวยวายไม่เดือดร้อน จนตัดสินใจว่า เอ้าขอดุหน่อยเถอะว่าแม่นอิหยั่งกันแน่ เลยจับไฟฉายได้ก็ออกไปเปิดประตูห้องแล้วเดินไปหาไปส่องดูว่ามันคืออะไรกันแน่ ส่องไปรอบๆกุฎิ เดินลงไปส่องดู ตามหาดู เท่านั้นละพอออกจากกุฎิได้ ทุกอย่าง "เงียบสนิท"...เอไม่เห็นมีอะไรนี่ ดูก้อนหินดินทรายกิ่งไม้มีมัยที่ร่วงที่ตกใส่หลังคา เอก็ไม่มีนี่ ไปไหน อยู่ไหนหนา เดินส่องดูจนรอบก็ไม่เห็นไม่ได้ยินอะไร 
          พอแน่ใจแล้วก็กลับขึ้นมานั่งสมาธิ แผ่เมตตาและก็จำวัดต่อไป ในใจแอบนึกว่าเอเป็นอาจารย์ หรือเป็นผีหน่อ พรุ่งนี้ต้องถามดูให้ชัดเจนกันหน่อยละ พอตอนเช้าก็ถามอาจารย์กับพระที่อยู่ด้วยกันว่า อาจารย์เมื่อคืนได้มากุฎิผมมัย ท่านก็ตอบว่าไม่มีไม่ได้ไป เลยเล่าให้ท่านฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ท่านก็ยิ้มๆ ไม่ว่าอะไรต่อ จากวันนี้มาก็อยู่มาอีกนานนะไม่ได้ไปกุฎิไหน จนกลับลงไปที่อุบลราชธานีนั้นละ
        พอผ่านไปหลายปีกลับไปเจอท่านพระอาจารย์ที่วัดป่าของเราไปเล่นไปนอนที่วัดป่าเป็นปกติเช่นเคยเลยได้มีโอกาสได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผีกัน สุดท้ายได้ความว่า เลยกุฎิไปมีตนเอาศพมาทิ้งไว้ถูกฆ่าตาย คนที่ไปอยู่กุฎินั้นจะเจอกันทุกองค์ อยู่กันไม่กี่วันก็ย้านกุฎิออกไปหลังอื่นๆ ว่าอย่างนั้น มีเณรนี่ละอยู่ได้นานอยู่ได้ตลอด เอ้า..นี่ของจริงเลยสิ 555
       แม้จะเจอมาแบบนี้ ก็แอบดีใจว่า เราก็เคยเจอผีเจอวิญญาณเจอเรื่องราวแบบนี้เหมือนกันนะ แสดงว่า คนมี ผีมี เทวดามี ฯลฯ ตามที่ศาสนาสอนเอาไว้ ยิ่งเพิ่มความเชื่อถือมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะได้พิสูจน์ในตัวเองนะ แต่ไม่เจอก็ดีเหมือนกันนะ ขนคีงลุกไปหมด 
         วันนี้ 14 พค 63 เป็นวัน อัฏฐมีบูชา วันแรม 8 ค่ำเดือนา 6 เป็นวันถาวพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า หลังจากปรินิพพานได้ 8 วัน ...อิติปิโส ภะคะวา ฯลฯ  
อยากไปเยี่ยมไปทำบุญกันได้ตามกูเกิล ไปนะครับ

https://www.google.com/maps/place/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%86%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C/@19.3079812,98.9324098,16.04z/data=!4m12!1m6!3m5!1s0x0:0x8c61f82bf68c1643!2z4Liq4Liz4LiZ4Lix4LiB4Liq4LiH4LiG4LmM4Lij4LmI4Lih4LmC4Lie4LiY4Li04LmM4LiE4LiH4LiE4Liy4LiE4Li14Lij4Li14Lij4Lih4Lii4LmM!8m2!3d19.311327!4d98.931689!3m4!1s0x0:0x8c61f82bf68c1643!8m2!3d19.311327!4d98.931689
 



Create Date : 14 พฤษภาคม 2563
Last Update : 15 พฤษภาคม 2563 7:00:43 น.
Counter : 169 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
Food For Fun : Hot Wok Return #49 :ความสุขของกะทิ(╹V╹)ฟักทองแกงบวด(ใส่ไข่) nonnoiGiwGiw
(30 ก.ค. 2563 10:19:45 น.)
Ladakh 2019 - สถานีต่อไป Likir กาบริเอล
(31 ก.ค. 2563 15:26:19 น.)
Second Wave ไวรัส....มาถึงเยอรมันแล้ว update!!!! Max Bulliboo
(28 ก.ค. 2563 20:50:10 น.)
ทำบุญก่อนวันเกิดของอ้อมแอ้มคะ.. คนผ่านทางมาเจอ
(27 ก.ค. 2563 13:07:48 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

D-chang.BlogGang.com

Dr Chang
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด