เถียง ๒๕๒๘ ตอน ไปเอาข้าวเม่ากัน
        ของกินที่ทำจากข้าวเหนียว เป็นเม็ดแบบข้าวสาร มีสีเขียว จับดูจะนุ่มๆอ่อนๆ กลิ่นหอมหวล รสหวานคล้ายน้ำตาล ยิ่งอมยิ่งอ่อน ยิ่งเคี้ยวยิ่งหนึบ กินเลยก็ได้ ทำกะทิกินก็ดี นี่ละ "ข้าวเม่า" ของคนบ้านเรา ของหวานหรือของกินเล่นแบบฟรีเมี่ยมที่ปีหนึ่งจะได้กินครั้งหนึ่ง ที่สำคัญต้องมีการแบ่งไปทำบุญแบบทำน้ำกะทิใส่ไปด้วยนะ นั้นละ ความพิเศษของข้าวเม่า

       ข้าวเม่าจะได้ทำและจะได้กินตอนที่ข้าวเหนียวเริ่มออกรวงใหม่และรวมตัวกันเป็นเมล็ดแล้ว (พอเริ่มเป็นรวงเป็นเม็ด จะเป็นน้ำนมข้นๆ ระยะนี้จะไม่ทำข้าวเม่า ปล่อยไว้ก่อน จนน้ำนมกลายเป็นเม็ดข้าว จึงกำลังพอดี) แต่ต้องไม่ให้มันเข็งหรือแก่จนเกินไป จะได้ข้าวเม่าที่แข็ง ไม่หอม ไม่อร่อย เวลาทำออกมาต้องเม็ดอ่อนๆ หอมๆ เขียว อันนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ในการเลือกข้าวนะ
     ช่วงการทำข้าวเม่านี้ พวกที่ปลูก "ข้าวดอ" (ข้าวดอคือข้าวเหนียวชนิดหนึ่งที่ให้ผลผลิตเร้วก็ข้าวเหนียวปกติ พวกที่ทำข้าวดอจึงได้เกี่ยว ได้กินข้าวใหม่ก่อนเพื่อน บางคนปลูกเพื่อเอาไว้ทำข้าวเม่าขาย หรือทำข้าวหลามขาย หรือขายข้าวใหม่นี่ละ สำหรับให้บางคนที่อยากกินข้าวใหม่ก่อนเพื่อนๆ ) จะได้กินก่อนเพราะมันเริ่มเป็นเม็ดก่อนข้าว กข.ปกติเรา จึงสามารถทำข้าวเม่าได้ก่อน และราคาขายข้าวเม่าก็ราคาดีกิโลกรัมละแพงๆเลยละ ส่วนมากจะเป็นพวกทำนา "ตีนบ้าน" กับทำนา "โคก" นะที่น้ำไม่ท่วมจะทำข้าวดอกันไว้ เพราะต้องคิดตอนเกี่ยวข้าวด้วยต้องทำในที่น้ำไม่ท่วมเวลาจะเกี่ยวข้าว จีงไม่ทำในที่นาลุ่มงัยละ เราเรียกว่า "ข้าวเม่าต้นปี" เพราะได้กินก่อน ในตลาดตลาดประจำอำเภอจะมีชาวบ้านเอามาขาย ซึ่งทุกปีเราจะซื้อเอามากินก่อนจะทำกันเองเพราะข้าวเรายังไม่ออกเม็ดพอที่จะทำได้ ข้าวเม่าต้นปีที่นิยมกันคือ ข้าวเม่าพิบูล เป็นข้าวเม่าข้าวดอจากอำเภอพิบูลมังสาหาร นั้นเอง ส่วนของบ้านอื่นๆที่ทำออกมาขายจะไม่อร่อย ไม่เป็นที่ยอมรับนะ ต้องข้าวเม่าพิบูล 
       พอข้าวของพวกเราได้ที่ได้จังหวะที่จะเอามาทำข้าวเม่า  ก็ได้เวลาที่พวกเราจะลุยน้ำกันไปเอาข้าวกันละ เพราะมันก็เป็นช่วงที่น้ำเต็มทุ่งพอดี ต้องยืมเรือเขาพายไปเอาข้าวมาทำ พายบ้าง เดินลากเรือบ้าง แล้วแต่ทาง ไปถึงนาก็เลือกว่ากอไหนดู ลองแกะอามากินดูก็รู้ หากแกะมาแล้วเป็นน้ำหรืออ่อนๆ ไปก็ไม่เอา หากแกะมาแล้วแข็งไปก็ไม่ได้เรื่องมันไม่อร่อย ไม่หอม ต้องพอดีๆ เกี่ยวเอาข้าวมาเป็นกำๆ ใช้ต้นข้าวนั้นละมัดเอาไม่ต้องใช้ตอกหรือเชือกฟาง กำนั้นเพราะมันจะได้ขนง่ายและเวลาขยี้เอาเม็ดข้าวออกจากรวงก็จะได้ง่ายทำทีละกำแบบนั้นเลย  ต้องเกี่ยวยางมัยละก็ประมาณเลยข้อแรกมาเหมือนเกี่ยวข้าวธรรมนี้ละ พอได้เต็มลำเรือพวกเราก็เอากลับมาที่บ้าน จะมีคนรอช่วยกันทำหลายๆคนเพราะการทำข้าวเม่าทำคนเดียวลำบากมาก เริ่มจาก "หยีข้าว" โดนเอาไม้ไผ้มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆพอดีมือเอาไปขูดให้เม็ดข้าวหลุดจากรวงข้าวจนหมด เก็บเศษฟางออกจากเม็ดข้าว แล้ว"ฝัด"  เอาเม็ดลีบหรือไม่สำบูรณ์ออกจะได้เหลือแต่เม็ด "เต่ง" ทั้งนั้น มันจะเป็นสีเขียวดูก็รู้ว่ามันดิบๆแบบนั้นละ 
      เมื่อได้เม็ดข้าวเรียบร้อยก็เอาไป "คั่ว" ให้สุก เปลือกมันจะออกเหลืองๆ คล้ายข้าวเปลือกเลยละ แต่อย่าให้สุกจนแห้งนำ มันจะแตกกลายเป็น "ข้าวตอก" 555 ก็เก็บกินกันไป "ข้าวตอกเม่า" รสชาดก็เป็นอีกแบบหนนึ่ง แต่ไม่เอานะ อยากกินข้าวเม่า จากนั้นปล่อยให้เย็นสนิท เพราะว่าหากไม่เย็นเราเอาไป "ตำ" เลยจะทำให้ข้าวเม่ามันติดกันทั้งข้าวเม่า ทั้งแกลบหรือเปลือกข้าว แบบนี้ไม่ดดีกินยาก เป็นก้อนๆ ต้องให้เย็นก่อน เมื่อเย็นจนพอใจแล้วก็เอาไป "ตำ" มือ เหมือนกับทำข้าวซ้อมมือนั้นละ แต่ตำง่ายกว่าตรงมัน หนึบๆ เพราะเป็นข้าวอ่อน ไม่ใช้ข้าวแห้งแบบข้าวซ้อมมือ ตำไปคนไป เมื่อแหลกดีและหรือเปลือกหลุดหมดก็เอามา "ฝัด" กับกระด้งหรือถาข้าว (ถาดชนิดหนึ่ง ชอบใช้กันตามวัด หรือเป็นขันโตกของคนบ้านเรานะ 555) เอาฟาง เอาเปลือก เอาแกลบออกให้หมด  จากนั้นก็ "คัด" แยกเอาข้าวเม่าดีๆ ออกมาเก็บไว้ ส่วนเม็ดที่ยังไม่เต็มยังเป็นเม็ดข้าวเปลือกอยู่ก็เอาไปตำใหม่อีกครั้งและฝัดใหม่จนได้ข้าวเม่าครบ  ครานี้เราจะเห็นฝีมือในการทำข้าวเม่าละว่า ข้าวเม่าจะแก่ไปมัย อันนี้ขึ้นกับตอนเลือกเกี่ยวข้าวมา หรือ มันเป็น "ขี้แมว" ข้าวเม่าขี้แมวคือ เกี่ยวข้าวอ่อน เวลาตำๆไปตำมากลายเป็นก้อนๆเหมือนดินเหนียว มีทั้งแกลบและข้าวเม่า แต่อะไรนะเคีัยวดูดกินน้ำมันแล้วคายแกลบหรือเปลือกท้อง 555 แต่ก็ไม่เอานะแบบมีมีได้เล็กน้อยไม่ว่ากัน เพราะตอนเกี่ยวนั้นมันมาเป็นกำๆ ไม่ได้เป็นรวงๆ กอเดียวกันอาจแก่ไม่เหมือนกันก็ได้ เป็นเรื่องปกติ 
       เมื่อได้ข้าวเม่าแล้วก็กินกันได้ทันที แต่ก่อนกินเป็นกิจลักษณะต้องแบ่งเอาไว้ไป "จังหัน" หรือ ปินโต ไปวัด ถวายพระก่อนะ 555 เพราะท่านจะได้ฉันด้วย ได้บุญด้วยงัยละ...นี่ละคนบ้านเราเป็นแบบนี้ พระมาก้อนเสมอ....ครานี้ก็ถึงพวกเราการกินก็ไม่ต้องผ่านกระบวนการอะไรอีกแล้ว  เคี้ยวๆเพียวๆนี้ละ หวาน หอม นุ่ม อร่อยม้ากกกขอบอก กลิ่นมันเป็นอะไรที่เป็นอัตลักษณ์ของข้าวเม่า ชื่นใจและหายเหนื่อย บางคนก็เอากล้วยมาจิ้มก็อะไรไปอีกแบบ บางคนก็ท้องไว้ในจนให้มันแห้งก่อน จะแข็งตัวแล้วคนกินแบบข้าวแข็งๆ หอมๆ หวานๆ ก็เป็นอีกหนึ่งรสชาดเฉพาะของข้าวเม่าเขาละ  พวกที่มาช่วยกันทำข้าวเม่าก็จะกินกันจนอิ่มจนหมดแล้วเอาไปแจกจ่ายคนอื่นๆได้กินคนละเล็กคนละน้อยก็เป็นน้ำใจกัน แบ่งกันกินของอร่อยของทำยาก ทีใครทีมันงัยละ 
         พอทำได้เยอะหรืออยากทำบุญให้พระฉันก็ทำน้ำกะทิมะพร้าวกับน้ำตาลมา ทำเป็น "ข้าวเม่ากะทิ" ได้เป็นหวานนะ แต่เราจะไม่แช่กะทิกับข้าวเม่าไว้นาน มันจะอีดเต็มถ้วย อ่อนเกินไปหรือมันดูดกะทิจะอืด เหนียวหนึบเลบละ แต่ก็ได้รสชาดอีกแบบนี้ ข้าวเม่ากะทิที่อืดๆ ตักทีเหนียวๆๆหนึบๆๆ 555  
       การเก็บข้าวเม่าก็เป็นเทคนิคนะ ต้องเอาห่อ"ใบต้องกล้วย" เอาไว้ ให้มันเก็บความชื้นไม่ให้ข้าวเม่าแห้ง จะแข็งไม่อร่อย หรือ หากใส่ถุงพลาสติกมัดปลาเอาไว้ จะสาบหรือเสียไว ไม่อร่อยเลยละ เสียของด้วย หนักกว่าข้าวเม่าแห้งอีกต่างๆ กินไม่ได้เลย  ข้าวเม่าเป็นของที่เสียง่าย สาบหรือขึ้นราได้ไวนะ ต้องทำและกินเลยทีเดียว ใส่ตู้เย็นได้มัย ได้แตแข็งนะ แต่เราไม่เคยใส่ตู้เย็นเพราะตอนนั้นไม่มีไฟฟ้าใช้ เอ คิดอีกทีตอนนั้นไม่รู้จักตู้เย็นนะ ยังไม่มีบ้านใครเลยละ 5555 เลยไม่มีเก็บในตู้เย็น เก็บในใบตอง เอาไว้ในตระกร้าหรือถังเอาไว้กินจนหมดนั้นละ
       เป็นงัย ข้าวเม่าของบ้านเราจะต้องจากข้าวเม่าของภาคกลางนะ เพราะบ้านเราทำจากข้าวเหนียว ในช่วงที่เป็นเม็ดอ่อน ทำเสร็จก็กินได้ทันที สิ่งที่ต้องมีเทคนิคในการทำมากมาย ...นี่ข้าวเม่า..ของกันระดับ พรีเมี่ยมของชาวนา กินได้ปีละ 1 ครั้ง ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องช่วยกันทำ....ข้าวเม่า..

 



Create Date : 13 เมษายน 2563
Last Update : 14 เมษายน 2563 10:02:57 น.
Counter : 196 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 
ขอให้เจอท้องฟ้าที่เธอรอนะ : ) nonnoiGiwGiw
(5 ส.ค. 2563 09:17:49 น.)
ถนนสายนี้...มีตะพาบ หลักกม.ที่ 258 "สดชื่น" ตะลีกีปัส
(4 ส.ค. 2563 19:53:18 น.)
BBlog119/2563 ส่งการบ้าน ตะพาบ 258 : สดชื่น (Trip สมุย + พะงัน ตอนที่ 1) เริงฤดีนะ
(4 ส.ค. 2563 05:38:26 น.)
Food For Fun : Hot Wok Return #50 :อยากกินต้องได้กิน(* o *)กะเพราหมูสับกุนเชียง nonnoiGiwGiw
(1 ส.ค. 2563 09:34:54 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณnewyorknurse

  
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 14 เมษายน 2563 เวลา:23:05:15 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

D-chang.BlogGang.com

Dr Chang
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด