Group Blog
 
<<
กันยายน 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
13 กันยายน 2557
 
All Blogs
 
O ระยะเปลี่ยนผ่าน .. O










adagio




O มองเห็นไหม .. ต่างช่วงของห้วงคิด
ใช่ว่าคือถูกผิด-ในจิตเขา
หรือว่าคือถูกผิด-ในจิตเรา
หรือมัวเมา ยึดติดกับจิตใคร ?
.
O หัว-ก้าวหน้า, ล้าหลัง แว่วดังอยู่
ฟัง-รับรู้ คุณค่าที่อาศัย
คือต่างช่วงความคิดที่ผิดไป
คือสายตายาวไกลที่ผิดกัน
.
O เที่ยวทางทอดเบื้องหน้าต่อตาเห็น
เปลวแดดเต้นลอยเลื่อนเฝ้าเตือนฝัน
ทางคดโค้งหลืบเลี้ยวมือเกี่ยว-พัน
ร่วมมุ่งมั่นสู่ปลาย .. จุดหมายเดียว
.
O ถูกผิด - ใช่ก้าวย่างที่ต่างช่วง
หากต้องห่วงกันบ้างระหว่างเที่ยว
ทุกรอยแยกห่างกันต้องขันเกลียว
นิ้วทุกเรียวเกี่ยวพันผูกกันไป
.
O ขณะดุ่มเดินย่างไปข้างหน้า
ทั้งเร็ว, ช้าก้าวย่างย่อมต่างได้
อาจผ่อน-เร่งแตกต่างด้วยทางไกล
แต่ว่าใช่แตกต่างปลายทางจร
.
O ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวพึงเหลียวหลัง
เพื่อหยุดฟังเสียงผู้ช้าดูก่อน
เสียงโหยจากเหนื่อยล้า-ช่วยอาทร
ก้าวพึงผ่อนยกย่างเป็นบางครั้ง
.
O ย่อมเป็นเพียงก้าวย่างที่ต่างช่วง
ใช่ตุ้มถ่วงล่ามลากพ้นฟากฝั่ง
คือแตกต่างคุกคาม-ใช่ความชัง
หากเป็นความคาดหวังพ้นวังวน
.
O ชะลอเท้ารอบ้างในทางเที่ยว
ผ่านโค้งเลี้ยวเหลียวหลังสักครั้ง-หน
ให้รู้ว่าช่องว่างระหว่างคน
มีรอบรู้, สับสน .. อยู่อลเวง
.
O ที่จุดหมายปลายทางอาจต่างอยู่
ด้วยรับรู้ทีละจุดยามรุดเร่ง
ฟังเสียงนกกำหนดเป็นบทเพลง
มองพิศเพ่งเพียงไม้แกว่งใต้ลม
.
O จึงระหว่างหัวแถวถึงแนวท้าย
ความซัดส่ายต้องปรับคอยขับข่ม
พ้นไปจากอัตตาขับคารม
ต่างเพียงร่ม, ลมเห่, ช่วงเวลา
.
O อาจจำต้องผ่อนผันรอกันบ้าง
กลบช่วงต่าง, จำนง-ทุกองศา
ปิดเส้นทางยืนหยัดแรงอัตตา
ด้วยหัวใจแกร่งกล้าไม่ล้าโรย
.
O ประคับประคองรั้งฉุด - เร่งรุดเถิด
ร่วมกันเปิดศึกกล้าไม่ล้า-โหย
ข่มกลั้นหยดน้ำตาจากปร่าโปรย
ให้ลมโชยเฉื่อยช้ารับปรารมภ์
.
O จึงระหว่างความเขา-ความเราว่า
เพียงเวลาแตกต่างที่สร้างสม
ระหว่างถ้อยคำโขกสับและรับชม
คือช่วงล่มหลากฝันเหลือฝันเดียว
.
O จึงระหว่างความเขา-ความเราว่า
ดี-ชั่วช้า ในพากย์จึงกรากเชี่ยว
เก็บอัตตาเอาฝันมาฟั่นเกลียว
ร่วมรั้งเหนี่ยวสังคมอุดมธรรม !
.




Create Date : 13 กันยายน 2557
Last Update : 26 มิถุนายน 2561 19:18:34 น. 8 comments
Counter : 1165 Pageviews.

 
สดายุ..

"O มองเห็นไหม .. ต่างช่วงของห้วงคิด
ใช่ว่าคือถูกผิด-ในจิตเขา
หรือว่าคือถูกผิด-ในจิตเรา
หรือมัวเมา ยึดติดกับจิตใคร ?
.
O หัว-ก้าวหน้า, ล้าหลัง แว่วดังอยู่
ฟัง-รับรู้ คุณค่าที่อาศัย
คือต่างช่วงความคิดที่ผิดไป
คือสายตายาวไกลที่ผิดกัน"

ชอบตรงนี้ เป็นพิเศษ....
" คือต่างช่วงความคิดที่ผิดไป
คือสายตายาวไกลที่ผิดกัน" !
เหมาะสำหรับสภาพ ความคิดของ"เสื้อแดง"สองกลุ่ม..ในขณะนี้..
และ แดง กับเหลือง..ด้วย..






โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 13 กันยายน 2557 เวลา:20:04:45 น.  

 
มินตรา ..

ในทางชาติพันธุ์ผมมองว่ามันมีลักษณาการร่วมที่แก้ยากคือ การประจบต่ออำนาจและเงินทุน .. มีลักษณะหวังพึ่งพาสูง

เมื่อพยายามมองวิเคราะห์ต่อมาอีก .. มันเหมือนการครอบงำทางจตวิญญาณมาตั้งแต่เด็กทำให้ขาดต้นแบบหรือตัวอย่างที่เหมาะสมที่ควรมองโลกแวดล้อมอย่างกอปรอยู่ด้วยเหตุด้วยผล

ลักษณะหวังพึ่งพา หรือ ลักษณาการประจบประแจง เป็นจิตสำนึกที่เป็นพื้นฐานของสัญชาติญาณการเอาชีวิตรอดสืบเนื่องมาตั้งแต่การเข้าใจธรรมชาติและปรากฎการณ์ยังไม่ถูกต้องชัดเจนนักจากยุคนุ่งใบไม้ถือหอกล่าสัตว์ ..

สัญชาติญาณตัวนี้จึงขับดันพฤติกรรมให้ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับ ผลที่ต้องการ คือ ชีวิตรอด

จึงปรากฎ "แดงอวย" ที่ไม่ต่างกับ "เหลืองหมอบกราบ" เลยแม้แต่น้อย

หากมองในปีกหัวก้าวหน้า .. แดงอวย คือฝ่ายล้าหลัง เป็นอนุรัษ์นิยม

ธรรมชาติของความคิดได้มันต่างกันมาก


โดย: สดายุ... วันที่: 13 กันยายน 2557 เวลา:21:23:04 น.  

 

สดายุ

"ฝันสีใดที่เธอลืมตาตื่น
และหยิบยื่นความฝันที่ฉันทำหาย
ฝันถึงดินถึงหญ้าและเม็ดทราย
นั่นคือความหมายตัวฉันนิรันดร์ไป"

เนื้อเพลง ความหมายดีนะ..


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 14 กันยายน 2557 เวลา:9:13:38 น.  

 
มินตรา ..

เพลงเพื่อชีวิต มักมีท่วงทำนองคล้ายบทกวี
แต่มันก็อยู่ที่การให้คุณค่าของผู้เสพว่า อะไรคือคุณค่าที่ควรชื่นชมในชีวิตของแต่ละคนซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

บทเพลงเพื่อชีวิต หรือ เพื่อมวลชน เป็นการยกย่องสังคมมหาภาคขึ้นเหนือ วิถีแห่งปัจเจกชน

แต่มันใช่แน่หรือ ?
เมื่อมองปรากฎที่เป็นจริงและจับต้องได้แล้ว ..
ทำไมบทเพลงที่ไม่สนใจสังคมภาพรวม เน้นแต่นามธรรมแห่งปัจเจกภาวะ เช่นเพลงรัก เพลงพิสวาดิ ชายหญิง จึงอยู่ได้ ยาวนานมากกว่า ?

เพลงคนหลังเขา เพลงเปิบข้าว ..ทำไมถึงไม่ได้รับการเปิดฟังมากเท่า หรือ ต่อเนื่องยาวนาน เท่ากับเพลง ลาสาวแม่กลอง มนต์รักแม่กลอง หรือ เสน่หา วันคอย ?

ใช่ไหมว่า อะไรที่ต้องเรียกสปิริต ของจิตวิญญาณออกมาวางกองก่อนถึงจะสืบบทกรรมกันต่อไปได้ มันเป็นความยาก ..

ขณะที่ สิ่งที่สอดรับกับตัวตนดิบๆ อย่างไม่ต้องคอยฝืนมันสอดรับกับหลักสามัญสำนึกมากกว่า เสมอไปและตลอดเวลา เพราะมันเป็น default ทางจิตวิญญาณที่ ..
.. ไม่ต้องฝืนพฤติแห่งจิตเพื่อจะ"ดี"
.. ไม่ต้องคอยฝืนพฤติกรรมและวาทกรรมเพื่อจะ"สูงส่ง"
.. ไม่ต้องอุตสาหะพยายามเพื่อจะ"สำเร็จ"

และหลังคำว่า "เพื่อจะ" ทั้งหมดนั้นคือ สังคมแวดล้อม ที่แทบทั้ง 100% คิดไปเอง มโนไปเอง จนส่งผลให้สารความสุขหลั่งในสมอง-ไปเอง ?

สังขาร .. ตัวนี้ร้ายกาจมาก
( สังขารในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง สิ่งปรุงแต่งทางใจตามที่ได้สั่งสม,อบรมไว้แต่อดีต จนเกิดสังขารการกระทำต่างๆ เช่น ความคิด,การกระทําทางกาย,วาจา,ใจ ด้วยเครื่องปรุงที่มีคุณสมบัติต่างๆที่เป็นความเคยชิน เคยประพฤติ เคยปฏิบัติ หรือตามที่ได้เคยอบรมหรือสั่งสมไว้มาก่อน(อดีต)จึงนอนเนื่องซึมซาบย้อมจิต )


ตัวนี้คือ Creator ผู้สร้างสรรพสิ่งทางนามธรรม


โดย: สดายุ... วันที่: 14 กันยายน 2557 เวลา:9:54:52 น.  

 
ดายุ...

ตรงนี้ มินตรา เข้ายังไงก็ไม่ถึงนะ..
เพียงแต่ "มีสัมผัส"ว่า ที่ดายุ พูดมาน่ะ เป็นสิ่งดีงาม..

มินตราค้นได้แต่วิชาความรู้..แตกความรู้ไปได้..
แต่สิ่งที่เหนือไปกว่านั้น ..เป็นอะไรที่ ..ยังไปไม่ถึง..
เสมือนจะขาดบุญ ไปนะ..
"แม่บอกว่า" ..จะมีใคร นำไป...(แต่มิใช่สดายุ 555)


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 14 กันยายน 2557 เวลา:10:43:08 น.  

 
มินตรา ..

ผมกำลังพูดสิ่งที่เป็นสามัญธรรมดา หรือ ปกติภาพ ในตัวเรานี่เอง ..

คือ ภาวะที่ต้องฝืนจิตใจทั้งหมด มันมีแรงขับจาก "ผลที่เราต้องการ" มากกว่าความเป็นธรรมชาติที่อยากเป็นของตัวเราเอง

เช่นพอรายการทีวีเชิญคนมาสัมภาษณ์ออกอากาศไม่ว่าประเด็นอะไร ..ภาวะการณ์พูดให้ดูดี ดูมีหลักการ ดูเหมือนมีจิตสาธารณะ จิตอาสา มันจะเกิดขึ้นเองกับทุกคน เป็นภาวะการณ์ที่ไม่ต้องมีใครสอน มันเกิดขึ้นเอง

แรงขับมาจาก "ความรู้สึกชื่นชมจากคนดูทางบ้าน" ที่จิตใจคนคนนั้นคิดว่าจะได้รับ (ซึ่งจริงๆแล้ว มันไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าจะเป็นอย่างไรกันแน่ ได้แค่คิดเอาเอง มโนไปเอง ต่างๆนานๆ .. )

การเกิดขึ้นเองกับทุกคนผมถึงใช้คำว่า default ภาษาคอมพิวเตอร์คือ การกลับไปหาค่าเริ่มต้น คือเหมือนจิตวิญญาณมนุษย์ถูกตั้งค่าไว้ให้เป็นอย่างนี้ได้เองโดยไม่ต้องสอน คือ"ให้ตัวเองดูดี"

แล้วภาวะที่มโนคิดไปเอง แล้วปรุงแต่งคำพูด ความคิด รวมทั้งการกระทำเหล่านี้มันจะไม่เกิดขึ้นเมื่ออยู่ลำพังคนเดียว

ภาวะที่มโนคิดไปเอง แล้วปรุงแต่งคำพูด ความคิด รวมทั้งการกระทำเหล่านี้ ผมขอเรียกว่า การแบกโลกขึ้นทูนไว้บนหัว .. เหนื่อยมาก และ หาข้อสรุปเป็นรูปธรรมไม่ได้ และไม่มีทางหาได้

เหนื่อย กับ ความว่างเปล่า

เพราะการเพื่อ จะดี จะสูงส่ง จะสำเร็จ จะเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้อื่น .. เหล่านี้มันต้องแลกกับการ ฝืนจริต ฝืนความคิด ฝืนการปฏิบัติ ฝืนแม้กระทั่งไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าฝืนอยู่!

และมันจะไม่มีข้อสรุปใดๆว่าที่มโนไปล่วงหน้านั้น จริง หรือ เท็จ เลยตลอดกาล

แต่คนจำนวนมากก็ยังคิดไม่ได้ .. ยังคงมีชีวิตอยู่ในวังวนนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

เมื่อวิเคราะห์ต่อลงไปอีกชั้น .. ก็พบว่า
ความต้องการต่างๆ (เพื่อจะดี จะสูงส่ง จะสำเร็จ จะเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้อื่น ฯลฯ ) นั้น ถูกขับจาก อัตตา อัตนียา หรือ ego นี่เอง

และมันเป็นเหมือนยางเหนียวที่เขาใช้ดักนก
การจะหมดตรงนี้จึงต้องถอนตัวอัตตา ให้ได้ก่อน
ซึ่งนั่นระดับอรหันต์ .. อย่างเราๆก็ติดยางเหนียวบนต้นไม้ขนหลุดขนร่วงไปก่อนละกัน

555






โดย: สดายุ... วันที่: 14 กันยายน 2557 เวลา:17:10:22 น.  

 
สดายุ...

"เมื่อวิเคราะห์ต่อลงไปอีกชั้น .. ก็พบว่า
ความต้องการต่างๆ (เพื่อจะดี จะสูงส่ง จะสำเร็จ จะเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้อื่น ฯลฯ ) นั้น ถูกขับจาก อัตตา อัตนียา หรือ ego นี่เอง"

หรือไม่ก็ถูกฝึกมาแต่อ้อนแต่ออก ให้มี"อัตตา"เช่นนี้
อัตตาที่ ต้องรับผิดชอบต่อสังคม รับผิดชอบต่อส่วนรวมเนื่องจาก ตนเองเกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่มีโอกาสดีกว่า จึงต้อง สร้างสิ่งดีงามเผื่อแผ่ให้ คนที่อยู่ในความรับผิดชอบ หรือสังคมที่อยู่รอบตัว...
ผู้ที่กำเนิดมา พร้อม"ความรับผิดชอบ" พร้อม"หน้าที่"
เพื่อที่จะให้"ดูดี" แบบที่ สดายุ หมายถึง...

อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้านั้น ละทิ้ง"ความรับผิดชอบ" ละทิ้งลูกเมีย เพื่อ "อัตตา"ของตนเองใช่ไหม...

"สิ่งที่เป็นสามัญธรรมดา หรือ ปกติภาพ ในตัวเรานี่เอง .."

"ปกติภาพ" ของแต่ละคนจึงมีความ"ปกติ"ที่แตกต่างกันตามสิ่งแวดล้อม....และสภาวะ หน้าที่และ ความรับผิดชอบ



โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 14 กันยายน 2557 เวลา:19:50:05 น.  

 
มินตรา ..

ถูกต้อง เจ้าชายสิทธัตถะนั้นขณะออกบวชมีความตั้งใจที่ตั้งอยู่บนอัตตาเต็มที่ .. ขณะนั้นมีการให้คุณค่าแห่งชีวิตไปที่นอกตัว (คือสังคม)

ขณะตัดสินใจออกแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ นั้นยังเป็นผู้กอปรอยู่ด้วยอัตตาเต็มที่ แต่เข้าใจโลกในระดับที่มากกว่าคนทั่วไปแล้วในนาทีนั้น - จิตโสดาบันที่มิใช่จิตปุถุชน

ในขณะที่คิด หรือ มโนไปนั้น ในที่สุดก็หาทางพิสูจน์ .. ซึ่งตรงนี้ต่างจากแขกรับเชิญในทีวีที่มโนไปเองเช่นกัน แต่ไม่มีใครเคยคิดพิสูจน์อะไร จริงไหม ?

คือการที่คิดไปว่า ตนเองจะดูดีในการตอบแบบนั้นๆ รวมทั้งคนดูจะยกย่องชื่นชม มันไม่มีการพิสูจน์ความคิด ไม่เคยแม้จะคิดพิสูจน์ว่าจริงไหม ?

คำถามคือ แล้วฝังอกฝังใจคิดว่าจะได้รับผลด้านบวกต่างๆอย่างนั้นได้ด้วยข้อยืนยันอะไร ?

มันไม่เกี่ยวกับการถูกฝึก แม้แต่น้อย
มีใครเคยฝึกเคยสอนว่าต้องพูดอย่างไรเวลาให้สัมภาษณ์ออกทีวี .. ?

มันพูดออกมาเองมิใช่หรือ
มันประดิษฐ์คำสวยงามขึ้นมาเองมิใช่หรือ

เวลาอยู่คนเดียว จะพูด จะคิดหรือเปล่า ว่าต้องการให้อากาศรอบตัว ความว่างเปล่ารอบตัว หรือ เทวดา ผีสางนางไม้ที่มองไม่เห็น รู้ว่าเราดี เราสูงส่ง เรามีจิตสาธารณะ หรือไม่ ?

ผมอ่านที่เขียนมา คิดว่ายังไม่เข้าใจสิ่งที่ผมพูด

ผมกำลังพูดถึงภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นเองในจิตที่รับรู้โลกมาระดับหนึ่งแล้ว คือวัยผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ เกิน 18 ทั้งหลาย ที่มีความอัตโนมัติของ"การแสดงต่อสาธารณะ หรือ การปรุงแต่งจริต" ให้ตนเอง ดูดี ดูสูงส่ง ดูมีจิตอาสา ดูมีจิตสาธารณะ ดูกตัญญูต่อชาติ ดูอัจริยะ ดูเป็นตัวของตัวเอง ดูเก่ง ดูเป็นธรรมชาติ ดูไม่ดัดจริต ดูเท่ ดูเป็นผู้นำ .. ฯลฯ

ไม่ได้พูดถึงการอบรมเชิงอุดมการณ์ อุดมคติของชีวิต อันมิใช่จิตเดิมแท้ แต่เป็นการครอบงำทางคุณค่าของชีวิตต่อคนรุ่นต่อไปที่เยาว์วัยกว่า

ปกติภาพของแต่ละคนคือ ..
เขาชม ก็ชอบ
เขาด่า ก็ไม่ชอบ โกรธ เกลียด

มีใครโกรธเป็นฟืนเป็นไฟบ้าง เวลามีคนชม มีคนรัก มีคนศรัทธา ? .. มันไม่มีหรอก

หรือมีใคร ชอบใจ ยิ้มถูกใจ ซาบซึ้ง รู้สึกตื้นตันใจจนอยากจะวิ่งเข้าไปกอดหอมแก้มบ้างเวลามีคนด่า ประณาม สาดเสียเทเสีย ? .. มันไม่มีหรอก

นี่คือ ปกติภาพ ในความเป็นคน ต้องเข้าใจให้ถูกก่อน

เป็นปกติภาพที่ไม่แตกต่างใดๆ ในแต่ละคน คือเหมือนกันทุกคนทั้ง 100%

ที่มินตราพูดมานั้นไม่ใช่ปกติภาพที่แตกต่าง แต่เป็นการให้คุณค่าต่อเรื่องราวเดียวกันที่ต่างกันไปจากภูมิหลังที่ถูกครอบงำมาจากพ่อแม่หรือครู




โดย: สดายุ... วันที่: 14 กันยายน 2557 เวลา:21:43:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.