Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
11 พฤศจิกายน 2553
 
All Blogs
 
O ตรู่เช้าเดือน ๑๒...O








ทานตะวัน บรรเลง



O ตรู่เช้าหนึ่ง
แสงแรกซึ่งอ่อนโยนเริ่มโชนฉาย
เห็นปีกบางโบกพลิ้ว..อวดริ้วลาย
อยู่ทักทายลมหนาวของเช้าวัน

O ช่อมาลย์เคยช้อยชู..กลับลู่ล้ม
ด้วยแรงลมลูบไล้..จนไหวสั่น-
พาน้ำค้างยามเช้าบนเถาวัลย์
เลื่อนลดหลั่นกลิ้งหยด..ลงรดริน

O ปีกเบาบางกางร่อนออดอ้อนลม
เหมือนจ่อมจมหอมอยู่ไม่รู้สิ้น
จึงเห็นปีกเลื่อมลายค่อยบ่ายบิน
ให้รสกลิ่นกำจายเข้ารายล้อม

O ชื่นลมเช้าอ่อยเอื่อย, ปีกเรื่อยเร่-
ก็ร่อนรอลมเท..มาเห่กล่อม
แสงแรกวัน, หยาดน้ำ, การด่ำดอม-
ก็พรั่งพร้อมให้เห็นความเป็นไป

O แผ่วลม..พลิ้วระลอกราวหยอกยั่ว
ล้างหมอกมัว..เบิกบททุกบทให้-
ค่อยเลื่อนรูปเลาะเลี้ยวผ่านเรียวใบ
พร้อมปีกไหวโบกลายกลางสายลม

O คอยไหวโบก..บ่ายบินล้อมถิ่นที่
ปีก-วาดวีตอบตื่นรสรื่นฉม
เลื่อนล้อมผ่านมาลย์ช่อ..แอบออ..ชม
ด้วยสุดข่มขับหอมที่น้อมรับ

O รูป-รสหวานรับรู้..เมื่อตรู่สาง
ปีกบอบบางกลีบพะยอม..ก็พร้อมสรรพ
แสงดวงวันไกลลิบระยิบระยับ
การขยับการเขยื้อนก็เลื่อนรอ

O กลีบดอกนั้นดอกนี้..ในที่นั้น
ค่อยไหวสั่นจนสะท้านทั้งก้านช่อ
เกสรรูปกลั่นน้ำ..หวานล้ำพอ
การแอบออหวานหอม..ก็ย่อมมี

O เลื่อนผ่านช่อบุปผา..เพ-ลานั้น
เมื่อแสงวันโลมสิ้นทั่วถิ่นที่
การสมยอมผ่านช่วงเผยท่วงที
เมื่อลมวีวาดผ่าน..ช่อมาลย์นั้น

O รูปปีกบางกางแผ่อยู่แค่เอื้อม
แสงเรื่อเหลื่อมรูปลาย..ก็พรายสั่น
ให้มองเห็นภาพงามแห่งยามวัน
บรรโลมฝันแฝงเร้นไม่เว้นวาย

O ลวดลายปีกคลี่โฉบรอโอบกอด-
การพร่ำพลอด..งดงามและความหมาย
รสเรณูรื่นฉมเมื่อลมชาย
ที่ขวนขวาย..รอหอมหรือยอมร้าง ?

O สิ้นแล้วหยดน้ำค้างที่กลางช่อ
เหลือแอบออหวานอยู่ไม่รู้ห่าง
ลมผ่านไล้แผ่วเบา..ปีกเบาบาง-
หรุบรูปค้างคาหอมอย่างยอมตน

O ลมโลกคร่ำครวญสายรำบายล้อม
การหลั่งหลอมเติมเต็มก็เข้มข้น
สีสันปีกลวดลายยังบ่าย-วน
รอหวานปรนเปรออยู่ไม่รู้วาง

O ตามกลิ่นเกสรหอมไม่ยอมล้า
ที่เหมือนว่าหอมจรุงแต่รุ่งสาง
สีสันปีกผีเสื้อก็เหลือพราง-
ลอยเคว้งคว้างล้อแดด..ให้แผดลน

O เหมือนโบกแกว่งรออวด..สี..ลวดลาย
เมื่อแดดฉายแสงช่วงจากห้วงหน
เรื่อยเร่โลมเลาะกลิ่น..จึงบินวน-
เรณูหวานหอมล้น..เฝ้าวนเวียน

O โอ..ปีกสีสวยงาม-แดดวามส่อง
โล้ลมล่องลิ่วลอยแล้วค่อยเปลี่ยน-
ไปลิ้มเล็มหวานรสเฝ้าบดเบียน-
กลีบนุ่มเนียนโกสุม..คอยรุมเร้า

O ลมแผ่วยังโรยตัว..อยู่ทั่วแหล่ง
พาไม้แกว่งกวัดเรียวกลางเปลี่ยวเปล่า
จนปีกน้อยบินคว้างลับร่างเงา
หอมเคยเฝ้าใฝ่อยู่ก็รู้ร้าง

O ปีกลวดลายเคยงามก็ทรามสิ้น
เลือนจากกลิ่นหอมไป..จนไกลห่าง
คงเหงาเงียบเปล่าเปลี่ยว..ในเที่ยวทาง
เมื่อปีกบางเร้นหายจากสายตา

O ภาพงดงามผ่านวาบ..กำซาบรส-
การณ์ปรากฏ..คอยหนุนให้คุณค่า
ปีกเลื่อมลายสลับสี..พ้องลีลา-
ภาพอันเป็นธรรมดา..บรรดามี
.
.
.
O ไม่เห็น..ปีกผีเสื้อที่เหนือลม
เห็นเพียงปมด้อยหงาย..อวดลาย-สี
พร่ำพรรณนางดงาม..คุณความดี
ให้โลกนี้ถ้วนถิ่นได้ยิน..ฟัง

O ต้องสายตามองวาบ..กำซาบรส
หวานทั่วบทถ้วนนัยก็ไหลหลั่ง
ลมโรยสายผ่านแล้ว, ที่แว่วดัง-
ล้วนเสียงคลั่งไคล้ชอบ..อยู่รอบตัว

O ปีกลวดลายงอกพลันขึ้นทันใด
แล้วกางให้คลี่ออก..ทำหยอก..ยั่ว
ลิ่มลมหอมโอบขวัญ..ปีกสั่นรัว-
หรุบ..หู..หัวเกลือกหอม..อย่างยอมตาย !




Create Date : 11 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 18 กรกฎาคม 2558 20:44:07 น. 12 comments
Counter : 709 Pageviews.

 

สวัสดีคะคุณสดายุ

บทนี้คุณคงชื่นชมกับธรรมชาติในยามเช้าตรู่
ปรางคิดว่ายามเช้าของทุกที่..คงจะมีความสดชื่น
ไม่แพ้กัน..และยิ่งตามป่าเขา..ลำเนาไพร

มีหมอกปุยขาวอยู่ตาม...ยอดดอยลอยต่ำ
เหมือนจะเอื้อมมือ..หยิบคว้าเอามาเล่นแล้วบรรจงเป่าไป..ให้ลอยละลิ่ว..
เหมือนปุยนุ่น..คงจะดีเหมือนกันนะคะ

น้องใบเฟิร์นชอบปุยเมฆขาวบนดอยเหมือนพี่มะปรางไหมคะ?

....จะรออ่านต่อจนจบคะคุณสดายุ....

มีความสุขกับธรรมชาติเคียงข้างกับคนรู้ใจ...ภายใต้ดวงวันอันอบอุ่นนะคะ


โดย: มะปราง IP: 110.49.134.149 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:37:02 น.  

 
สวัสดีครับคุณมะปราง

ครับ...บทนี้ชมธรรมชาติ...ผมชอบเล่นคำล้อการเคลื่อนไหวของธรรมชาติ...

ในขณะเดียวกัน"ลวดลายปีกผีเสื้อ"ที่ดูงดงามก็สามารถใช้แทนบรรดา"ภาพพจน์"ของคนเราได้...

และดอกไม้หอมสีสันสวยสดนั้น...ใช้แทน"ลาภยศ..สรรเสริญ"ได้เหมือนกัน...

ดังนั้นการสร้างภาพในสังคมของคนเราอันเป็นเหตุ..จึงแยกกันไม่ออกกับการไขว่คว้าหาลาภยศสรรเสริญอันเป็นผลที่ต้องการนั่นเอง....

ผีเสื้อคลี่ปีกสวยงามบินดอมรสหวานของเกสรดอกไม้ฉันใด...
คนเราก็เพียรสร้างภาพสวยงามเพื่อต้องการการคำสรรเสริญฉันนั้น...ไม่มีวันหมดไปได้ครับ

ดังนั้นในทุกๆภาวะการณ์ที่เป็นข่าวดังในบ้านเมือง...เราจะเห็นการสร้างภาพคู่กันไปมากน้อยตลอดเวลา...รวมทั้งในภาวะน้ำท่วม


การใช้"บุคคลาธิษฐาน"ในงานร้อยกรอง...เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจได้ยากอยู่สักหน่อย...มันเกี่ยวกับนามธรรมที่ต้องใช้จินตนาการของคนอ่านเข้าช่วย...ซึ่งมักแตกต่างกับจินตนาการของคนเขียนเสมอ


ผมชอบไปกางเต้นท์นอนบนดอยครับ...โดยเฉพาะทางเหนือเคยไปบ่อยมาก...ห้วยน้ำดังนี่ก็หลายครั้งแล้ว...อ่างขาง...แม่สะลอง...ภูชี้ฟ้า...ไว้มีโอกาสจะพาสาวน้อยไปครับ...

มีความสุขและสนุกกับเด็กๆรอบตัวนะครับ..


โดย: สดายุ... วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:7:25:39 น.  

 
พี่สดายุคะ

ดีจริงที่ได้ตื่นมายามเช้า สัมผัสกับบรรยากาศดีๆ
หมู่นี้หนุตื่นสายค่ะ โทษดินฟ้าอากาศไปเรื่อย ว่าอากาศหนาว หลับสบายใต้ผ้าห่มอุ่น ออกมานอกบ้าน หมอกก็สลายเสียแล้ว


โดย: medkhanun วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:9:19:55 น.  

 

สวัสดีอีกครั้งคะ..คุณสดายุ

ขออนุญาตแวะหลายรอบหน่อยนะคะพอดีปรางทราบว่าคุณจบวิศวะมา..และลูกศิษย์ปรางเขาอยากเข้าเรียนต่อคณะวิศวะ...

แต่อยากทราบว่าวิศวะสาขาใดที่ค่อนข้างจะเป็นที่ต้องการของตลาดในเวลานี้บ้างคะ..การสอบตรงเข้าสถาบันดีๆในปัจจุบันค่อนข้างจะแข่งขันกันสูง

เด็กๆที่ต้องการเข้าคณะที่ตัวเองชอบแต่ไม่ได้ติวแบบเด็กในเมืองก็ทำให้เขาเสียโอกาสเหมือนกันคะ

ทั้งๆที่บางคนหัวดี แต่ขาดด้านการเงินที่จะเข้าไปเรียนพิเศษในเมืองหรือที่กรุงเทพ

ขอความกรุณาให้คุณช่วยแนะนำการเรียนต่อด้านวิศวะด้วยนะคะ จักเป็นพระคุณยิ่งคะ

มีความสุขและสนุกกับการทำงานทุกๆวันนะคะ


โดย: มะปราง IP: 182.232.38.121 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:20:27 น.  

 
เม็ดขนุน....

ตื่นสายได้ก็ดี...ไม่เห็นต้องตื่นเช้าเลย...
สำคัญอยู่ที่การนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพและระยะเวลามากพอ...ซึ่งปกติไม่ควรน้อยกว่า 8 ชม. แปลว่าหากนอนเที่ยงคืนก็ควรตื่น 8 โมงเช้า...

และต้องไม่ฝันเลอะเทอะประเภทหนีโน่นหนีนี่เหนื่อยหอบกระเซอะกระเซิง...555

เพราะการนอนที่ฝันเลอะเทอะนั้นมันไม่ได้ทำให้สมองได้พักผ่อน...เรียกว่าเป็นการพักผ่อนที่ด้อยคุณภาพ

สมัยนี้คนซื้อหาอาหารทานกันนอกบ้านไม่ต้องหุงหาเอง...ก็ไม่ต้องเสียเวลามาก ก็ตื่นสายได้...ไม่แปลกอะไร







คุณมะปราง....

วิศวะมีหลายสาขาครับ...
ที่เป็นหลักและไม่เฉพาะเจาะจงมากนักกับงานที่ทำก็จะเป็น...

เครื่องกล - mechanical
อุตสาหการ - industrial
ไฟฟ้า / อีเลคโทรนิค - electrical / electronic
โยธา - civil
เคมี - chemical
สิ่งแวดล้อม - environmental
เครื่องมือวัด - instrument


หากเฉพาะเจาะจงหน่อยก็จะเป็นพวก
ปิโตรเคมี - petrochemical
สุขาภิบาล - sanitary
เหมืองแร่ - mining
คอมพิวเตอร์ - computer

แนวโน้มจะมีวิศวกรรมเฉพาะทางมากขึ้น...เป็นต้นว่า วิศวกรรมยานยนต์...ซึ่งปัจจุบันใช้วิศวเครื่องกลผสมกับวิศวอุตสาหการทำงานปนเปกันอยู่...

ลักษณะงานของ"วิศวกรอุตสาหการ"ที่ทำนั้น....
ให้ลองนึกถึงโรงงานผลิตขนาดใหญ่เช่นโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเลคโทรนิกส์ ที่มีการผลิตสินค้าซ้ำๆ แบบเป็นจำนวนมากในเวลาที่กำหนด...ในกระบวนการผลิตที่ถูกออกแบบไว้ดีแล้วทั้งด้านเครื่องจักร...หน้าที่ของคนงาน...ลำดับขั้นตอนในการผลิตชิ้นส่วน...การตรวจสอบชิ้นส่วน...การประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกันเป็น unit เล็กๆ...การทดสอบ function การทำงานของอุปกรณ์หลังจากประกอบแล้ว...การลำเลียงไปยังจุดประกอบรวม...การทดสอบการทำงานเต็มรูปแบบ...การบรรจุลงบรรจุภัณฑ์...การรอขนส่ง...วิศวกรรมอุตสาหการต้อง"ควบคุมดูแล"การทำงานเหล่านี้ของบรรดา "ช่างเทคนิคและคนงาน(ฉันทนาทั้งหลาย)"


เครื่องกล....ก็จะมีหลากหลายตั้งแต่งานออกแบบ...งานซ่อมบำรุงเครื่องจักรเครื่องมือในโรงงานการผลิต...หากคุณครูเคยนั่งรถผ่านโรงกลั่นน้ำมันก็จะเห็นหอกลั่นสูงๆ...มีท่อเดินไปมาหนาแน่นไปหมด...นั่นเป็นงานของวิศวกรหลายสาขารวมกัน...
แต่การสร้างให้เป็นรูปธรรมเป็นงานของเครื่องกล ไฟฟ้า เครื่องมือวัด เคมี โยธา...

พูดให้เห็นภาพคือ...ในโรงงานผลิตเม็ดพลาสติคหรือโรงงานปิโตรเคมีนั้น....

กระบวนการทางเคมีว่าอะไรผสมกับอะไรภายใต้เงื่อไขทางความดัน...เวลา...อุณหภูมิ...ขั้นตอนลำดับก่อนหลัง เป็นงานของเคมี

โครงสร้างอาคารไม่ว่าปูนหรือเหล็ก...เป็นงานของโยธา...

ท่อ หอคอย ถังความดัน ถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ ปั๊ม คอมเพรสเซอร์...เป็นงานของเครื่องกล...

การให้กระแสไฟฟ้าผ่านเข้าไปในอุปกรณ์เพื่อให้มันทำงานเป็นงานของไฟฟ้า...

การสั่งให้อุปกรณ์ต่างๆทำงานเป็นเวลาเท่าไร...หยุด..เริ่มใหม่...เมื่อร้อนหรือเย็นกี่องศา...เป็นงานของเครื่องมือวัด...

การคอยดูแลกระบวนการผลิตในห้อง control room ที่จำลองกระบวนการผลิตมาเป็นไดอาแกรมนั้นเป็นงานของ ฝ่ายผลิต ซึ่งจบมาทางเคมี ทั้งวิศวเคมี และวิทยาศาสตร์เคมี (วิศวะจะได้เงินเดือนมากกว่าสายวิทยาศาสตร์...ในตำแหน่งงานเดียวกัน...เป็นค่าวิชา)


การเรียนต่อทางวิศวะกรรมนั้น...เด็กควรต้องชอบวิชาคำนวณมากทีเดียว...เมื่อเรียนชั้นมัธยมปลาย...สายวิทยาศาสตร์จะแตกออกเป็น...ฟิสิกข์ เคมี ชีวะ

วิศวะ จะเรียนเน้นหนักทางฟิสิกข์ มีเคมีนิดหน่อย แต่ไม่เรียนชีวะเลย
food science / เภสัช / เคมี จะเรียนเน้นหนักทาง เคมี
สายหมอ จะเรียนหนักทาง ชีวะ

คณิตศาสตร์ เป็นสิ่งที่เด็กต้องเก่งมาก...เพราะจะเรียนไปจนถึง
differential...intigration..lapas transform ซึ่งค่อนข้างยาก...เด็กวิศวะจึงติด probation กันมากหากคำนวณไม่ดีพอ

สภาพการทำงานในส่วนฝ่ายซ่อมบำรุงต้องบอกว่า...ไม่ค่อยสวยงามน่ารื่นรมย์อะไรเลย...

จำนวนมากที่ชอบทำงานบนตึกสูง...ชอบผูกไทด์ ใส่รองเท้าหนัง...นั่งห้องแอร์...มีสาวสวยในออฟฟิสเดียวกันเดินขวักไขว่...เมื่อจบมาแล้วก็ไปเป็น sale engineer เสียงบประมาณการศึกษามากมายในแต่ละปี...คือเป็นพวกที่ไม่รู้จักตัวเอง...เลือกเพราะสามารถเรียนได้ และเป็นค่านิยมในสังคมเท่านั้นเอง...

เด็กจึงต้องรู้ความชอบของตัวเองอย่างแท้จริงครับ...

อัตรา retire สูงสุดก็ในคณะวิศวะนี่แหละครับ...

เรื่องความต้องการของตลาดแรงงานนั้น...ไม่แน่นอนแล้วแต่ภาวะทางเศรษฐกิจ...แต่คะแนนสอบเข้าอาจเป็นตัวบอกได้คร่าวๆว่า...คณะอะไรเป็นที่ต้องการเรียนกันมากก็อาจเป็นไปได้ว่าค่าตอบแทนสูง...หรือตลาดแรงงานขาดแคลนอยู่...

อย่าง...สุขาภิบาล-sanitary...หรือ วิศวะชลประทาน คงไม่เป็นที่ต้องการมากนัก...

ขณะที่ปิโตรเคมี...หรือ...mechatronic อันเป็นคณะใหม่ที่รวมเครื่องกลกับไฟฟ้าเข้าด้วยกัน...รวมทั้ง คอมพิวเตอร์ หรือ อีเลคโทรนิคส์ที่สามารถทำงานในแวดวง automation machine ได้น่าจะเป็นที่ต้องการอยู่นะครับ....


โดย: สดายุ... วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:19:51:06 น.  

 
ธรรมชาติสร้างให้ผีเสื้อสวยอยู่กับดอกไม้งาม
กลิ่นหอม สีสวยก็เพื่อการขยายพันธุ์
เราจึงมีภาพงดงามประดับโลก
ลาภยศ สรรเสริญ ที่มาพร้อมพร้อมกับการเวียนว่ายตายเกิด
ความอยากได้ อยากมีอยากเป็น จึงยังเป็นส่วนหนึ่งของ"คน"


ความชื่นชมยินดีก็เหมือนกับความงดงามตามธรรมชาติ
เมื่อเปรียบให้ดอกไม้งามเป็นลาภยศสรรเสริญผีเสื้อคือความ"อยาก"
"คน"จึงต้องแสวงหากำลังใจให้ตัวเองต่อสู้เพื่อลมหายใจ"สด-ชื่น"
หากโลกสร้างให้มีแต่แมลงวันอยู่แต่วงจรของแมลงวัน
โลกคงทึบทึม ซึมเซาแย่เลยสิคะ..

มีความสุขกับการสร้างงานงามค่ะ


โดย: Peakroong วันที่: 14 พฤศจิกายน 2553 เวลา:7:35:04 น.  

 
สวัสดีครับคุณปีกรุ้ง

ครับ...ปัญหาภาพพจน์นี้เกิดขึ้นจนได้กับช่อง 3 ที่ช่วยน้ำท่วม...ที่เอาของบริจาคไปพ่น "โลโก้ช่อง 3" ก่อนจึงจะขนไปแจกจ่ายได้...เสียเวลาไปอีกเท่าไรไม่ทราบได้...ขณะที่คนจำนวนหมื่นน้ำท่วมถึงคอ...

ในคาบยามแห่งความตั้งใจดีที่ไม่ควรมีข้อครหาใดๆ...กลับยังอุตส่าห์มี "ประโยชน์ตน" แฝงอยู่จนได้...!

หายากมากนะครับ..."ความดีที่แท้จริง" ที่พิสูจน์ได้

"น้ำหวานดอกไม้" นี่พิษสงมีต่อภู่แมลงขนาดไหนก็คงไม่อาจสู้..."ตัวตนที่ต้องการคำสรรเสริญ"ของคนเราได้...ขณะที่กำลังมีสมาธิอยู่กับความดี...ยังไม่วายที่จะมี"ตัวตนผู้ทำดี"ไว้ป่าวประกาศต่อโลกจนได้..!

ผมถึงบอกกับตัวเองเสมอว่า..."ความดีที่แท้จริงไม่มี"
มีแต่..."ความดีที่ต้องการให้คนอื่นมองเห็น"....ครับ




โดย: สดายุ... วันที่: 14 พฤศจิกายน 2553 เวลา:18:58:21 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ

ถ้า"น้ำหวานดอกไม้" มีพิษสง
ความดีที่แสวงหาก็คงเหมือนน้ำใสบริสุทธิ์ใช่เปล่าคะ
ปัจจุบันหายากจริงด้วยค่ะ เราพบว่าในน้ำใสมีตะกอน
แล้วตะกอนก็บอบบาง ไหวแกว่งหน่อยก็ฟุ้งกระจาย
คนประเภทชอบแกว่งตะกอนมีเยอะขึ้นในทุกวัน แย่จัง..

ปัญหาต่างๆมาจากการสร้างความดีให้คนอื่นมองเห็น
การเจริญสมาธิให้จิตนิ่งน่าจะแก้ปัญหาได้ดีที่สุด
แต่บังคับให้ผู้คนทำอย่างนั้นมันไม่ใช่แค่หาหนวดเต่าแล้วค่ะ


มีความสุขกับการทำความดีและปล่อยวางนะคะ


โดย: Peakroong วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:5:36:12 น.  

 

สวัสดีคะคุณสดายุ..เพื่อนรัก

วันนี้เด็กโรงเรียนปรางเป็นหวัดกันแทบจะทั้งโรง
คงเป็นผลมาจากอากาศที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก

เมื่อเดือนที่แล้วปรางกลับจากอบรม Master teacher ของครู..เวลาขากลับได้ซื้อยาสามัญประจำบ้านไปด้วย..ปรากฎว่าได้มาใช้ในยามนี้..อย่างคุ้มค่าจริงๆ

โรงเรียนบ้านนอกยากจน..แม้งบจะซื้อยายังขาดแคลน...ไว้เวลาน้องใบเฟิร์นมาเยี่ยมโรงเรียนพี่..ก็นำมาช่วยสงเคราะห์เด็กๆได้นะคะ

ยาที่ใช้ประจำก็มียาแก้ปวดหัว ปวดท้อง พื้นๆแบบนี้ละคะ
ช่วงนี้ปรางแทบจะไม่ได้สอนที่โรงเรียนเลย..เพราะเขต
พื้นที่การศึกษาจะดึงตัวให้ไปช่วยทำงานเกี่ยวกับวิจัยการศึกษา

อีกทั้งมหาลัยที่เป็นวิทยาเขตก็จะขอให้ไปเป็นอาจารย์
ร่วม..ช่วยสอนป.โทให้กับพวกที่ทำงานแล้ว..ปรางยังลังเล
เพราะถ้ามีภาระมากจะทำให้เราหมดอิสระภาพก็ยังคิดดูก่อนคะ

ปรางถือว่าคุณเป็น...เพื่อนที่ดีของปราง..ที่ปรางจะพูดคุย
ในที่นี้ได้อย่างสบายใจ..หวังว่าคงไม่เบื่อกันก่อนนะคะ..เพื่อนรัก

ฝากความรักและคิดถึงน้องใบเฟิร์น..ไปยังต่างแดนให้ระวัง
รักษาสุขภาพด้วยคะ

มีความสุข..สดชื่น..ภายใต้ดวงวันอันอบอุ่นนะคะ..เพื่อนรัก





โดย: มะปราง IP: 119.31.1.238 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:40:27 น.  

 
สวัสดีครับคุณปีกรุ้ง....

ที่จริงแล้วผมเป็นเพียง"ผู้สังเกตการณ์ความเป็นไปในโลกนี้" เท่านั้น...และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับใครเขาหรอกครับ...

เพียงแต่พอเข้าใจได้อยู่ในเรื่องของ"อุดมคติ"ในจิตใจผู้เสียสละเพื่อผู้อื่นแบบ"ไม่คาดหวังอะไรกลับคืน"....

ผมได้แต่มอง"ลีลา"ต่างๆที่แสดงออกกันผ่านหูผ่านตา อย่างเท่าทันและไม่ค่อยได้ยินดียินร้ายสักเท่าไร...เพราะผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น...ความดีความชั่วก็จับยึดกันไปตามแต่จะมีปัญญาพินิจพิจารณาและให้คุณค่า....

ก็คงเหมือนการดูสารคดีสัตว์นะครับ....พอเราเห็นสิงห์โตกระโดดเข้าขย้ำลูกกวางน้อย....จะไปโกรธสิงห์โตคงไม่ได้เพราะมันก็ทำไปตามสัญชาติญาณ...แม้ว่าเราจะมองเห็นการเบียดเบียนชีวิตกันนั้นเป็นเรื่องเลวร้าย...แต่จะเอาไปใช้กับมาตรฐานสัตว์ป่าอย่างสิงห์โตคงไม่ได้...

เราก็คงเหมือนตากล้องที่คอย"ถ่ายภาพที่เกิดขึ้น" โดยไม่มีหน้าที่เข้าไป "แทรกแซงและขัดขวาง" สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้านั้น...

สัญชาติญาณของสิงห์โตตอนตะครุบเหยื่อ....ย่อมไม่ต่างกับสัญชาตญาณของคนตอนตะครุบลาภยศสรรเสริญ....คือเห็นแล้วอดไม่ได้....

ทีนี้..ตอนไหนบ้างที่สิงห์โต ไม่สนใจเหยื่อแม้จะเดินผ่านหน้าในระยะใกล้ ?....ตอบว่า ตอนมันอิ่มมาก

แล้วคนประเภทไหนที่จะไม่หิวกระหาย ลาภ ยศ สรรเสริญ...?
หากตอบว่า...คนที่อิ่มในลาภยศสรรเสริญ...ผมคิดว่าไม่ใช่

คนรู้วิธีเก็บกักตุน สะสม ไม่เคยอิ่ม

ต้องอิ่มด้วยใจที่รู้เท่าทัน...บางคนจึงอาจละจากลาภยศสรรเสริญได้...เช่นเจ้าชายสิทธัตถะ...

ทีนี้เรื่องพวกนี้...จะเป็นสาเหตุของการ คอรัปชั่นในบ้านเมือง เมื่อขยายสเกลขึ้นไปในระดับมหาภาค...ครับ

แลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ








คุณมะปราง....

ครับ...ผมยินดีมากที่เราได้เป็นเพื่อนกัน....
เมื่อน้องใบเฟรินกลับมาแล้วผมจะบอกให้ครับ...คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง...บางครั้งเรามัวไปนึกถึงแต่พวกขนมนมเนยเวลาไปเยี่ยมเด็กๆ...มักจะลืมเรื่องหยูกยาไปจริงๆ....

ในพื้นที่ที่สอนอยู่แบบนั้น...ผมคิดว่าคงหาวุฒิการศึกษาแบบคุณมะปรางยากมาก...ส่วนมากเขาจะอยู่กันในมหาวิทยาลัยเท่านั้น...

คนไทยเรานี่นอกจากเกรงเงิน...เกรงอำนาจแล้ว...ตามบ้านนอกจะยังเกรงวุฒิการศึกษาด้วยนะครับ....เพราะเขาจะรู้สึกประหม่าต่อคนที่เรียนมาสูงกว่าเขา...ไม่เว้นแม้แต่ระดับที่จบตรีมาแล้วก็ตาม...ไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็นกัน...การที่คุณครูเรียนมาสูงจึงทำให้เขาอยากให้ไปช่วยงานการวิจัย เป็นธรรมดา

การถูกดึงตัวไปสอนในระดับ ป.โท ก็คงเป็นเพราะพวกจบดอกเตอร์อาจมีไม่พอสำหรับ จะ serve ความต้องการของการเรียนภาคค่ำ ของครูป.ตรีเพื่อเพิ่มวุฒิไปเป็น ป.โท เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน...เป็นเรื่องปกติที่ต้องเอา ป.เอก ไปสอน ป.โท

คือคุณครูนี่อยู่ผิดที่โดยวุฒิการศึกษา...เด็กๆเล็กๆชั้นประถมนี่เอาลูกศิษย์ครูก็สอนได้สบายๆ...

คุณครูก็ต้องเหนื่อยมากหน่อยอย่างนี้แหละครับ

ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า...."การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม"
เพราะฉะนั้นอีกไม่นาน คุณครูจะมีความก้าวหน้าในธรรมขึ้นเป็นลำดับครับ....

ขอให้มีความสุขกับงานที่มีคุณค่าที่ทำอยู่ครับ...


โดย: สดายุ... วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:11:58:24 น.  

 
สวัสดีคะคุณสดายุ..เพื่อนรัก

คะ..คุณพูดถูกแล้วคะ..ระดับความรู้ที่ปรางจบ..มันควรจะต้องไปอยู่ในระดับองค์กรที่เกี่ยวกับการบริหารมากกว่า..

ถ้าปรางไม่ผันมาใช้ชีวิตที่..บอบช้ำอันแสนสาหัส..ครานั้นมาอยู่บนดอย..แต่ปรางก็ถือว่ามันเป็นวิกฤตที่สร้างโอกาสให้ปราง

ได้ค้นพบตัวเองและมีความสุขจริงๆ..ธรรมชาติได้รักษา..เด็กๆได้เยียวยาจิตใจปราง..จนปรางแข็งแกร่งและอยู่ได้ดีจนทุกวันนี้..ปรางต้องขอบคุณพวกเขาเหล่านั้น..

ปรางเคยมีปัญหากับผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมรับแนวคิดใหม่ในการบริหารเชิงบูรณาการ (Chief Executive Officer)โดยอ้างว่าอยู่บนเขาบนดอยไม่จำเป็นต้องใช้

ปรางก็เถียงเขาประมาณว่าเขาเหมือนกบอยู่ในกะลา..เขาไม่เคยเจอลูกน้องเถียงไม่ตกฟากเช่นนั้น..เขาโมโหจนตัวสั่นหน้าแดงเสียงดัง

จนเด็กๆและครูตกใจ..แต่สุดท้ายพวกครูและเด็กตัวน้อยๆก็เชียร์ปราง..เพราะพวกเขาจะรู้ว่าใครที่จริงใจหรือเสแสร้ง

ตอนนี้เด็กๆรู้ว่าปรางจะย้ายไปเป็นผู้บริหาร..เขาเตรียมจะย้ายตามไปเรียนกับปรางด้วยคะ..ปรางก็ได้แต่บอกว่ามันยังไม่จบปีการศึกษา..เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน..แล้วครูจะมาเยี่ยมเพราะมันไม่ไกลกันมากนัก

วันนี้ปรางคุยให้คุณฟังมากอีกแล้ว..ทนอ่านรึเปล่าคะเพื่อนที่แสนดี

มีความสุขและรื่นรมย์ในธรรมชาติรอบๆกายนะคะ..เพื่อนรัก


โดย: มะปราง IP: 110.49.40.100 วันที่: 16 พฤศจิกายน 2553 เวลา:11:38:23 น.  

 
สวัสดีครับคุณมะปราง..เพื่อนผู้เด็ดเดี่ยว

ผมยินดีอ่านเรื่องที่เล่ามาด้วยความยินดีครับ...เพราะผมเองก็รู้สึกว่าจะมีความคิดไม่ต่างกันนักกับสิ่งที่คุณครูทำไปในเรื่องประเด็นความคิดเชิงนโยบายของผู้บริหาร...

แม้ไม่อยู่ในเหตุการณ์การวิวาทะของคุณครูกับผู้บริหารแต่ก็มองเห็นประมาณนั้นแหละครับ...

ในความเป็นคนไทยทั้งหลายรอบๆตัวเรานี้...มันมีหลายเรื่องที่รู้สึกจนปัญญากับ"ความคิดความเห็น" ที่มักเป็นเรื่อง"ความชอบชังส่วนตัว" แล้วพยายามยัดเยียดให้ผุ้คนรอบข้างเห็นด้วยคล้อยตาม...!

ผู้บริหารพวกนั้น...ขอโทษนะครับที่ต้องพูดว่า...การศึกษาเขาหยุดตั้งแต่จบออกมา...หลังจากนั้นเป็น"การทำตามที่เคยทำกันมา" และ "ทำตามสามัญสำนึกเชิงอคติส่วนตน"

คนส่วนใหญ่มักขาดการเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องในด้านที่ตนทำงานอยู่ให้ลึกซึ้งแตกฉานต่อไป...ทำตัวเหมือนน้ำเต็มแก้ว...อยากแต่จะสอน..บอก คนอื่น...จึงเหมือน"กบในกะลา"เหมือนคุณครูว่านั่นแหละ....

โดยเฉพาะทางด้านการเมือง (ขอแวะสักนิด) นี่ยิ่งแล้วใหญ่...มีกบในกะลาเต็มไปหมดที่เข้าใจว่าตนเองรู้ดี...ทั้งๆที่ไม่เคยศึกษาอะไรให้รู้ลึกรู้จริง...แต่เร่าร้อน...ต้องการแสดงความคิดเห็น...รกเวปเต็มไปหมด...เป็นเรื่องน่าเบื่อมากครับกับสังคมแบบนี้

ผมก็เผลอบ่นอะไรให้ฟังอีกแล้ว...

ระบบอาวุโส...กับระบบอุปถัมภ์...กำลังทำลายสังคมไทยให้ล้าหลังชาวบ้านไปเรื่อยๆ....คุณครูเชื่อไหม ?


มีความสุขกับเด็กตาดำๆรอบตัวครับ....



โดย: สดายุ... วันที่: 16 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:36:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.