Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
5 พฤศจิกายน 2553
 
All Blogs
 
O แด่..เธอผู้พายเรือ...O








ลาวสวยรวย...ชัยภัค ภัทรจินดา


บทนี้เขียนให้กับผู้มี"จิตวิญญาณความเป็นครู"ทุกคน


O แว่วยินคลื่นน้ำฟาดเสียงกราดเกรี้ยว
กลางค่ำคืนเปล่าเปลี่ยว..กรากเชี่ยวไหล
เห็นแผ่นผืนน้ำพลิ้วเป็นริ้วไป
ล้อลมไหววาดคลื่นอยู่ครื้นเครง
O เกลื่อนฟ้านั้น..จันทร์ดาวแสงพราวพร่าง
แสนไกลห่างมีสิทธิ์เพียงพิศเพ่ง
เสียงฟองคลื่นโถมถั่ง..ล้อวังเวง
แทนพาทย์เพลงกล่อมคืนให้ตื่นตัว
O โครมครืนเสียงคลื่นน้ำในค่ำดึก
โหมแรงฮึกเหิมบนความหม่นหลัว
เรือลำน้อยหนึ่งลำในค่ำมัว
คลื่นทิ่มแทงสั่นรัวไปทั่วลำ
O ฝ่าไปบนคลื่นน้ำ, เสียงจ้ำพาย-
พาเรือว่ายแหวกคลื่นผ่านคืนค่ำ
จึงเห็นสองมือเรียว..ถูกเคี่ยวกรำ-
กลางสายน้ำวาดพาย..อยู่ท้ายเรือ
O เห็นเธอทอดสายตา..มองหาฝั่ง
เกลียวคลื่นคลั่งโถมแทง..ก็แรงเหลือ
พาย..คัด..วาด..ค้ำ..หนุน..คอยจุนเจือ
ด้วยหยาดเหงื่อ..ใจแกร่งสู้แรงน้ำ
O วาดลำเรือลอยฝ่า..ถึงท่าเทียบ
ก้าวก็เหยียบย่างหาอยู่คลาคล่ำ
เท้าคู่น้อยหนีบนอบอยู่รอบลำ
รอพายจ้ำจ้วงอยู่เสียงกรูเกรียว
O พาเรือน้อยลอยลำ..พายจ้ำจ้วง
ผ่านทุกช่วงจังหวะ..น้ำชะเชี่ยว
เห็นเธอวาด..พายค้ำ..เรือลำเรียว
อยู่กลางสายชลเปลี่ยว..อย่างเดียวดาย
O จนเรือโยนลำยก..แล้ววกต่ำ
ก่อนวูบด่ำดิ่งไปน่าใจหาย
ฝ่าน้ำเชี่ยวคลื่นซัด..มือคัดพาย-
อยู่ที่ท้ายเรือนั้นอย่างมั่นคง
O มือน้อยน้อยเกาะเกร็ง..ตาเพ่งพิศ
มองสู่ทิศสำหรับการรับส่ง
มองมือวาดพาย..คัด..ก่อนงัดลง
แววตาบ่งบอกรู้..มือ-ผู้ใด
O โอ..แววตาวับวาว..แสน-กร้าวแกร่ง
รอจ้วงพายทิ่มแทงสู้แรงไหล-
อันกรากเชี่ยวของน้ำอยู่ร่ำไป
หวังเพียงได้พาคน..ข้ามพ้นน้ำ
O งามยิ่งงาม..ก็ระยับอยู่กับโลก
ปรุงปรนหอมบ่ายโบกโลมโลกต่ำ
เมื่อปรารมภ์งดงาม, ทุกความ..คำ-
ย่อมยกงามขึ้นย้ำเป็นธรรมดา
O มือเรียววาดพาย-วนกลางชลเปลี่ยว
ทุกส่วนเสี้ยวใจรู้..ย่อมรู้ว่า-
คลื่นสาดซัดโหมหนัก..กลางมรรคา
ต้องหัวใจแกร่งกล้าไม่ล้าโรย
O ร่างน้อยน้อยนั่งมองตาจ้อง-เพ่ง
ใจคร่ำเคร่งเรี่ยวแรง..ก็แห้งโหย
แม้นคลื่นน้ำลมโลก..คอยโบกโบย
ผ่านพ้นโดยมือเรียว..คอยเคี่ยวกรำ
O ปีแล้ว..และปีเล่า..ที่เจ้าเป็น
ฝ่าร้อยเข็ญ..พันโศกแห่งโลกต่ำ
ด้วยจิตด้วยสำนึก..งามลึกล้ำ
พาย..งัด..ค้ำ..เรือน้อยล่องลอยไป
O ละเที่ยวพาย..จ้วงจ้ำ..ฝ่าน้ำเชี่ยว
ค่อยค่อยเคี่ยวกรำสอน..อาทรให้-
ลูกศิษย์น้อยคล้อยหลัง..สู่ฝั่งไกล
ด้วยน้ำใจไหลเชี่ยว..ด้วยเรี่ยวแรง
O พายเรือน้อยลอยล่อง..ฝ่าฟองคลื่น
เสียงโครมครืนก้องรัว..อยู่ทั่วแหล่ง
ด้วยสองมือคัดท้าย-วาดพาย..ทะแยง
พาหัวเรือทิ่มแทง..ถ้วนแหล่งน้ำ
O คัดท้ายพายเรืออยู่..เพื่อผู้อื่น
ฝ่ากระแสลมตื่น..เกลียวคลื่นคร่ำ-
ครวญระงมห่มห้อม..อยู่ล้อมลำ-
เรือน้อยคอยพลิกคว่ำ..จมลำเรือ
O ภาพเด็กน้อยจำพราก..พ้นฟากฝั่ง
มือเรียววาดพายยัง..อีกฝั่งเพื่อ –
รับส่งอีกทุกรุ่น..ช่วยจุนเจือ-
ภาพงดงามให้หลงเหลือ...ในแผ่นดิน..!




Create Date : 05 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 1 กันยายน 2562 20:42:34 น. 34 comments
Counter : 1531 Pageviews.

 
ครับ ได้ทุนเรียนฟรี คณะที่อยากเข้าครับ


โดย: ศารทูล IP: 118.172.140.186 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2553 เวลา:23:51:26 น.  

 
ขอโทษครับ ผมเพิ่งสังเกตว่าท่านถามว่าได้คณะอะไร...แหะๆ
ได้คณะแพทยศาสตร์ครับ


โดย: ศารทูล IP: 118.172.140.186 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2553 เวลา:23:56:26 น.  

 
ศารทูล...

เยี่ยมมาก...แล้วหากเป็นไปได้...น่าเรียนเฉพาะทางด้าน
ศัลยกรรม...การผ่าตัดเป็นศาสตร์สมัยใหม่ที่คนสมัยก่อน
ขาดโอกาสมาก...เป็นเรื่องความก้าวหน้าทางด้าน bio

คนสมัยก่อนทำได้แค่ทานยาหม้อ...ซึ่งเป็นเรื่องเคมีบำบัด
เท่านั้น...จึงไม่อาจมีชีวิตยืนยาวเท่าคนยุคปัจจุบัน

ผมมองว่าการผ่าตัดลงไปในเนื้อเยื่อของคนเป็นศาสตร์ชั้นสูง
ที่จำต้องมีความรู้ทางชีวะวิทยาและวิศวกรรมเครื่องมือแพทย์
ไปพร้อมกัน

พ่อคงยินดีที่จะมีลูกเป็นหมอในอนาคต

ผมยินดีด้วย...


โดย: สดายุ... วันที่: 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา:6:32:17 น.  

 
ขอบพระคุณมากครับ
ผมอยากเป็นแพทย์เพราะประทับใจการผ่าตัดนี่แหละครับ
(คุณแม่ของผมเป็นพยาบาล ท่านเคยพาผมเข้าไปชมการผ่าตัดครับ)


โดย: ศารทูล IP: 182.53.157.213 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา:12:31:09 น.  

 
ผมเองไม่แน่ใจว่า...การเลือกเรียนเฉพาะทางมันต้องมาเรียนเพิ่มอีกทีหลังจบ 6 ปีแล้ว หรือเรียนอยู่ในปี 5-6 นั้นหมดแล้ว และเขาถือเกณฑ์คะแนนที่ทำได้หรือเปล่าว่าใครถึงมีสิทธิ์เรียน...

ศัลยแพทย์
อายุรแพทย์
จักษุแพทย์
ประสาทแพทย์
จิตแพทย์
แพทย์กระดูก
แพทย์หัวใจ


หากว่า...มีคนอยากเรียนมากกว่าที่นั่งที่มีอยู่ ?
หรือต้องมาสอบแข่งกันอีกยก ?

ศัลยแพทย์ในปัจจุบันไปอนาคต...เป็นสาขาที่ทำเงินมากสาขาหนึ่งเพราะมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสริมความงามของวงการบันเทิงเข้าไปด้วย...เหมือนที่เกาหลี...เนื่องจากหน้าตาคนเอเชียมีข้อด้อยที่จมูกไม่โด่งเป็นสันและเปลือกตาชั้นเดียว...
ซึ่งเป็น figure รูปหน้าที่ไม่นิยม...

อย่างไรเสียตอนเรียนก็เน้นหนักหน่อยละกัน..สันจมูกกับเปลือกตานี่...

หวังว่าต่อไปอาจมีวัตถุสักอย่างคุณสมบัติเหมือนกระดูก..สามารถตัดต่อช่วงหน้าแข้งคนให้ยืดยาวได้...พวกตัวเตี้ยเป็นไก่แจ้จะได้หายใจอากาศด้านบนได้บ้าง....555



โดย: สดายุ... วันที่: 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา:13:29:12 น.  

 
การเรียนเฉพาะทางต้องเรียนต่อหลังจาก 6 ปีอีกทีครับ
"คิดว่า" ถ้าอยากเรียนสาขาไหน ก็ต้องไปสมัครสอบเข้าเอา...กระมังครับ


โดย: ศารทูล IP: 182.53.157.213 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:47:13 น.  

 
อ้อ...อย่างนั้นหรอกหรือ...

แล้วก็ต้องไปอยู่หอพักในเมืองเชียงใหม่สินะ...
"เขาว่ากันว่า"สาว มช. ส่วนมากน่ารักนะ...55


โดย: สดายุ... วันที่: 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา:19:27:47 น.  

 
หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นครับ ฮ่าๆๆ...


โดย: ศารทูล IP: 118.172.137.232 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:17:09 น.  

 
ขออนุญาตแสดงความยินดีกับคุณ "ศารทูล" ไว้ในที่นี้ด้วยนะคะ
เคยอ่านผลงานการเขียนฉันท์ผ่านบล็อกนี้หลายครั้ง น่าชื่นชมจริง
วงการอักษรศิลป์มีนักกลอนฝีมือดีมาเพิ่มอีกหนึ่งนายแพทย์แล้ว
เดี๋ยวคงมีกลอน "แด่..คนในเสื้อกราวน์.." มาให้อ่านกัน

=========

สำหรับ แด่..เธอผู้พายเรือ...อ่านแล้วรู้สึกคุ้นๆ
เลยไปค้นห้องนารีปราโมช ก็พบว่าเหมือนคุ้นจริงๆ
บทนี้เพิ่มสีสันจาก คุณครูที่รัก ในนารีปราโมช
ความคำคงเดิมในบทท้าย แต่ให้ความรู้สึกแตกต่างมากมาก
จังหวะคำบทนี้ให้ความรู้สึกรุนแรงกว่า
เหมือนคุณครูทำงานหนักกว่าเดิมเลย
สงสัยเพราะไม่มีวรรคให้พักสายตาด้วยมังคะ
แต่จะบทนี้หรือบทไหนคุณครูมาอ่านแล้วคงปลื้มมากเลยค่ะ
ขอบคุณแทนคุณครู..


โดย: Peakroong วันที่: 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:41:10 น.  

 
ศารทูล...

ผมเข้าใจว่าคณะแพทย์อาจหาที่น่ารักยากอยู่สักหน่อย
ไม่รู้เป็นไง...ที่สวยน่ารักถึงชอบไปเรียนพวก อักษร..นิเทศ..
มนุษยศาสตร์กันจริง....

เดินเอาหน่อยละกัน...ตึกคงห่างกันไม่เยอะ...





คุณปีกรุ้ง...
สวัสดีครับ....ใช่ครับบทนี้เป็นบทเก่าที่เอามาเติมท่อนหน้า
เข้าไป...เป็นท่วงทำนองเรื่องราวที่ผมไม่ได้เขียนบ่อยนัก...
เพราะไม่ได้คิดเขียนส่งประกวดอะไรกะใครเขา...

ผมชื่นชมอาชีพครูครับ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูที่ทำอาชีพนี้
ด้วยใจที่มีอุดมคติเพื่อเด็กอย่างแท้จริง...ซึ่งคงมีอยู่บ้าง
แม้ไม่มากนักก็ตาม...

ที่จริงแล้ว...ร้อยกรองแนวเชิดชูคุณธรรมความดีของมนุษย์นี่
ดูเหมือนจะเป็น default ของวงการร้อยกรองจ้องส่งประกวดเลย
ก็ว่าได้ ซึ่งผมเองไม่ได้ใส่ใจที่จะเขียนเท่าไรนัก...

บทนี้ก็ออกแนวๆนั้น...จึงเอามาลงใน.."โวหารภาพพจน์" คือพจน์
ที่สร้างภาพให้คนเขียนดูดี...ดูมีหลักการอะไรทำนองนั้น...
แต่จริงๆแล้วมีเป็นบางเรื่อง...และบางครั้งเท่านั้นเอง

ยินดีที่แวะมาทักทายครับ




โดย: สดายุ... วันที่: 7 พฤศจิกายน 2553 เวลา:0:23:59 น.  

 
คุณสดายุ สวัสดีค่ะ

จริงจริงแล้วคุณครูที่มีอุดมคติในวิชาชีพยังมีอีกเยอะค่ะ
แต่ไม่มีโอกาสแสดงออก กับมองไม่เห็นความจำเป็นต้องแสดง
เป็นพลังเงียบกลุ่มใหญ่ ซึ่งนั่นคือ 'จิตวิญญาน' แท้จริงของความเป็นครู
เราจึงมองกันว่าอาชีพครูปิดทองหลังพระ
ไม่เหมือนอาชีพอื่นๆ ที่ชี้เป็นชี้ตายให้เห็นกันชัดๆนะคะ


เรื่องการประกวดนั่นนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในของคนในวัยแสวงหาและให้โอกาสตัวเอง
แต่สำหรับคนที่พรั่งพร้อมหมดทุกอย่างแล้วก็ไม่มีความจำเป็นอะไรอีก
'การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักคือสุดยอดสุข'
ก็คิดอย่างนี้และปฏิบัติมาเสมอค่ะ

ร้อยแก้วและร้อยกรองแนวเชิดชูคุณธรรมความดีของมนุษย์หาอ่านยาก
บางทีมองงานผ่านประกวดต้องชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบ
ผลงานนอกเวทีหลายชิ้นสวยงามมีคุณค่า
นึกถึงคำ 'จุลภาค-มหาภาค' ที่คุณสดายุเปรียบงานวางไว้ที่ไหนสักแห่ง

การสร้างภาพใช่ว่าไม่มีดี บางทีก็คือจุดเริ่มให้เก็บภาพดีดีไว้
การให้รางวัลชีวิตด้วยภาพลักษณ์สวยงามของตัวเอง..
คือกำไรชีวิตค่ะ น่าจะเห็นด้วยนะคะ

อย่างไรก็ตามขอขอบคุณทุกเนื้องานงาม-ทุกความคิด
ก็ตั้งอกตั้งใจมาเก็บความ-คำเสมอเสมอค่ะ
มีความสุขในทุกวันนะคะ



โดย: Peakroong วันที่: 7 พฤศจิกายน 2553 เวลา:8:00:22 น.  

 

สวัสดีคะคุณสดายุ

ปรางรู้สึกยินดีแทนคุณครูทุกคนเป็นอย่างมากที่คุณได้เห็นถึงคุณค่าและให้ความสำคัญในอาชีพครู..และเขียนเป็นกลอนไว้ให้

ปัจจุบันอาชีพครูถือว่าเป็นอาชีพที่มีความก้าวหน้ามากอีกอาชีพหนึ่งที่จะสามารถพัฒนาตนเองให้มีวิทยฐานะสูงขึ้นพร้อมทั้งจะได้รับเงินค่าตอบแทนพอสมควร

จึงทำให้ครูส่วนใหญ่พยายามทำผลงานกันเป็นส่วนมากการที่ผลงานจะผ่านหรือไม่..ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นผู้พิจารณาร่วมกัน

ตรงจุดนี้จึงเป็นช่องว่างในบางที่..ที่มีการว่าจ้างกันทำผลงานและติดต่อหาช่องทางเท่าที่มีโอกาสจะทำกันได้เพื่อให้ผลงานของตนเองผ่าน

และมันไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ทำด้วยตัวเองทุ่มเทและมีผลงานจริงๆ...ปรางเองนำเงินที่ได้จากจำนวนนี้ทั้งหมดมาเลี้ยงเด็กที่ยากไร้และด้อยโอกาสทางการศึกษา

ในส่วนตัวปรางมองเห็นว่าครูที่ดีสามารถที่จะปั้นแต่งให้เด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้มีคุณภาพทัดเทียมกับเด็กอื่นๆได้..ด้วยความตั้งใจของเรา

ปรางมีความสุขทุกครั้งที่เห็นแววตาอันไร้เดียงสาของเด็กๆที่วิ่งเข้ามาแย่งกันกอดปรางมองด้วยสายตาวิงวอน..ขอขนมกินและอ้อนให้เล่านิทานให้ฟัง

แม้เนื้อตัวจะมอมแมม เสื้อผ้ามอซอ แก้มแตกแดง แต่หน้าตาเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอย่างเปี่ยมสุขเมื่อปรางกอดเขา

มนต์ขลังและเสน่ห์อันตราตรึงเหล่านี้แหละคะ..ที่ทำให้ปรางไม่คิดที่อยากจะย้ายเข้าเมือง หลายคนแปลกใจว่าทำไมไม่คิดที่จะทำวิทยฐานะให้สูงขึ้นทั้งที่เงินเดือนตันแล้วและอายุราชการยังอยู่อีกตั้งมาก

แต่กลับไปสอบเป็นผู้บริหารโรงเรียนเล็กๆไม่สมกับคำนำหน้าชื่อ
ปรางคิดว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพอใจและอุดมการณ์ของเรามากกว่า

ปรางมีความพอเพียงอยู่ตรงจุดนี้ก็คิดว่าเรามีความสุขที่สุดแล้วคะชีวิตคนเราดิ้นรนไปมากมายแต่จุดสุดท้ายก็ต้องอยู่ตรงที่เดียวกัน

แบ่งปันในสิ่งที่ตัวเองมี..เจือจุนให้กับคนที่ขาด เติมเต็มความพร่องให้กับคนที่เขาต้องการโดยเฉพาะลูกศิษย์ของปรางไม่ว่าจะเป็นเด็กด้อยโอกาสหรือนักศึกษาในมหาลัย

ปรางอุทิศทั้งเวลาและสิ่งอื่นๆที่คิดว่าเป็นประโยชน์ให้กับพวกเขามากที่สุดเท่าที่สติปัญญาและความสามารถจะทำได้

เพื่อให้เขาได้เป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งกายและใจเพื่อวันข้างหน้าจะได้ไปเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติทำให้ประเทศชาติก็สงบ ร่มเย็น

ปรางมีส่วนได้สร้างเขาเหล่านั้นปรางก็ภูมิใจแล้วคะ วันนี้ปรางเลยคุยเสียมากเลย..ปลื้มใจที่คุณเห็นคุณค่าของผู้ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู..โดยเฉพาะครูที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารทุกคน...

ฝากความรักและคิดถึงมายังน้องใบเฟิร์นด้วยคะ

มีความสุขกับการให้สิ่งที่ดีๆกับคนพายเรือพาคนข้ามฝั่งนะคะ


น้องศารทูล...

พี่ขอแสดงความยินดีกับพ่อ-แม่และน้อง..ที่ประสบความสำเร็จและสมหวังดั่งตั้งใจด้วยคนนะคะ...น้องเก่งมากคะ








โดย: มะปราง IP: 182.232.31.192 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:16:50 น.  

 
สวัสดีครับคุณปีกรุ้ง....

ที่จริงผมไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายหรือในแง่ดีหรอกครับ...ผมมักมองโลกตามความเป็นจริงและผมเองมักเอาประสบการณ์ที่พบเจอมาพูดเป็นส่วนใหญ่....ผมเห็นด้วยว่าคุณครูที่มีความรักในวิชาชีพอย่างแท้จริงและมีจิตวิญญาณแรงกล้าที่จะทำอะไรต่างๆให้ดีขึ้นนั้นมีอยู่ไม่น้อย....

แต่ด้วยข้อจำกัดทางโครงสร้างการปกครองในบ้านเมืองนี้มันเป็นอุปสรรคข้อใหญ่หลวงที่ยากจะแก้ไขให้ลุล่วงไปได้โดยปัจเจกบุคคล....เรามีระบบที่ใหญ่โตและไม่ค่อยมีประสิทธิภาพและส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่มาจากระบบอุปถัมภ์..ที่ดำรงอยู่อย่างแพร่หลายจนกลายเป็นวัฒนธรรมของชนชาติไปแล้ว...

ครู...มาจาก...คุรุ...แปลว่าผู้รู้ (ที่เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่อ้อมโลกไปเอาคำฝรั่งมาใช้แทนคือ Guru ทั้งๆที่ฝรั่งเองนั้นเอามาจากคำแขกอีกทีคือ คุรุ...เลยเป็นเรื่องน่าหัวร่อสำหรับอาการดัดจริตในสังคมไทย...ที่พยายามสร้างอัตลักษณ์เป็นของตนเองโดยผ่านภาษาคนอื่น...) เป็นผู้รู้ที่ผมเองเห็นว่าสามารถปกครองบ้านเมืองได้มากกว่าอาชีพทหารเสียอีก (ที่เหมาะจะเป็นรั้วบ้านและช่วยงานพัฒนาเท่านั้น...)

ส่วนเรื่องร้อยกรองนั้นเป็นเรื่องมุมมองของแต่ละคนที่จะให้คุณค่าของสิ่งที่ตัวเองเสพรับหลังจากสร้างกรอบเกณฑ์สำเร็จรูปไว้ชุดหนึ่งให้คอยประเมินประมวลอยู่พร้อม...การตัดสินของคนไม่กี่คนที่เราเรียกว่าคณะกรรมการพิจารณาจึงบ่อยครั้งที่ขัดความรู้สึกเราอยู่บ้าง...สอดคล้องบ้าง...แต่ผมเองมองว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร...ผลสำฤทธิ์ของงานที่ปรสบความสำเร็จจะปรากฎให้คนรุ่นหลังรับรู้ไปเอง...

เป็นต้นว่า “นิราศนรินทร์” ที่คนเขียนไม่ใช่ศักดินาใหญ่โตอะไรแบบ “เตลงพ่าย” และเป็นเรื่องประโลมโลกธรรมดาโดยเนื้อหาแท้ๆ..แต่ก็ปรากฎให้เด็กรุ่นปัจจุบันยังต้องขวนขวายหาคำแปลกันวุ่นวายมาจนนาทีนี้...ขณะที่งานของ”นายผี” หรือ อัสนี พลจันทร์ เป็นต้นว่า “ชนะแล้วแม่จ๋า” แทบไม่มีใครรู้จักทั้งๆที่หากเอาคุณค่าของยุคสมัยปัจจุบันมาจับน่าจะได้รับการยกย่องมากกว่าเพราะเป็นวรรณกรรมสะท้อนการต่อสู้ทางชนชั้น...และฝีไม้ลายมือคนแต่งก็ระดับคุรุเรียกพี่....หากมองในกรอบของผลปรากฎต่อคนหมู่มากแล้ว...เราก็เห็นได้ชัดว่างานชิ้นไหนประสบความสำเร็จมากกว่ากันจนยืนยงมาร่วม 200 ปีแล้ว

คุณค่าจึงขึ้นอยู่กับ”ประชาสังคม” ที่จะยอมรับและยกย่องงานนั้นๆโดยตรง...ความเห็นของปัจเจกชนก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจฝืนกระแสได้

ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนครับ






ท่าน ผอ.มะปราง...

ครับ...ผมทราบว่ามีการรับจ้างทำผลงานเพื่อจะเอา C8 เพื่อหวังเงินค่าตำแหน่งกัน....การเลื่อนวิทยะฐานะด้วยวิธีนี้ไม่สู้งามและเป็นเรื่องน่าอายของ”แม่ปู”นะครับ…แต่ก็มีอยู่ทั่วไปไม่ใช่น้อยเลยในแต่ละปี...

ผมเองเรียนขั้นพื้นฐานมาจากต่างจังหวัด...ในสมัยที่ internet และโทรมือถือ..ไม่มีให้ใช้ ผมรู้ดีว่าการเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอน ป5 ของเด็กต่างจังหวัดสมัยนั้นมันช้าและเสียโอกาสกว่าเด็กกรุงเทพมากมายเพียงไหน...และโชคร้ายที่ผู้สอนผมคนแรกนั้นหลังจากจบ มศ.3 แล้วท่านก็ไปเรียนต่อ ป.กศ.ต้น (ครู 2 ปี) แล้วกลับมาสอนผิดๆถูกๆ..จนเด็กต้องคอยท้วงติงครูกันในห้องตลอดเวลา...ผมคิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้นแล้วในสมัยนี้...และนี่คงเป็นพัฒนาการด้านบวกที่ครู ป.กศ.ต้น...ป.กศ.ปลาย...น่าจะเลื่อนวิทยฐานะเป็นครูปริญญาตรีกันหมดแล้ว...

ข้อดีของสังคมภาคใต้นั้นคือพ่อแม่จะให้คุณค่าและเอาใจใส่กับการศึกษาของลูกสูงมาก...จนกลายเป็นค่านิยมของคนทางนั้นที่จะเรียนแข่งกันและไปให้สูงเท่าที่จะสามารถทำได้...

อ่านที่คุณมะปรางเล่ามาแล้วผมก็รู้แล้วว่า...สังคมไทยมีคนจบดอกเตอร์ไปสอนเด็กประถมเรียบร้อยไปคนหนึ่งแล้ว...มองในแง่ส่วนตัวเป็นเรื่องน่ายกย่องมากครับในอุดมการณ์เสียสละซึ่งผมคิดว่าคงหาได้ยากมากที่จะเกิดปรากฎการณ์เช่นนี้ขึ้นมาเป็นรายที่สองที่สาม...อย่างไรก็แล้วแต่ผมเองก็เห็นด้วยกับการมองปัญหาของชาติว่าอยู่ที่”รากฐาน” มากกว่า ”ยอดปลาย” และมุ่งมั่นไปทำตรงจุดนั้น

ความคิดว่า”พอเพียง” หรือ “พอดี” นี่สำคัญมากครับ....ที่คนจำนวนมากมองไม่เห็นคิดไม่ได้...เนื่องจากมันมีสาเหตุมาจากการมองโลกสภาพที่ต่างกันของคนเรา...และรากเหง้าการมองนั้นก็มาจาก”พื้นฐาน”ของชีวิตนั่นเอง

คนที่”ขาดแคลน”มาจากวัยเด็กจำนวนมากจึงไม่อาจพอเพียงได้เลยเมื่อโตขึ้น...ไม่ว่าจะมีเท่าไรก็ไม่พอและมอบจิตวิญญาณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผลประโยชน์ที่ตัวตนนั้นๆให้คุณค่าไว้สูงยิ่ง...และย่อมมีสายตาจำนวนไม่น้อยเลยที่จะคอยยกย่องชื่นชมกับพฤติของอัตวิสัยเดียวกันที่มีในตน...เขาถึงไม่อาจเข้าถึง”ความพอเพียง” ได้เลย

ผมรู้สึกยกย่อง..และยินดีมากกับการรับรู้ถึงสิ่งที่เป็นอยู่เบื้องหลังตัวอักษรที่เล่ามา...คุณครูเป็นคนที่มีจิตอาสา...จิตสาธารณะ...อยู่พร้อมในตนครับ






น้องใบเฟริน....

ค่ะ..พี่จะเป็นโชเฟอร์ให้เอง...
คงไม่ไกลไปกว่าแม่ฮ่องสอนหรือเชียงรายหรอกค่ะ...อิๆๆ

คนรักเด็กมักมีความรู้สึกไม่ต่างกันนัก...กับความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเหล่านั้น
พี่รู้สึกว่าน้องจะเจอพี่สาวที่มีรูปแบบความคิดที่ถูกใจเข้าแล้วใช่ไหมคะ

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนดูแลสุขภาพให้มากค่ะ


โดย: สดายุ... วันที่: 7 พฤศจิกายน 2553 เวลา:17:25:49 น.  

 
ขอบพระคุณคุณปีกรุ้งและคุณมะปรางมากครับ


โดย: ศารทูล IP: 118.172.136.90 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:26:56 น.  

 
ศารทูล....

คงรู้ใช่ไหมว่าคนเราที่มีชีวิตเหมือนกันนั้น...กลับมีพยาธิในกายต่างกันรวมทั้งองค์ประกอบทางเคมี...เป็นต้นว่ากรุ๊ฟเลือด...และสารคัดหลั่งทั้งหลาย...

บางคนแพ้อาหารหนึ่ง....บางคนแพ้ฝุ่น...บางคนแพ้พืชผักบางอย่าง...ในทางแพทย์ศาสตร์จึงไม่มีข้อสรุปที่ตายตัวสำหรับการรักษาโรคของคนเรา...ว่าหากใช้ยาหรือการรักษากับคนนี้ได้ผลแล้วจะใช้กับคนอีกคนได้ผลเสมอไป...มันไม่แน่เสมอไป

การรักษาโรคของหมอจึงเป็นการลองผิดลองถูกจากประสบการณ์ซ้ำๆที่ผ่านมา...โดยใช้ค่าเฉลี่ยของรูปแบบทางชีวะวิทยาที่คล้ายๆกันเป็นสิ่งอ้างอิงและสร้างความมั่นใจ

ผมคิดว่าโดยพื้นฐานทางชีวะวิทยาแล้วคนเราอาจไม่เหมือนกันทั้ง 100% แต่จะเหมือนกันอยู่ในระดับมากพอเป็นต้นว่า 80-90% ที่เหลือจะเป็นเรื่องของปัจเจกภาวะที่จะต้องจำเพาะเจาะจงในการมีปฏิสัมพันธ์ด้วย

เข้าใจว่าหมอที่มีความผิดพลาดในการรักษาทั้งหลายจนคนไข้เป็นอันตรายนั้น...อาจลืมคิดเรื่องพวกนี้ไป...การสืบสวนเรื่องราวอย่างเป็นลำดับขั้นตอนจึงเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้

อาชีพนี้...เรียนเหนื่อย...ทำงานยิ่งเหนื่อย...เพราะให้คนอื่นทำแทนไม่ได้...มันเป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบอนุญาตทำงาน...จึงจัดเป็น...self employ อาชีพหนึ่ง....

หมอจะไปเที่ยวก็ต้องปิดคลีนิคอย่างเดียว...จะให้พ่อแม่พี่น้องช่วยรักษาไม่ได้เลย...แถมส่งต่อคลีนิคให้รุ่นลูกรับช่วงไม่ได้ด้วยหากลูกไม่มีใบอนุญาตทำงานด้านนี้....เหนื่อยแน่แล้วพ่อหนุ่มเอ๋ย...555





โดย: สดายุ... วันที่: 7 พฤศจิกายน 2553 เวลา:21:43:30 น.  

 
เหนื่อยกาย แต่ผมคิดว่าผมน่าจะมีความสุขกับงานครับ
(ที่ใช้คำว่า "คิดว่า" เพราะยังไม่ได้เจอจริงๆ ครับ)


โดย: ศารทูล IP: 118.172.136.90 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2553 เวลา:22:45:43 น.  

 

สวัสดีคะคุณสดายุและน้องใบเฟิร์น

ปรางรู้สึกขอบคุณ..น้องและคุณเป็นอย่างมากที่มีจิตเมตตา
อยากสงเคราะห์เด็กด้อยโอกาสเหล่านี้ พวกเขาน่าสงสารมากจริงๆ

ธรรมชาติและความแร้นแค้นสอนให้เขาต้องอยู่ได้..จนเขาเคยชินและมองเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับคนเมืองอย่างเรา

มองเป็นเรื่องที่ยากลำบาก การศึกษาที่นี่กับในเมืองจึงต่างกันโดยสิ้นเชิง ตอนนี้รัฐมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

โดยจัดให้มีการพัฒนาโรงเรียนดีประจำตำบลจำนวน 7000 แห่งทั่วประเทศไทย...เพื่อพัฒนาผู้เรียนด้านวิชาการและด้านอื่นๆ

โดยให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม แต่ปรางคิดว่าเป็นไปได้ยากที่การศึกษาของชนบทจะทัดเทียมเท่าในเมืองเนื่องด้วยมีบริบทและปัจจัยในหลายอย่างที่แตกต่างกัน

เพราะฉะนั้นจะปรับเปลี่ยนหรือ...ลอกเลียนแบบใครมาแก้ก็ปรับได้ยาก คิดใหม่ทำใหม่ก็หลายรอบ....ผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษาก็เปลี่ยนบ่อย..พอกับหลักสูตรนั่นแหละ

คุณลองคิดดูซิ..ว่าการศึกษาไทยมันจะ work ไหม
เฮ้อ! ปรางคิดว่าเราคุยกันเรื่องเด็กๆที่น่ารักดีกว่าคะ

เมื่อตอนปรางมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆเพิ่งจะอกหักมา..วันๆก็พยายามสอนและอยู่กับเด็กๆเพื่อให้มันลืมอดีต...

พอช่วงเด็กทำการบ้าน..ปรางก็อดแวบนึกถึงอดีตที่แสนเจ็บปวดไม่ได้...น้ำตาก็พาลไหลมาโดยไม่รู้ตัว

เด็กผู้หญิงตัวน้อยเพิ่งจะอยู่ป.1 เขาถามปรางว่าครูร้องไห้ทำไมเดี๋ยวตุ๊กแกกินตับน่ะ...แล้วก็เอามือมาเช็ดน้ำตาให้ปราง

พอปรางได้ฟัง...ในขณะที่ตัวเองกำลังเศร้าก็กลับหัวเราะขำเขาได้ทั้งน้ำตา แล้วถามเขาว่าใครเป็นคนบอกกับหนูว่า..ตุ๊กแกจะกินตับคนร้องไห้

เขาบอกว่ายายทวดบอกไว้ ปรางซึ้งใจเขามากเขาเป็นคนเช็ดน้ำตาและปลอบให้เรา..ในขณะที่เราทุกข์เศร้าเพราะคนรัก...แต่คนรักเราไม่มีเลยที่..จะปลอบใจเราแบบนี้

ปรางเห็นถึง...ความรักอันบริสุทธิ์ของเด็กๆเหล่านี้จึงตั้งใจแต่นั้นมาว่าจะมอบความรักของเราให้กับเด็กๆ..จะมีประโยชน์กว่ามากมายที่จะไปทุ่มเทให้กับคนที่ไม่รู้จักคุณค่า

และทุกวันนี้ปรางก็มีความสุขอยู่กับเด็กๆและธรรมชาติอย่างลงตัวคะ..สนุกนานอยู่กับพวกเขาจนลืมวันลืมคืนที่ตัวเองเคยเศร้า

น้องใบเฟิร์นพูดถูกคะ...สายใยที่บริสุทธิ์ของพวกเขารัดรึงพี่กับพวกเขาไว้ด้วยกันไม่มีวันที่จะแยกกันได้อีกต่อไป

และจะไม่มีช่องว่างเหลือสำหรับความรักของคู่รักอีกตลอดไปเหมือนกัน

แต่พี่ไม่ได้ต่อต้านคนที่มีความรักนะคะ..พี่ชื่นชมกับคู่รักที่จริงใจต่อกัน..และยินดีด้วยที่เห็นเขาสมหวัง..พี่คิดว่าฟ้าลิขิตพี่ให้มาเป็นที่รักของเด็กๆมากกว่าคะ

วันนี้คุยมากอีกแล้วคุณสดายุคิดว่าปราง..เป็นเพื่อนกับคุณก็แล้วกันนะ..ไม่ต้องเรียกผอ.ก็ได้..เพราะตอนนี้ปรางยังเป็นครูธรรมดาๆคนหนึ่งเอง

ความรู้จบมาสูงส่ง..ไม่มีความหมายช่วยทำชีวิตให้มีความสุขไม่ได้..ปรางกองทิ้งไว้ข้างหลังหมดแล้วคะ!

ต้นปีหน้าถึงจะรับตำแหน่งใหม่คะ..แล้วปรางจะชวนมาเที่ยวโรงเรียนใหม่อยู่ไม่ไกลกับโรงเรียนเก่าหรอกคะ

น้องใบเฟิร์นไว้เตรียมของมาแจกเด็กๆได้เลย
ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กชาวเขาเยอะคะ

มีความสุขกับเพื่อนใหม่คะคุณสดายุ...และจะเป็นพี่สาวที่ดีของน้องใบเฟิร์นนะคะ









โดย: มะปราง IP: 182.232.141.89 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:14:34:58 น.  

 
ศารทูล....

ผมมองว่าคุณไม่เหมือนเด็กคนอื่นๆสักเท่าไร...ดูมีความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเกินวัย...มีความรับผิดชอบหน้าที่ในชีวิตได้ดีมาก...มีลูกแบบนี้พ่อแม่ก็สบายใจ...การมีพ่อเป็นครูและมีแม่เป็นพยาบาลอาจบางทีจะมีส่วนหล่อหลอมอบรมลูกได้ดี...

เด็กมัธยมปลายโดยมากก็จะวิ่งไปหาสิ่งบรรเทิงอย่างอื่นแทนที่จะมาเขียน"ฉันท์"ที่เป็นของยาก...และคุยกับคนที่อายุห่างกันมากๆแบบนี้..555 นับว่าไม่ธรรมดา

แสดงว่าโรงเรียนที่จังหวัดน่าน...ก็ไม่ธรรมดาจริงไหม?
มีเพื่อนติดแพทย์กี่คน...แล้วติดวิศวะกี่คนล่ะ...เอาเฉพาะมหาวิทยาลัยหลัก...

ม.เชียงใหม่
ม.ขอนแก่น
ม.สงขลา
จุฬา
ธรรมศาสตร์
เกษตรศาสตร์
มหิดล
พระจอมเกล้า...ลาดกระบัง...บางมด..พระนครเหนือ

?






คุณครูมะปราง....

อ่านที่เล่ามาก็เห็นภาพได้ครับ...เด็กผู้หญิงตัวน้อยช่วยปลอบใจคุณครูสาวผู้กำลังอกหัก....ภาพที่จินตนาการตามทำให้คนอ่านอดยิ้มไม่ได้...

บนความทุกข์โศก...คนเรามักมีทางออกจากทุกข์นั้นๆเสมอ...ทั้งทางด้านดี...และทางด้านร้าย...การที่คุณครูสามารถจัดการกับความทุกข์ใจด้วยวิถีแห่งผู้มีปัญญานั้นย่อมชอบแล้ว...

ดูเหมือนง่ายนะครับ...แต่ในภาวะที่เผชิญหน้ากับมัน...สำหรับบางคนแล้วนับเป็นเรื่องยากมาก...และบางคนไม่สามารถออกจากปมปัญหาได้ด้วยปัญญาถึงกับต้องแลกด้วยชีวิตทีเดียว !

คนที่รักเด็กมักมีความอ่อนโยนในจิตใจเป็นพื้นฐานที่สำคัญ...รวมทั้งมีเมตตาธรรมค่อนข้างมากเกินค่าเฉี่ยของคนทั่วไป...เพราะ"การให้"กับเด็กนั้นไม่อาจได้รับสิ่งตอบแทนด้านวัตถุธรรมใดๆกลับคืนมาได้เลยนอกจาก"ความรัก" และ"ความเคารพศรัทธา" อันเป็นเรื่องทางนามธรรมเท่านั้น...

การให้นี้จึงมีคุณค่าควรแก่การยกย่องเสมอไป...

หรือว่า....ครูมีภาพของ"ครูบ้านนอก"จากหนังดังในอดีตเป็น role model ที่ประทับอยู่ในใจ ?....หนังเรื่องนั้นทำเงินได้มากมายในยุคสมัยนั้นที่สงครามอุดมการณ์กำลังเข้มข้น...

น้องใบเฟรินก็รักเด็กคล้ายๆคุณครูนี่แหละครับ...ถึงเข้าใจความผูกพันที่คุณครูมีกับเด็กได้ดี....

ผมรู้สึกยินดีมากครับ...ที่ได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับคุณครูที่มีอุดมคติต่อสังคมแบบคุณครู...เมื่อถึงเวลาผมจะพาน้องเขาไปเยี่ยมคุณครูถึงโรงเรียนเลยทีเดียว...

มีความสุขกับงานที่ทำนะครับ....



โดย: สดายุ... วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:16:47:48 น.  

 

สวัสดีค่ะพี่ชาย
กลอนข้างบนติดกันเป็นพรืดเชียว
คนตาไม่ค่อยดี อ่านอยากค่ะ



โดย: ไลเดเลีย วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:19:37:14 น.  

 

พี่กายขา...

ถ้าไกลกว่าเชียงรายและแม่ฮ่องสอน

พี่จะให้น้องขับเองเหรอคะ?

สบายมาก...น้องขับได้ไม่กลัวเหนื่อยหรอกคะ...

ถ้ามี..เด็กแก้มแดง..รอส่งยิ้มอบอุ่นให้อยู่ปลายทาง :)

ว่าแต่คุณโชเฟอร์เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกันนะคะ อิอิอิ




โดย: ใบเฟริน IP: 118.174.113.116 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:35:47 น.  

 

พี่มะปรางคะ...

น้องอ่านเรื่องราวของพี่...ด้วยความสนใจมาก

จนอยากจะไปเยี่ยมเยียนเด็กๆในเร็ววัน

โดยเฉพาะเด็กหญิงที่ซับน้ำตาให้...คุณครูมะปราง..คนนั้น

น้องอาจจะไปรินน้ำตาให้น้องเขาได้ซับบ้าง

แต่ไม่ใช่เพราะความเสียใจอะไรหรอกคะ

น้ำตาของน้องนี้จะไหลก็เพราะ...ความปิติยินดีและดีใจ

ที่ได้พบกับ...พี่สาวที่ใจดีมีเมตตาและเด็กๆที่น่ารักเหล่านั้น

จะรอเวลาที่พี่พร้อมก็ส่งข่าวบอกพี่กายได้เลยนะคะ

โชว์เฟอร์ของน้องเขาเตรียมสตาร์ทรถพร้อมออกทุกเวลาแล้วคะ อิอิอิ

ฝากความรักจากน้อง...ไปหลอมรวมให้เป็นพลังรักที่ยิ่งใหญ่อีกคนด้วยนะคะ

:) ศรัทธาพี่ด้วยใจจริงคะ :)




โดย: ใบเฟริน IP: 118.174.113.116 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:21:10:57 น.  

 


สวัสดีค่ะ คุณกาย

ห่างไปนานสำหรับการลงชื่ออ่านงานของคุณ แต่ก็ยังมาอ่านอยู่บ้างค่ะ บัวมีภารกิจทั้งการลงพื้นที่ทำวิจัย ทั้งต้องอ่านงานของนักศึกษาที่รับเป็นที่ปรึกษาไว้

แต่พอมาถึงบทนี้ อดรนทนไม่ไหวค่ะ ขอลงชื่อชื่นชมคุณสักหน่อย คนเป็นครูทุกคน ไม่ว่าจะสอนในระดับใด เมื่ออ่านกลอนบทนี้ บัวเชื่อว่า..ปลื้ม..ทุกคน ที่คุณยกย่องคนเป็นครูค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ คุณกาย แทนครูทุกๆ คน



โดย: สโรชินี IP: 203.172.141.229 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:21:34:14 น.  

 
ตอนนี้มีเพื่อน "รอสอบ" แพทย์โครงการอื่นๆ ของ ม.เชียงใหม่
อีกหลายคนครับ ยังไม่ถึงวันสอบครับ (โครงการที่ผมเลือกสอบก่อนเพื่อน)

ส่วนวิศวะ น่าจะมีคนติดบ้างแล้ว แต่ผมยังไม่มีข้อมูลที่แน่นอนครับ
เพราะช่วงที่ผ่านมาแทบไม่ได้สนใจสิ่งอื่นรอบข้างเลยครับ...แหะๆ


โดย: ศารทูล IP: 182.53.144.104 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:21:58:54 น.  

 
ฝน....
อันนี้เป็นกลอนเก่า...เอามาปรับปรุงใหม่...
ตัวหนังสือติดกันเพราะต้องการให้อ่านเป็นเรื่องราวต่อเนื่อง
ขนาดตัวหนังสือก็เท่าเดิมนะ...





น้องใบเฟริน...
พี่ชอบขับรถทางไกลค่ะ...โดยเฉพาะไปทางภาคเหนือ
ผู้คนนิสัยอ่อนโยน...พูดจาไพเราะ...ชอบฟังเขาอู้คำเมืองกันค่ะ

ไม่ว่าไกลแค่ไหนส่วนมากพี่จะขับเอง....เพราะรู้สึกไว้วางใจได้มากที่สุดแล้วค่ะ...

น้องก็แค่นั่งข้างๆแล้วชี้นกชมไม้ไปตามเรื่อง...ดีกว่าค่ะ...อิๆๆ...






คุณสโรชินี
สวัสดีครับ....ครับกลอนบทนี้เขียนมอบให้แก่คุณครูทุกท่านที่เสียสละเพื่อเยาวชนไทย....ในทุกๆระดับ...

บางคนอาจชอบที่จะคลุกคลีกับเด็กเล็กๆ เพราะความน่ารักไร้เดียงสา...

บางคนอาจจะชอบสอนเด็กโต...เพราะไม่ต้องพูดกันมาก...รู้ภาษารู้ความได้ดีแล้ว....แม้จะมีเรื่องให้ปวดหัวยิ่งกว่าเด็กเล็กก็ตาม

ครู..จึงได้รับการยกย่องรองจากพ่อแม่ทีเดียวในสังคมไทย...
เราจึงมีวันครู...

แต่เราไม่มีวันหมอ...วันวิศวะ...วันบัญชี...วันนักกฎหมาย...วันนักปกครอง...วันทหาร....จริงไหมครับ

ในสมัยโบราณ...ครูกับพระ...เป็นบุคคลเดียวกันจึงไม่ค่อยสะดวกกับเด็กผู้หญิงที่จะไปร่ำเรียนที่วัด...ต้องไปเรียนกันตามพระตำหนักในวังกันสำหรับลูกผู้ดีทั้งหลาย...ปัจจุบันนับว่าเท่าเทียมกันแล้วซึ่งเป็นเรื่องดีมาก...


ในอเมริกาผมเข้าใจว่าค่าตอบแทนครูกับ หมอ วิศวะ จะไม่ต่างกันเลย...เชื่อว่าเมืองไทยก็มีแนวโน้มไปทางนั้นเหมือนกัน


ขอให้มีความสุขกับการสอนเด็กครับ




โดย: สดายุ... วันที่: 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา:9:52:00 น.  

 
ศารทูล....
6 ปีใน มช. คงต้องเรียนหนักน่าดู
ขอให้ประสบความสำเร็จด้วยดี...


โดย: สดายุ... วันที่: 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:00:15 น.  

 

น้องใบเฟิร์นที่น่ารัก..

พี่ขอบใจที่น้องมีจิต..คิดเอื้อเฟื้อกับเด็กๆที่ยากไร้
พี่อยากจะให้น้องมาใน..ช่วงปีใหม่เพราะนศ.พี่จะมาเข้าค่าย
ชมรมอาสาเป็นประจำทุกปี

พวกเขาจะมากางเต้นท์นอนข้างลำธาร...ท่ามกลางอากาศ
ที่หนาวเย็น กลางคืนจะย่างมันเทศเลี้ยงเด็ก..พร้อมทั้งนั่งผิงไฟ
ร้องรำทำเพลง..ไปตามประสาวัยของเขาคะ

พี่ต้องการจะให้น้องได้เห็นบรรยากาศที่สนุกสนาน
และอบอุ่นคะ แล้วพี่จะส่งข่าวไปทางเมล์นะคะ

พี่และเด็กๆจะรอการมาเยือนของน้องและคุณสดายุคะ

มีความสุขกับการคิดที่จะทำแต่ความดีนะคะ



โดย: มะปราง IP: 182.232.196.165 วันที่: 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา:14:58:47 น.  

 
ขอบพระคุณครับ


โดย: ศารทูล IP: 118.172.134.107 วันที่: 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา:17:04:23 น.  

 


โดย: medkhanun วันที่: 10 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:01:31 น.  

 
สวัสดีครับคุณมะปราง....

พอดีว่าน้องใบเฟรินมีภาระกิจต้องไปต่างประเทศสัก 2-3 สัปดาห์
แล้วเมื่อถึงเวลาผมจะแจ้งคุณครูไปครับ...อาจไม่ใช่เวลาเดียวกับพวกนักศึกษาครับ...ต้องดูเรื่องเวลาที่ว่างตรงกันก่อนครับ

หวังว่าจะได้ไปเยี่ยมเยียนคุณครูในเวลาไม่นานเกินไปครับ







โดย: สดายุ... วันที่: 11 พฤศจิกายน 2553 เวลา:0:17:31 น.  

 
เข้ามาก๊อบบทกลอนนี้ไปติดไว้ในห้อง เพราะพี่ให้ม่านแล้วเนอะ(บทนี้เขียนให้กับผู้มี"จิตวิญญาณความเป็นครู"ทุกคน)

จากที่เคยเป็นครูโรงเรียนเล็กๆในป่า ที่มีครูเพียง 4 คนแต่ต้องสอนถึง 8 ชั้นเรียน ทำให้รู้สึกว่าเด็กๆเหล่านั้นน่าสงสารมาก ทำให้ครูทุกคนในโรงเรียนทุ่มเทเต็มที่เพื่อเด็กๆเหล่านั้น เพื่อชดเชยในสิ่งที่เขาหายไป แต่เมื่อต้องย้ายเข้ามาอยู่โรงเรียนในตัวอำเภอแล้ว ก็พบว่าเด็กๆที่ในตัวอำเภอเอง ก็น่าสงสารไม่แตกต่างจากเด็กในป่าเลย ถึงแม้ว่าบริบทต่างๆจะแตกต่างกัน แต่ความต้องการครูที่ทุ่มเทให้กับการอบรมสั่งสอนนั้นไม่แตกต่างกันเลย
จึงทำให้คิดว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ อย่างน้อยก็ให้คุ้มกับเงินเดือนในแต่ละเดือนแล้ว คงจะดี



โดย: ม่านแพร IP: 1.46.175.105 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2553 เวลา:0:31:02 น.  

 
ม่านแพร....

ดีแล้วที่คิดอย่างนั้น....
การเป็นครูด้วยจิตใจที่ต้องการทำงานกับเด็กอย่างมุ่งมั่น...หากมีครูที่คิดเช่นนี้มากพอ...คงจะค่อยๆช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ของเด็กไทยเราให้เท่าทันประเทศอื่นๆได้...

ไปลองสังเกตุในบล็อค >>วรรณกรรมไทย>>นิราศนรินทร์
ลองเลื่อลลงไปดูความเห็นต่างๆ....นั่นเป็นเด็กมัธยมต้น-ปลาย
ที่บ้างอาจไม่ค่อยเข้าใจว่าจะหาข้อมูลในบล็อคนี้ได้อย่างไร

แต่มีมากเหลือเกิน....ที่เด็กไม่พยายามใช้ความคิด

เขาต้องการคำตอบสำเร็จรูป....!

และมันเกิดมาจากข้อสอบแบบ....ก ข ค ง !

หวังว่าจะช่วยกันรณรงค์ให้เลิกระบบการวัดผลแบบนี้ในประเทศเรา...นะขอรับคุณครูทั้งหลาย..!

เพราะมันเป็นสาเหตุหลักของการที่เด็กไม่ชอบใช้คิดนอกกรอบจากที่กำหนดไว้นั้น....

ม่านก็เป็นคนหนึ่งที่พี่เห็นว่า...เป็นครูด้วยใจที่มุ่งมั่น





โดย: สดายุ... วันที่: 11 พฤศจิกายน 2553 เวลา:9:02:17 น.  

 
ไพเราะรส บทริน ถิ่นใจนัก
ซอสลัก บรรเลงซึ้ง ตรึงใจฝัน
สำนวนถ้อย งามถ้วน ล้วนผูกพัน
คือตะวัน แสงวาว พราวพิไล


โดย: กฤษณา เวชศิลป์ IP: 171.4.0.50 วันที่: 8 มิถุนายน 2560 เวลา:23:26:41 น.  

 
ไหว้ครู ที่บ้านชะอำ....
.
๑.
ธำรงไทย ใจสืบทอด เป็นยอดแท้
ชำเลืองแล งามเหลือล้น จนหลงใหล
คงใบบุญ อุ่นใบบัง ยังฝนใบ
ปักธงใจ มาร่วมจินต์ ถิ่นจับจอง

ขอพิมพ์พักตร์ น่ารักพร้อม ล้อมเรียงพาน
งามประสาน สื่อมาสม คมไม่สอง
ด้วยความดี สีจึงเด่น เย็นใจดอง
ชายตามอง ภิรมย์มาก รากละมัย
๓.
เด็กดั่งดาว ที่พราวดอก ออกประดับ
ยากจะนับ คะเนแน่ แท้ไฉน
แต่ที่รู้ เห็นเหลียวหลัง ทางอุไร
เป็นน้ำใส ให้ธารสรวง ควงคิดทรง
๔.
แบบฉบับ ก็ลงบ่ม ปฐมเบิก
วันนี้ฤกษ์ ไหว้ครูแล้ว แจ๋วลุ่มหลง
กตัญญู รู้เยื่อใย ใจยืนยง
ธูปเทียนส่ง ฝากคำใส พรใส่ซอง
.......................................
กฤษณา เวช ๘มิย.๖o


โดย: กฤษณา เวชศิลป์ IP: 171.4.0.50 วันที่: 8 มิถุนายน 2560 เวลา:23:29:59 น.  

 
เตรียมงานไหว้ครู ๖๐
............
๑. เตรียมจัดพาน ไหว้ครู รู้คุณค่า
ปาเจรา มาอีกแล้ว แว่วเฉลิม
น่ารักจัง เด็กรวมใจ ใฝ่จุนเจิม
พอเปิดเทอม ทำหน้าที่ ทวีทาง
.......
๒.ทุกชั้นนั่ง ประดิษฐ์หนอ ลออนัก
ใส่รูปลักษณ์ ตามใจแล้ว แจ๋วรูปร่าง
ดอกไม้ปรุง มุ่งแต่งไป ดังได้ปรางค์
รุ่งเรืองราง แอร่มรอง มองมิลวง
๓.เวทีใจ เสร็จแล้วจ้า น่ารักจัด
เร็วรวบรัด แสนหลงใหล แสนใหญ่หลวง
อยู่ตรงหน้า นักเรียนหนอ ขอเดินควง
แก้ว ไม่กลวง ก่อกิ่งก้าน งานเก็บกำ
๔.มีคนเก่ง ยอมกรำ แม้ดำกร้าน
เชิงเชี่ยวชาญ งานมาชง หลงชื่นฉ่ำ
โรงเรียนนี้ ดีจริงหนอ พ่อผู้นำ
ศิลป์เลิศล้ำ.."นัครินทร์"...ยินยกยอ
๕.สามัคคี ดีเหลือคิด พินิจค่า
แม่คงคา ก็จะข้าม ตามคำขอ
ครูทอหนึ่ง หนักแน่น เป็นแก่นนอ
นักเรียนก็..งามเกิน ประเมินแกน
.....
กฤษณา เวช ๗มิ.ย.๖o


โดย: กฤษณา เวชศิลป์ IP: 171.4.0.50 วันที่: 8 มิถุนายน 2560 เวลา:23:34:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.