Group Blog
 
<<
กันยายน 2554
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
25 กันยายน 2554
 
All Blogs
 
O บัวดอกนั้น...O










เพลง .. ลาวสองคอน



O ด้วยว่าบัวจักบานเมื่อก้านโผล่-
พ้นน้ำ-โล้ลมลูบ .. อวดรูปโฉม
กลีบดอกแย้มยั่วภู่ .. ให้จู่โจม-
ลงตฤปโลมหวานหอมที่น้อมรอ
O คลี่เรียวดอกรับแสงที่แรงร้อน
ให้เกสรเชิดสร้อยขึ้นลอยล่อ-
เรณูหวานซ่านหอมก็ย่อมพอ-
เพียง-สานต่อสืบเหง้า .. คงเผ่าพันธุ์
O พุ่งฝ่าพื้นสินธู .. เชิดชูสิทธิ์-
เอื้อชีวิต .. เป็นมีด้วยสีสัน
ช้อยกลีบบาน .. ผึ้งภู่ .. ฤๅ-รู้ทัน-
หวานหอมนั้น .. อวลกลิ่นให้บินวน
O เพียงลมและแสงสรวงที่ช่วงโชน
ฤๅ-รู้กลิ่นตม-โคลน .. ที่โคนต้น ?
เยี่ยงปูปลาทั้งหลายที่ว่าย-วน
กลางฝุ่นดินขุ่นข้นแสนหม่นมัว
O โอ้งาม .. ราวจะงามไปสามโลก
พร้อมลมโบกบ่าระลอกราวหยอกยั่ว
ใบขาบเขียวแผ่บาน .. และก้านบัว-
คล้ายโยกตัวล้อน้ำอยู่ร่ำไร
O ดอกตูมอันเกลือกโคลนที่โคนต้น
สุดฝ่าน้ำขุ่นข้นขึ้นพ้นได้
เรียวกลีบจะอาจบาน .. ณ กาลใด
เมื่อหรุบดอกหลับใหลอยู่เช่นนั้น
O โองาม .. ที่จะงามไปสามโลก
เห็นแต่เพียงเปียกโชก .. คอยโยกสั่น-
อยู่เรี่ยตมติดดินตราบสิ้นวัน
จักกี่พันแสงภาส - ฤๅอาจ .. โลม ?
O ฝุ่นดินโคลนปลิวป่าย .. รำบายหมอง
แทนเรื่อรองแสงรุ้งเข้าปรุงโฉม
ยังว่าหม่นหมองรูปที่จูบโจม
อาจยังโสมนัสสู่ .. เต่า ปู ปลา
O ขลุกคอยสมาคม .. กับตมโคลน
ดอกก้านโอนเอนอยู่ .. ราวรู้ว่า-
แสงบนสรวงลิบพู้นเกื้อกูลมา
ไม่อาจฝ่ามืดดำกลางน้ำริน
O ร่ำรมย์รสตมดินในถิ่นล่าง
ช่อดอกตูมแช่ค้างอยู่กลางสินธุ์
ฤๅ-จะอาจรับรู้ .. ผึ้งภู่-บิน
และลมรินรวยสู่ .. ฤดูกาล
O จุดประทีปโคมไฟ .. ขึ้นไขแสง
มืดย่อมแฝงรอยสิ้น .. พรากถิ่นฐาน
ภาพบัว-ผ่านจิตเพ่ง .. นั้นเบ่งบาน
แสงวันก็โลมผ่าน .. ดอกก้านใบ
O กลางประทีปโคมทอง .. อันรองเรื่อ
ภาพที่เหลือ-บัวต่ำ, สายน้ำไหล
เต่าปูปลากัดกินจนสิ้นไป
เหลือก้านดอกเศษใบ .. อยู่ใต้น้ำ
O ดวงไฟเต้นเปลวปะ .. รูปพระแผ้ว
กระทบแก้วนัยน์ตาทั่วหล้าต่ำ
สะท้อนแววตอบรับ .. ลำดับธรรม
เช่นบัวสัมผัสรู้ .. ฤดูลม
O ดวงไฟเต้นเปลวปะ .. รูปพระพุทธ
บริสุทธิ์บัวหมู่ .. ก็รู้ฉม
เอื้อมเด็ดดึงคุณค่าควรปรารมภ์-
กุมดอกก้มกราบลง .. หน้าองค์พระ !



Create Date : 25 กันยายน 2554
Last Update : 26 มิถุนายน 2561 19:39:49 น. 40 comments
Counter : 1939 Pageviews.

 


O ดอกตูมอันเกลือกโคลนที่โคนต้น
สุดฝ่าน้ำขุ่นข้นขึ้นพ้นได้
เรียวกลีบจะอาจบาน..ณ กาลใด
เมื่อหรุบดอกหลับใหลอยู่เช่นนั้น

O โองาม..ที่จะงามไปสามโลก
เห็นจะเพียงเปียกโชก..คอยโยกสั่น-
อยู่เรี่ยตมติดดินตราบสิ้นวัน
จะกี่พันแสงภาสฤๅอาจ..โลม

"บัวใต้น้ำ".."บัวในโคลนตม"...
เป็นคำที่สังคมไทยเดิมเดิม รังเกียจนัก และผู้ที่ได้รับฟังคำนี้จะ"เฉา"ไปเลย....เพราะ เจ็บเหลือเกิน..

แต่คนสมัยนี้ ยินดีและชื่นชมนักที่จะเป็น บัวตูม มากกว่า บัวบาน

มินตราโปรดเม็ดบัวนะ แต่ต้องแกะเองจากฝักบัว...
(นี่ไทยแท้นะคะ..เรื่องกินเป็นเรื่องเดียวที่มีในสมอง...555)


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.151.121 วันที่: 25 กันยายน 2554 เวลา:23:09:52 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณสดายุ...

บัว 4 เหล่านินา แม่นก่อเจ้า? เข้าใจแบบนี้นะคะ ผิดก็บอกด้วยแล้วกันค่ะ...

เหล่าสุดท้ายน่าสงสารสุด เพราะมองไม่เห็นอะไรที่ตัวทำ มองไม่เห็นผลของการกระทำ และ บางทีอาจจะโกรธผลที่ได้รับจากการกระทำของตนเอง...และ ทั้งๆที่เป็นการกระทำของตนเองแท้ๆยังโทษคนนั้นคนนี้ แต่ลืมโทษตัวเอง บัวเหล่านี้ ชี้นำอย่างไร ดึงอย่างไรก็ไม่พ้นค่ะ สุดท้ายตกเป็นอาหารของ เต่า ปู ปลา อย่างในบทกลอน หาความสุขได้ยากค่ะใครก็ช่วยไม่ได้... แบบนี้มีเยอะค่ะอยู่รอบๆตัวเรา อย่าให้เป็นเราก็พอ เนอะ?

ขอให้หลุดพ้นออกมาจากโคลนตรมก่อน แล้วค่อยว่ากัน... ออกมาแล้วจะเห็นเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอก และ จะเข้าใจไม่โทษใครๆอีก อาจจะมีคำแนะนำจากผู้ที่ ”รู้กว่า” บ้างเพราะไม่มีใคร ที่ ทราบอะไรๆดีไปทั้งหมด...ขอเพียงไม่ไปทำให้ใครเดือดร้อนก็พอค่ะ...

ได้ยินเพื่อนๆชอบเรียกเพื่อนบางคนว่า "แกนี่สงสัยเป็นพวกบัวโบกปูนทับพูดอะไร บอกยังไงก็ไม่เข้าใจ" นี่ยิ่งแย่ไปใหญ่ไม่มีโอกาสเลยนะนั่น!

เอ๊ะ!!! รึว่าแม่มดเป็นบัวเหล่านี้เนี่ยะ ... T_T

แหมๆ วันนี้มาแบบ ท่านมหา เชียวนะคะ 555+ เป็น ท่าน "มาหา" ดีกว่านะคะท่าน 555+

แม่มดให้พรนะคะในฐานะที่แม่มด มีอิทธิฤทธิ์มากกว่า อิอิ...

มีความสุขมากๆ และ ขอให้งานทุกอย่างผ่านไปด้วยดีปราศจากอุปสรรคใดๆ , รักษาสุขภาพให้แข็งแรงแบบนี้เสมอๆนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ


โดย: Witch IP: 118.172.109.161 วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:10:23:26 น.  

 
บัวบูชากับเพ็ชรในตมต่างก็รอที่จะมีผู้เห็นคุณค่าหยิบยื่นโอกาสให้
ในชีวิตประจำวันของเราสิ่งที่เห็นว่าสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือโอกาส
ใช่ไหมคะ?
(น่าแปลกที่บางครั้งเราเหลียวหามือที่มองไม่เห็น กลับไม่พบ
แต่บางครั้งมือนั้นก็ยื่นเข้ามาให้เราคว้าได้เองโดยไม่ต้องขอ)

งามคำงามความเหมือนเคย ขอบคุณค่ะ



โดย: Peakroong วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:12:17:55 น.  

 

แม่มด...

บัวที่แย่กว่าบัวในโคลนตมนั้น คือ"บัวแก้ว" ค่ะ
ไปคุยกับนาย ก.ก.(กุ๊ยกษิต) ดูซิคะ..จะซึ้ง..

อย่างแม่มดนี่มิใช่บัวในโคลนตมแน่นอน..
บรรดาแม่มดนี่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เพราัะความฉลาดและความสามารถต่างหากค่ะ



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.147.13 วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:12:19:38 น.  

 

อ่ะ...เจอคอการเมืองที่ดูเหมือนว่าไม่ชอบ ก.กุ๊ย เหมือนกันแล้วสิคะ แม่มดว่าเค้าไม่เต็ม ค่ะ ดูจากแววตา และคำพูดไม่ปกติเหมือนใครๆ...

ตอนนี้แม่มดกำลังปลื้ม อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และ คณะอ.ทุกท่านใน นิติราษฎร์ ค่ะ จริงๆนะคะ ทุกท่านน่ายกย่องมาก กล้าหาญ สมแล้วที่เป็น อ.ใน มธ. กำลังรอดูพวกที่ไม่เห็นด้วยคนไหนจะกล้าออกมา Debate กับ อ.วรเจตน์ แล้วก็รอดูด้วยว่า ท่านผู้ที่บอกว่าเป็น คนดี หน้าไหนจะออกมาเปิดเผยตนอีก อิอิ

โห... คุณมินตรา แม่มด ก็คือ หญิงชราคนหนึ่งค่ะ ปั่นจักรยานไปไหนมาไหนแทนรถยนต์ เพราะว่า... ตังค์ไม่มี ชีวิตนี้มันเศร้าค่ะ...


โดย: Witch IP: 118.172.109.161 วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:14:08:10 น.  

 

แม่มด...

นายกุ๊ยคนนี้ น่ะเป็นที่กระฉ่อนในวงการฑูตทั่วโลก...
ดูไม่ผิดค่ะ นายคนนี้มีโรคประจำตน ที่ควบคุมสติสัมปชัญญะ ตนเองไม่ได้..ความสามารถสูงค่ะ โกหกคนได้ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ จนสถานฑูตเยอรมันต้องออกมาแถลงการแก้ข่าวโกหก...เก่งไหมคะ.."บัวแก้ว"
เป็นผู้ทำลายภาพพจน์ ของชายไทย และประเทศไทย...
ชายไทยคนเดียวที่มินตราไม่ชอบ !

อาจารย์วรเจตน์ จบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยGoettingenในเยอรมัน.ต้นฉบับกฎหมายมหาชนของไทย..ท่านสุภาพ อ่อนน้อม น่ารัก
ก็เป็นกลุ่มอาจารย์ทั้งเจ็ดท่านที่ช่วยรักษาคุณภาพและชื่อเสียงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไว้... ควรสรรเสริญ นักวิชาการผู้รักษาความเป็นนักวิชาการไว้ เป็นความหวังของประชาธิปไตย

แม่มดคะ..สดายุกล่าวว่า นางแก้วน่ะ ไม่มีการกำหนดอายุนะ..
ยิ่งสมัยนี้แล้ว ไม่มีหรอกคนแก่ หากแก่ก็คงเป็นเพราะไม่ดูแลเอาใจใส่ตนเอง...
แหม..เรา..พวกบัวที่บานแล้ว..ไม่พูดเรื่องเงินเรื่องทองหรอก
มีก็ใช้ไปเลย..555



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.156.150 วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:19:07:12 น.  

 

ดายุ...

ออกมาเฉลยเร้ว..มีบัวอยู่กี่ประเภท..

สมาชิกวิ่งไปจนเจอ"บัวแก้ว"แล้วนะ..บัวที่แม้นแต่เต่า ปู ปลา
ก็ยังไม่ต้องการจะแตะ..
(คุณชายเต่า..นายกปู..หม่อมปลา..555)

แหม..ไม่น่าจะเปิดอภิปรายด้วยเรื่อง " บัวดอกนั้น"

บัวดอกนี้ เลยช่วยกัน"บาน"รับมติ กันใหญ่..พ้นน้ำกันทั้งนั้น.
"บริสุทธิ์บัวหมู่..ก็รู้ฉม"...พร้อมจะให้
"เอื้อมเด็ดดึงคุณค่าควรปรารมภ์-
กุมดอกก้มกราบลง...หน้าองค์พระ !"
(อมยิ้ม หวาน ตาระยิบ แล้วนะ...จาก"พุทธรักษา"..บุษบามินตรา..)





โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.156.150 วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:19:34:55 น.  

 
คุณมินตรา...

"เป็นผู้ทำลายภาพพจน์ ของชายไทย และประเทศไทย...
ชายไทยคนเดียวที่มินตราไม่ชอบ !"

จริงค่ะ วงการทูตช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาถือว่าตกต่ำที่สุดค่ะ ผู้รู้ท่านบอกไว้แบบนี้... ทำไมเวล่เลือกคนที่จะมาเป็นหน้าเป็นตาของประเทศเอาคนแบบนี้มาได้... คงปฎิเสธ อำนาจ อะไรบางอย่างไม่ได้น่ะค่ะ...

แม่มดเคยคุยภาษามือกับฝรั่ง เค้าถามมา เรางี๊แสนอาย เค้าถามว่า ประเทศเราทหารที่แก่ขนาดนั้น(ขนาดไหนคิดเอาเองนะคะ)แล้วยังแต่งชุดทหารได้อยู่อีกเหรอ? เค้าบอกว่าที่ประเทศเค้าไม่มีนะคะ... คุณมินตราไปต่างประเทศบ่อยๆ มีรึเปล่าคะ?

ประเทศเราพอใครลุกขึ้นมา วิพากษ์วิจารณ์และชี้แนะ อย่าง อ. วรเจตน์ มักจะมีพวกที่บอกว่า รู้จริงออกมาพ่นลมกัน แต่พอเค้าเชิญให้มาถามข้อสงสัยให้เป็นเรื่องเป็นราวต่อหน้าสาธารณชน กับไม่ไป เก่งแต่พูด ถนัดนักพวกนี้ วิธีพูดที่ทำให้คนฟังเข้าใจผิด และคนที่เชื่อคนพวกนี้ก็เป็นพวกที่ ใครๆก็ชี้นำได้ ขอให้คำพูดท่านเจ้าของบล๊อคนะคะ คือ พวก "เชื่องเชื่อ" ไหนบอกฉลาดกันนักล่ะ เห็นพวกนั้นพูดอะไรหลับหูหลับตาเชื่อกันจริง สมควรกับคำนี้แล้ว "เชื่องเชื่อ" สมองเค้าให้มามากกว่าสัตว์โลกชนิดอื่นไม่ใช้ เลือกที่จะเชื่อคนพูดให้ฟัง 555+ อีกหน่อยลงฝ่อหมด อิอิ

บ้านนี้เมืองนี้นะคะคุณมินตรา ทุกอย่างจะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของโลก กลไกของตลาด นี่ๆเค้าชอบมาพูดกันแบบนี้
ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไก ของโลก ของตลาด แล้วล่ะก็ เราจะมีรัฐบาลมาแก้ปัญหาของประเทศทำไม จริงมั๊ยยย ? ปัญญาพวกนั้นคิดได้เท่านี้ สำหรับความคิดแม่มดนะคะ ใคร หน้าไหนไม่ปฎิบัติตามนโยบาย ปลด!!!อย่างเดียวค่ะ งั้นงานไม่เดินหน้า

นั่นๆ มาชวนแม่มดคุยเรื่องการเมือง ของขึ้นเลย :((

555+ คุณมินตรารู้ไม่จริงค่ะ นางแก้วของท่าน จขบ. ต้อง เน้น ต้อง!! ไม่เกิน 25 เท่านั้นค่ะ... อย่าไปสนใจเรื่องนางแก้วของท่านเลย ตามแต่ท่านเถอะค่ะ...

มีความสุขมากๆนะคะรักษาสุขภาพด้วยค่ะ คุณมินตรา :'))

ฝันดีค่ะ


โดย: Witch IP: 118.172.109.161 วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:19:54:43 น.  

 

สวัสดีค่ะพี่สดายุ

ขออนุญาต share เรื่องบัวนะคะ

มีอาจารย์ท่านหนึงบอกว่ามีบัวเหล่าที่ 5 เรียกว่า บัวเต่าเมินค่ะ

ความหมายนั้น ก็ตามชื่อเลยค่ะ

พี่สดายุสบายดีนะคะ ช่วงนี้หนูกำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อค่ะ

ขอบอกว่าขี้เกียจอ่านหนังสือมากกกกกค่ะ


โดย: medkhanun IP: 202.28.45.10 วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:21:12:05 น.  

 
มินตรา....

บัวสี่เหล่า...เป็นคำพูดในศาสนาพุทธ...
บอกอะไรในคำพูดนี้บ้าง ?

1. มนุษย์เราไม่ได้ต่างกันที่ชาติกำเนิด หรือสถานภาพทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด...แต่ต่างกันที่"ปัญญา"ที่จะเข้าใจรูปธรรมนามธรรมรอบตัว...

2. ปัญญา ที่ว่าไม่ใช่ การเรียนคำนวณเก่ง วิทยาศาสตร์เก่ง ภาษาอังกฤษเก่ง จบตรี โท หรือ เอก แต่อย่างใด....แต่ย่อมหมายถึงความเก่งในการรู้เท่าทันจิตเมื่อกระทบกับสัมผัสอันเป็นสิ่งสมมุติรอบตัว...แล้วควบคุม"อำนาจการปรุงแต่ง"ได้ในทันที (ควบคุมสังขาร..นั่นเอง)

หากสังเกตุให้ดีจะเห็นว่า ดอกเตอร์จำนวนไม่น้อยมีภาวะ "หลงโลก..หลงสมมุติ..หลงวัตถุ" ซึ่งเป็นสภาวะธรรมขั้นหยาบด้วยซ้ำ...แสดงให้เห็นว่า การศึกษาทางโลกนั้นไม่มีนัยะสำคัญที่จะเป็นผลให้เกิดปัญญาจัดการกับจิตตนให้พ้นทุกข์ได้เลย....เป็นเพียง "ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน" เท่านั้นเอง

แต่เนื่องจากคุณภาพทางปัญญานี้เป็น "ปัจเจกภาวะ" ของแต่ละคน จึงเป็นเรื่องจนปัญญาหาก"ความเข้าใจในสภาวะธรรมแวดล้อมรอบด้าน" ไม่อาจเกิดขึ้นในบางจิตใจได้



โดย: สดายุ... วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:21:52:24 น.  

 
ปัจเจกภาพ
N. individuality
def:[ความเป็นอยู่โดยเอกเทศ, ความผิดแผกแตกต่างจากคนอื่น, ความแตกต่างจากกัน]
.....................
มินตราไปเปิดคำเป็นภาษาอังกฤษดู จึงเข้าใจคำว่า" ปัจเจกภาวะ"
ของดายุ...คือจะเข้าใจภาษาฝรั่ง มากกว่าภาษาแขก น่ะค่ะ

ความจริง บุคคลจะแตกต่างกัน ตั้งแต่ฟักไข่แล้วนะ สายพันธุ์ไหนก็จะเป็นอย่างนั้น..นี่คิดตาม biologyนะ ..แม้นนักวิชาการสมัยใหม่จะกล่าวไพเราะเพราะพริ้งเช่นใด ให้เท่าเทียมกันเพียงใด ก็ย่อมต่างกัน..
"บัว" ยังแตกต่างกันได้ แม้นจะมาจากสิ่งแวดล้อมเดียวกันมีหลายพันธุ์บัวอยู่

ความ"ตื้นลึก"ทางปัญญา เป็นสมบัติส่วนบุคคล จริงค่ะ
แต่สายพันธุ์ ย่อมมีอิทธิพลอยู่..แล้วยังการ"ขัดเกลา"ทุกวัน..

ดายุ..มินตราคงไปได้ไม่ไกลทางศาสนา หรอกนะ..
อย่างที่บอก..คนดีดีในโลกนี้ยังหายาก แล้วหากผู้มีสติปัญญาจะหลีกหนีไปหาวิเวก ในศาสนาอีก ..ออกจะเป็นการเห็นแต่ตน มากไป..ใช่ไหมคะ
..แทนที่จะมาช่วยกันสร้าง"สังคมโลก"ให้สวยงามน่าอยู่


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.132.249 วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:22:22:44 น.  

 

แม่มด..

ทำหน้าที่"สนองพระโอษฐ์"แล้วนี่ พูดได้อย่างที่คิด..ไม่พูดละ.
เอาเป็นว่า มองตากันก็เข้าใจกันแล้ว..พวกบัวบานพ้นน้ำ555

" คุณมินตรารู้ไม่จริงค่ะ นางแก้วของท่าน จขบ. ต้อง เน้น ต้อง!! ไม่เกิน 25 เท่านั้นค่ะ.."
...นางแก้วหน้าม้าน่ะซิ..เคยได้ยินไหมคะ
(มินตราเป็น..เมื่อก่อนจะ 25 ..แม่ว่านะ.)

ตอนนี้ แก่ไปหนึ่งวัน..เลยภูมิใจใน หนึ่งวันที่รอดพ้นจากการเป็นอาหารเต่าปูปลา ได้ 555

แม่มด..เตรียมสตาร์ท จักรยานไว้ ..มินตราปากไวไปหน่อยแล้ว


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.133.249 วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:22:38:46 น.  

 

เม็ดขนุนคะ

ชื่อน่ารับประทานจริงจริง..ของโปรดด้วยนะนี่..อย่าเข้ามาใกล้เชียว

"บัวเต่าเมิน" รึ..ใครช่างตั้ง..
ต่อไปก็จะมีกระทรวงบัวเต่าเมิน เกิดขึ้นแน่เชียว หากเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยเรื่อย..มีรูปเต่าเป็นตราประจำกระทรวง 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.133.249 วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:22:46:04 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ ค่ะคุณมินตรา...

แหม...ตื่นมาหวังจะได้อ่านการตอบคำถามของท่าน จขบ. ผิดหวัง ท่านตอบคุณมินตราคนเดียว แต่...วิเคราะห์ได้ว่าลักษณะ แบบนี้ไม่ใช่ ท่าน น่าจะเหนื่อยจากงานมาก หรือ อีกอย่าง น่าจะ หลังไมค์มาก อิอิ เลยไม่มีเวลา 555+

คุณมินตราคะ แม่มดสนใจการเมืองเพราะท่านผู้รู้ท่านหนึ่งที่เคารพมาก รักมากที่สุดในชีวิต ท่านแต่งตำราไปและพูดไปด้วย ในฐานะที่แม่มดเป็นที่รักของท่านเหมือนกัน... ท่านเขียนไปอ่านไป แม่มดเลยแอบฟังบางวันฟังจนหลับ ^^ สงสัยอะไรก็ถาม ท่านก็จะอธิบายให้ฟัง...

อย่างเรื่องนี้ บัว 4 เหล่า ท่านผู้ที่เล่าให้ฟัง ก็เป็นที่รักของแม่มดอีกเช่นกัน ท่านนี้ทั้งรักทั้งบูชาเลยล่ะค่ะ อิอิ

อ่านเห็นเม้นท์ของคุณ เม็ดขนุน (ขอโทษค่ะที่เอ่ยนาม) สงสัยบัวจะมี 6 เหล่าแล้ว อิอิ คือ...

1.พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

2.พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู)

3.พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

4.พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

5.พวกที่ไม่มีโอกาสเป็นแม้กระทั่งอาหารของเต่าปูปลา และยังไม่มีโอกาสสัมผัสน้ำ คือ บัวถูกปูนโบกทับ

6.บัวเต่าเมิน ( ไม่รู้จะพูดอย่างไรค่ะ อิอิ )

ว๊าววว คุณมินตรา แม่มดเหมือนเลยค่ะ นางแก้วหน้าม้า 555+

แม่มดไม่กลัวท่าน จขบ. หรอกค่ะ แม่มด เจอมาเย๊อะ ชินละ!! ท่านด่า เราก็ไป ท่านว่าไรมาเราไม่เห็นด้วยก็เถียง เท่านั้น อ่อ... ถ้าท่านลบเม้นท์ หรือ บล๊อค ip หรือ บล๊อค ชื่อ ก็มาชื่ออื่น และ ip อื่นสิคะ กลัวทำไม 555+

แม่มดปกติจะสนใจอะไรที่เป็น เงิน เป็น ทอง ค่ะ...การเมืองนี่ ถือเป็นความสนใจที่นอกเหนือนิสัยเลยทีเดียวค่ะ...

มีความสุขมากๆนะคะ

ขอบคุณค่ะ


โดย: Witch IP: 118.172.109.161 วันที่: 27 กันยายน 2554 เวลา:8:13:43 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ...

รบกวนที่หลังไมค์ด้วย..ค่ะ


โดย: พรหมญาณี วันที่: 27 กันยายน 2554 เวลา:9:27:14 น.  

 

แม่มดคะ..

มินตราน่าจะเป็นนกน้อยในกรงทองมังคะ..เลยไม่เห็นว่า ทองมีค่าใดใด..จึงโปรด "อิสระเสรีภาพ" มากกว่า เพราะ โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ นั่นก็ไม่ได้..จนทำหูทวนลมเก่ง..ค่ะค่ะ ไว้ก่อนเท่านั้น..
ผู้ใหญ่จะเรียกว่า ดื้อ (ทั้งทั้งที่เรา ค่ะ นี่นะ..555)
ตอนนี้ จึงเกิดภาวะ ดื้อกันทั้งประเทศ เพราะ โน่นก็ผิด นี่ก็ผิด นั่นก็ผิด..มินตราจึงเข้าใจใน"ผู้ที่เกิดมาเพื่อผิด"ไงคะ ..

มีวิธีแก้อย่างเดียวคือต้อง"ตั้งกฎกติกาในการอยู่ร่วมกัน"ใหม่ 555

เรื่องบัวน่ะ มินตราเข้าใจ ที่สดายุบอกนะ..ง่ายง่ายดี.เป็นเหตุ และ ผลหลักหลัก น่ะค่ะ...
แต่ที่แม่มดบอกมาก็นึกภาพออกว่าเป็นเรื่องรายละเอียดของขบวนการภาพช้า(slow motion)ของการเคลื่อนตนจากโคลนตม จนมาเหนือพื้นน้ำ กระมังคะ

เมื่อตอนอยู่มัธยม"ต้อง"ไว้ผมสั้นเพียงต้นคอ ก็เลยไว้ทรงสาวฝรั่งเศส..คือผมม้าสั้นเพียงคอ ..จะเดินจะเหิร ก็คงไม่นุ่มนวลพอ (อย่างที่คุณครูสอน)เลยเป็น"ม้าดีดกระโหลก"แทนที่จะเป็นกุลสตรี..คนสอนก็พยายามให้เรา สาวสาวเป็น"นางแก้ว"ให้ได้
คืองามนอกงามในทั้งกายทั้งใจ แถมยังต้องมีความสามารถอีก.."ดอกไม้ที่มีค่าต้องหอม!"..ไปโน่น..

แต่ตอนนี้ ต้องกราบขอบพระคุณผู้สอนทุกท่านตั้งแต่ แม่ พี่เลี้ยง คุณครู..เพราะ สิ่งเหล่านี้ เป็นลักษณะเด่นของ"สตรีไทย" ที่ทำให้คนทั้งโลก แยก สตรีไทยออกจาก ผู้หญิงอื่นอื่น...
เมื่อเปรียบกันใน "ทุกระดับ ทุกอาชีพ"กับผู้หญิงชาติอื่น..

นี่บัวดอกหนึ่ง ใช่ไหม ดายุ...


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.157.177 วันที่: 27 กันยายน 2554 เวลา:9:42:46 น.  

 

เงินและทองที่แม่มดว่า หมายถึง silver และ gold ค่ะ อิอิ แร่ ทั้ง2 ชนิดนี้สวยดี แม่มดชอบดูค่ะ...เผอิญแม่มดทำงานเป็นคนทำความสะอาด ร้านทอง น่ะค่ะ ไม่ใช่ไรหรอก ต้องเก็บๆกวาดๆเลยแอบได้ยินเจ้านายคุยกัน...

แม่มดจะสนใจและ รู้ อะไรเป็นเรื่องๆค่ะ แต่ คุณมินตรา ทราบเยอะกว่าแม่มดเยอะค่ะ อย่างนี้ต้องคุยกับ ท่านชายใหญ่ของที่บ้านค่ะถึงจะสมน้ำสมเนื้อกัน... ท่านทราบหมด...

โห...แสดงว่า แม่มดไม่มีลักษณะของ สตรีไทย แหงๆเลย T_T ฝรั่งชอบถามเวลาเจอกันครั้งแรกว่า japanese? chinese? พอบอกว่า ไม่ใช่ก็จะถามว่า philips? korean? พอบอกไปว่า ไม่ๆ ไทยแลนค์แดนของไอ กลับไม่รู้จักเสียนี่ อะไรนิ เสียหมด ประเทศเราออกจะดังเปรี้ยงๆๆ 555+

ท่าน จขบ. คงงานเยอะมากค่ะ เห็นในลูกแก้ววิเศษ...เดินไปเดินมาทั้งวัน... อิอิ

ขอโทษนะคะ ท่านจขบ. ดูเหมือนว่า แม่มด กับคุณมินตราจะมายึดพื้นที่ของท่าน โปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ ผิดไปแล้ววว ไปละคะ...

ขอบคุณมากค่ะ



โดย: Witch IP: 118.172.104.59 วันที่: 27 กันยายน 2554 เวลา:13:03:37 น.  

 

แม่มดขา..

ท่าน(สดายุ)ว่า..."แต่เนื่องจากคุณภาพทางปัญญานี้เป็น "ปัจเจกภาวะ" ของแต่ละคน จึงเป็นเรื่องจนปัญญาหาก"ความเข้าใจในสภาวะธรรมแวดล้อมรอบด้าน" ไม่อาจเกิดขึ้นในบางจิตใจได้"...
มิทราบท่าน"เหน็บ"ใครนะ.."บางจิตใจ"นี่..คงมีเรื่องแค้นที่ต้องชำระกันอยู่...จึงได้แต่งกลอนO บัวดอกนั้น...Oไว้เปรียบเทียบ...ว่าท่านเห็น"บัวบูชา" แล้ว...

อย่างเราสองคน..นี่ ท่านคงเปรียบว่า เป็น "บัวปริ่มน้ำ" คือผลุบผลุบโผล่โผล่.เวลาลมไหวน้ำกระเพื่อมก็ไหวตามลมจมน้ำไป
นั่งฟังกลอน ตาแป๋วแหว๋ว ดุจจะซาบซึ้งพึงเข้าใจ..คุยคุยไป ก็ต้อง"เทศนาสั่งสอนกันสักที"

เราสองคนนี่ ท่าทางจะเป็นเด็กชอบไปโรงเรียน มิใช่เพื่อเรียนหนังสือ แต่ไปเล่นกับเพื่อน..เน้น..เล่น"กับ"เพื่อนนะคะ555

ท่านชายใหญ่แห่งห้างทอง..น่าสนใจกว่าทองนะ..แม่มด555

wow...แม่มดในฝุ่นทอง...อย่างนี้ก็"รูปสุวรรณ" ซิคะ


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.157.177 วันที่: 27 กันยายน 2554 เวลา:15:12:43 น.  

 
แม่มด....

2 เรื่องหลักๆ คือ การเมือง และศาสนา ที่ใช้มองสังคมไทยโดยรวมมาตลอดตั้งแต่เรียนชั้นประถม...จึงทำให้เป็นคนที่ไม่ค่อยให้ราคากับ "ใคร" หรือ "อะไร" มากนัก

หากจะให้ ก็มักอยู่บนพื้นฐานของ 2 เรื่องที่กล่าวมา...


ในทางศาสนาหรือหลักธรรม...ขนาดคนที่คนจำนวนมากยกย่องเป็นปราชญ์อย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เองก็ตาม....พอไปอ่านบท"วิวาทะเรื่องความว่าง"กับท่านพุทธทาสแล้ว...ก็แทบทำลายภาพความเป็นปราชญ์ที่คนยกย่องไปเสียสิ้น

หมายความว่า...ความเข้าใจในหลักธรรมจึงเป็นภาพที่แท้จริงของ"ปัญญา"คนคนนั้น...หาใช่คำยกย่องไม่


ในทางการเมือง...ภาพของขบวนการประชาธิปไตยที่เร่าร้อนกันหนักหนาอยู่ในปัจจุบัน....เมื่อย้อนภาพกลับสัก 3-4 ปีที่ผ่านมา....ปรากฎภาพดังนี้

สมัคร สุนทรเวช..6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 – 9 กันยายน พ.ศ. 2551...นายกรัฐมนตรี (ใต้อานัติของทักษิณ ชินวัตร) มีคนเดือนตุลา...อาทิ อดิศร เพียงเกษ...จาตุรนต์ ฉายแสง อยู่ใต้เครือข่ายเดียวกัน

ย้อนไปไกลอีกหน่อย...สมัคร สุนทรเวช ช่วงปี 2519 จากการจัดรายการสถานีวิทยุยานเกราะ ที่มีเนื้อหาโจมตีบทบาทของ ขบวนการนักศึกษาในสมัยนั้น พร้อมทั้งปลุกระดมมวลชนให้เกลียดชังขบวนการนักศึกษา และ เป็นศูนย์กลางประสานงาน ถ่ายทอดกำหนดการ และคำสั่งเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านนักศึกษาใน เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519....เมื่อสิ้นสุดเหตุการณ์ ในปี พ.ศ. 2519 สมัครได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร - วิกิพีเดีย

อดิศร เพียงเกษ....เหตุการณ์เดือนตุลา 2519เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ได้เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในฐานะแนวร่วม พร้อมครอบครัวทั้งหมด อาศัยอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีชื่อจัดตั้งว่า สหายศรชัย และ สหายสอง - วิกิพีเดีย

จาตุรนต์ ฉายแสง...จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หลังจากนั้น ได้สอบเข้าเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมทั้งทำกิจกรรมนักศึกษาไปด้วยจนได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกสโมสรนักศึกษา และขณะที่ยังเรียนชั้นปีที่ 4 ได้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มีการกวาดล้างผู้นำนักศึกษา ทำให้เขาต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าระยะหนึ่ง โดยใช้ชื่อจัดตั้งว่า "สหายสุภาพ" - วิกิพีเดีย



จะเห็นถึงความสุดโต่งของความคิดคนที่สมัยหนึ่งตามล่าตามล้างจะเอากันให้ตายไปข้าง...แล้ววันหนึ่งมานั่งเล่นการเมืองฝ่ายเดียวกัน...

ถึงรำคาญมากมายไง...กับความเร่าร้อนกันนักหนากับวัยที่ฮอโมนส์ยังพลุ่งพล่าน...

มันไม่มีอุดมการณ์อะไรทั้งสิ้น...มีแต่ความพอใจแห่งตนเท่านั้น...

ไม่งั้น..กลุ่มขวาจัดที่สร้างปรากฎการณ์ล้อมฆ่าที่ธรรมศาสตร์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 กับซ้ายจัดที่ถูกล้อมฆ่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนเข้าป่าร่วมปฏิวัติประเทศด้วยกำลังอาวุธกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย...จะกลับาจูบปากกันจ๊วบๆ ได้หรือ

เรื่องแบบนี้ หากเป็นผู้ที่มองเห็นสันดานความเป็นไทยมานานจะเฉยมากกับความเร่าร้อนตรงหน้า...

ขณะที่...ความสงสัยต่อความยุติธรรมในสังคม การตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของผู้ปกครอง และการแสวงหาทางออกด้วยแนวทางที่ตนเชื่อมั่น ศรัทธา ควรเกิดขึ้นในวัยนักศึกษารุ่นหนุ่มสาว หรือ วัยแก่ที่ผ่านโลกมากว่า 70 ปี กันแน่ ? ....ซึ่งคงตอบได้ไม่ยาก

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ปรากฎบทบาททางการเมืองครั้งแรกในฐานะผู้ร่วมการพยายามก่อรัฐประหารรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2524 และหลังการทำรัฐประหารไม่สำเร็จ จึงตกเป็นผู้ต้องหาถูกจับกุม ต่อมาจึงได้รับการนิรโทษกรรม - วิกิพีเดีย

พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร).....ในปี พ.ศ. 2524 ในเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวายหรือ กบฏยังเติร์ก พล.อ.พัลลภในตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 19 อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว เป็นผู้นำกำลังรถถังกว่า 100 คัน และทหาร 4 กองพัน คือ 3 กองพันทหารราบ และ 1 กองพันทหารปืนใหญ่ จาก อ.อรัญประเทศมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ หนีไปอยู่ประเทศลาว ถูกจับขังคุกอยู่นาน 2 เดือน ก่อนที่กลับเข้ารับราชการอีกครั้งในปี พ.ศ. 2530 - วิกิพีเดีย


กำลังสับสนกับกลุ่มประชาธิปไตยของไทยเสียจริงว่าประกอบด้วยผู้คนหลากหลายพฤติกรรม จะอธิบายความเป็นเอกภาพอย่างไรดี....555


โดย: สดายุ... วันที่: 27 กันยายน 2554 เวลา:20:11:32 น.  

 
เม็ดขนุน....
สอนที่แม่ฟ้าหลวงน่าจะจบโทมาแล้วสินะ...ใช่ไหม
จะไปเรียนต่อ ดอกเตอร์ หรือไงนี่....

แล้วจะไปเรียนด้านใดรึเจ้า...ดีดี..เรียนให้เยอะจะได้เป็นอธิการบดีของแม่ฟ้าหลวงสักวัน...สาธุ...อิๆๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 27 กันยายน 2554 เวลา:20:17:45 น.  

 
ดูภาพ ฟังเพลง แล้วรู้สึกดีจัง





โดย: jazazon วันที่: 27 กันยายน 2554 เวลา:23:00:40 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณสดายุ...

แม้เรื่องที่คุณพูดมาทั้งหมด จะเคยรับรู้ แต่มิได้เข้าใจทั้งหมด แค่ผ่านๆ ที่คุณพูดมานี่ก็เป็นอคติใช่มั๊ย? สำหรับเรา เราเรียนรู้ในยุคสมัย และสมัยที่ผ่านมาเป็นบทเรียน และเคยอ่านคนจากการกระทำ แต่ใช่ว่าจะถูกต้องไปทั้งหมด คือ คนสามารถเปลี่ยนมุมมอง และสามารถเปลี่ยนการกระทำได้เมื่อเวลาเปลี่ยนเหตุการณ์เปลี่ยน...

เราไม่ค่อยสนใจนักว่า ใครจะทำอะไรก่อน... ขอปัจจุบันทำเพื่อส่วนรวมเป็นพอจากเหตุผลที่บอกไปค่ะ...

ถ้าอย่างนั้นเราจะไม่เชื่อใจใครได้เลยและจะระแวงไปหมดดูถูกไปหมด คนที่เคย ดี ก็เลว ได้ สุดขั้ว เลยนี่นะยังเป็นได้เลย และบางคน ไม่เคยดี และ จะไม่ดีต่อไปก็ยังมีเลยนี่คะ...

ถามว่าพวกที่ชอบมาสอนให้คนอื่นเป็นคนดีน่ะ ตัวตนจริงๆเค้าดีจริงมั๊ย? เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ต่างจิตต่างใจค่ะ ไม่มีใครคิดผิดหรือถูกทั้งนั้นในความคิดเรา แต่จะไม่ว่าใครที่เลือกที่จะเชื่อแบบไหนตราบใดที่คนนั้นไม่มาว่าสิ่งที่เรามองเห็นว่าไม่ถูกต้อง... เคารพสิทธิกันค่ะ ถ้าแสดงความคิดเห็นที่เป็นตรงข้าม ต้องมาจากใจที่กว้างจริงๆในเรื่องการเมืองนี้ ถึงจะคุยกันได้...

ถ้าคุณเอ่ยถึง บุคคลเหล่านั้นดูเหมือนว่า จะเป็นฝ่ายรัฐบาลชุดนี้ทั้งหมด (ข้างบน) เราก็จะเอ่ยถึงพวกที่ตั้งพรรคมานาน... แต่ ที่ผ่านๆมาเคยครองใจคนส่วนใหญ่ได้หรือไม่ แล้ว เมื่อก่อนพรรค นี้เป็นอย่างไร ขอความรู้เรื่องนี้ด้วยนะคะ และพรรคนี้ จริงๆแล้วเป็นพรรค ของใคร? อิงกับฝ่ายไหน เอาชัดๆเลยนะคะ อยากฟังจากความคิดของคุณนี่แหละค่ะ? ในความคิดของเรา เราทราบอยู่แล้ว แต่อยากฟังจากคุณบ้าง...

บ้านเมืองเราน่ะ ตอนนี้ เชื่อใคร ไม่ได้สักคนเดียวค่ะในประเทศนี้ ย้ำนะคะ ว่า สักคนเดียวก็ไม่มี เพราะฉะนั้นคำสอน และตัวอย่างของเรามาจาก พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทั้งนั้น บางเรื่อง เรายังต้องมานั่งคุยกันเลยค่ะ เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป ท่านก็ฟังเรา เช่นกันค่ะ นอกนั้นอย่ามาสอน เรื่อง คุณธรรม จริธรรม เลย เพราะบางคนเบื้องหลัง สกปรก สิ้นดี!!

ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวกันมั๊ยนะคะ

มีความสุขมากๆค่ะ

จะรออ่าน เรื่อง... พรรค ที่บอกไปนะคะ

ขอบคุณค่ะ


โดย: Witch IP: 118.172.104.59 วันที่: 28 กันยายน 2554 เวลา:8:01:33 น.  

 

ขอฝากให้วิเคราะห์ให้ฟังอีกเรื่องนะคะว่า...

เพราะอะไร และ ทำไม ประเทศไทยถึงไปไม่ถึงไหนซะที ทั้งๆที่มีทรัพย์พยากรมากมาย อะไรคะ ที่ทำให้ประเทศเราเป็นประเทศล้าหลังในภูมิภาคนี้คะ? ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ถ้ามีความ"จริงใจ" จริงประเทศนี้คงไปได้ไกลแล้ว ขอความคิดเห็นด้วยค่ะ...

ขอบคุณค่ะ


โดย: Witch IP: 118.172.104.59 วันที่: 28 กันยายน 2554 เวลา:8:08:59 น.  

 

ดายุ..
เรื่อง ปัญญา กับ ปราโมช เป็นของคู่กันมาตั้งแต่"รากเหง้า"

-มีประโยคประวัติศาสตร์ในตอนต้น"เลข๕" ว่าเจ้าของประโยคคือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค)"ที่ไม่ยอมนั้น อยากจะเป็นเองหรือ"ในการลงมติให้พระองค์เจ้ายอร์ชวอชิงตัน ขึ้นเป็นวังหน้า
..มีใครตอบกำกวมว่า"ถ้าจะให้ยอมก็ต้องยอม" หมายความว่า ๑.หากจะให้ฉันรับตำแหน่งนี้ก็จะรับ
๒.หากจะบังคับให้รับว่าจะให้ใครอื่นเป็น ก็ยอมด้วยจนต่ออำนาจ

ผู้พูดประโยคนี้มิกล้าออกจากวังไปไหนอีกเลยเป็นปี!
นั่นเป็นสมัยที่คนยังละอายต่อคำพูด

- นักเรียนเก่าอังกฤษ ไปใช้ทฤษฎีอังกฤษและทนายอังกฤษในการต่อสู้หาเอกสารทางฝรั่งเศส กับทนายฝรั่งเศสและเอกสารทางฝรั่งเศสจนไทยเสียดินแดนพระวิหาร..และมีปัญหามาจนบัดนี้
- มรว.นักหนังสือพิมพ์นั้น "เก่งกาจมาก"เพราะนำเรื่องส่วนตนของคนใน มาตีแผ่ให้ คนนอกทราบ ใครใครจึงกลัว"ฝีปากและฝีมือ" คนนอกก็ชื่นชมว่าเก่งนักเก่งหนา..จนท่านพุทธทาสมาเฉลยให้เห็นสัจจะ..

การวิเคราะห์การเมืองอย่าง"รู้นอกรู้ใน"อย่างที่ดายุ..แจงมาเป็นสิ่งที่ดี เป็นวิทยาศาสตร์ ..การเก็บและใช้ข้อมูล
คนไทยสมัยก่อนใช้ปฎิบัติในการ"เลือกผู้ปกครองแผ่นดิน"..ยกตัวอย่างเช่น ทำไม"เลข๓" จึงแซง"เลข๔"ทั้งทั้งที่ ตาม"ยศฐาบรรดาศักดิ์"แล้วนั้น ไม่ควรเป็น...
ที่เป็นไปได้เพราะ คนสมัยก่อน"รู้นอกรู้ใน" ถือแผ่นดินและประชาชนเป็นหลัก...
มีอำนาจ ขุนนางกับวังหน้า..ซึ่งใกล้ชิดประชาชน และวังหลัง
เป็นสามอำนาจที่คานกันอยู่..
แผ่นดินจึงมีการกลั่นกรองในการแก้ปัญหา..จนมาถึงเลข๕ ทุกอย่างเปลี่ยนไปและมีผลต่อเนื่องมาจนรุ่นหลานในบัดนี้...พวกปลายแถวติดรากเหง้า บัวที่อยู่ในโคลนตมผสมบัวแก้ว..555


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.156.101 วันที่: 28 กันยายน 2554 เวลา:9:54:38 น.  

 

"บ้านเมืองเราน่ะ ตอนนี้ เชื่อใครไม่ได้สักคนเดียวค่ะในประเทศนี้"

แม่มด...
อย่าพูดเสียงแบบนี้..ใจหายนะ..ดุจว่าหมดแรงแล้วที่จะรับผิดชอบต่อแผ่นดิน..เราอยู่สุดปลายผืนดินแล้ว ถอยออกไปก็ตกทะเล..
อย่าพูดในขณะนี้ ในขณะที่จีนกำลังเปิดประเทศออกมา..

ผู้รับผิดชอบต่อสังคมที่ตนอยู่หรือที่กำเนิดมานั้น "มีอยู่" แต่ในขณะที่"ความขาดปัญญา"ยังปกครอง..จะให้ใช้"กำลัง"เข้าแก้ไขปัญหาย่อมมิได้..ผู้เดือดร้อนคือ"ผู้ใช้กำลังใช้แรงงานตน"

วิธีที่จะแก้ไขความป่าเถื่อน คือ ความศิวิไลซ์
ในSoutheast Asia นั้น ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความศิวิไลซ์ มากที่สุด..


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.156.101 วันที่: 28 กันยายน 2554 เวลา:10:10:21 น.  

 

เม็ดขนุน ..

มินตราเคยไปทำงานที่ "มหาวิทยาลัยสวยที่สุดในประเทศ"นะ
มีสัปปะรดผลเล็กเล็ก น่าเอ็นดูโตเท่ากำปั้นสตรี.รสดีมากหวานกรอบ..

ทั้งที่พักของนักวิชาการ และ โรงแรมในนั้น ชื่ออะไรนะ ศมศมนี่
พนาศมรึเปล่า..งดงามมีรสนิยมมาก ดอกไม้ก็สวย..
มีทหารอากาศที่นั่น ร้องเพลงไพเราะ มินตราไปรู้จักเพลง
"หยาดเพชร" ที่นั่นนะ..ประทับใจจนบัดนี้..(ยิ้ม สดชื่น)

อธิการคนใหม่ ท่านโปรดเพลง"หกสิบยังแจ๋ว" นี่คะ 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.156.101 วันที่: 28 กันยายน 2554 เวลา:10:28:38 น.  

 

คุณสดายุคะ...ไปตอบที่เพจการเมืองก็ได้ค่ะ...

คุณมินตราคะ เราไปคุยการเมืองที่ เพจนี้ดีกว่านะคะ...

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&group=157

เพจนี้เห็นใจคนมาอ่าน กลอน ค่ะ ^^


โดย: Witch IP: 118.172.107.53 วันที่: 28 กันยายน 2554 เวลา:12:20:43 น.  

 
กราบขอโทษ นักกลอนนะคะ..
มินตราต้องตอบ สดายุ กับ แม่มด.555 เดินตามผู้ใหญ่ค่ะ
แล้วดายุ..นั่นแหละ ไม่นำกลอน หวานหวานมาสบตาอีก..

ขอบคุณแม่มดค่ะ กำลังงงหลงเสน่ห์ มด อยู่ไงคะ


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.133.23 วันที่: 28 กันยายน 2554 เวลา:17:27:56 น.  

 
แม่มดผู้ท้าทาย...555

ขอตอบที่นี่แหละ...เอาเป็นว่าต่อไปก็ไปเปิดประเด็นใหม่ๆในหน้าการเมืองละกัน...

ผมใจกว้างมาก ไม่เหลือง ไม่แดง ไม่หลากสี...เป็นคนไร้แบบแผนคือไม่มีสี เพราะไม่ชอบเข้าคอกเข้าเล้าที่ไหน...คือยังอยู่ในวัยแสวงหาไม่จบไม่สิ้น....55

หาคนที่พอจะให้จิตได้วางศรัทธาลงได้บ้างในทางการเมือง แม้เพียงแค่กระผีกริ้น...ก็ยังหาไม่ได้เลยจนบัดเดี๋ยวนี้...

เอาล่ะเข้าเรื่อง....

ที่เขียนไป...ไม่มีอคติ...เพียงแต่ตั้งใจชี้ให้เห็นประเด็นความขัดแย้งในตนเองของคนเราตามปกตินี่เอง...จากหลักการณ์ที่ว่า...อดีตบอกปัจจุบัน....และปัจจุบันบอกอนาคต...

เนื่องจากเราไม่สามารถทราบความจริงในจิตผู้อื่นได้เลยจากแค่คำพูด...เราจึงต้องมองการกระทำ...และเป็นการกระทำที่ผ่านมาแล้วเท่านั้น...การกระทำในอนาคตไม่มี...ส่วนการกระทำในปัจจุบันนั้นเป็นคำถามตัวโต ??...ที่จะแจกแจงให้เห็นดังต่อไปนี้

คนเราเมื่อเริ่มมีตัวตนปรากฎในสือด้วยเรื่องของส่วนรวม...อาจเรียกได้ว่าเป็นบุคคลสาธารณะ...เป็นต้นว่านักวิชาการ...นักการเมือง...ผู้ประกาศข่าว...นักร้อง นักแสดง นักกิจกรรมเพื่อส่วนรวม..ตัวแทนปวงชน...ฯลฯ

และธรรมชาติของคนเราเมื่ออยู่ในสายตาของบุคคลที่ 2 หรือ 3 ...ย่อมไม่เป็นธรรมชาติของตัวตนเช่นตอนอยู่ลำพัง...ดังนั้นภายใต้สายตาอื่นๆจึงย่อมกอปรด้วย โวหารภาพพจน์ และอาการภาพพจน์...อย่างแน่แท้เด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่คนเดียว (ไม่พูดถึงพระอรหันต์) ....เราจึงไม่อาจนับเอาการกระทำปัจจุบันเป็นปัจจัยพิจารณาความจริงใจของจิตวิญญาณได้

ดังนั้น...บรรดาอดีตของบุคคลที่เอามาแผ่ให้ดู...จึงบอกได้ถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงได้ระดับหนึ่ง...ถูกล่ะที่การเวลาทำให้สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงตามหลักอนิจจัง...รวมทั้งจิตวิญญาณคน...แต่ร่องรอยเบื้องต้นก็บอกความจริงได้ไม่แพ้กัน

อยากพูดเลยเถิดต่อไปถึงว่า...คนที่เลือกที่จะร่ำเรียนมาเพื่องานการที่มี"ยศศักดิ์"เป็นป้ายบอกตนแก่สายตาคนภายนอกนั้น...คือจิตวิญญาณที่ฝักใฝ่ในอำนาจและเกียรติยศ...จะดาวเงินแปดแฉก หรือ ดาวทองหกแฉก ก็ย่อมไม่ต่างกัน...ที่ปลายทางจะมีมงกุฏครอบดาวที่สองบ่าและช่อชัยพฤกษ์หน้าหมวกเป็นที่วาดหวัง...และยศศักดิ์นี้ในสมัยโบราณ คือ ศักดินา นั่นเอง

ดังนั้นคนที่เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยทุกเหล่า...ที่มีวัยเดียวกันกับนักศึกษามหาวิทยาลัย จึงไม่เคยมีกิจกรรมเพื่อความเท่าเทียมกันในสังคมหรือการออกมาร่วมต่อต้านเผด็จการอย่างสมัย 14 ตุลา 2516 เลย ...ดังนั้นการร่วมกิจกรรมการต่อสู้ทางชนชั้นในสังคมยิ่งเป็นเรื่องเพ้อฝันสำหรับคนกลุ่มนี้....

หากเราจำกัดประเด็นการมองพฤติกรรม"อดีตนักเรียนนายร้อย" รวมทั้งลิ่วล้อเพียงแค่ การต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมที่ถูกอำนาจเผด็จทหารการกระทำทั้งการโค่นล้มจากอำนาจที่ได้มาโดยชอบ ทั้งการยึดทรัพย์ แค่นั้น..อันนี้ยอมรับได้...คือชอบธรรมที่จะต่อสู้

รวมทั้งเห็นด้วยกับประเด็นให้"โมฆกรรม" (ใช้ภาษาไทยก็ได้..ไม่ได้กินขนมปังสักหน่อย..ดัดจริตกันไปได้พวกอาจารย์หัวดำทั้งหลาย...) การรัฐประหาร 2549 ที่"นิติราษฎร์" ยกขึ้นมาพูด

แต่หากเลยเถิดไปถึงว่า"อดีตนักเรียนนายร้อย" รวมทั้งลิ่วล้อว่ามีจิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคทางชนชั้น ...อันนี้ยอมรับไม่ได้ ...เพราะไม่เห็นจริงตามที่ได้วิเคราะห์มา


ส่วนประเด็น"พรรคที่อยู่มานาน" คงหมายถึง ปชป.
อันนี้ตอบได้เลยว่า สมัยหนึ่งเคยเป็นพรรคการเมืองที่ยืนตรงข้ามกับอำนาจรัฐมาก่อน และสมัยนั้นก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรค"เกือบแดง" หรือ "สีชมพู" เมื่อกระแสขวาจัดกำลังครอบงำชนชั้นปกครองไทย และเป็นสมัยเดียวกับ ช่วงการล้อมฆ่าในธรรมศาสตร์เมื่อปี 2519 นั่นเอง และสงครามอุดมการณ์ตามป่าเขากำลังเข้มข้นรุนแรง...

ยกตัวอย่างมาสักคน...สุรินทร์ มาตดิตถ์ พ่อ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์...

"ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นายสุรินทร์ถูกกล่าวหาจากฝ่ายขวาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ร่วมกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีก 2 คือ นายชวน หลีกภัย และ นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ หลังเหตุการณ์ นายสุรินทร์ได้ยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมดและได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ พร้อมกับได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งบรรยายความรู้สึกในใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย" - วิกิพีเดีย


ตอนนั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ !....แต่วันนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก อำมาตย์ ???...โอ พระเจ้าจอร์จ นี่คือสังคมไทย.....555


พอมาสมัยที่ทหารจปร.5 เรืองอำนาจ และสร้างพรรค"สามัคคีธรรม" ขึ้นมาโดยให้พ่อเลี้ยง ณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค
ปชป. ก็ยังอยู่ขั้วตรงข้ามกับอำนาจ รสช. ช่วงนั้นอยู่ดี

"พรรคสามัคคีธรรม เป็นพรรคการเมืองไทยที่ก่อตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2535 ในช่วงก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย มีนาคม พ.ศ. 2535 มีการรวบรวมนักการเมืองจากหลายพรรค และมีบุคคลในพรรคที่ใกล้ชิดกับคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. โดยมีนายณรงค์ วงศ์วรรณ อดีตหัวหน้าพรรครวมไทย และพรรคเอกภาพ เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก และ นาวาอากาศตรีฐิติ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรค

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535 พรรคสามัคคีธรรม ได้รับเลือกตั้งเข้ามาจำนวน 79 คน จากจำนวน 360 ที่นั่ง เป็นอันดับที่ 1 จึงต้องจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยการสนับสนุนจากพรรคการเมือง 4 พรรค คือ พรรคชาติไทย (74 คน) พรรคกิจสังคม (31 คน) พรรคประชากรไทย (7 คน) และพรรคราษฎร (4 คน) รวมเป็น 195 คน ขณะที่พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม พรรคเอกภาพ พรรคปวงชนชาวไทย และพรรคมวลชน ร่วมกันเป็นฝ่ายค้าน" - วิกิพีเดีย


จะเห็นว่าอำนาจทหารยุค รสช. เป็นคนละขั้วกับ ปชป. ไม่งั้นก็ร่วมรัฐบาลแล้วสิ...จริงไหม

แล้วจะตอบว่าอย่างไรดี...??

อ่านต่ออีกหน่อยละกัน.....


"กระแส "นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง" เป็นกระแสหลักของสังคมไทยในขณะนั้น พรรคเทพ ประกอบด้วย 4 พรรคการเมืองคือ พรรคความหวังใหม่ (72 เสียง) พรรคประชาธิปัตย์ (44 เสียง) พรรคพลังธรรม (41 เสียง) และพรรคเอกภาพ (6 เสียง)

ในขณะที่ พรรคมาร คือพรรคที่สนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร ประกอบด้วยพรรคการเมือง 5 พรรค ได้แก่ พรรคสามัคคีธรรม (79 เสียง) พรรคชาติไทย (74 เสียง) พรรคกิจสังคม (31 เสียง) พรรคประชากรไทย (7 เสียง) และพรรคราษฎร (4 เสียง) ซึ่งก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมีกระแสเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และทั้ง 5 พรรคนี้ต่างเคยตอบรับมาก่อน แต่ในที่สุดกลับหันมาสนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร และเห็นว่าเป็นการพยายามสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร (รสช.)

18 พฤษภาคม ทหารได้ควบคุมตัว พล.ต. จำลอง ศรีเมือง จากบริเวณที่ชุมนุมกลางถนนราชดำเนินกลาง และรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์หลายฉบับและรายงานข่าวทางโทรทัศน์ของรัฐบาลทุกช่องยืนยันว่าไม่มีการเสียชีวิตของประชาชน แต่การชุมนุมต่อต้านของประชาชนยังไม่สิ้นสุด เริ่มมีประชาชนออกมาชุมนุมอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมมีการตั้งแนวป้องกันการปราบปรามตามถนนสายต่าง ๆ ขณะที่รัฐบาลได้ออกประกาศจับแกนนำอีกเจ็ดคน คือ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล, น.พ. เหวง โตจิราการ, น.พ. สันต์ หัตถีรัตน์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, น.ส. จิตราวดี วรฉัตร และนายวีระ มุสิกพงศ์ โดยระบุว่าบุคคลเหล่านี้ยังคงชุมนุมไม่เลิก - วิกิพีเดีย


บุคคลที่ถูกเอ่ยชื่อเหล่านี้ จึงมีประวัติการต่อสู้เผด็จการอยู่ในบันทึกของ วิกิพีเดีย...และหากจะออกมาต่อสู้อีกก็เป็นเรื่องสอดคล้องกับการรับรู้ของสังคมว่ามีจิตวิญญาณเช่นนี้อยู่จริง....


หาจะให้มองว่าทำไม ปชป. ถึงไม่เคยได้คะแนนเสียงเกินครึ่งจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เลย...ก็ต้องมองไปที่....

1. นโยบายพรรคที่ดูเหมือนจะไม่มี "วิศวกรการเมือง" ของพรรคที่มองสังคมไทยโดยรวมได้ขาดจนสามารถร่างนโยบายออกมาได้โดนใจคนไทย....

2. ในพรรคอุดมไปด้วย"นักการเมืองอาชีพ" ที่ส่วนใหญ่ร่ำเรียนมาทางนิติศาสตร์...รัฐศาสตร์...ซึ่งเป็นสาย"ใช้ปากทำงาน" และจัดการเรื่องราวไม่เป็น มากหลักการ และเดินในกรอบกฎหมายเคร่งครัดเกินไป...ประเภท No Action Talk Only (NATO) นั่นเอง....555

3. ห่วงภาพพจน์เกินเหตุ...ลักษณะนี้ปรากฎเด่นชัดในตัว นายหัวชวน กับ นายอภิสิทธิ์ จนน่ารำคาญ...ทำให้การตัดสินใจไม่เฉียบขาดฉับไว....มีลักษณะปกป้องตัวเองสูง...กลัวผิด

ประเภท "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว" ที่จอมพลขะม้าแดงเคยพูดบ่อยๆ (สมัยยังไม่ตายคาอกสาว)..นี่ไม่เคยได้ยินเรยยย..555

4. ประการสุดท้าย ระบอบการบริหารภายในพรรค ทำให้คนไฟแรงหมดไฟเอาได้ง่าย...ที่เหลืออยู่ได้ก็คือพวกยืนหายใจไปวันๆ...ทำให้คนที่มีความคิดนอกกรอบไม่สามารถอยู่ร่วมได้....ทำให้ขาดแนวคิดเชิงรุกต่อประเด็นปัญหาบ้านเมือง


อยากให้แสดงความเห็น...ก็ยาวเป็นรถไฟสายใต้แบบนี้แหละ...อิๆๆ




โดย: สดายุ... วันที่: 28 กันยายน 2554 เวลา:21:20:19 น.  

 
มินตรา....

คุยกับสะใภ้เยอรมันนี่ต้องแปลรหัสวิดน้ำกันอีกแล้วเหรอ...555

เอ้า...เด็กๆ ที่เพิ่งอ่านการเมืองเตาะแตะ...ลองอ่านดูว่าคนที่ใช้รหัสมอสได้เนียนพอควรนั้นเขาตั้งใจบอกอะไรเราบ้าง...

วังหน้า...หมายถึง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล...หรือ พระอุปราช...คือผู้จะเป้นกษัตริย์องค์ต่อไป...

มาอ่านความรู้กันสักหน่อย...

......."วังหน้า เป็นชื่อที่สามัญชนชอบ ใช้เรียกพระมหาอุปราช ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีขึ้นครั้งแรกในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยตราพระราชกำหนดศักดินาพลเรือนขึ้น เมื่อพุทธศักราช 2009 ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เปลี่ยนนามวังที่ประทับของพระมหาอุปราชให้สูงขึ้นเสมอพระราชวังหลวง เรียกว่า พระราชวังบวรสถานมงคล เหตุที่สามัญชนเรียก พระราชวังบวรสถานมงคลว่า วังหน้า อธิบาย ได้ 3 ประการดังนี้

ประการที่ 1 หมายถึงวังที่ตั้งอยู่ข้างหน้าของพระราชวังหลวง สมัยอยุธยา ครั้งเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นพระมหาอุปราช ประกาศอิสรภาพพ้นการเป็นเมืองขึ้นของพม่าแล้ว เสด็จมาประทับในพระนครศรีอยุธยา ทรงสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ทางด้านหน้าของพระราชวังหลวง จึงถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งวังที่ประทับของพระมหาอุปราช

ประการที่ 2 ลักษณะการจัดขบวนทัพออกรบ ทัพของพระมหาอุปราชจะยกออกเป็นทัพหน้า เรียกว่าฝ่ายหน้า และเรียกวังที่ประทับของแม่ทัพว่า วังฝ่ายหน้า และย่อเป็นวังหน้าในที่สุด

ประการสุดท้าย วังหน้าจะปรากฏเรียกเฉพาะในเวลาที่บ้านเมืองมีพระมหาอุปราชเท่านั้น สมัยธนบุรี ไม่มีตำแหน่ง พระมหาอุปราช จึงไม่ปรากฏว่ามี วังหน้าในสมัยนั้น

วังหน้า ระหว่าง ปี พ.ศ. 2325-2346

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพุทธศักราช 2325 โปรดให้พระยาจิตรเสวี และพระยาธรรมธิกรณ์ เป็นแม่กองย้ายชุมชนชาวจีนไปอยู่บริเวณวัดสามปลื้มและวัดสามเพ็ง เพื่อใช้ที่ดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศใต้จากวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพน) จรดวัดสลัก (วัดมหาธาตุ) ในการสร้างพระบรมหาราชวัง (วังหลวง) และโปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราช ซึ่งดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชยาติกรรมที่ดินบางส่วนของวัดสลักไปทางเหนือจรดคลองโรงไหม (บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งพระนคร) เพื่อสร้างเป็นพระราชวังบวรสถานมงคล พระองค์ทรงเป็นพระมหาอุปราชที่มีความสามารถในการรบเป็นอย่างยิ่งเป็นที่เลื่องลือ ในบรรดานักรบต่างชาติ เช่น พม่า ในนามของพระยาสุรสีห์ หรือพระยาเสือ ทรงดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราช เป็นเวลา 21 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพุทธศักราช 2346 ในสมัยของพระองค์พื้นที่วังหน้าด้านเหนือติดกับคลองคูเมือง เป็นสำนักชี เรียกกันว่า วัดหลวงชี เพราะเป็นที่จำศีลของ นักชี มารดาของนักองค์อี ซึ่งเป็นพระชายา ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของวิทยาลัยนาฎศิลป

วังหน้า ระหว่างปี พ.ศ. 2349-2360

หลังจากกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สวรรคต ตำแหน่งพระมหาอุปราช ว่างลงเป็นเวลา 3 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงแต่งตั้ง พระโอรส คือ พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เป็นพระมหาอุปราช แต่ทรงประทับที่พระราชวังเดิม (ที่ทำการกองเรือยุทธการในปัจจุบัน) ทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราช 3 ปี พุทธศักราช 2352 เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ที่ 2 ของสมัยรัตนโกสินทร์ ได้ทรงสถาปนาพระอนุชาธิราชให้ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช ทรงพระนาม กรมพระราชวังบวรเสนานุรักษ์ พระองค์ได้ช่วยสมเด็จพระเชษฐาปฏิบัติราชการอย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้เพราะพระเชษฐา คือพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นกวีและศิลปิน พระองค์สนพระทัยในเรื่องศิลปะ วรรณคดีและนาฎศิลป์เป็นอันมาก ฉะนั้น พระอนุชาจึงต้องช่วยแบ่งภาระในการบริหารราชการไปเป็นส่วนมาก ทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราชเป็นเวลา 8 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพุทธศักราช 2360 ตำแหน่งพระมหาอุปราชว่างลงจนสิ้นรัชกาล

วังหน้า ระหว่างปี พ.ศ. 2367-2375

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อพุทธศักราช 2367 โปรดให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นมหาศักดิ์พลเสพ ดำรงพระยศพระมหาอุปราช พระองค์เป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ โปรดให้มีการรื้อและสร้างอาคารต่าง ๆ ภายในพระราชวังบวรฯอย่างมาก โปรดให้สร้างวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้าขึ้น ตรงบริเวณที่เคยเป็นสำนักชีเมื่อครั้งสมัยกรมพระราชวังบวรพระองค์แรก และรื้ออกทำเป็นสวนกระต่ายเมื่อสมัยกรมพระราชวังบวรเสนานุรักษ์ ปัจจุบันโบราณสถานแห่งนี้ยังตั้งเด่นเป็นสง่าแก่วิทยาลัยนาฎศิลป พระองค์ทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราชเป็นเวลา 8 ปี เสด็จสวรรคตในปีพุทธศักราช 2375 จากนั้นตำแหน่งพระมหาอุปราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ว่างลงเป็นเวลา 18 ปี

วังหน้า ระหว่างปี พ.ศ. 2394-2408

พุทธศักราช 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงแต่งตั้งพระอนุชา เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระมหาอุปราช และให้มีพระเกียรติยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานบวรราชาภิเษกเป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวต่างประเทศเรียกว่า พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง พระองค์สนพระทัย เรื่องปืน การสร้างเรือกลไฟ เรือรบ โปรดการทหาร การกีฬาดนตรี ตลอดจนการศึกษาภาษาอังกฤษ โปรดขนบธรรมเนียมและความเป็นอยู่อย่างชาวตะวันตก ทรงปฏิสังขรณ์ต่อเติมและสร้างพระราชมณเฑียรใหม่ สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่งคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ จากพระอุโบสถวัดพระแก้ว วังหลวง กลับมาไว้ที่วังหน้าดังเดิม (ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่พระที่นั่งพุทไธศวรรย์ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ) โปรดให้ช่างวาดจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับตำนานพระพุทธสิหิงค์ และประวัติอดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ไว้ที่ผนังในพระอุโบสถและพระราชทานนามว่า วัดบวรสถานสุทธาวาส สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงดำรงราชสมบัติเป็นเวลา 15 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพุทธศักราช 2408 ตำแหน่งพระมหาอุปราชว่างลงอีกครั้งเป็นเวลา 3 ปี

วังหน้า ระหว่างปี พ.ศ. 2411-2428

พุทธศักราช 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ คณะเสนาบดี และพระบรมวงศานุวงศ์ได้อัญเชิญ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ดำรงพระยศพระมหาอุปราช ทรงมีคุณานูปการต่องานช่างทุกแขนง ทรงอุปถัมภ์ช่างฝีมือเอกรวบรวมไว้ในวังหน้า ฝีมือช่างวังหน้าจึงเป็นฝีมือชั้นสูงในงานศิลปะหลายแขนง จนได้รับการยกย่องเป็นแบบอย่าง พระองค์ทรงดำรงพระยศเป็นเวลา 17 ปี เสด็จทิวงคตในปีพุทธศักราช 2428 เป็นวังหน้าองค์สุดท้ายของประเทศไทย

วันที่ 4 กันยายน 2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โปรดให้ประกาศพระราชกฤษฎีกายกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช และโปรดให้จัดเขตวังหน้าขึ้น นอกริมน้ำด้านตะวันตกเป็นโรงทหารรักษาพระองค์ ขยายเขตวังชั้นนอกด้านทิศตะวันออกเป็นท้องสนามหลวง หลังจากเสด็จกลับจากประพาสยุโรป พุทธศักราช 2440 โปรดให้ขยายส่วนของสนามหลวงขึ้นไปทางเหนือรวมทั้งรื้อป้อม และอาคารที่ชำรุดทรุดโทรม รอบ ๆ วัดบวรสถานสุทธาวาสลง คงเหลือแต่ตัวพระอุโบสถไว้ และโปรดให้ใช้พระอุโบสถเป็นพระเมรุพิมานสำหรับประดิษฐานพระบรมศพ เวลาสมโภช และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลแทนพระเมรุใหญ่ท้องสนามหลวง และปลูกพระเมรุน้อยที่พระราชทานเพลิงต่อออกไปทางด้านเหนือ เมื่อเจ้านายวังหน้าสิ้นพระชนม์เหลืออยู่น้อยพระองค์ จึงโปรดให้เสด็จไปอยู่ในพระราชวังหลวง ส่วนพื้นที่วังหน้านอกจากบริเวณพิพิธภัณฑ์สถานนั้น โปรดให้กระทรวงกลาโหมดูแลรักษาต่อมา

พุทธศักราช 2475 ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลกำหนดการศึกษาของชาติให้คนไทยมีสิทธิขั้นพื้นฐานให้ ได้รับการศึกษา อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงของชาติสืบไป พระบรมราชวังของสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานทั้ง 5 พระองค์ ได้ใช้เป็นสถาบันการศึกษา และสถานที่ราชการ คือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงละครแห่งชาติ และวิทยาลัยนาฎศิลป ซึ่งล้วนเป็นสถาบันที่บ่งบอกความเป็นอารยะของชาติ ".......


"ในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติต่างถึงแก่พิราลัย และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็เสด็จสวรรคตลง ตามลำดับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงโปรดแต่งตั้งผู้ใดที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลขึ้นแทน ในขณะนั้นพระองค์มีพระชนม์พรรษา 60 พรรษา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ก็ยังทรงพระเยาว์ แต่พระองค์ก็ทรงแต่งตั้งขึ้นเป็น "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ" เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า จากการที่บ้านเมืองสูญเสียบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในช่วงระยะเวลานี้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จึงมีอำนาจยิ่งใหญ่ในราชการแผ่นดิน เพราะราชการทั้งปวงก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่ท่านคนเดียว

แม้จะยังไม่มีธรรมเนียมในการตั้งรัชทายาทขึ้นสืบราชบัลลังก์ แต่ก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงฝึกเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ให้ปฏิบัติราชการอย่างกวดขันและใกล้ชิด ให้อยู่ปฏิบัติประจำพระองค์ ให้ทรงรับฟังพระบรมราโชวาทและพระบรมราโชบายในกิจการบ้านเมือง ทรงมักมอบหมายให้เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เป็นผู้อัญเชิญพระกระแสรับสั่งแจ้งพระราชประสงค์และข้อหารือราชการไปยังสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ทุกเช้า เพื่อเป็นการฝึกราชการและเพื่อให้มีความสนิทสนมกันและเพื่อได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ซึ่งเป็นขุนนางผู้มีอำนาจมากที่สุดในขณะนั้นต่อไปในภายหน้า

พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งปวงทราบดีว่า หากพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตในขณะที่เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ยังทรงพระเยาว์นั้น ผู้ที่จะได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคงไม่พ้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ซึ่งมีอำนาจมากเกินไปอาจเป็นอันตราย จึงกราบทูลว่าไม่ควรไว้วางพระราชหฤทัย แต่พระองค์ก็ไม่ทรงปักใจเชื่อ และปฏิบัติพระองค์เป็นปกติกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เสมอมา เพื่อมิให้กระทบกระเทือนจิตใจฝ่ายขุนนาง เนื่องจากท่านเหล่านั้นกุมอำนาจในตำแหน่งที่สำคัญ ๆ อยู่

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2411 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มประชวรและมีพระอาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมทั้งเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ก็ทรงประชวรด้วยเช่นกัน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จึงเรียกประชุมเสนาบดีทั้งปวงให้เตรียมพร้อมไม่อยู่ในความประมาท สั่งการให้ตั้งกองทหารล้อมพระตำหนักที่ประทับของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์หรือกรมขุนพินิตประชานาถไว้ด้วย

เช้าวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสสั่งให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ และเจ้าพระยาภูธราภัยเข้าเฝ้า และมีพระราชดำรัสว่า "ท่านทั้ง 3 กับพระองค์ได้ทำนุบำรุงประคับประคองกันมา บัดนี้กาละจะถึงพระองค์แล้ว ขอลาท่านทั้งหลายในวันนี้ ขอฝากพระราชโอรสธิดาอย่าให้มีภัยอันตราย หรือเป็นที่กีดขวางในการแผ่นดิน ถ้ามีผิดสิ่งไรเป็นข้อใหญ่ ขอแต่ชีวิตไว้ให้เป็นแต่โทษเนรเทศ ขอให้ท่านทั้ง 3 จงเป็นที่พึ่งแก่พระราชโอรสธิดาต่อไปด้วยเถิด" พร้อมทั้งตรัสขอให้ผู้ใหญ่ทั้งสามท่านได้ช่วยกันดูแลบ้านเมืองต่อไป ให้ทูลพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่เอาธุระรับฎีกาของราษฎรผู้มีทุกข์ร้อนดังที่พระองค์เคยปฏิบัติมา โดยไม่ทรงเอ่ยว่าจะให้ผู้ใดขึ้นครองราชย์แทนพระองค์

หลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว ที่ประชุมเสนาบดีและพระบรมวงศานุวงศ์ได้อัญเชิญเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ขึ้นเป็น "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5" และให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ผู้มีอำนาจเต็ม โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์ช่วยในส่วนการพระราชนิเวศน์ รวมทั้งเชิญกรมหมื่นบวรวิไชยชาญขึ้นดำรงตำแหน่งที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ถึงแม้ว่าพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปราโมช กรมขุนวรจักรธรานุภาพ จะตรัสว่า "ผู้ที่จะเป็นตำแหน่งพระราชโองการมีอยู่แล้ว ตำแหน่งพระมหาอุปราชควรแล้วแต่พระราชโองการจะทรงตั้ง เห็นมิใช่กิจของที่ประชุม ที่จะเลือกพระมหาอุปราช" อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเสนาบดีและพระบรมวงศานุวงศ์ก็ได้แต่งตั้งให้กรมหมื่นบวรวิไชยชาญขึ้นดำรงตำแหน่งที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล" - วิกิพีเดีย


ร้ายจริงๆสะใภ้เยอรมันนี...ต้องคุ้ยกันหลายชั้นจึงจะถึงบางอ้อ...


คุ้ยหาถึงโคตรบรรพบุรุษแล้ว ก็ขอข้ามเรื่องของพี่น้องสองหม่อมไปเลยละกัน ยังไงก็ถึงกาละไปหมดแล้ว....สาธุ...อิๆๆ


ทำไม"เลข๓" จึงแซง"เลข๔"ทั้งทั้งที่ ตาม"ยศฐาบรรดาศักดิ์" แล้วนั้น ไม่ควรเป็น...

ขอตอบว่า...เพราะห่างชั้นกันมากทั้งโดยวัย และฝีมือช่วยพ่อทำมาหากิน...จนเงินถุงแดงเต็ม"ห้องเก็บ" และพ่อเรียกล้อว่า "เจ้าสัว" ...คงคล้ายๆกับกรณี พระเจ้าอุทุมพร - พระเจ้าเอกทัศน์ ที่พ่อ พระเจ้าบรมโกศ ให้น้องขึ้น เพราะ "เก่งกว่าพี่" คือมองผลดีที่จะเกิดต่อบ้านเมืองก่อนอื่นใด...


จนมาถึงเลข๕ ทุกอย่างเปลี่ยนไป....

จุดนี้มีทั้งบวก ทั้งลบ

บวกคือ ธรรมชาติของฝรั่งจะรู้สึกดีหรือยอมรับคนที่ "คุยรู้เรื่อง" ไม่งั้นพวกจะ look down เลยทีเดียว...และหากพูดออกสำเนียงได้เหมือนเลยนี่จะยอมรับว่ามีความอารยะเทียบเขาเลย...จึงต้องเอาเงินถุงแดงข้างบนมาใช้เพื่อส่งลูกหลานไปฝึกพูดภาษาเขาที่เมืองเขา...จึงยังไม่ถึงกับต้องยืนเคารพธงอังกฤษ หรือ ธงฝรั่งเศส..เหมือนเพื่อนรัก ฮุนเซน หรือ ตานฉ่วยทางตะวันตก..นะนา 555

ลบคือ เรายากจน เงินรายได้เข้า"ห้องเก็บ"มีน้อย หากไม่ทำแบบ เลข๓...จะเอาที่ไหนมาเพิ่ม...ก็หมดสิ

ผลตามมาคือพอถึงเลข ๖ ก็เริ่มเอาคนออกจากงาน...
พอถึงเลข ๗ ก็เสร็จเลย...เมื่อคนเดือดร้อนก็ย่อมต้องการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา


ส่วนเรื่องบัวแก้วติดตม...55
พูดได้เพียงว่า...คนไทยที่ position ตัวเองว่าสงส่งกว่าผู้อื่นนั้นจะมีลักษณาการแบบ "กบในกะลาครอบ" ไม่ว่าจะสูงส่งโดยฐานะ...การศึกษาทางโลก...หรือชาติกำเนิด(ตรงนี้คิดเพ้อไปเอง..ทั้งนั้น) และความคิดแบบนั้นทำให้ขาดการเรียนรู้...

และน่าแปลกมากที่คนที่ขาดการเรียนรู้ในบ้านเมืองนี้กลับชอบแสดง"ความเห็น" ในเรื่องราวต่างๆมากเป็นพิเศษ...

ไม่เป็นอยู่อย่างสมถะ
ไม่อดทนทำงานหนัก
ไม่เก็บหอมรอมริบ
ไม่เรียนรู้

แล้วจะร่ำรวย..ฉลาด..แบบคนเยอรมันกันเอาชาติไหนเล่า....จริงไหม ? อิๆๆๆ



โดย: สดายุ... วันที่: 28 กันยายน 2554 เวลา:22:29:29 น.  

 
ดายุ...
เล่นดวลกันเช่นนี้ ต้องยืมฝีกลอนของวังหน้าองค์แรก มาตอบ..
จะเห็นคำว่า"ประวัติศาสตร์ ซ้ำรอย"


"....ไป่ปรากฏเหตุเสียเหมือนครั้งนี้
มีแต่บรมสุขา
ครั้งนี้มีแต่พื้นพสุธา
อนิจจาสังเวชทนาใจ

ทั้งนี้เป็นต้นด้วยผลเหตุ
จะอาเพศกษัตริย์ผู้เป็นใหญ่
มิได้พิจารณาข้าไท
เคยใช้ก็เลี้ยงด้วยเมตตา

ไม่รู้รอบประกอบในราชกิจ
ประพฤติการแต่ที่ผิดด้วยอิจฉา
สุภาษิตท่านกล่าวเป็นราวมา
จะตั้งแต่งเสนาธิบดี

ไม่ควรจะให้อัครฐาน
จะเสียการแผ่นดินกรุงศรี
เพราะไม่ฟังตำนานโบราณมี
จึงเสียทีเสียวงศ์กษัตรา

เสียยศเสียศักดิ์นัคเรศ
เสียทั้งพระนิเวศน์วงศา
เสียทั้งตระกูลนานา
เสียทั้งไพร่ฟ้าประชากร

สารพัดจะเสียสิ้นสุด
ทั้งการยุทธก็ไม่เตรียมฝึกสอน
จึงไม่รู้กู้แก้พระนคร
เหมือนหนอนเบียนให้ประจำกรรม

อันจะเป็นเสนาธิบดี
ควรที่จะพิทักษ์อุปถัมภ์
ประกอบการหว่านปรายไว้หลายชั้น
ป้องกันปัจจาอย่าให้มี

นี่ทำหาเป็นเช่นนั้นไม่
เหมือนไพร่ชั่วช้ากระทาสี
เหตุภัยใกล้กรายร้ายดี
ไม่มีที่รู้สักประการ.....".

(เพลงยาวนิราศเสด็จไปตีเมืองพม่า
พระนิพนธ์ในสมเด็จฯกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
เมื่อครั้งเสด็จไป ตีเมืองพม่า เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๖)


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.138.24 วันที่: 29 กันยายน 2554 เวลา:4:04:08 น.  

 

ดายุ...

การ"ฝากแผ่นดิน"ไว้นั้น มีในรัชกาลก่อนหน้านั้นด้วยนะ...

พ.ศ. ๒๓๙๓ โปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
จางวางมหาดเล็ก อาจกล่าวได้ว่าท่านเป็นมหาดเล็ก "คู่บุญ" ในรัชกาลที่ ๓
เพราะท่านเป็นผู้หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รับสั่งให้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด
เมื่อตอนประชวรหนักทรงรับสั่งฝากแผ่นดินไว้ว่า
"...การภายหน้าเห็นแต่เองที่จะรับราชการเป็นอธิบดี ผู้ใหญ่ต่อไป
การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง
ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียทีแก่เขาได้..." ซึ่ง
"ท่านพระยาศรีสุริยวงศ์รับพระราช โองการแล้วก็ร้องไห้
ถอยออกมาจากที่เฝ้า..."

จึงเกิดการมีกษัตริย์ ๒พระองค์ในสมัยนั้น..องค์หนึ่งความสามารถสูงคือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์
(พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งเป็นวังหน้ารักใคร่กันกับพระยาศรีสุริยวงศ์ จนยกพระเจ้ายอร์ชวอชิงตัน ให้เป็นบุตรบุญธรรม..และ อีกองค์ที่"ประวัติศาสตร์ยกย่อง"...

ปัจจุบันก็มีกลอนที่ ต้องอ่าน..

"นี่ทำหาเป็นเช่นนั้นไม่
เหมือนไพร่ชั่วช้ากระทาสี
เหตุภัยใกล้กรายร้ายดี
ไม่มีที่รู้สักประการ...."


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.138.24 วันที่: 29 กันยายน 2554 เวลา:5:39:51 น.  

 

แม่มดคะ..

ดายุนะคะ ที่"ชักใบให้เรือเสีย" มินตราออก น่ารัก ว่าไงว่าตามกัน
เลยไปหากลอนมาใส่หน้ากลอนไงคะ..555
(แถมไม่ต้องแต่งเองอีก ...ใครเลยจะ บินเก่งเท่า สดายุ !)


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.138.24 วันที่: 29 กันยายน 2554 เวลา:5:48:53 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณสดายุ...

สวัสดีค่ะคุณมินตรา...

คุณมินตรา พูดได้ตรงประเด็นดีค่ะ...ชัดๆ อิอิ ^^

ส่วนคุณสดายุ ตอบเฉียงๆนะคะ "ไม่กล้า" ตรงๆงั้นสิ 555+

แม่มดถามคุณสดายุ ว่า..." จริงๆแล้วเป็นพรรค ของใคร? อิงกับฝ่ายไหน เอาชัดๆเลยนะคะ "

ทำไมข้ามไปคะ? ไม่เป็นไร พอแค่นี้ก็ได้ ทิ้งไว้ฐานเข้าใจ อิอิ

ขอบคุณทั้งสองท่านค่ะ ได้ความรู้เพิ่มเยอะเลย แม่มดเป็นพวก "เด็กๆ ที่เพิ่งอ่านการเมืองเตาะแตะ"

ขอบคุณมากค่ะ


โดย: Witch IP: 118.172.107.53 วันที่: 29 กันยายน 2554 เวลา:7:12:04 น.  

 

แม่มดคะ...


"คุณมินตรา พูดได้ตรงประเด็นดีค่ะ...ชัดๆ อิอิ ^^"

ท่านส่งลูกมาให้เราตีกลับ..จะรับไม่ถูกได้ไง..555
เดี๋ยวท่านจะ "เหน็บ"ได้ว่า บัวในโคลนตม..เรานี่พวกบัวบานแล้วไงคะ...(เผื่อจะได้เป็น"บัวดอกนั้น" บ้าง....)


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.162.8 วันที่: 29 กันยายน 2554 เวลา:16:25:15 น.  

 
แม่มด...

สงสัยติดคำตอบแบบ ก ข ค ง ของหลักสูตรไทยมา..ถึงได้แต่ต้องการคำตอบสำเร็จรูปนัก

ที่ไม่พูดตรงๆ...แต่พยายามโยงเหตุการณ์ให้เห็นเพราะจะได้คำตอบเองว่า....แล้วแต่ใครจะว่า ปชป เป็นพวกไหน ?

ยุคนายควง อภัยวงศ์ ก็สู้รบกับทหารมา....

ยุคพิชัย รัตตกุล ประนีประนอมกับทหารร่วมเป็นรัฐบาลสมัยป๋าเปรมเป็นนายกมาตลอด 8 ปี และ วีระ มุสิกพงศ์ ก็เคยเป็น รมช. มหาดไทยสมัยปาเปรมมาแล้วในฐานะ เลขาธิการพรรค ปชป....

ยุคนายชวน หลีกภัย อยู่ขั้วตรงข้ามกับทหาร รสช.

ยุคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ขั้วเดียวกับ คมช.

นี่คือเหตุผลว่าต้องคิดตัดสินเอาเอง โดยเอาอดีตมากางให้ดูแล้ว...

แต่ไม่ยักดูแฮะ









โดย: สดายุ... วันที่: 29 กันยายน 2554 เวลา:19:23:06 น.  

 
มินตรา....

กลอนเจ้าพระยาสุรสีห์ที่ยกมานั้น...
ในเชิงวรรณศิลป์แล้ว..ไม่ค่อยไพเราะเท่าใดนัก...แต่หากอ่านเอาใจความล่ะก็พอได้...ที่น่าชื่นชมก็คือสมัยก่อนนั้นแม้แต่นักรบผู้จับดาบก็ยังเขียนกลอนเป็น...แม้จะไม่โดดเด่นเท่าบรรดากวีตัวจริงก็ตาม....

หากเป็นสมัยนี้...ลองให้บรรดานายพลเขียนกลอน...จะได้สัก 2-3 บทหรือเปล่าก็ไม่รู้...และคงอ่านไม่รู้เรื่อง...555


คนเราถึงเป็นพี่น้องท้องเดียวกันก็ใช่ว่าจะคิดอ่านเห็นดีเห็นงามไปด้วยกันเสียทั้งหมด...แม้แต่ในครอบครัวเราๆเองก็ตามจริงไหม...

ดังนั้น..ครั้งหนึ่งสองพี่น้องขัดแย้งเผชิญหน้ากันรุนแรงจน "พี่สาวใหญ่" ของทั้งคู่ต้องออกหน้าหย่าศึกกันเลยทีเดียว !

สมัยเด็กๆเคยอ่านวีรกรรมของนายบุญมา...หรือนายสุดจินดา ซึ่งเป็นชื่อเดิมของเจ้าพระยาสุรสีห์...ตั้งแต่หนีทัพพม่าโดยลอยคอแล้วคว่ำเรือครอบหัวไว้ไปตามลำน้ำ...จนรอดพ้นสายตาทหารพม่าที่ยึดครองพื้นที่เมืองหลวงอยุธยาอยู่หลังกรุงแตกไปได้...ยังจำได้จนทุกวันนี้

กรำศึกเหนือจดใต้อย่างน่ายกย่อง...
ร่วมมือกับเจ้าตากกู้ชาติจนสร้างบ้านแปงเมืองได้อีกครั้ง

ผมไม่แน่ใจนักว่าสายสกุลท่านที่สืบทอดต่อมาคือราชสกุลใด


โดย: สดายุ... วันที่: 29 กันยายน 2554 เวลา:20:33:45 น.  

 

ดายุ...

กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงมีพระราชโอรส 18 พระราชธิดา 25 รวมทั้งสิ้น 43 พระองค์ และ ทรงมีพระราชทายาทสืบสายสกุลรวม 4 ราชสกุล โดยเรียงลำดับพระชันษา ดังนี้


อสุนี องค์ต้นราชสกุล คือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเสนีเทพ มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าชายอสุนี” ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 8 และเป็นโอรสเพียงหนึ่งเดียวในเจ้าจอมมารดาขำ

สังขทัต องค์ต้นราชสกุล คือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนนรานุชิต มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าชายสังกะทัต” ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 21 และที่ 3 ในเจ้าจอมมารดาฉิม

ปัทมสิงห์ องค์ต้นราชสกุล คือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายบัว (มิได้ทรงกรม) ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 26 ในเจ้าจอมมารดาศรี

นีรสิงห์ องค์ต้นราชสกุล คือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายเณร (มิได้ทรงกรม) ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 41 ในเจ้าจอมมารดาไผ่

//www.pantown.com/group.php?display=content&id=34455&name=content10&area=3


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.153.25 วันที่: 30 กันยายน 2554 เวลา:0:17:38 น.  

 
ขอบคุณในข้อมูลขอรับ
เคยเห็นเพียง...ปัทมสิงห์ สกุลเดียวนะในความรับรู้


โดย: สดายุ... วันที่: 30 กันยายน 2554 เวลา:6:25:01 น.  

 

"นี่คือเหตุผลว่าต้องคิดตัดสินเอาเอง โดยเอาอดีตมากางให้ดูแล้ว..." "แต่ไม่ยักดูแฮะ"


อ่อค่ะ...

ขอบคุณในคำตอบ... จริงๆมีอะไรอยากพูดอีก แต่..ดูอาการแล้ว เงียบๆเสียดีกว่า...

เพราะคุณคิดว่า เราตั้งคำถามไม่ตริงกับคำตอบของคุณไงคะ ...

อย่างไรก็แล้วแต่ ขอบคุณค่ะ...



โดย: Witch IP: 118.172.117.224 วันที่: 30 กันยายน 2554 เวลา:6:52:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.