สมุดบันทึกผู้หญิงชอบเที่ยว "ภัทรานิตย์" -- www.atourthai.com --

"เที่ยวเมืองไทยด้วยหัวใจ แล้วคุณจะรักเมืองไทยอย่างยั่งยืน"


<<
กรกฏาคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
16 กรกฏาคม 2551
 

BKK - PHETBURI :: นมัสการเจ้าแม่กวนอิมพันมือเมืองเพชร

หลังจากเที่ยวสนุกสนานมาหลายทริป ทริปนี้จะพาเข้าวัดกันบ้าง อาจจะร้อนไปหน่อย ก็ทนๆ เอาล่ะกันนะ จุดหมายของเราวันนี้คือ ไปนมัสการเจ้าแม่กวนอินพันมือที่จังหวัดเพชรบุรี เข้าทางเขื่อนแก่งกระจานล่ะ เมื่อมาถึงวัดก็เข้ามาซื้อตั๋วรถเพื่อไปที่วัดล่ะ





ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงสำนักงานใหญ่ทูตแห่งสันติภาพแห่งโลกล่ะ ที่นี้ได้ร้อนของจริงแล้วล่ะ เพราะเราจะเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปด้านในกันล่ะ





จากนั้นก็เดินต่อไปยัง แดนพุทธเกษตร พุทธศาสนิกชนชาวจีนมักจะกล่าวถึงแดนสุขาวดี หรือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และแดนพุทธเกษตรหรือสวรรค์ชั้นดุสิต ชาวจีนเชื่อว่า ทิศตะวันออกเป็นแดนสวรรค์ ทิศตะวันตกเป็นแดนนรก ทิศเหนือเป็นแดนพุทธเกษตรและทิศใต้เป็นแดนสุขาวดี ว่ากันว่า ณ แดนพุทธเกษตรหรือสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นที่สถิตของเทพพรหมผู้มีความรู้ โดยเฉพาะยังเป็นที่สถิตของพระโพธิสัตว์และผู้ที่จะมาประสูติและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ดังนั้นแดนพุทธเกษตรจึงเป็นแดนพระโพธิสัตว์นั่นเอง



ซึ่งในแดนพุทธเกษตรแห่งนี้นั้น ได้สร้างพระพุทธรูปประจำวันให้เลือกบูชาตามวันเกิด เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้มาเยือนอุทยานศาสนาแห่งนี้ ตามมาดูกันดีกว่าว่าแต่ละปางมีคำพยากรณ์ว่าอย่างไรกันบ้าง



เริ่มจากคนเกิดวันอาทิตย์ ตามคำพยากรณ์กล่าวไว้ว่า หญิงชายใด เกิดวันอาทิตย์ ผู้นั้นใจจิต จะพลั้งมักง่าย ทำการเสมอตัว ดีชั่วใดใด ทำคุณแก่ใคร เหมือนไฟตกน้ำ จะมีผู้ใหญ่ เป็นผู้อุปถัมภ์ เจรจาเลิศล้ำ ไม่มีความผิด น้ำใจซื่อตรง คงสัตย์ต่อมิตร รักง่ายใจจิต ไม่คิดเสียดาย ถ้อยความมาต้อง ถึงสองสามราย รักแล้วกลับกลาย มาดีภายหลัง เมื่อน้อยไร้ทรัพย์ ใหญ่กลับมั่งคั่ง บริบูรณ์พร้อมพรั่ง แต่จากที่อยู่จิตใจนั้นใหญ่ มักชอบเจ้าชู้ จะมีความรู้เป็นที่สำคัญ




คนเกิดวันจันทร์ ตามคำพยากรณ์กล่าวไว้ว่า หญิงชายใด เกิดในวันจันทร์ เกณฑ์ชะตาผู้นั้น ว่าไร้วงศา อันจะพึ่งญาติ ไม่ได้เลยมา เขากลับพึ่งพา ดีเนื้อดีใจ ถึงแม้นผู้อื่น ยั่งยืนหมายไว้ ติดเนื้อต้องใจ เอาเป็นพี่น้อง ไม่เกรงกลัวใคร น้ำใจจองหอง โอหังคะนอง คบเพื่อนสูงศักดิ์ ปากอ่อนใจแข็ง โกรธแรงร้ายนัก พ่อแม่ที่รัก ไม่อยู่เลี้ยงกัน มักมีตำหนิ เป็นแผลสำคัญ ถ้ามิฉะนั้น ทายว่าถูกไฟ จะต้องลำบาก ได้ยากเจ็บไข้ โทษทัณฑ์โพยภัย เพราะท่านผู้อื่น ตกยากเมื่อหน้า ภายหลังคงคืน ครอบครัวยั่งยืน สุดสิ้นชนมานฯ




คนเกิดวันอังคาร ตามคำพยากรณ์กล่าวไว้ว่า หญิงชายผู้ใด เกิดในวันอังคาร จิตใจห้าวหาญ ทายว่ารกพันคอ โกรธเร็วดังไฟ ใจไม่ย่อท้อ ได้พึ่งแม่พ่อ เป็นที่มั่นคง พี่น้องวงศา ไม่มาซื่อตรง ทำให้ไหลหลง จนได้รำคาญ แต่มีปัญญา เจรจาอ่อนหวาน ไม่เกียจไม่คร้าน ต่องานจึงดี ชะตาอาภัพ เกิดกับที่นี่ ต้องย้ายจึงดี ไปอยู่ที่อื่น ได้ดีสองครั้ง มั่งคั่งยั่งยืน แล้วกลับหดคืน ได้ยากสองหน จะต้องร้อนรน เพราะภัยผจญ เครือญาติของตน ทำเดือนร้อนใจ ต่อแก่ชรา จะผาสุขใจ สิ้นทุกข์โพยภัย ได้ทรัพย์ที่สุดฯ



คนเกิดวันพุธ ตามคำพยากรณ์กล่าวไว้ว่า หญิงชายผู้ใด เกิดในวันพุธ ใจดีที่สุด ทั้งหญิงทั้งชาย แต่ไร้วงศา ญาติกาทั้งหลาย ใจพลันมักง่าย ไม่ติดหลังหน้า มักเอาผู้อื่น เป็นที่พึ่งพา ทรัพย์สินนานา ทำใส่ตัวเอง ถ้าเป็นสมณะ คนจะยำเกรง คฤหัสถ์โฉมเฉง โก้งเก้งฉกลัก ใจชอบนักเลง ผู้หญิงมักรัก คบเพื่อนต่ำศักดิ์ มักจะร้อนรน ตกยากหลายครั้ง ได้ดีหลายหน พ่อแม่แห่งตน มิได้ปฏิบัติฯ




คนเกิดวันพฤหัส ตามคำพยากรณ์กล่าวไว้ว่า หญิงชายผู้ใด เกิดในวันพฤหัส อาจารย์บัญญัติ ว่ารูปงามใจดี แต่ว่าอาภัพ เกิดกับที่นี่ ต้องย้ายจากที่ ไปอยู่ที่อื่น เมื่อน้อยไร้ทรัพย์ ใหญ่กลับคงคืน เจรจายั่งยืน คนมักพอใจ ครองทรัพย์คงที่ ไม่มีโพยภัย คนที่อยู่อาศัย มักชังใจตน ทำการใจเย็น ไม่เห็นร้อนรน แต่ทำคุณคน ไม่เป็นประโยชน์ ทำคุณแก่เขา เขากลับให้โทษ ไม่เป็นประโยชน์ จำไว้อย่าคลา มากชู้หลายเมีย ได้เสียไม่ว่า มักได้ทุกขา เพราะเพื่อนฝูงตน ถ้อยความมาต้อง ถึงสองสามหน ถ้าเป็นลางตน มั่งคั่งพันนัก มีเงินมีทอง ครองสินครองศักดิ์ เพื่อนฝูงที่รัก พร้อมพรักเป็นสุขฯ



คนเกิดวันศุกร์ ตามคำพยากรณ์กล่าวไว้ว่า หญิงชายผู้ใด เกิดในวันศุกร์ บ่มีได้ทุกข์ ซื่อสัตย์ทุกประการ เพื่อนฝูงญาติกา มักมาเยือนผลาญ แต่ว่าวงศ์วาร ไม่สู้มีมาก เมื่อน้อยนั้นหนา ท่านว่าลำบาก ตกไร้ได้ยาก แทบสิ้นชีวี ต่อแก่ชรา จะเทียบเศรษฐี สมับัติเปรมปรีดิ์ เป็นที่สถาพร จะเป็นกำพร้า บิดาตายก่อน ได้ทุกข์ได้ร้อน สองครั้งมั่นคง ถ้าพ้นแต่นั้น สมบัติยืนยง ครอบครองมั่นคง เป็นสงฆ์จึงดี มักบ่นมักด่า มักว่าจู้จี้ โกรธร้ายเต็มที่ ไม่คิดเราเขาฯ



คนเกิดวันเสาร์ ตามคำพยากรณ์กล่าวไว้ว่า หญิงชายใด เกิดในวันเสาร์ เพื่อนฝูงพงศ์เผ่ามักได้อันตราย น้ำใจห้าวหาญ เพื่อนฝูงมากหลาย พี่น้องสืบสาย มักผิดใจกัน น้ำใจจองหอง โทโสหุนหัน ทุบถองตีรัน ชอบใจทุกสิ่ง เบ็ดเตล็ดเสเพล นักเลงผู้หญิง นักเลงทุกสิ่ง ชอบใจคนพาล ทำการสิ่งไร ให้เกียจให้คร้าน พี่น้องวงศ์วาร เขาไม่ดูดี คบเพื่อนสูงศักดิ์ รักกันเต็มที มิได้หน่ายหนี รักกันจนตาย มักแพ้ลูกเมีย ผู้คนทั้งหลาย สมบัติไม่วาย แต่ใจทหารแลฯ

เมื่อสักการะพระประจำวันเกิดเสร็จแล้ว พวกเราก็ไปต่อเพื่อจะไปจุดหมายต่อไปนั่นก็คือแดนมหายาน-เต๋า ซึ่งระหว่างทางก็สะดุดตากับห้องน้ำที่นี่มากๆ เพราะกำแพงสูงเชียว ดูตอนแรกไม่รู้เลยว่าเป็นห้องน้ำ นึกว่าเป็นประตูอะไรสักอย่าง




พวกเราเดินตามทางที่บังคับเดินมาเรื่อยๆ ข้างทางก็หันไปเห็นบ้านหลังเล็กๆ ปลูกเป็นหลังๆ อยู่ในป่าด้านข้าง เดินมาเรื่อยๆ จึงรู้ว่าเป็นรีสอร์ทชื่อว่า บริษัทก๊อดเฮ้า รีสอร์ท จำกัด (God House Resort) ชื่อแปลกดีจังเลย






ดูเหมือนเป็นที่พักเวลามาปฏิบัติธรรมเลย แต่ท่าทางกลางคืนจะวังเวงแฮะ จากก๊อตเฮ้าส์รีสอร์ท เราเดินต่อไปตามทางเรื่อยๆ ไม่นานนักก็พบกับป้ายเขตแดนมหายาน-เต๋าล่ะ




คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับเพื่อนๆ ที่จะมานมัสการเจ้าแม่กวนอิมพันมือนั้น ควรจะสวมรองเท้าแทะหรือรองเท้าผ้าใบที่เดินได้สะดวก เพราะกว่าจะไปถึงเจ้าแม่กวนอิมพันมือนั้น ต้องผ่านหลายแดนเลยล่ะ และที่สำคัญควรจะเตรียมธูปมาสักกิโลหนึ่ง เพราะแต่ละจุดที่เป็นเทพเจ้าจีนต้องจุดธูปเยอะมากๆ



ตามเราเข้าสู่แดนมหายานและเต๋ากันเลยดีกว่า เริ่มจากจุดแรกที่ต้องแวะนมัสการขอพรเป็นเทพเจ้าเจ็ดองค์ ดังต่อไปนี้



องค์ที่หนึ่ง เง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นเทพเจ้าสูงสุดในด้านการปกครองตามลัทธิเต๋า พระรูปปั้นและรูปวาดขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ จะทรงฉลองพระองค์เช่นเดียวกับฮ่องเต้คือ มีพระมาลา ด้านหน้ามีเส้นร้อยไข่มุกเป็นแถวห้อยลงมาหน้าพระพักตร์ พระหัตถ์ทรงถือพระป้ายซือฮุดหน้าพระอุระ ด้านหลังมีพนักงานสองคนคอยโบกพัด ด้านหน้ามีองครักษ์สององค์ทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น พระองค์ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าสูงสุดตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๔




องค์ที่สอง กวนอู (Guan Yu) เป็นเทพเจ้าอีกองค์หนึ่งที่มีผู้เคารพนับถือกันมาก ได้รับความเคารพนับถือทั้งพุทธศาสนาฝ่ายมหายานและลัทธิเต๋า ทางฝ่ายมหายานตั้งให้เป็น “พระโพธิสัตว์สังฆาราม” ฝ่ายลัทธิเต๋าตั้งเป็น เทพเจ้ากวนอู กวนกง องค์ที่ ๒ สมเด็จพระจักรพรรดิกวนและยังได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ฯ จากภาพต่างๆ ทั้งภาพวาดและภาพปั้นของกวนอู ส่วนใหญ่สวมชุดนายพลทหารเต็มยศนั่งบนหลังม้า มือถือง้าวขนาดใหญ่ บางภาพถือขวานด้ามยาวปลายเป็นหอก ถ้าเป็นรูปนั่ง มือหนึ่งจับเครายาว อีกมือหนึ่งถือหนังสือรายงานชุนชิว



องค์ที่สาม ไฉ่ซิงเอี๊ย (Tsai Shen Yeh) เทพเจ้าแห่งโชคลาภ เป็นเทพผู้คุ้มครองทิศเหนือแห่งจตุโลกบาล ผู้เป็นเจ้าแห่งยักษ์ทั้งมวล เป็นลูกพี่ลูกน้องกับทศกันฑ์ ชื่อ คูเบร่า (Kubera) หรือ คูเวร่า (Kuvera) เป็นชื่อในชาติก่อนซึ่งเกิดในวรรณะพราห์ม มีที่ดินมากมาย และได้บริจาคที่ดินทั้งหมดให้เป็นทาน ทำให้ตายแล้วไปเกิดใหม่บนสวรรค์ด้วยความดีนี้เอง โดยทั่วไปแล้วไฉ่ซิงเอี๊ยจะพบในท่านั่งบนแท่นดอกบัว มีท้องใหญ่ท่อนบนเปลือเปล่า มี 3 ขาและฟัน 8 ซี่ มือข้างขวาถือร่มซึ่งแสดงถึงอำนาจในการปกครอง หรือบางทีจะเป็นแก้วมณี มือข้างซ้ายถือถุงสมบัติ หรือบางทีจะเป็นพังพอนเนื่องจากเชื่อว่าพังพอนเป็นศัตรูของ งู (สัตว์ที่มีความหมายถึงความเกลียดชัง ความละโมบ) โดยมีแก้วแหวนเงินทองไหลออกมาจากปากถุงหรือปากพังพอน บางครั้งไฉ่ซิงเอี๊ยจะพบในท่านั่งบนหลังเสือหิมะ



องค์ที่สี่ เห้งเจีย (Magic Monkey) หนึ่งในตัวละครเอกเรื่องไซอิ๋ว อาวุธสำคัญของเห้งเจีย คือ กระบองวิเศษ ที่ปกติจะเก็บไว้ในรูหู สามารถยืด-หดได้ ซึ่งเดิมเป็นเสาค้ำมหาสมุทร ของเจ้าสมุทรทะเลใต้ (ทะเลตงไห่) และมีพาหนะเป็นเมฆวิเศษ ปัจจุบัน หงอคงหรือเห้งเจีย ได้รับการนับถือจากชาวจีน โดยตามศาลเจ้าบางแห่ง จะมีรูปเคารพ และนับถือเป็น เทพวานร หรือเจ้าพ่อเห้งเจีย




องค์ที่ห้า เจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์ ของพระพุทธศาสนา ฝ่ายมหายานเป็นองค์เดียวกันกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ในภาษาสันสกฤต ซึ่งมีต้นกำเนิดจากพระสูตรมหายานในอินเดีย



องค์ที่หก พระสมณะเต้าจี้ หรือที่ชนทั่วไปเรียกขานว่า "จี้กง-พระพุทธที่ยังอยู่" เป็นชาวเมืองเทียนไถ มณฑลเจ๋อเจียง ถือกำเนิดในสมัยราชวงศ์ซ้ง ในรัชการเซ้าซิง แซ่หลี่ นามซิวเหยียน ออกบวช ณ อาราม หลิงหยิ่งซื่อ มีสมณฉายาว่า "เต้าจี้" ท่านมีอุบายวิธีในการสอนธรรมโปรดสัตว์ โดยแสร้งทำตัวแผกเพี้ยน เหตุนี้จึงได้รับขนานนามว่า "พระเพี้ยนเต้าจี้" ระหว่างที่จำพรรษาอยู่ ณ อารามจิ้งฉือซื่อ ได้เกิดอัคคีภัยวัดถูกไฟเผาผลาญมอดไหม้ ท่านจี้กงจึงออกเรี่ยไรหาไม้มาปฏิสังขรณ์ เดินทางถึงเมืองเหยียนหลิง ได้แสดงปาฏิหารย์เสกจีวรห่มคลุมภูเขา ได้ไม้เป็นจำนวนมาก จึงนำซุงล่องแม่น้ำสู่เมืองหางโจว เพื่อฉลองศรัทธาสาธุชนยังบังเกิดปาฏิหารย์ให้ไม้ผุดขึ้นจากบ่อน้ำในอาราม เป็นความอัศจรรย์เล่าขานสืบทอดเป็นตำนานตราบจนถึงปัจจุบัน



องค์ที่เจ็ด พระโพธิธรรม ในนิยายกำลังภายในเรียก ตักม้อ หรือ ตั๊กม้อ เป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา นิกายมหายาน มีประวัติไม่ชัดเจนนัก แต่เชื่อกันว่ามีตัวตนอยู่จริง และเป็นผู้สถาปนาวัดเส้าหลิน ในจีน ทั้งยังได้เผยแพร่วิชามวยจีนในหมู่พระเณรของวัดเส้าหลิน จนมีชื่อเสียงมาจวบจนทุกวันนี้

การนมัสการเทพเจ้าทั้งเจ็ดนั้นไม่ต้องกลัวหลง เพราะเค้ามีเลขติดให้เราเดินนมัสการตามลำดับหนึ่งถึงเจ็ดล่ะ และเมื่อนมัสการเทพเจ้าทั้งเจ็ดองค์เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินต่อตามทางเดินที่กำหนดไว้ โดยต้องเดินข้ามสะพานเรือ เพื่อนมัสการองค์เทพจุดต่อไป




โดยเมื่อข้ามสะพานเรือมาแล้ว ต้องเดินไปนมัสการเทพเจ้าสององค์ก่อนนั้นก็คือ ท่างเล่าจื้อกับขงจื้อ การวางรูปปั้นท่านสององค์นี้หันหน้าเข้าหากัน ลักษณะเหมือนกำลังยืนคุยกันอยู่ล่ะ




เล่าจื๊อ(Lao Tzu) นักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงชาวจีนที่สุดท่านหนึ่งของชนชาติจีน ที่เชื่อกันว่าอาศัยอยู่ในช่วง 400 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงของสงครามปรัชญา และสงครามการเมืองยุคชุนชิว เล่าจื๊อได้เขียนตำราอันเป็นแบบแผนในทางเต๋า นั่นคือ "เต๋าเต็กเก็ง" (Tao Te Ching) ซึ่งเป็นผลงานทางลัทธิเต๋าที่ยังคงตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันนี้ เล่าจื๊อเป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญทางเต๋า ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์




ขงจื้อ (Confucius) เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ หลักปรัชญาของขงจื๊อนั้นเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคม และ ความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ ก่อนสิ้นใจ ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า "ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย"

จากนั้นก็เดินต่อไปอีกทางเพื่อไปนมัสการเทพเจ้าองค์ต่อไป นั่นก็คือท่านฮก ลก ซิ่ว ล่ะ




ฮก (Fu - hsing) เป็นรูปขุนนางชั้นสูงแต่งกายเต็มยศตามบรรดาศักดิ์ คือ มีหมวก เสื้อคลุม เข็มขัดหัวหยก รองเท้า และมือถือยู่อี่รูปเห็นหลินจือ หรือ ทองคำ บางรูปอาจจะอุ้มเด็กอีกมือหนึ่ง เป็นรูปที่วางอยู่ตรงกลาง ดวงตามองตรง ดังนั้นเมื่อวางบนที่สูงดวงตาจะไม่มองลงต่ำ หนวดและเคราสีดำยาว เป็นเทพเจ้าแห่งบุญและวาสนา ความเป็นใหญ่ได้ตำแหน่งสูง ยศถาบรรดาศักดิ์ หน้าที่การงานในระดับตำแหน่งสูง ความมีอำนาจ มีบารมี มีพระเดชพระคุณ กล่าวกันว่าผู้ใดต้องการให้พระองค์สงเคราะห์ช่วยเหลือให้ได้ตำแหน่งที่พึงประสงค์ ก็ให้ขอพรจากท่าน โดยเฉพาะช่วงวันที่ ๒๐ ค่ำเดือน ๗ ตามจันทรคติจีน



ลก ( Lu - hsing ) เป็นรูปคนแต่งกายชุดพลเรือน มือข้างหนึ่งถือม้วนกระดาษ คือ โฉนดที่ดิน แต่งกายภูมิฐานเป็นเศรษฐีที่ดินหรือพ่อค้า ดวงตามองตรง ดังนั้นเมื่อวางบนที่สูงดวงตาจึงไม่ได้มองต่ำ หนวดและเคราสีดำยาว เป็นรูปที่วางอยู่ข้างด้านซ้ายเมื่อเราหันหน้าเข้าหารูปทั้งสามองค์ เป็นเทพเจ้าแห่งความบริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ มีสุขภาพที่แข็งแรง มีความหวังทั้งในปัจจุบันและในอนาคต มีบริวารผู้คน ภรรยา บุตรและญาติมิตรมาก เป็นเทพเจ้าแห่งความสุขทางโลก ความร่ำรวยด้วยทรัพย์และเป็นเทพเจ้าแห่งโชคดี จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งโอกาสที่จะเกิดโชคลาภขึ้น มากกว่าเก่าและดีกว่าเก่า และจะได้รับโชคลาภเหล่านั้นด้วย



ซิ่ว ( Sao, Shou – hsing ) เป็นรูปคนแก่หง่อมหน้าผากโหนก ศีรษะโต ผมศีรษะ คิ้ว หนวดและเคราสีขาวโพลน เครายาว มือหนึ่งถือผลลูกท้อวิเศษที่จะผลิดอกออกผลทุกสามพันปี อีกมือหนึ่งถือไม้เท้ากายสิทธิ์ ดวงตามองลงต่ำในสายตาที่อ่อนโยนมีความเมตตากรุณาสูง เป็นเทพเจ้าแห่งความมีอายุยืนนาน ด้วยไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน มีสุขภาพแข็งแรงดีทั้งกายและใจ จิตใจเบิกบานแจ่มใส มีความเมตตากรุณา เป็นสัญลักษณ์แห่งการแต่งงานมีครอบครัวในเดือนที่ต้นท้อกำลังผลิดอกออกช่อ แสดงให้เห็นถึงการแต่งงานที่อยู่คู่กันจนแก่เฒ่า



และเทพเจ้าองค์สุดท้ายในแดนมหายาน-เต๋าก็คือ องค์ไท้เสียงเล่ากุง (เทพเจ้าแห่งการกิน) เป็นปรมาจารย์ของทางเต๋า ซึ่งบ้างก็ว่าเป็นอาจารย์ขององค์แปดเซียน พอเดินมาถึงตรงนี้มีเรื่องเล่าขำๆ จากเพื่อนโก๊ะของเรา อยู่ๆ มันก็ถามขึ้นมาว่า อ้าวแล้วอิคิวซังนี่เทพอะไรวะ เฮ้อ เล่นเอาเพื่อนๆ ฮากลิ้ง กับเทพอิคิวซัง เพื่อนๆ ก็เลยบอกว่าอิคิวซังเป็นเทพญี่ปุ่นนะเพื่อนที่นี่ไม่มีหรอก .. เอาเข้าไป และก่อนที่เราจะโบกมือลาแดนนี้นั้น ก็ต้องผ่านประตูแปดเหลี่ยมอันนี้เสียก่อน จึงจะเข้าสู่แดนสุขาวดี



จุดต่อไปที่เราจะได้เดินเข้าไปชมกันต่อก็คือ ดินแดนสุขาวดี เมื่อเดินเข้ามาในเขตดินแดนสุขาวดีแล้ว สิ่งแรกที่จะได้พบก็คือ ซุ้มประตูขนาดใหญ่ อลังการนี่ล่ะ



หน้าประตูจะมีรูปปั้นท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่องค์ ได้แก่ ท้าววิรุฬปักษ์ยืนอยู่ทิศตะวันตก และท้าวธตรฐราชยืนอยู่ทิศตะวันออก ท้าวกุเวสยืนอยู่ทิศเหนือและท้าววิรุฬหกยืนอยู่ทิศใต้




ซึ่งท้าวจตุโลกบาลก็เลยทำให้ประตูนี้ยิ่งขลังเข้าไปใหญ่ แต่ว่าวันนี้พวกเราโชคดีมากที่มาถูกวัน (วันอาทิตย์) เพราะวันนี้มีเจ้าหน้าที่อธิบายวิธีการนมัสการเทพต่างๆ ของที่นี่ด้วย




พออธิบายการนมัสการในดินแดนสุขาวดีแห่งนี้เสร็จ เจ้าหน้าที่ก็นำไหว้ที่หน้าประตูแห่งนี้ มีบทสวดที่เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้ามาที่นี่ให้สวดทุกครั้ง "นัม โม นิ มอ ออ นิ ถ่อ หุก" ว่ากันว่าหากมาที่นี่แล้ว ของอะไรไม่ดีที่ติดตัวมาก็จะหายหมดล่ะ ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่พอสิ้นเสียงบทสวดเท่านั้นล่ะ เหมือนมีลมเย็นๆ ผ่านตัวเราไปเลยล่ะ



เมื่อเดินผ่านประตูใหญ่เข้ามาแล้ว ก็จะพบกับรูปปั้นเหล่าเทพทั้งหลายยืนเรียงรายกันอยู่ตลอดเส้นทางเดิน ราวกับว่ามาอวยพรต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือน








เดินตรงไปตามเส้นทางเรื่อยๆ ก็จะพบกับเซี่ยมซู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือคางคกคาบเหรียญขนาดใหญ่ยักษ์ ตามความหมายแล้ว เซี่ยมซู้เป็นสัตว์นำโชคหน้าตาคล้ายคางคก มีสามขา หมายถึง โชคลาภ เงินทองและอายุยืนล่ะ คนโบราณมีความเชื่อว่าเนื้อเซียมซู้เป็นยาอายุวัฒนะ แต่หากเลี้ยงไว้ก็จะร่ำรวยล่ะ



ซึ่งเดินไปอีกนิดเดียวก็ไปจุดธูปไหว้ขอพรพระสังกิจจายะ หรือพระสังกัจจายน์ เป็นเทพพระเจ้าแห่งโชคลาภอีกองค์ที่คนส่วนใหญ่นิยมบุชากันล่ะ และเมื่อเดินตรงไปอีกจะพบกับพระยูไลที่ยืนสง่าสูงเด่นอยู่ ว่ากันว่าพระยูไลก็คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวจีนล่ะ



และที่เห็นเป็นเสาสูงอยู่กลางลาน ตอนแรกก็นึกสงสัยอยู่ว่าเสาอะไรล่ะนี่ พอเดินเข้าไปดูป้ายใกล้ๆ เค้าเรียกเสานี้ว่า ฟ้าดิน



เมื่อไหว้ฟ้าดินเสร็จแล้ว พวกเราทั้งหมดก็มุ่งหน้าตรงเข้าสู่อาคาร โดยบุชาเจ้าแม่กวนอิมด้านนอกก่อน หลังจากนั้นจึงเข้าไปดูเจ้าแม่กวนอิมพันมือใกล้ๆ ด้านใน สำหรับที่นี่เป็นจะเห็นว่าเจ้าแม่กวนอิมที่มีองค์สี่ด้าน แต่ละด้านก็แตกต่างกัน







พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่นานนัก เนื่องจากพวกเราเป็นกลุ่มสุดท้ายของคณะทัวร์ ดังนั้นเวลาจึงจำกัด ที่สำคัญมาก็ช้า กลับก็ช้ากว่าเพื่อนอีกต่างหาก ขากลับเลยต้องออกแรงวิ่งกันสุดฤทธิ์ แต่ถึงขนาดรีบยังไง ก็อย่าให้มีเวลาชุลมุนนะ เพราะก็แวะดูไปเรื่อยๆ นั้นล่ะ ลืมบอกว่า จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างของที่นี่คือ เจ้าแม่กวนอิมหยกขาวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยล่ะ






เมื่อออกจากเจ้าแม่กวนอิมพันมือแล้ว พวกเราก็ไปแวะต่อที่ Outlet ล่ะ คนชอบช็อปก็ซื้อกันไป คนชอบถ่ายรูปอย่างพวกเราก็เก็กหน้าถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน แบบไม่เสียตังค์ อิอิ..



Create Date : 16 กรกฎาคม 2551
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2556 23:14:24 น. 11 comments
Counter : 3849 Pageviews.  
 
 
 
 
 
 

โดย: ริวคิ-mawin-maji-minic วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:15:32:36 น.  

 
 
 


ข้อมูลเยี่ยมจริง ๆ ค่ะ

 
 

โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:17:45:25 น.  

 
 
 
หวัดดีคับทุกคน ผมมาเยี่ยมชมดีมากเลย
 
 

โดย: ศิษย์แม่กวนอิม IP: 125.27.64.30 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2551 เวลา:23:38:24 น.  

 
 
 
55555555
 
 

โดย: จี้กง IP: 125.25.84.69 วันที่: 23 ธันวาคม 2551 เวลา:12:46:25 น.  

 
 
 
ดีมากคะได้เรียนรู้เยอะมากคะ
 
 

โดย: กอล์ฟ IP: 119.42.65.47 วันที่: 27 ธันวาคม 2551 เวลา:0:19:18 น.  

 
 
 
ดีมากคะได้เรียนรู้เยอะมากคะ
 
 

โดย: กอล์ฟ IP: 119.42.65.47 วันที่: 27 ธันวาคม 2551 เวลา:0:20:21 น.  

 
 
 
อยากไปจังที่ไหนเหรอครับ
 
 

โดย: นิคศิษย์เจ้าแม่กวนอิม IP: 114.128.9.54 วันที่: 3 มีนาคม 2552 เวลา:20:32:33 น.  

 
 
 
อยู่ที่เพชรบุรีจ๊ะ ทางไปแก่งกระจานจะมีป้ายบอกตลอดทาง ไม่ต้องกลัวหลงทางแน่จ๊ะเคยไปมาแล้ว ชอบมาก รอวันว่าง ๆ ว่าจะไปอีกแน่นอน
 
 

โดย: น้องเล็ก IP: 124.157.243.78 วันที่: 18 สิงหาคม 2552 เวลา:12:18:20 น.  

 
 
 
อยากไปใหว้สักครั้งครับ
 
 

โดย: เมตตา810 IP: 192.168.1.128, 119.42.82.180 วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:20:10:16 น.  

 
 
 
อยู่ที่ใหนครับอยากไปใหว้สักครั้ง
 
 

โดย: เมตตา810 IP: 192.168.1.128, 119.42.82.180 วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:20:12:38 น.  

 
 
 
สวยมั่กมากเยย
 
 

โดย: คนเเย่่ IP: 110.49.226.188 วันที่: 16 กันยายน 2555 เวลา:18:51:31 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

BlogGang Popular Award#15


 
patthanid
 
Location :
ราชบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




: การท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ
: คืออีกก้าวของประสบการณ์
: ทุกๆ ก้าวที่ก้าวเดิน
: มีจุดหมายที่อยากสัมผัส
: โลกใบกลมๆ ใบนี้

ติดต่อผู้เขียน
Email :: patthanids@hotmail.com
Line :: @atourthai
Facebook :: Patthanid Cheang
Fanpage :: โสดเที่ยวสนุก

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539 ห้ามผู้ใดละเมิดโดยนำภาพถ่าย
รูปภาพ, บทความ งานเขียนต่างๆ รวมถึง
ข้อความต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง
หรือทั้งหมดของข้อความใน Blog แห่งนี้
ไปใช้ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าเป็นการส่วนตัว
หรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็น
ลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด
New Comments
[Add patthanid's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com