สมุดบันทึกผู้หญิงชอบเที่ยว "ภัทรานิตย์" -- www.atourthai.com --

"เที่ยวเมืองไทยด้วยหัวใจ แล้วคุณจะรักเมืองไทยอย่างยั่งยืน"


<<
พฤษภาคม 2552
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
6 พฤษภาคม 2552
 

BKK - PHETCHABURI :: พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวพระราชนิเวศน์มฤคทายวันสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อแห่งเมืองเพชรบุรีกันล่ะ เราเองก็ไปเมืองเพชรบุรีมาตั้งหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้แวะที่นี่สักครั้ง จนได้มาทริปนี้ล่ะ โดยก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับพระราชนิเวศน์มฤคทายวันกันก่อน

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นพระราชวังที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นตำหนักประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้ดำเนินการก่อสร้างในปี ๒๔๖๖ โดยเจ้าพระยายมราชเป็นผู้อำนวยการก่อสร้างและรัชกาลที่ ๖ ได้ทรงร่างแผนผังการก่อสร้างพระราชนิเวศน์ด้วยพระองค์เอง เป็นอาคารแบบไม้ชั้นเดียว หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องสี่เหลี่ยม ใต้ถุนสูงเทพื้นคอนกรีตตลอด




พระตำหนักแต่ละหลังจะมีรูปทรงแบบเดียวกันหมด ซึ่งทุกหลังจะมีระเบียงและบันได ทางเดินจะมีลูกกรงและหลังคาเชื่อมต่อกัน เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเดินติดต่อกันระหว่างพระตำหนักต่างๆ โดยได้จัดวางห้องบรรทมอยู่กลางติดกับห้องแต่งพระองค์ มีห้องเสวยด้านหลัง มีสะพานทอดออกไปทางด้านขวามือเป็นส่วนของฝ่ายใน ด้านหน้ามีสะพานทอดยาวไปเป็นห้องทรงพระอักษรใกล้ชายหาด

จากทริปก่อนหน้านี้เราพักกันที่ บ้านรักษ์ทะเล และเดินทางจากประจวบมาที่เพชรบุรีก็สักสองชั่วโมงเห็นจะได้ ก็มาถึงพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน โดยเมื่อมาถึงก็ต้องซื้อบัตรเข้าชมกันก่อน สนนราคาคนละ ๓๐ บาทสำหรับผู้ใหญ่ และ ๑๕ บาทสำหรับเด็ก เมื่อตั๋วพร้อมก็เดินตามพวกเราเข้ามาเลย



โซนแรกเราจะได้พบกับห้องจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบามสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดแสดงประวัติของพระองค์ท่านโดยละเอียด มีรูปภาพต่างๆ มากมายเกี่ยวกับพระองค์ท่านล่ะ



โซนต่อมาก็จะเป็นห้องแสดงนิทรรศการพระราชนิเวศน์มฤคทายวันกับการบูรณะ เป็นภาพของการบูรณะพระราชนิเวศน์แห่งนี้ โดยมีชิ้นส่วนบางอย่างที่เป็นของเดิมจัดแสดงด้วย




จากนั้นก็จะเข้าสู่พระราชนิเวศน์กันแล้วล่ะ เมื่อผ่านห้องจัดแสดงนิทรรศการมาด้านนอกก็จะพบกับความเขียวขจีของสวนที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามต้องตาผู้มาเยือนอย่างเราเป็นยิ่งนัก





เมื่อผ่านสวนสวยมาแล้ว เราก็เดินไปที่หมู่พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นอันดับแรก เพื่อลงทะเบียนและเข้าชมพระราชนิเวศน์ ซึ่งตอนมาเราก็ไม่ทราบว่าพี่ที่พามาเที่ยวจะพามาแวะวัง จึงไม่ได้เตรียมกางเกงขายาวมา แต่ทุกอย่างแก้ไขได้ ที่นี่่มีผ้าถุงให้สวมทับเพื่อความเรียบร้อย



จึงออกมาอย่างที่เห็นในรูปนี่แหละ จากนั้นก็เข้าสู่การเดินชมพระราชนิเวศน์แห่งนี้กันต่อเลย "หมู่พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์" ประกอบด้วยโรงละครและท้องพระโรงสำหรับประกอบราชพิธีต่าง ตัวอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผื่นผ้า มีเสาคอนกรีตรับน้ำหนักระเบียงจากพื้นด้านล่าง โคนเสาหล่อเป็นร่องบัวยกขอบสำหรับหล่อน้ำกันมด มีบันไดโค้งใช้เป็นทางเสด็จขึ้นทางหนึ่งลงอีกทางหนึ่งโดยเวียนขวา เพราะเชื่อว่าทิศเวียนขวาเป็นทิศสิริมงคล




ต่อมาเป็น "พระที่นั่งสมุทพิมานองค์ที่สอง" เป็นที่ประทับของรัชกาลที่ ๖ และเป็นส่วนของข้าราชบริพารฝ่ายหน้า แต่เดิมนั้นเข้าใจผิดว่าเขตที่ประทับฝ่ายหน้ามีพระนามว่า "หมู่พระที่นั่งพิศาลสาคร" เนื่องจากขณะที่กรมศิลปากรทำการบูรณะได้พบป้าย "พระที่นั่งพิศาลสาคร" ติดอยู่บริเวณนี้สลับกับป้ายพระที่นั่งสมุทพิมานท่ติดอยู่กับที่ประทับฝ่ายใน และได้มีการแก้ไขตามจดหมายเหตุราชกิจที่ได้กล่าวถึงรัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จออกจากพระที่นั่งสมุทพิมานไปประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ

ภายหลังการเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับแรมยังพระราชนิเวศน์มฤคทายวันในปี ๒๔๖๗ พระองค์รู้สึกว่าเฉลียงทางเดินสู่ฝ่ายในนั้นบังลมทะเล ในปี ๒๔๖๘ จึงได้โปรดเกล้าฯ ในสร้างหมู่พระที่นั่งสมุทรพิมานองค์ที่สองสำหรับประทับโดยประกอบด้วยห้องสรง ห้องแต่งพระองค์ ห้องพระบรรทมและห้องทรงพระอักษร และพระราชทานพระที่นั่งสมุทพิมานองค์แรกให้เจ้าจอมสุวัทนา




เราเองเพิ่งมาพระราชนิเวศน์แห่งนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกว่าที่นี่เป็นที่พักผ่อนอันแสนสบายจริงๆ เพราะประกอบไปด้วยเรือนพักที่ออกแบบให้รับลมทะเล สวนสวยบริเวณด้านหน้ายังเป็นวิวทะเลอีกต่างหาก แถมทางเดินแต่ละห้องก็เชื่อมต่อกัน มีระเบียงเป็นแนวยาวสวยมากๆ

ห้องต่อไปที่เราจะได้เดินชมกันต่อจะเป็นหอเสวยฝ่ายหน้า เป็นที่เสวยพระกระยาหารมื้อค่ำแบบตะวันตก โดยมีชาวต่างชาติเป็นต้นเครื่อง โต๊ะเสวมีพระที่นั่งซึ่งเป็นเครื่องเรือนซิปเปนเดล (Cippendale Furniture) ที่โทมัน ชิปเปนเดนเป็นผู้ออกแบบในปี ค.ศ. 1754 เครื่องเรือนแบบนี้ได้รับความนิยมนานเกือบหนึ่งศตวรรษในกรุงลอนดอน




จากนั้นเดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านระเบียงเชื่อมต่อแต่ละห้อง บางห้องก็ปิดไว้ไม่ให้เข้าไปชมด้านใน ตอนนี้ก็เริ่มบ่ายแล้วล่ะผู้คนก็เริ่มทยอยเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมที่นี่เยอะขึ้น หามุมถ่ายรูปยากขึ้นเช่นกัน ห้องต่อไปเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๖



ห้องนี้จะมีบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ จัดแสดงไว้พร้อมกับการแสดงละครในสมัยนั้น และการเปลี่ยนแปลงของสตรีในสมัยนั้น ห้องต่อไปจะเป็นเรือนพัอธิบดีกรมมหาดเล็ก ซึ่งในสมัยนั้นคือพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) ทำหน้าที่ดูแลมหาดเล็กห้องพระบรรทมและมหาดเล็กกองตั้งเครื่องที่รับใช้ใกล้ชินเรื่องส่วนพระองค์



ถัดไปก็จะเข้าเขตพระราชฐานฝ่ายในแล้วล่ะ ซึ่งแบ่งเป็นฝ่ายหน้า คือบริเวณที่ประทับของพระมหากษัตริย์ สถานที่ราชการและที่พักเหล่าข้าราชบริพารฝ่ายชายที่อยู่ถวายงาน และฝ่ายในเป็นที่ประทับของพระมเหสี เจ้าจอมและพระราชธิดา พระราชโอรส และข้าราชบริพารสตรี ถือเป็นเขตหวงห้ามสำหรับบุรุษอื่นนอกจากพระเจ้าอยู่หัว จะมีโขลนหรือตำรวจฝ่ายหญิงอยู่เวรรักษาทั้งกลางวันและกลางคืนล่ะ

เอาล่ะเรามาเดินดูเขตพระราชฐานฝ่ายในกันต่อดีกว่า ต้องบอกว่าเป็นพระราชนิเวศน์ที่ยาวมากเลยล่ะ ใช้เวลาสำหรับที่นี่หากดูโดยละเอียดก็เกือบวันเห็นจะได้ เรามาเริ่มกันที่ ศาลาลงสรงฝ่ายหน้า เป็นศาลาลงสรงน้ำทะเลและประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถของรัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดสรงน้ำทะเลเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น ทรงฉลองพระองค์ผ้าฝ้ายสีแดงแขนสั้นแค่ข้อศอก และทรงสวมพระสนับเพลาเป็นกางเกงสามส่วนสีแดง ส่วนข้าราชบริพารก็สวมกางเกงขาสั้นสีเทา น้ำตาลหรือดำตามแบบที่ใช้เล่นกีฬาสวมเสื้อคอปกสีขาว ทุกคนจะกระจายกันล้อมรอบพระวรกายราว ๓๐-๔๐ นาย เพื่อถวายอารักขาและกันแมงกระพรุน




บนหลังคาศาลาลงสรงฝ่ายหน้าจะมีเสาไม้เป็นรูปกากบาทสำหรับชักโคมไฟในยามค่ำ เพื่อให้ทราบว่าเมื่อชักโคมสีเหลือง หมายถึงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งพระองค์เพื่อเสด็จออกเสวยพระกระยาหารค่ำ เป็นสัญญาณให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารที่อยู่เรือนนอก เตรียมตัวเข้าเฝ้า แต่เมือชักโคมสีเขียวหมายความว่า เสด็จออกประกอบพระราชกรณียกิจแล้ว ไม่สมควรที่ผู้ใดจะเข้ามาในเขตพระราชฐานที่ประทับทางประตูเสด็จ ปัจจุบันโครงสร้างบริเวณนี้ชำรุดมากจึงไม่อนุญาติให้เข้าเยี่มชมล่ะ





ถัดไปก็จะพบกับท้องพระโรงฝ่ายในเดิมเป็นที่ประชุมของข้าราชบริพารฝ่ายใน แต่ปัจจุบันใช้เป็นที่เรียนสอนดนตรีไทยในโครงการเยาวชนดนตรีไทยวงประจำพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

"ชนใดที่ไม่มีดนตรีการ ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์
หรืออุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี
และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกชนเช่นกล่าวมานี่
ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้ เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ"




ต่อไปก็เป็นห้องจัดแสดงสีกับการแต่งกายของสตรีไทยในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นที่มาของสีในแต่ละวันสมัยนี้ล่ะ เดิมที่สมัยรัชกาลที่ ๕ มีการแต่งกายด้วยสีดังนี้ วันอาทิตย์สีแดง วันจันทร์สีนวลขาว วันอังคารสีม่วงคราม วันพุธสีแสดเหลือง วันพฤหัสบดีสีเขียวเหลือง วันศุกร์สีเมฆหมอก วันเสาร์สีดำ และในสมัยรัชกาลที่ ๖ มีการเปลียนแปลงดังนี้ วันอาทิตย์สีแดง วันจันทร์สีเหลือง วันอังคารสีชมพู วันพุธสีเขียว วันพฤหัสบดีสีแสด วันศุกร์สีน้ำเงินหรือสีฟ้า วันเสาร์สีม่วง




ห้องถัดไปก็เป็นห้องนิทรรศการเครื่องแต่งกายในรัชสมัย โดยห้องแรกจัดแสดงการแต่งกายของพนักงานในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน โดยชายสวมเสื้อราชปะแตนท์นุ่งโจงกระเบน ส่วนสตรีนุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าพิมพ์ลายพื้นสีแดงลิ้นจี่และเสื้อสีเขียวอ่อน



ข้อมูลบอกว่าเสื้อสีเขียวอ่อน แต่ไหงของจริงเป็นสีไข่ไก่ล่ะ สงสัยเสื้อสีเขียวอ่อนหมดมั้ง ไปต่อกันดีกว่ามาดูแฟชั่นสมัยรัชกาลที่ ๖ กันบ้างดีกว่า สมัยนี้เริ่มสวมส้นสูงแล้วนะ เพราะได้รับอิทธิพลจากชาวตะวันตกล่ะ





ปิดมิดกันเลยทีเดียว ต่างกับสมัยนี้เลยเนอะ ที่นี่เรามาดูแฟชั่นที่สมัยใหม่ที่ได้รับแรงบัลดาลใจจากสมัยรัชกาลที่ ๖ บ้างดีกว่า



ต่อมาเป็นฉลองพระองค์สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี ฝีพระหัตถ์หม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย ผู้ทรงเป็นนักออกแบบพัสตราภรณ์และอัญมณีที่มีชื่อเสียงในพุทธศักราช ๒๕๐๐ โดยนำแนวความคิดการแต่งกายอย่างสากลมประยุกต์กับวัสดุอย่างไทย เช่นการนำลายไทยมาปักลายปักผ้า เป็นต้น



จากห้องนิทรรศการเครื่องแต่งกายเดินมาเรื่อยๆ ก็จะพบกับหอเสวยฝ่ายใน ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดที่จะเสด็จมาเสวยพระกระยาหารกลางวันแบบไทยพร้อมพระบรมราชิน๊ ณ หอเสวยฝ่ายในแห่งนี้ล่ะ



ถัดมาก็เป็นเรือนของสนมเอกแล้วล่ะ โดยบางห้องไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพล่ะ ก็ต้องผ่านไป มาถึงห้องที่อนุญาตให้ถ่ายภาพได้คือเรือนพักของพระสุจริตสุดา พระสนมเอกล่ะ





พวกเราเดินการมาสุดทางเรียกว่าแวะทุกห้องที่อนุญาตให้เข้าได้เลยก็ว่าได้ ใช้เวลานานพอสมควรเลยล่ะ ก็ลงบันไดตรงทางออก เพือกลับไปยังจุดเริ่มต้นเพื่อคืนผ้าถุง



ซึ่งระหว่างทางก็ผ่านเรือนข้าราชบริพารฝ่ายใน เป็นเรือนแถวไม้หลังคามุงกระเบื้อง ซึ่งปัจจุบันได้ใช้เรือนแถวดังกล่าวจัดนิทรรศการแสดงความเป็นอยู่ของข้าราชบริพารทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในล่ะ


จากนั้นพวกเราไปคืนผ้าถุงให้กับเจ้าหน้าที่ก็ออกมาถ่ายรูปกับวิวด้านหน้าพระราชนิเวศน์ที่เป็นทะเลล่ะ ต้องบอกว่าทุกส่วนของที่นี่ช่างถูกออกแบบไว้อย่างกลมกลืนกับชายทะเลซะจริงๆ ต้นไม้ใหญ่เขียวตัดกับด้านหน้าสีฟ้าแห่งท้องทะเล








และแล้วก็ถึงเวลาอำลาพระราชนิเวศน์อันแสนงดงามแห่งนี้แล้วล่ะ ก็ฝากไว้เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเมืองเพชรล่ะ ..


Create Date : 06 พฤษภาคม 2552
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2556 23:21:14 น. 7 comments
Counter : 6456 Pageviews.  
 
 
 
 
สวยจังค่ะ เสียดาย คราวก่อน ป้าแก่ไปแวะวันพุธ ดันเป็นวันที่เขาปิดซะอีก..เลยอดเที่ยว..

คราวหน้าไม่พลาดแล้วล่ะ..
 
 

โดย: ป้าแก่ (elastigirl ) วันที่: 6 พฤษภาคม 2552 เวลา:8:58:19 น.  

 
 
 
ไปมาเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มีแสดงเสื้อผ้าเลย เสียดายจัง แต่มีเพลงเล่นสดเพราะมากๆค่า ถ้าว่างก็อยากไปอีก
 
 

โดย: โปแป้ง (popang ) วันที่: 6 พฤษภาคม 2552 เวลา:10:36:19 น.  

 
 
 
ไปมาเมื่อปีใหม่ค่ะ
 
 

โดย: printcess of the moon วันที่: 6 พฤษภาคม 2552 เวลา:17:38:01 น.  

 
 
 
เป็นอีกสถานที่ ที่คนไทยอย่างเราๆ ไม่ควรพลาดครับ
 
 

โดย: ไอฟายน้อย (Ces ) วันที่: 6 พฤษภาคม 2552 เวลา:18:27:32 น.  

 
 
 
ถ่ายได้ไงเนี่ย............ผอมทุกรูปเลยป้า..........

รูปสุดท้ายคนถ่ายให้น่ารัก...............อิอิอิอิ
 
 

โดย: ลูกตาเปี๊ยก..555 IP: 58.8.160.213 วันที่: 7 พฤษภาคม 2552 เวลา:18:47:20 น.  

 
 
 
ในสมัยก่อนไม่มีเสื้อสีไข่ไก่ เนื่องจากใช้วิธีการย้อมสีแบบธรรมชาติสีเขียวอ่อนที่เห็นจึงคล้ายกับสีไข่ไก่ในปัจจุบัน
 
 

โดย: มฤคทายวัน IP: 125.27.143.165 วันที่: 14 พฤษภาคม 2553 เวลา:16:54:08 น.  

 
 
 
เคยไปมาแล้ว สวยมากกกกกก
 
 

โดย: ชารีฟ อาแว IP: 119.42.83.86 วันที่: 4 มิถุนายน 2556 เวลา:21:28:49 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

BlogGang Popular Award#15


 
patthanid
 
Location :
ราชบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




: การท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ
: คืออีกก้าวของประสบการณ์
: ทุกๆ ก้าวที่ก้าวเดิน
: มีจุดหมายที่อยากสัมผัส
: โลกใบกลมๆ ใบนี้

ติดต่อผู้เขียน
Email :: patthanids@hotmail.com
Line :: @atourthai
Facebook :: Patthanid Cheang
Fanpage :: โสดเที่ยวสนุก

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539 ห้ามผู้ใดละเมิดโดยนำภาพถ่าย
รูปภาพ, บทความ งานเขียนต่างๆ รวมถึง
ข้อความต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง
หรือทั้งหมดของข้อความใน Blog แห่งนี้
ไปใช้ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าเป็นการส่วนตัว
หรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็น
ลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด
New Comments
[Add patthanid's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com