Blog.one22.com:รวม รีวิวที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก รีวิวหนัง และเรื่องราวรอบๆที่ภาพและเรื่องราวจะพาคุณๆออกท่องโลกไปด้วยกันครับ
Group Blog
 
All blogs
 

Review พิเศษ: ควันหลงงานตรุษจีน เยาวราช 2010

header_china_newyear
สวัสดีครับ
เมื่อวันที่ 14 กพ.ที่ผ่านมาเป็นวันพิเศษของใครหลายๆคน เป็นทั้งวันวาเลนไทน์และวันตรุษจีนพร้อมๆกันหลายๆคนน่าจะมีโอกาสไปฉลองกันมา แน่ๆและัรับอั่งเป่า กันทั่วหน้า (เว้นเราที่เป็นฝ่ายแจกมานานแล้ว ) ทั้งแบบครอบครัวและเป็นคู่ๆ ผมเองตอนเย็นวันนั้นมีโอกาสพากันไปเที่ยวงานตรุษจีนเยาวราชมาเหมือนกันครับ
เป็น ครั้งแรกของเราที่มีโอกาสได้เดินชมงานนี้หลังจากดูแต่ในทีวีมาตลอด เลยเก็บภาพมาฝากกัน

ดูภาพทั้งหมดได้เช่นเคยสำหรับคนขี้เกียจอ่าน เชิญที่นี้นะครับ

//blog.one22.com/pics/one-day-trips/china_newyear2010
ใคร เข้ามาเม็นท์ขอให้รวยๆขอให้เฮงๆรับเงินรับทองรวยๆๆๆ ตลอดปีจ้า

เย็นๆวันที่14กพที่ผ่านมา หลังจากจัดแจงงานต่างๆเสร็จแล้ว ตามประเพณีคนจีนเค้าว่าไว้ว่าวันเที่ยวห้ามทำงานไม่งั้นจะต้องทำงานกันตลอด ปี เราจึงไม่ทำอะไรกันเลย(จริงๆ)วางแผนเที่ยวกันแต่เช้าหลังจากแวะไปทำธุระเล็ก น้อยตกเย็นจึงขอแวะมาเที่ยวงานฉลองตรุษจีนทีเยาวราชกัน เริ่มกันที่แวะไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยกันหน่อย ที่วัดมังกรกมลาวาสครับ


วันนี้ที่วัดคึกคักเป็นพิเศษทีแรกเข้าใจว่าคนน่าจะแน่นมากๆแน่ ไปถึงประมาณ 5โมงเศษๆได้ ไม่เยอะอย่างที่คิดเดินฝ่าควันธูปเข้าไปได้สบายๆ


คนใส่ชุดแดงกันเยอะเป็นพิเศษมองไปด้านไหนก็แดงไปหมด เลยทีเดียว


ที่วัดจัดการได้ดีมากทีเดียว จัดระบบคนเข้าออกไว้ดีไม่แน่นเบียดกัน มีคนคอยบอกทางจัดลำดับนับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนที่เข้ามาเพื่อทำบุญกัน เข้ามาด้านในมีคนเข้ามาไหว้พระขอพรกันเยอะทีเดียว
***บางจุดทางวัด ห้ามถ่ายภาพต้องดูป้ายกันดีๆนะครับ จุดนี้ถ่ายได้ครับ


หลังกราบพระขอพรกันจนอิ่มอกอิ่มใจแล้วผมเลยเก็บ ภาพรอบๆวัดมาฝากสำหรับคนที่ไม่ได้ไปกัน


วัดวันนี้สวยงามด้วยโคมไฟสีแดงที่ตกแต่งเยอะเป็น พิเศษ เรียงกันเป็นแถวเป็นแนวเลย


อีกมุม...


ถ่ายกันเพลินจริงๆโคมไฟยิ่งใกล้ค่ำยิ่งเด่นสะดุดตา นักท่องเที่ยวที่มาต่างเก็บภาพกันทุกคน...


เก็บภาพเสร็จก็ได้เวลาเที่ยวอย่างที่ตั้งใจไว้แล้ว ล่ะ ป่ะ ไปเดินเที่ยวงานกัน


เดินมาจนถึงประตูของประดับตกแต่งเข้ากับเทศกาลทุกอย่างเลย


ออกมาเลยเก็บภาพหน้าวัดก่อนเดินต่อครับ


ของขายก็มี


ฟ้าก็เริ่มใกล้ค่ำแล้วรีบเดินไปกันดีกว่า


เดินข้ามถนนสู่เป้าหมายสำคัญ ถนนฝั่งย่านร้านทองเค้าปิดต้องเดินข้ามสี่แยกกันหน่อยครับ


หลบมุมพ้นซอยเข้ามาก็ต้องตกใจคึกคักกันตั้งแต่ตรง นี้กันเลยครับมาเยาวราขไม่มาชิมนี้ถือว่าผิดมากๆเลยยิ่งวันนี้ด้วยคนเยอะเป็นพิเศษ
ของขายกันแน่น สองข้างทาง ร้านข้าวต้ม 2ร้านเรียกลูกค้ากันน่าดูครับ


คนเยอะอย่างที่คาดไว้แต่แปลกที่วันนี้ลมเย็นๆพัดมา ตลอดไม่ร้อนเท่าไหร่


ร้านทองวันนี้เปิดจนถึงดึกเลยให้ลูกค้าเข้ามาจับจ่าย กันคึกคัก


โอกาสเดียวในรอบปีที่ร้านทองจะเปิดต้อนรับคนได้ขนาดนี้


ผมเดินมาเรื่อยๆจนมาหยุดถ่ายภาพตรงร้านเกาลัดอีกร้าน นึง สังเกตุไปที่ที่รองเวลาตักของแก เก๋ใช่เล่นเลยครับ


ไม่นึกว่าจะเอามาประยุกต์ทำแบบนี้ได้ด้วยสำหรับฝาหน้าพัดลม


ที่ถนนเยาวราชวันนี้ใครที่ได้ดูทีวีกันคงเห็นว่า สมเด็จพระเทพฯ ท่านเสด็จมาเปิดงาน กำลังตำรวจเลยเยอะเป็นพิเศษ
กั้นตรงกลางไว้เผื่อพระองค์จะเสด็จพระราชดำเินิน มีประชาชนมารอเข้าเฝ้าตลอดสองฝั่งถนนเยอะพอสมควรทีเดียว


"เถิบออกไปอีกนิดครับ" เสียงคุณตำรวจร้องบอกให้ขยับถอยไปอีกเพื่อกันคนเข้ามาตรงกลาง


มองไปทางไหนก็มีแต่คนที่มาเที่ยวงานทั้งนั้นเลย


หลังจากเก็บภาพได้พักนึงผมก็เดินถอยออกมาหาอะไร ทานซักทีครับ สุดท้ายเลยย้อนกลับเข้าไปซอยที่เราเดิินทะลุมาและเล็งร้านไว้แล้ว
ได้ โต๊ะก็ไม่รอช้าสั่งมาทานกัน อย่างละหนึ่งครับ หอยทอดกระทะร้อนและก๋วยเตี๊ยวคั่วไก่ กะทะร้อนทั้งคู่ ...ยืนยันว่าร้อนสุดๆเลยทีเีดียว ที่สำคัญอร่อยสมกับเป็นแหล่งรวมที่กินสุดยอดทีนึงของกรุงเทพฯทีเดียว


อิ่มกันดีผมเลยเดินอ้อมออกมา อีกด้านเห็นคนเยอะอีกเช่นกันแต่มุมด้านนี้ใกล้ๆกับตรงใจกลางงานแล้วครับ ของกินมีขายตลอดแนวเยอะมากๆด้วย


ผ่านร้านข้าวต้มดังของแถวนี้คนแน่นเหมือนตอนเดินผ่าน ครั้งแรก


ของกินเพียบจริงๆ


ของขายที่ระลึกของเทศกาลก็เยอะ น้องๆกลุ่มนี้ยิ้มแย้มดีทีเดียว


...น่าซื้ิอเหมือนกันนะเนี่ย


เดินกันจนถึงใกล้งานแล้ว..คนเริ่มแน่นขึ้นเรื่อยๆ


ป้ายไฟสีแจ่มจริงๆครับเวลาต้องแสงไฟในความมืด


เข้าสู่กลางงานแล้ว


แดงไปทั่วฟ้าเลยคนก็แน่นกว่าทุกจุดทีเดียว


ประดับประดาไปด้วยโคมไฟเต็มไปหมดเลย คนก็เก็บภาพถ่ายรูปกันเยอะเลย


ผมเดินต่อไปได้อีกนิดหน่อยก็ต้องถอยออกแล้วคนเยอะจริงๆ พอดีเหลือบไปเห็นซุ้มขายของทานประจำเทศกาลแบบนี้


ทีแรกก็ว่าจะซื้อแต่รอคิวไม่ไหวเลยต้องจำใจออกมาครับ


เดินหลบออกมาแล้วครับสู้คนไม่ไหวหนีออกมาด้านข้างเจอคณะมังกรกำลังเชิดพอดีมีคนสนุกสนานเต้นด้วยเด็กๆชอบกันใหญ่เลย


มังกรมาทักทายเล่นกับกล้องน่าดู


เดินเลี้ยวออกมาอีกทางเจอข้าวต้มน่าทานจริงๆ เสียดายเราอิ่มกันแล้วเลยไม่ได้แวะใครไปใครมาอย่าลืมแวะมาทานนะครับ อยู่ติดกันกับร้านลอดช่องสิงคโปร์ชื่อดังแห่งแรกของไทยเลย


แน่นเชียวล่ะ เลยไมไ่ด้แวะซื้อเห็นคิวยาวและเริ่มร้อนกันจริงๆแล้วครับ


ไม่เชื่อดูคิวครับแต่ก็การันตีความเป็นเจ้าแรกของประเทศด้วยน่ะ


และถ้ามาถึง3แยกแล้วไม่แวะชิมน้ำเต้าทองซังโฮ่วโล้ วเลี่ยงเต๊ ร้านชื่อดังก็มาไม่ถึงสิครับ ผมเองฟังโฆษณาร้านนี้ตามคลื่นวิทยุมาตั้งแต่เด็กผ่านมาก็หลายๆหนพึ่งมีโอกาส ได้แวะก็หนนี้ล่ะครับ


จากนี้เราทั้งคู่ก็เดินแยกออกมากลับแล้วครับ งานนี้สนุกดีครับคนเยอะมากแต่ก็ทำให้เยาวราชคึกคักเป็นพิเศษ
ใครที่พลาดไปไม่เป็นไรปีหน้าว่ากันใหม่แต่จริงๆแล้วเยาวราชถึงจะไม่มีเทศกาล ใดๆก็เป็นที่ๆน่าไปแวะชิมอาหารเลิศรสที่หลากหลายมากมายอยู่แล้วล่ะครับ

หน นี้เป็นรีวิวพิเศษเผื่อใครไม่มีโอกาสได้ไปเอาว่ามาเที่ยวกับผมแทน หนหน้าจะกลับสู่รีวิวเมืองน่านต่อแล้ว (ยังไม่จบนะครับอย่าพึ่งหายไปไหนกันนะ)
สุขสันต์รับเทศกาลตรุษจีนครับ
ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ อั่งเปาตั้วๆ ไกดซินนี้ ตั่วถั่ง …..
เฮงๆๆๆๆ ร่ำรวย ๆ ๆๆๆ ยิ่งๆขื้นไป …. มั่งมีศรีสุขเงินทองไหลมาเทมา …. ตลอดปีจ้า




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2553 10:47:00 น.
Counter : 1501 Pageviews.  

ที่เที่ยว:ฮันนีมูน@น่าน...อยากอยู่ให้น๊าน..นานกว่านี้



สวัสดีครับ

ห่างหายหน้าไปเป็นสัปดาห์เลยสำหรับรีวิวฮันนีมูนทริบหนนี้ครับ หนีไปเที่ยวมาสองสัปดาห์ติดๆกัน กลับมาก็ขอรีวิวกันต่อเลยดีกว่าครับ เพราะยังเหลือทริบที่ไปมาตั้งแต่ปลายปีจนถึงตอนนี้อีกหลายทริบ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะรีิวิวได้หมดไหมน้อ แต่ยังไงๆก็จะพยายามเอามาฝากกันต่อ ขออย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนแล้วกันนะ

กลับสู่เรื่องราวหนนี้กันดีกว่านะ หลังจากออกจากลำปางกับฮันนีมูนทริบ@ลำปางในวันที่4-5

//blog.one22.com/archives/category/long_trip/honeymoonnorth/honeymoon_lampang

ผมมุ่งหน้าขึ้นมาทางทิศตะวันออกเพื่อไปยังจังหวัดสุดท้ายของเขตแดนภาพเหนือต่อกับอีสาน "เมืองน่าน" เมืองที่มีวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันระหว่างเหนือและอีสานตอนบน เมืองที่หลายๆสำนักให้เป็นเมืองคู่แฝดของบ้านพี่เมืองน้องของไทยอย่าง "หลวงพระบาง ประเทศ สปป.ลาว" จากชื่อเสียงต่างๆที่เริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นปลายทางของใครๆหลายคน รวมถึงหนนี้ของเราที่ถือว่าน่านจะเป็นจังหวัดสุดท้ายของฮันนีมูนทริบหนนี้แล้วด้วย

ภาพทั้งหมดเก็บใส่ Gallery ไว้ที่นี้แล้วเชิญชมกันเช่นเคยครับ

//blog.one22.com/pics/longtrips/honeymoon-in-north-trip/honeymoon_nan1

ไปเที่ยวกันต่อดีกว่าครับ

หลังจากออกจากลำปางผมใช้เจ้า gps คู่ใจที่หอบหิ้วมาจากกรุงเทพฯ เช่นเคย ตั้งแต่ผมมีเจ้านี้นำทางเดี๋ยวนี้ติดนิสัยไม่จำเส้นทางกันเลย เพราะมันก็พาไปทุกๆที่ที่เราไปอยากไปอย่างซื่อสัตย์ดีทีเดียวแม้บางหนจะวน ออกนอกเส้นทางหรือไปไม่ถูกบ้างก็ตามแต่ยังไงก็ยังชอบที่จะใช้จริงๆครับ ใครที่คิดว่าเป็นคนหลงทิศหลงทางบ่อยๆ มีติดรถไว้ซักเครื่องผมว่าก็ไม่เลวเลยทีเดียวครับ

map
ดู ทริบลำปาง-น่าน ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ผมมาถึงน่านโดยใช้เส้นทางทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน เช่นเดียวกับตอนขาเข้าลำปาง ออกจากลำปางวิ่งตรงขึ้นตะวันออกเ๊ฉียงเหนือผ่านพิชัย บ้านเสด็จ วิ่งตามเส้นทางมาเรื่อยๆครับถนนช่วงนี้วิ่งสบายทำไว้ดีไม่พบหลุมบ่อแต่อย่างใด เราสลับกันขับเมื่อตอนเข้าสู่บ้านโป่งและแวะทานข้าวกันที่นี้มาถึงก็เข้าบ่ายแก่ๆได้ หลังอิ่มกันดีล้อหมุนกันต่อช่วงนี้จะเข้าสู่ทางหลวงเส้น 103 กันต่อตรงแถวๆนี้พอดี จากนั้นก็ได้มุ่งลงทิศใต้จนมาเชื่อมสู่ทางหลวง 101 ตรงร้องกวางก็เป็นอันรู้ว่าเราเข้าสู่เขตรอยต่อของแพร่กับน่านกันแล้ว

แม้เส้นที่เราเลือกจะอ้อมหน่อยที่สำแต่ถนนหนทางดีตลอดทางอีกอย่างที่เลือกเส้นนี้ก็เพราะเจ้า gps ตัวดีเราตั้งให้แวะวัดพระธาตุแช่แห้งมันจึงคำนวนทางให้เราเสร็จเลย หลังขับสลับกันไปมา ผมดูเธอวันนี้อารมณ์ดีสงสัยเพราะนอนอิ่มดีแน่ๆ อากาศก็ไม่ร้อนมากนักเพราะช่วงที่เราไปอากาศกำลังหนาว



ขับอีกชั่วโมงกว่าๆรู้สึกตัวอีกที่ว่าเข้าน่านกันที่เวียงสาตอนเกือบ สี่โมงเย็นพอดีนับเวลาขับรถจากลำปางมาถึงน่าน4 ชั่วโมงเศษพอดี หลังจากปรึกษากันเราก็ได้ข้อสรุปว่าจะขอแวะเที่ยวกันก่อนเข้าที่พักเรา วันนี้ เราจึงแวะกันที่ "พระธาตุแช่แห้ง"



วัดพระธาตุแช่แห้ง ยามเย็นๆอากาศกำลังดีเราจอดด้านล่างเห็นองค์พระธาตุเด่นตั้งแต่เริ่มขึ้นบันไดมาเลยทีเดียว ยิ่งเมื่อได้เข้ามาในระยะใกล้ๆแล้วองค์พระธาตุสีทองตัดกับท้องฟ้าสีสดๆยิ่งสวยงามเข้าไปอีก



ผมเดินชมรอบๆอ่านประวัติขององค์พระธาตุยิ่งทำให้สนใจเข้าไปใหญ่ ภายในองค์พระธาตุฯบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากกรุงสุโขทัย สร้างขึ้นเมื่อ พศ. 1891 เพื่อกระชับไมตรีระหว่างสองแว้นแคว้นของสุโขทัยและน่านเอง ตัวองค์พระธาตุสีทองสุกปรั่งนี้บุด้วยทองเหลืองปิดทองคำเปลวหมดทั้งองค์



บริเวณภายในวัดประกอบไปด้วย วิหารพระนอน วิหารหลวง เจดีย์พระธาตุ แม้จะผ่านระยะเวลามากว่า 600 ปี และผ่านการบูรณะมาอย่างสม่ำเสมอ ตัวสิงห์ที่อยู่รอบๆองค์พระธาตุก็สวยงามไม่แพ้กัน



เดินจนได้เข้าไปในวิหารหลวง ได้กราบองค์พระประธานด้านใน เป็นอีกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญไม่แพ้กันครับ



พระธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุประจำปีเถาะอันเป็นปีพระราชสมภพของในหลวงของเราด้วยเช่นกัน ใครที่เกิดปีนี้สมควรมาแวะกราบซักครั้งก็น่าจะเป็นสิริมงคลกับตัวเอง

อยู่กันไม่นานก็ขับรถกลับออกมาเพื่อมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองกันมีอีกหนึ่งจุดหมายที่เราอยากแวะไปก่อนเข้าที่พัก นั้นคือ "วัดพระธาตุเขาน้อย"

อันมี "พระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน" ซึ่งเป็น "พระพุทธรูปปางประทานพร" ยืนหันพระพักร์ออกไปทางทิศตะวันออก ตัววัดอยู่เป็นดอยเขาน้อย เป็นภูเขาขนาดไม่สูงมากนัก แต่วิวด้านบนต้องบอกว่าสุดยอดมากๆเลยทีเดียวเพราะมองเห็นเมืองน่านไปไกลสุดสายตาจริงๆ



เรามาถึงก็เย็นมากแล้วจึงรีบเข้าไปกราบองค์พระด้านใน ภายในโบสถ์เท่าที่ผมสังเกตุที่นี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะมาจากพม่าอย่างชัดเจน



สังเกตุได้จากลวยลายและพระประธานที่มีส่วนคล้ายจะผสมผสานเอาไว้ จนเข้าไปด้านในและได้อ่านประวัติจริงๆก็เป็นเช่นนั้น

เป็นช่างชาวพม่าที่เข้ามาบูรณะวัดแห่งนี้ไว้ช่วงปีพ.ศ. 2449-2454



เราพากันเดินออกมากราบองค์พระธาตุที่อยู่ด้านหน้าบริเวณทางขึ้นเขา ส่วนสำคัญนอกจากตัวองค์พระปางประทานพรแล้ว

ที่พระธาตุก็เป็นจุดที่ใครมาสมควรมากราบไหว้ด้วยเช่นกัน เพราะภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาไว้



ผมเดินย้อนกลับไปที่ตรงพระปางประทานพร เพื่อชมวิวเมืองน่านทั้งเมือง สามารถมาให้เราได้เห็นตรงหน้า



จะว่ามีความคล้ายคลึงกันกับหลวงพระบางอย่างที่เคยมีคนบอกไว้ ผมว่าก็น่าจะมีส่วนถูกเหมือนกัน เมืองน่านเมืองเล็กๆไม่ใหญ่มีวัดวาอารามขึ้นอยู่โดยรอบ มองเห็นพระธาตุแช่แห้งที่เราพึ่งแวะกันอยู่ไม่ไกล



องค์พระปางก็เด่นเป็นสง่าราศีอยู่คู่บ้านคู่เมืองน่านมาตั้งแต่เมื่อจัดสร้างขึ้นในปีพศ. 2542 นับเวลาสิบปีพอดี



สร้างขึ้นเพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติในวโรกาศ องค์พ่อหลวงของเราทรงครองราชครบรอบ 72 พรรษาขึ้นในปีนั้น แม้ตัวองค์พระจะมีการผุกร่อนตามเวลา ทางวัดเองก็ไม่นิ่งนอนใจ พยายามจะบูรณะเอาไว้ แต่กำลังทรัพย์ก็ไม่พอจึงมีการตั้งตู้บริจาคไว้ในบริเวณองค์พระปางฯ ด้วยเช่นกัน ใครแวะมาเที่ยวชมวิวรอบเมืองอย่าลืมทำบุญกันนะครับ เพื่อช่วยให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมกันต่อๆไป



ใกล้ค่ำแล้วไม่อยากจะเข้าที่พักกันมืดเกินไปเราจึงขับลงเขากันมาเพื่อไปยังที่พักของเราคืนนี้ "ศศิดารา รีสอร์ท" รีสอร์ทเก๋ๆที่ผมได้แรงบันดาลใจมาจากคุณ มาเรีย ณ.ไกลบ้าน ต้องขอบคุณที่รีวิวให้ผมได้มาตามรอยครับ เดี๋ยวจะรีวิวที่นี่ในมุมมองของผมให้อ่านกันบ้างนะ



เก็บเข้าห้องพักเราปรึกษาว่าจะอยู่ในโรงแรมแล้วเที่ยวดี สุดท้ายเราเลือกจะเข้าเมืองเที่ยวชมยามค่ำในเมืองน่าน กันดีกว่าจะนั่งๆนอนๆในโรงแรม สอบถามเจ้าหน้าที่ถึงร้านน่าทานในเมืองก็ได้คำแนะนำจากโรงแรมเราจึงได้มายังร้านริมน้ำที่ " ร้านเจ้านาง " ร้านติดริมน้ำ



วันที่เราไปอากาศเย็นทีเดียว หลังจากได้โต๊ะนั่งผมสังเกตุรอบๆดูวันนี้แม้จะเป็นวันธรรมดาคนก็ยังคึกคักใช้ได้น่าจะเป็นร้านมีชื่อเสียงดีทีเดียว อาหารที่เราสั่งมาทานก็เสริฟเร็วดีครับไม่รอนาน ถึงแม้จะมืดจนชมวิวแม่น้ำไม่ได้แต่ทั้งอากาศและบรรยากาศผมว่าก็ไม่เลวเลย



อิ่มกันดีเราจึงเข้าเมืองไปเที่ยวแบบไม่ค่อยรู้ทิศรู้ทางนักแวะถามคนน่าน ก็แสนจะใจดีแนะนำร้านขนมอร่อยๆ อย่าง "ร้านขนมป้านิ่ม"



ร้า้นขนมที่พี่ๆเค้าว่าคนน่านรู้จักกันดี ของทานเล่นก็มีทั้ง ขนมไทย ไอติม เค้ก และกาแฟเครื่องดื่มต่างๆ



ผมสั่งมา 2 อย่างทั้งขนมไทยและไอศครีม เค้ก อย่างในภาพจะเป็นข้ามเหนียวดำรสชาติละมุนด้วยน้ำกะทิ หอมกำลังดี อร่อมทีเดียว ส่วนเธอสั่งกาแฟร้อนมาชิมก็บอกว่าใช้ได้

มองรอบๆร้านมีหลายๆครอบครัวพากันนั่งทานนับเป็นร้านที่น่ารักดีที เดียวครับ



หลังจากอิ่มทั้งคาวหวานดีแล้ว เพื่อไม่ใช้ค่ำคืนนี้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เราเลือกจะขับรถชมเมืองกันเป็นการย่อยอาหารไปในตัว

น่านในค่ำคืนวันธรรมดาแบบนี้เงียบสงบมากๆ รถราน้อย ไม่มีเสียงบีบแตรดังไล่หลังรถข้างหน้าให้ได้ยินแม้แต่น้อย

ไม่เหมาะสำหรับใครๆที่ติดแสงสีในเมืองหลวงเป็นอย่างยิ่ง มีแต่วัดวาสวยๆต้องกับแสงไฟยามค่ำ

โดยเฉพาะบริเวณแถวๆศาลหลักเมืองที่มีวัดสำคัญๆอยู่หลายๆที่ พรุ่งนี้เราคงได้มาสำรวจกันอีกที



ผมขับมาเรื่อยๆจนผ่านสังเกตุร้านข้างๆทางเปิดอยู่ดูน่าสนใจจึงไม่พลาดจะจอดรถชิดทันที เดินย้อนกลับมาจนถึง "Milk Club"หรืออีกป้ายหน้าร้านติดไว้ "ใจ๋เมือง"

ร้านชื่อเก๋ๆที่น่าเข้าไปสำรวจเราทั้งคู่จึงเดินเข้าไปด้านในกัน ร้านขายเครื่องดื่มเก๋ๆแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่ในเมืองที่แสนสงบอย่างน่านได้



เข้ามาข้างในร้านตกแต่งได้เท่อย่าบอกใคร อย่างมุมแรกของที่ระลึกเสื้อยืดลายเก๋ๆ



หรือมุมน่านั่งด้านในตกแต่งด้วยรูปภาพ เฟอร์์นิเจอร์ไม้เก๋าๆจัดวางได้ลงตัว ตกแต่งมุมให้น่าสนใจด้วย รถเวสป้าเท่ๆตัดกันสีสันฉูดฉาดใช่ย่อย



มุมเฟอร์เก๋ๆยังไม่หมดแค่นั้นหันมาอีกด้านผมก็อดยกกล้องขึ้นมาลั่นชัตเตอร์ไว้ไมไ่ด้่ เฟอร์นิเจอร์สวยๆเหล่านี้ช่วยให้ตึกห้องแถว 2 ชั้นไม่ธรรมดาขึ้นมาอย่าน่าสนใจ



เจ้าของน่าจะเป็นคนที่ใส่ใจน่าดูและจบทางอาร์ตมาแน่ๆ ถึงทำให้ร้านขายเครื่องดื่มนมน่าสนใจแบบนี้ได้ ผมชอบสไตล์การตกแต่งของร้านนี้จริงๆครับ



ดูรกแบบเข้ากันดียังไงไม่รู้ ไม่นานหลังจากสงสัยอยู่นานก็ได้คำตอบจากโปสเตอร์และรายละเอียดจากข่าวที่ร้านนำมาแปะให้ได้อ่านกัน



เจ้าของร้านชื่อคุณติ่งและคุณจิ๊บ เป็นคนจบอาร์ตมาทั้งคู่หลังจากท่องเที่ยวมาทั่วประเทศ สุดท้ายมาตกหลุมรักและประทับใจในเมืองน่านจนสุดท้ายได้เปิดร้านน่ารักๆแห่งนี้กลางเมือง นั้นเอง



ร้านแบ่งเป็น 2 ส่วนชั้นล่างเป็นร้านขายอาหารและเครื่องดื่มปลอดแอลกอฮอล์ ส่วนชั้นบนเปิดเป็น Gallery เล็กๆและสอนศิลปะให้กับเด็กๆและผู้สนใจ ดูผลงานของเด็กๆที่นำมาจัดวางรอบๆชั้นบนก็อดอมยิ้มไมไ่ด้ ต้องขอชมทั้งคุณจิ๊บและคุณติ่งทั้งคู่ที่กล้าทำร้านออกมาแนวนี้ได้ ครับ



จึงไม่แปลกอะไรที่การตกแต่งจะดูเท่และแตกต่างจากร้านทั่วๆไปได้แบบนี้ อย่างโคมไฟที่ห้อยลงมาจากชั้นบนนี้ผมชอบเป็นพิเศษรวมถึงตรงบันไดทางขึ้นก็ด้วยเก๋ดีครับ

ผมได้คุยกับน้องๆที่ดูแลร้านยังดูเด็กๆกันอยู่้เลยแต่ก็ต้อนรับขับสู้แขก ต่างบ้านต่างเมืองอย่างเราทั้งคู่อย่างดี สอบถามอะไรก็ยิ้มแย้มแจ่มใส



ถึงแม้ผมจะไม่ได้สั่งเครื่องดื่มมาลองชิมแต่ก็ได้เสื้อยืดลายเก่ๆกลับออกมากันทั้งคู่ น้องๆเล่าว่าเสาร์อาทิตย์จะมีบรรยากาศของครอบครัวมากกว่านี้เพราะจะมีคุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเรียนศิลปะหรือนั่งทานเครื่องดื่ม กันเยอะนับเป็นแหล่งที่แวะของครอบครัวได้อย่างดีทีเดียว ฟังแล้วก็รู้สึกดี และแอบสนับสนุนในใจให้ทำแบบนี้ต่อๆไปนะครับ โอกาสหน้าจะกลับมาแวะทานเครื่องดื่มให้ได้ครับ



หลังออกจากร้านไม่นานผมวนรถรถออกมาแถวๆกลางเมืองอีกรอบครับบอกคนข้างๆอยากถ่ายรูปแถวๆสี่แยกหน่อยเพราะเห็นอะไรเก๋ๆเข้า

เธอทำหน้างงๆเพราะนอกจากวัดที่ปิดแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรเลย สุดท้ายหลังจากลงรถมาด้วยกันผมชี้ให้เธอดูสัญญาณจราจรครับ

ผมว่ามันเก๋ไม่เหมือนใครดีจังดูชาวเมืองน่าจะเป็นคนรักศิลปะใช่เล่นแม้แต่สัญญาไฟยังทำให้เข้ากับตัวเมืองวัดวาอารมรอบๆเลยทีเดียวที่สำคัญแถวๆนี้มีเลนจักรยานรอบเมืองด้วยนะ



ก่อนจากเลยเก็บภาพ "วัดพระธาตุช้างค้ำ" สุดท้ายก่อนจะลาตัวเมืองน่านยามค่ำด้วยรูปนี้ครับถ่ายกลางคืนไม่ได้พกขาตั้งมาแบบนี้รูปอาจจะเบลอๆบ้างก็ขออภัยนะครับ



สำหรับวันแรกของเมืองน่านคงต้องลากันด้วยภาพนี้ครับ พรุ่งนี้จะมาชวนคุณๆไปเที่ยวต่อกับเรา

วันแรกกับเวลาค่อนๆวันถึงไม่ทำให้เรารู้จักน่านดีเท่าไหร่นัก แต่ก็สร้างความประทับใจในความน่ารักของเมืองเล็กๆแห่งนี้ให้เราทั้งคู่พอสมควรทีเดียว

พรุ่งนี้เรามีแผนการเที่ยวอีกเยอะมากๆ ยังไง อย่าเพิ่งเบื่อกันนะจ๊ะคนรีวิวช้าอย่าใจร้อน เร็วๆนี้จะกลับมาพาเที่ยวเมืองน่านกันต่อครับ

แล้วพบกันตอนหน้าครับ




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2553 8:00:10 น.
Counter : 2385 Pageviews.  

ที่พัก:เดอะริเวอร์ไซด์ เกสต์เฮาส์ ลำปาง สบายๆแสนกันเอง...ริมแม่น้ำวัง



สวัสดีครับ
มาถึงรีวิวที่เคยบอกไว้ว่าจะเอามาฝากกันครับ เมื่อไปเที่ยวแล้ว ก็ต้องพาไปดูที่พักกันด้วยเช่นกัน ที่พักริมน้ำวังที่สุดจะประทับใจ เรื่องราวจากนี้ก็คือความประทับใจที่ผมมีโอกาสได้สัมผัสมาครับ ผมประทับใจทั้งที่พัก และราคาที่ย่อมเยามากๆ เรียกว่า ควักแบงค์พันมีทอนหลายร้อยทีเดียวจนเราก็ได้มาเจอกับที่นี้ "เดอะริเวอร์ไซด์ เกสต์เฮาส์"และนี้คือเรื่องราวของที่พักแห่งนี้ครับ

สำหรับฮันนีมูนทริบล่าสุดที่พาคุณๆไปเที่ยวลำปางกับ "ฮันนีมูนทริบ@ลำปาง" อ่านจาก link ด้านล่างได้เลยนะครับ

//blog.one22.com/archives/4247
เอาล่ะเชิญมาชมกันเลยครับ และสำหรับคนไม่ชอบอ่านสามารถดูภาพที่บันทึกผ่านเลนส์ทั้งหมดเก็บใส่ Gallery ได้ที่นี้เช่นเคยนะครับ

//blog.one22.com/pics/relax/north/theriverside

มาชมเรื่องและภาพกันได้เลยครับ



ลำปางเมืองเล็กๆที่ถ้าพูดถึงคุณๆน่าจะนึกถึงรถม้าได้ทันทีนักท่องเที่ยวมากมายที่มาอย่างน้อยก็ต้องขอนั่งรถม้าซักครั้งแน่ๆ

และสำหรับคนลำปางเองแล้วผมว่าเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของจังหวัดนี้ก็คือ "แม่น้ำวัง" แม่น้ำสายหลักของลำปางเองก็เช่นกันที่ไหลหล่อเลี้ยงคนเมืองนี้มาช้านาน



เราเองหลังจากมาถึงและเริ่มต้นหาที่พัก จนมาจบที่ "เดอะริเวอร์ไซด์ เกสต์เฮาส์ ลำปาง" นอกจากความน่ารักของที่พักแล้ว ที่ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายๆนั้นก็ตรงที่มันติดริมน้ำวังด้วยนั้นเอง



เข้ามาถึงผมสัมผัสได้ถึงความกันเองของที่นี่ทันที่ตั้งแต่รั้วหน้าบ้านพักดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศรอบๆ เพราะบ้านอื่นก็บ้านชาวบ้านทั้งนั้นครับ มีที่นี่ทีเดียวเป็นเกสต์เฮาส์แทรกตัวอยู่



เข้ามาด้านในมีลานโล่งๆมองเข้าไปเป็นบ้านไม้ 2 ชั้นสีชมพูอมแดงเข้มๆตัดกับไม้ระแนงรอบบ้าน มีต้นไม้ปลูกอยู่ขวามือหลากหลายให้ร่มเงาในบ้านได้ดีทีเดียว



เดินเข้าไปด้านในจะมีชุดรับแขกวางอยู่ให้นั่งพักหายเหนื่อยกันก่อน



เดินเข้าไปด้านในกันดีกว่าครับ มาจนถึงส่วนต้อนรับด้านในที่ชั้นล่าง ผมสังเกตุรอบๆสีหลักยังเป็นสีชมพูอมแดงเข้มๆที่ตัดกับขอบบัว ขอบไม้ หน้าต่างประตูสีน้ำตาลเข้มดูแปลกตา ดึงดูให้มอง



บวกกับการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้มาตกแต่งเพิ่มให้ดูเข้ากัน ตรงกลางวางชุดโต๊ะรับประทานอาหารทำจากไม้หวาย เหมือนรู้ใจผมเลยว่าชอบไม้หวายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ส่วนตัวผมชอบหวายครับ หวายเป็นไม้ที่ตกแต่งให้เก๋ได้หลายแบบ ที่สำคัญสีของหวายทำให้การตกแต่งดูอบอุ่น และเป็นกันเองขึ้นมาได้ทันที เวลาวางอยู่ที่ห้องไหนก็ตาม



วิวแม่น้ำวังที่รีสอร์ทตั้งชิดติดริมน้ำแบบนี้ใครมาก็ชอบทั้งนั้น



ผมเดินต่อลงมาด้านล่างมีชุดม้านั่งให้ชิวๆริมน้ำได้อีกชุดเล่นระดับลงมาหน่อยวันที่แดดร่มๆยามเย็นตรงนี้น่านั่งชมวิวแม่น้ำใช่เล่น



รอบๆบริเวณที่พักด้านหน้าตึกพัก มีสนามหญ้าเล็กๆที่ตกแต่งสวนง่ายๆและดูร่มรื่นกำลังดีไม่รกเกินไปผมชอบครับ



ที่พักที่นี้ตกแต่งแตกต่างกันไปอย่างที่บอกเจ้าของเค้าทำเอง คิดและปรับปรุง ด้วยตัวเอง อย่างด้านบนการเดินเชื่อมกันแต่ละจุดของห้อง และใช้ระแนงเดินเป็นเส้นสายรอบๆทางเดินมีเสน่ห์ดีครับ



เฟอร์นิเจอร์หรือแผ่นป้ายต่างๆพี่เค้าเล่าว่าเห็นแล้วชอบเลยซื้อมาติดตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าเขียนว่าอะไรเข้าใจแค่ว่าความหมายดี



ซื้อมาเสร็จก็ถึงได้รู้ความหมายจริงๆที่หลัง บางป้ายเท่าที่ได้คุยกันจำได้ว่าแกบอกว่าซื้อเสร็จถึงรู้ว่าแปลว่า "ที่ซักผ้า" ก็มีแกเลยไปวางแถวๆห้องซักผ้าแทน ฟังแกเล่าด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีแกเล่าด้วยความสนุกสนาน ฟังแล้วก็ขำตามแกไปด้วย



ของวางกระจุกกระจิกตามห้องต่างๆก็แตกต่างไปรวมๆสร้างความน่ารักให้ที่นี้ได้อย่างดี



ลงมาข้างล่างผมมองกลับมาตรง Counter Bar ใช้หวายแบบนี้ก็ถูกใจนะสิ ชอบครับ มองไกลๆนั้นเเป็นเปียนโนครับดูเก่าๆแต่พี่เจ้าของแกรักษาไว้สภาพที่เก่าก็มาจากตอนน้ำท่วมใหญ่ลำปาง นั้นเอง



มาดูวิวยามค่ำกันบ้างครับที่นี้พี่เค้าสร้างกันเองช่างที่ใช้ก็ช่างชาวบ้านปลูกสร้างตาม ความรู้สึกของแกอยากทำตรงไหน ต่อตรงไหนก็ทำกันเลย คิดว่าตรงไหนแขกน่าจะชอบก็เพิ่มเข้าไปตรงนั้น

ง่ายๆแต่ผมว่ามันกลมกลืนและเข้ากันดีกับบรรยากาศที่มี



ลานหน้าตึกที่เราพักตอนกลางคืนก็ยังสวย



ห้องพักด้านในบ้าง จริงๆด้านในตรงแต่งเรียบๆไม่มีอะไรพิเศษแต่กับตัวผมแล้วชอบครับเพราะมีกลิ่นอายแห่งความคุ้นเคยสมัยเด็กๆเวลาไปค้างบ้านญาติต่างจังหวัดบ้านในยุค 20 กว่าปีก่อนเป็นไม้ๆแบบนี้เช่นกัน คุ้นๆดีชอบครับ



ด้านหน้าใกล้ประตูมีตู้ใส่ของเราวางของกระเป๋ากันตรงนี้ มีเตียงให้ 2 เตียงสำหรับแขกที่มาหลายคน หรือเป็นครอบครัวห้องที่ใหญ่ดีนะครับ รองรับได้สบายๆเลยทีเดียว อ่อลืมบอกวาผมได้ห้องแอร์นะครับ

ที่นี้ห้องจะมีทั้งพัดลมและแอร์ วันที่เข้าพักอุณหภูมิด้านนอก 17-19 องศาเย็นกำลังดีแอร์จริงๆไม่ต้องใช้เลยครับแต่ห้องพัดลมเต็ม



วิวห้องนี้ดีจริงๆ กลางวันจะมองเห็นแม่น้ำวังจากเตียงได้เลย เพราะหน้าต่างบานใหญ่เห็นวิวแมน้ำทั่วทีเดียว



ห้องน้ำในตัว น้ำอุ่นก็อุ่นกำลังดีครับสม่ำเสมอไม่ขาดช่วง



ห้องทุกห้องที่นี้ ตกแต่งไม่เหมือนกันเลยครับส่วนใหญ่จะไม่มีทีวีนะครับ เพราะฉะนั้นแฟนๆละครเวลามาพักเลือกวันดีๆนะ เดี๋ยวจะอดดูกันนะ

ส่วนใหญ่แขกที่มาพักจะมีทั้งฝรั่งและคนไทย ในวันสุดสัปดาห์แขกคนไทยจะเยอะกว่ามากครับ ฝรั่งเวลามานอนที่นี่ อยู่กันวันธรรมดาบางคนอยู่เป็นสัปดาห์เลยทีเดียว



ค่ำๆหลังผมกลับจากเที่ยวรอบๆเมืองและอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย ผมเดินลงด้านล่างเจอกับพี่เจ้าของเลยมีโอกาสได้นั่งคุยยาวๆกับพี่เจ้าของ

แกเลยเล่าความเป็นมาหลายๆอย่างให้เราฟัง เล่าถึงวันที่น้ำหลากท่วมเมืองลำปางว่า

มันมาเพียงชั่วข้ามคืนแต่ก็พัดเอาทุกอย่างเกือบสูญหายไปหมด

เปียนโนหลังนี้ก็ถูกน้ำซัดเช่นกันสภาพจึงดูผ่านศึกมาขนาดนี้ น้ำท่วมครั้งนั้นเล่นเอาต้องปรัปรุงพื้นที่ตักดิน ตักโคลนกันยกใหญ่เลยทีเดียว

แกเล่าเหมือนเป็นเรื่องขำทั้งๆที่มันเป็นภัยพิบัติ์ที่ทั้งแกและคนลำปางคงไม่อยากจะเจอแบบนั้นอีกแน่...

ธรรมชาติเวลาเค้าอยากเอาเราคืนนี้มักทวงถามเราหนักหน่วงเสมอจริงๆครับ...



การสนทนาในคืนนั้นสนุกสนานเพราะได้ฟังประสบการณ์สนุกๆมากมาย ความกันเองและไมตรีจิตรที่มีให้กับแขกทุกคนนับเป็นอีกสิ่งที่ผมสัมผัสได้จากคนที่นี้

เราคุยกันสนุกจนลืมเวลากันเลยจนดึกมากแล้วผมจึงร่ำลาพี่เค้าก่อนขึ้นไปนอนหลับยาวเลยทีเดียว



เช้ามาถึงหลังจากผมและเธอออกไปสำรวจยามเช้ารอบๆตลาดเก่า จนเดินกลับมาเก็บข้าวของและลงมาร่ำลาพี่ๆทุกคน

ผมพบว่ารอยยิ้มและมิตรภาพของเกสต์เฮาส์เล็กๆแบบนี้ คือจุดเด่นของที่พักเล็กๆซ่อนตัวอยู่ริมน้ำวัง แห่งนี้

ผมเดินออกมาถ่ายรูปอีกเล็กน้อยก็ได้เวลาไปกันต่อแล้ว

ความประทับใจส่วนนึงของลำปาง ส่วนนึงผมคงต้องนึกถึงที่พักที่นี้ด้วยเช่นกัน

พักแล้วคุ้นๆ พักแล้วหลับสบายๆ พักแล้วสบายกระเป๋าสตางค์ด้วยแบบนี้มีให้ที่นี่จริงๆ

การมาเที่ยวต่างที่ต่างถิ่นอันคุ้นเคย นอกจากการเปิดใจรับและซึมซับกับทุกสิ่งรอบๆ ผมว่ามักจะทำให้เราได้มองทุกๆอย่างบวกเสมอ

คิดย้อนกลับไปหลายๆสิ่งหลายๆอย่างจากที่พักหลักร้อยแบบนี้คิดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็มีแต่รอยยิ้มเสมอจนถึงวันนี้

มีโอกาสจะกลับไปพักอีกนะครับ " The Riverside Guesthouse Lampang "



แผนที่นะครับจากเว็บไซต์ของ www.theriverside-lampang.com tel: 054-227005

อยากรู้อะไรเพิ่มเช็คและสอบถามได้เลยครับ




 

Create Date : 25 มกราคม 2553    
Last Update : 26 มกราคม 2553 7:33:56 น.
Counter : 3872 Pageviews.  

ที่เที่ยว:ฮันนีมูน@ลำปาง..มหานครแห่งรถม้าที่สุดแสนจะ…น่ารัก


สวัสดีครับ
ห่างเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว จากรีวิวที่แล้ว หายไปหนีเที่ยวอีกแล้ว ทำให้รีวิวฮันนีมูนนี้ยาว ย๊าวว ยาววววววว เป็นพิเศษเรียกว่าข้ามปีกันเลยทีเดียวเชียว อย่างที่เคยบอกไว้ว่าคนเขียนก็ดันไม่รีบซะด้วย แต่..ยังไงก็ตั้งใจจะแนะนำที่เที่ยวหลายๆที่ๆได้ไปมาให้ได้อ่านกัน
ตอนที่แล้ว พาเที่ยวปายกับตอน "ฮันนีมูน@ปาย" ซะเต็มคราบจากปายมาก็บ่ายแล้ววันนี้
วันที่ 4-5 นี้เรามาถึงลำปางแล้วเมืองที่น่ารักๆ เล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความน่าสนใจของผู้คนและสถาปัตยกรรมเก๋ๆ ไปเที่ยวกันต่อกับเราครับ

ภาพถ่ายทั้งหมดเช่นเคย ผมเก็บใส่ Gallery ไว้แล้ว ตามไปชมก่อนก็ได้ครับ รูปถ่ายหนนี้อาจจะไม่คมไม่ชัดและ noise กระจายก็พยายามดูกันหน่อยนะจ๊ะ เพราะถ่ายยามค่ำแถมบนรถม้าที่เคลื่อนที่แทบตลอดเวลา แต่ก็ถือว่าเรามาขโยกเขยกด้วยกันแล้วกันนะ หุหุ
//blog.one22.com/pics/longtrips/honeymoon-in-north-trip/honeymoon_lampang

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เป้าหมายของเรา "ลำปาง" สมัยเด็กๆ ผมเคยจินตนาการจากคำบอกเล่าจากผู้ใหญ่ว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยรถม้า เลยทึกทักคิดต่อเอาเองว่าทุกคนๆคงแต่งตัวเป็นคาวบอย เหมือนในหนังฝรั่งที่เราดูสมัยนั้น พอโตขึ้นมาจินตนาการเหล่านั้นก็จางๆไปตามวันและวัยที่เพิ่มขึ้น แต่ความฝันเมื่อครั้งเยาว์วัย ว่าซักครั้งในชีวิต ฉันจะต้องนั่งรถม้าให้ได้นั้นไม่หายไปซะทีเดียวจนมาถึง Honeymoon trip หนนี้คำว่ารถม้าเมืองลำปางก็วนกลับมาอีกจนได้



เส้นทางฮันนีมูนทริบ วันที่ 4-5 ครั้งนี้จึงเหมือนเที่ยวแกมบังคับคนข้างๆว่าให้เรา(ผมนั้นล่ะครับ)ไปนั่งรถม้าด้วยกัน เธอก็ดูจะยอมตามโดยดี
หลังจากออกจากปายเรามุ่งหน้าเข้าเชียงใหม่ใช้ทางหลวงเส้น1095 มาจนถึงเชียงใหม่ทางขี้เหล็กเลี้ยวขวาวิ่งต่อเข้าสู่เส้น 107 วิ่งตามทางเส้นถนนสายหลักมาจนออกที่สารภี เชื่อมต่อเส้นทางหลวงหมายเลข 11 วิ่งกันยาว จนผ่านลำพูน ไปออกที่อ.ห้างฉัตร และเข้าสู่ตัวเมืองลำปางวิ่งกันมาเรื่อยๆใช้เวลาไปร่วม 4ชม.เศษแวะกินแวะเที่ยวถ่ายรูปมาจนถึงลำปางเอาซะเกือบ 5 โมงเย็นเลย


ในระหว่างทางบนรถผมเริ่มหาที่พักคืนนี้กัน จะเพราะเป็นวันธรรมดาทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่า จะยังมีที่พักให้เราได้แน่ๆ จากที่เคยค้นไว้เรามีในใจอยู่ 2-3 ที่ หลังจากแวะถามทางจากคนลำปาง ทำให้เราเลือกที่พักริมน้ำในย่านตลาดเก่า ถนนคนเดินของลำปาง น่าเสียดายที่วันที่เราไปเป็นวันธรรมดา ไม่ตรงกับถนนคนเดินวันเสาร์ก็ตามที ที่พักคืนนี้ "เดอะริเวอร์ไซต์ เกสต์เฮาส์" ที่พักเล็กๆซ่อนตัวอยู่ในมุมชิดติดริมน้ำวัง บรรยากาศกันเอง เดี๋ยวผมจะแยกรีวิวที่พักให้อ่านกัน ตอนนี้ขอพาคุณๆไปเที่ยวกันก่อน

หลังเก็บข้าวเก็บของเข้าห้องพักเรียบร้อย ผมสังเกตุคนข้างๆดูเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้วอยากเที่ยวเมืองลำปางแล้วล่ะสิผมแอบคิดอยู่ในใจ เราติดต่อกับทางรีสอร์ท เค้าก็ยกหูโทรศัพท์เรียกมาเหมือน taxi ยังไงยั้งงั้นเลย


ไม่ช้าเกินไป จินตนาการผมถูกเติมเต็มก็ตอนรถม้ามาจอดเทียบท่าให้เห็นตรงหน้านี่เอง รถม้าสีแดงดูช่างน่าตื่นเต้นดีทีเดียวจนคนข้างๆยังบอกว่าผมเนี่ยโอเวอร์ซะจริง หลังจากสอบถามเส้นทางของเราและราคา สำหรับทัวร์รถม้ารอบเมืองแบบย่อๆก็เริ่มต้น


เสียงกีบม้ากระทบกับพื้นถนน ฟังแล้วชวนให้นึกถึงเสียง กุบๆกับๆ จากหนังในวัยเด็กจริงๆ
เสียงที่แสนคุ้นหูที่ไม่มีโอกาสได้ยินมาหลายปีจากในหนัง ที่เดี๋ยวนี้ก็ไม่นิยมจะสร้างหนังคาวบอยกันแล้ว รถม้าพาเราทั้งคู่นั่งชมทิวทัศน์รอบๆยามพระอาทิตย์เริ่มค่อยๆดับแสงของวันลงไป จะว่าบรรยากาศแบบนี้คงหาไม่ได้ง่ายๆนัก


ระหว่างทางคนขับรถม้าก็พาเราเที่ยวมาเรื่อยๆเส้นทางวิ่งเป็นวงกลม จนมาผ่านบริเวณห้าแยกหอนาฬิกาที่เด่นและสวยมากในยามค่ำ ผมกดชัตเตอร์รัวแทบไม่ทันกับจังหวะรถม้าที่ขโยกเขยกไปตลอดทางระหว่างทางเราแวะอีก 2-3 จุดอย่างเช่น บริเวณหน้าวัดบุญวาทย์วิหาร


เลยไปถึงศาลเจ้าเก่าแก่"ศาลเจ้าปู่เก้ากง"ที่เปิดไฟสว่างไสวจนเตะตาเราให้เข้าไปกราบไหว้ในยาม ค่ำๆแบบนี้


เจ้าม้ายังพาเราเที่ยวด้วยเสียงฝีเท้ากุบกับที่ดังสม่ำเสมอไปตามถนนต่อเรื่อยๆ
ผมแปลกใจกับบรรยากาศรอบๆที่คนลำปางดูจะคุ้นชินกับภาพรถม้าพานักท่องเที่ยวแบบเราวิ่งไปทั่วเมืองขณะที่รถเก๋งก็วิ่งตาม
หรือบางทีก็หยุดให้ผ่านแม้จะเป็นสี่แยกก็ตามประหนึ่งมันก็คือพาหนะอีกชนิดที่นี่นั้นเอง นับเป็นภาพและความรู้สึกที่แปลกดีทีเดียว


ไม่นานรถม้าก็พาเรามาถึงศาลหลักเมือง เสียดายปิดซะแล้วเราลงเดินและเดินสำรวจรอบๆผมสังเกตุตามต้นไม้และเสาไฟนกดังสนัเยอะมากๆส่งเสียงเซ่งแซ่ ดังสนั่นไปทั่วพื้นที่รอบๆทีเดียว พี่คนขับบอกว่ามันจะเยอะแบบนี้ทุกปีในช่วงนี้ ชาวบ้านก็คงลำบากหน่อย



เราเดินลงไปสำรวจเก็บภาพและแวะเข้าไปกราบหลวงพ่อด้านใน บรรยากาศรอบๆเงียบและดูสงบ
นอกจากรถที่วิ่งสวนกันไปมารอบๆ แต่ดูไม่หนาแน่นเหมือนกับเมืองหลวงที่เราจากมาอย่างกรุงเทพฯ เป็นภาพแปลกตาที่คงจะหาได้ในเมืองเล็กๆอย่างลำปาง


เราเดินกลับมาจนถึงรถม้าของเรา ตอนนี้มีรถม้าหลายต่อหลายคันจอดเรียงกันเป็นระเบียบ พี่คนขับรถม้ามานั่งสนทนากันอยู่ทีนี่นั้นเอง
เราทั้งคู่จึงขออนุญาติพี่เจ้าของม้าถ่ายภาพคู่ด้วย แกจึงชี้ไปที่ตัวข้างๆกันพลันบอกเราว่า "ถ่ายกับตัวนี้ดีกว่ามันไม่กัด ไอ้ตัวนั้นมันไม่ชอบคนอื่นเท่าไหร่ผิดกลิ่นมัน" ผมฟังคำตอบพี่แล้วก็สงสัยในคำตอบนั้น ว่า ม้า "กัด" ด้วยเหรอนี่ และนี่ก็คือเหตุผลที่ ตรงแถวๆบริเวณตาม้าทั้งคู่ จึงมีที่บังตาด้านข้างไว้ไม่ให้ม้าเห็นมุมซ้ายหรือขวามากไป
ไม่งั้นมันจะตื่นและตกใจกับรถราได้ง่ายๆ ที่สำคัญถ้าไม่คุ้นกลิ่นมันจะขู่และกัดได้(ด้วย)
ผมนึกๆเล่นๆว่าภาพม้าเตะแบบในหนังการ์ตูนสมัยเด็กๆ คงไม่ตลกเท่าม้ากัดแน่ๆ
ต้องถือว่านี้คือความรู้ใหม่เกี่ยวกับม้าสำหรับเราเลยทีเดียว ที่บังตาม้าสำคัญอย่างนี้เอง...



จะว่าเพราะพลบค่ำแล้วหรือเพราะมันไม่เร่งรีบก็ว่าได้ ผมนั่งคุยกับพี่ๆคนขับรถม้าที่อยู่ด้วยกันเวลานี้อีก 2-3 คนแกบอกว่า เจออาจารย์ของแกพอดี เลยขอให้อาจารย์เป่าแขนให้ เดี๋ยวเดียวก็หายแล้ว ผมสงสัยจึงนั่งดู คุณลุงท่านนึงแต่งตัวเป็นคนขับรถม้าด้วยกัน พี่คนขับเราเรียกแกว่า "อาจารย์"พี่เค้านั่งยองๆแล้วยื่นแขนให้คุณลุงท่านนี้เป่า แกร่ายคาถาอะไรซักอย่างไม่ช้าก็เป่าเข้าไปที่แขนที่พี่คนขับบอกว่าปวด จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ดูหน้าตาพี่เค้าสบายใจขึ้น และเหมือนว่าแขนที่ปวดก็น่าจะทุเลาลง


ระหว่างทางหลังจากขึ้นรถแล้ว เลยได้โอกาสถามพี่คนขับรถเรา แกเล่าว่าคุณลุงท่านนี้เปรียบเป็น อาจารย์ที่ประสิทธิประศาสตร์วิชาการควบคุมม้า หรือสอนให้แกมีวันนี้
ที่สำคัญคุณลุงแกก็มีมีวิชาที่ช่วยปัดเป่าโรคเจ็บปวดเมื่อยให้ทุเลาลงได้ แกจึงเคารพรักเปรียบเหมือนเป็นอาจารย์เลยทีเดียว
ผมไม่สงสัยใดๆต่อและปล่อยให้พี่เค้าพาเราเที่ยวต่อ
จนสุดท้ายพาเรากลับมาใกล้ๆ ที่พักเรา
ระหว่างทางผมบอกแกไว้ว่าช่วยพาเราไปหาร้านอาหารอร่อยๆ ที่คนเมืองลำปางมาทานกันหน่อยครับ
อยากรู้คนลำปางชอบทานอะไร แกเลยพาเราทั้งคู่มาหย่อนไว้ที่ร้านอาหารนึง หลังขอบคุณพี่คนขับและ tip ให้ไปในฐานะพาเราเที่ยวจน สมหวังแล้ว


เรามองไปที่ชื่อร้าน และรู้เลยว่าต้องชอบและใช่แน่นอนร้านชื่อ "ข้าวต้มอร่อยบาทเดียว" แม๊ ร้านชื่อแบบนี้ก็เข้าทางฉันพอดีเลย ร้านอยู่หัวมุมถนนพอดีเป็นบ้านไม้ 2ชั้นตกแต่งง่ายๆแต่น่านั่งรับลมเย็นๆที่สำคัญบรรยากาศชวนกินเสียนี้กระไร


มองเข้าไปคนนั่งกันเยอะและหนาตาพนักงานเสริฟและคนทำอาหารก็ดูยุ่งและวุ่นกับการดูแลลูกค้ากันน่าดู
ว่าแล้วเราทั้งคู่เดินขึ้นไปชั้นบนเลือกที่นั่งเข้ามุมหน่อย การตกแต่งด้านใน "ร้านข้าวต้มอร่อยบาทเดียว" เป็นบ้านไม้ทรงไทยประยุกต์ ตกแต่งสไตล์ ออกretro นิดๆ เฟอร์นิเจอร์เป็นไม้ทั้งหมดเปิดโล่งรับลม


ดูคนส่วนใหญ่เป็นคนทำงานหรือไม่ก็นักเรียนนักศึกษาบ้างประปราย รวมๆเป็นผู้ใหญ่มานั่งทานข้าวสังสรรค์กันทั้งนั้น
แม้วันนี้จะเป็นวันกลางสัปดาห์คนก็เยอะ ร้านน่าจะอาหารอร่อย
หลังสั่งอาหารไม่นานอาหารที่ผมถามจากเด็กเสริฟว่าอะไรอร่อยบ้าง รอไม่นานอาหารที่เราสั่งก็ยกมา ขอบอกว่าอร่อยทุกอย่างจริงๆ
โดยเฉพาะแกงส้ม อร่อยไม่แพ้ร้านดังๆในกรุงเทพฯเชียวล่ะ



อิ่มกันดีผมเลยเดินถ่ายภาพแถวนั้นๆผ่านร้านกาแฟบรรยากาศน่านั่งอย่าง "บ้านสบายใจ" เป็นทั้งร้านอาหารและเกสต์เฮาส์เล็กๆที่พี่เจ้าของก็อัธยาศัยดีทีเดียว พาเราชมบ้านพักด้านในถึงแม้เราจะมีที่พักคืนนี้แล้วก็ตาม นับว่าเป็นอีกหนึ่งที่พักราคาย่อมเยาที่ได้บรรยากาศชาวกาดกองต้าดีเลยทีเดียว


ที่สำคัญกาแฟอร่อยมากเห็นเธอบอกงั้นนะครับ ก่อนจะเดินพากันกลับที่พักระหว่างทางเราปรึกษากันว่ายังอยากเที่ยวเมืองลำปางต่อกันอีกหน่อย เพราะเวลาเรามีกันแค่คืนนี้คืนเดียวเท่านั้นเลยจะกลับไปเพื่อไปเอารถออกมาสำรวจลำปางในยามค่ำกันต่ออีกซักหน่อยกัน


ไม่ช้าเจ้า jazz คันเก่งก็พาเราออกมาสำรวจเมืองลำปางกันต่อ จะด้วยความไม่คุ้นเคยหรืออย่างไรผมขับวนไปมาเพื่อหาเป้าหมายแรกที่ผมอยากมาถ่ายภาพซักหน่อย "สะพานรัชฎาภิเศก"


สะพานเก่าแก่ของลำปาง ผมว่าสะพานนี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญของที่นี่ ที่ไม่อยากให้พลาดมาชมกัน ใช้เวลาสำรวจสะพานแห่งนี้พักใหญ่เดินหามุมถ่ายภาพและกดกลับมาได้อยู่หลายมุมเหมือนกัน


สะพานนี้มีเสน่ห์เช่นเดียวกับสะพานโบราณต่างๆ เป็นสะพานถนนสองเลนที่ขนาดค่อนข้างพอดีมาก
ต้องชมว่าคนขับรถทั้ง 2 ด้านที่นี่เก่งและใจเย็นกันดีเวลาต้องขับรถสวนกันครับ


สะพานสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กรูปทรงโค้งคล้ายคันธนูวางคู่กันสองด้านของสะพานดูสวยงามและมีเสน่ห์ และในยามค่ำคืนแบบนี้พอต้องแสงไฟที่ส่องขึ้นไปสีขาวของสะพานดูตัดกับท้องฟ้าสีดำเด่นเป็นสง่า ที่หัวสะพานเขียนปีที่สร้างเสร็จติดไว้ว่ามีนาคม 2460 บ่งบอกถึงความคงทนของสะพานแห่งนี้ผ่านกาลเวลาอยู่คู่กับคนลำปางมานานนับชั่วอายุคนทีเดียว


เก็บภาพจนพอใจแล้ว พอดีกับเธอเดินกลับมาหลังจากซื้อของ เราก็เคลื่อนพลกันมาต่อยังร้านขนมยามค่ำที่คนลำปางแนะนำอีกเช่นกัน


ร้านขนมไทยแม่ประนอม ร้านขนมที่อยู่บนถนนทิพย์ช้าง ขนมไทยน่าทานมากมายทั้งขนมชั้น ขนมสังขยา ทองหยิบ ทองหยอดถ้าคุณเป็ฯคนกลัวอ้วนผมแนะนำอย่าแวะมาอาจจะตะบะแตกเองง่ายๆ ดูน่ากินเสียจริงผมซื้อติดกลับมา2-3 อย่างก่อนจนวนรถกลับหาทางกลับที่พักเรา เพราะพรุ่งนี้เรามีเป้าหมายขอเที่ยววัดวาและสถานที่น่าสนใจก่อนจะลาลำปางกันแล้ว...
แล้วคืนนั้นเราทั้งคู่หลับยาวเลยตื่นซะสายทีเดียว


ยามเช้ามาถึง...
หลังจากเก็บข้าวของลงมาด้านล่างเราบอกลาพี่ๆที่ดูเเลไว้ว่ามีโอกาสจะกลับมาใหม่เกสต์เฮาส์น่ารักๆติดริมแม่น้ำวังแบบนี้คงหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
เราคุยกันไว้ว่า อยากกลับไปเที่ยวย่านตลาดเก่าที่เมื่อวานเราเข้าไปแวะถามทางรวมถึงที่พักจนได้มาพักที่นี้


ย่านตลาดเก่าแห่งนี้มีสิ่งน่าสนใจที่ผมยังไมได้เล่าให้คุณๆฟังเลย...
ย่านนี้ดังขึ้นมาจากการร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้าน ที่ต้องการอนุรักษ์อาคารบ้านเรืองสองฝั่งถนนนี้เอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้รู้จัก
และสุดท้ายก็ร่วมมือกันเปิดถนนคนเดินขึ้นมาจนเรียกกันติดปากว่า "ถนนคนเดินกาดกองต้า" เปิดกันมานับสิบปีแล้ว
แต่ผมว่าพึ่งจะเป็นที่รู้จักมากๆกันจริงๆ ก็ด้วยกระแสคนเมืองที่อยากท่องเที่ยวตลาดโบราณทั้งหลายในช่วง 4-5 ปีหลังนี้เอง
เกิดจากปากต่อปากบอกต่อๆกันจนคนเมืองอย่างเรามีโอกาสได้มาจนได้
แม้จะเสียดายที่มาในวันธรรมดาซึ่งไม่ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ทำให้อดสัมผัสตลาดกาดกองต้าอันลือชื่อแห่งนี้


เราเลือกจะจอดรถไว้ข้างๆเพื่อลงเดินสำรวจกันต่อจากเมื่อวานที่เร่งรีบหาที่พักจนอดชื่นชมอาคารสถาปัตยกรรมย่านนี้ไป เดินมาจนถึง "ร้านม้าหมุน" ร้านดังอีกที่ของย่านนี้ที่เสียดายยังไม่เปิด ร้านขายของที่ระลึกสำคัญของที่นี้


ผมเดินต่อมาจนถึงอาคารที่อยู่เยื้องๆกันอันเป็นร้าน "ป้าป๋องขนมจีนน้ำเงี้ยว" ที่เมื่อวานก็ผ่าน แต่ไม่ได้ชิมก็น่าเสียดายที่ยังไม่เปิดเช่นกัน
เราเดินกันต่อผ่านอาหารเก่าหลายๆหลัง มีสีแดงอมชมพูเก่าๆที่ทาทับอยู่บนผนังปูนที่ผ่านกาลเวลามานานหลายๆสิบปีดูมีเสน่ห์เตะตาจริงๆ


อาคารปูนผสมศิลปะสไตล์ยุโรบหลายๆหลัง มีเสน่ห์อย่างประหลาย ที่ดีที่สุดคือชาวบ้านทุกคนย่านนี้ดูจะเข้าใจในสิ่งที่ตนมีเป็นอย่างดีจึงยังคงอนุรักษ์เอาไว้จนมาถึงวันนี้


ผมเดินต่อจนมาถึง อาคารปัทมะเสวี อาคารไทยประยุกต์ทรงโบราณที่เราได้มาสอบถามไว้เมื่อวาน และได้รับคำแนะนำที่ดีและมีน้ำใจงามๆที่ต้องขอขอบคุณที่ช่วยแนะนำให้เราได้พักในย่านนี้ได้
"อาคารปัทมะเสวี" หรือชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า ""อาคารฟองหลี" แห่งนี้เก่าแก่ไม่แพ้ใครๆผ่านกาลเวลา และการบูรณะให้คงสภาพเดิมแต่ดูใหม่ไว้ได้จนได้รับประกาศเกียรติคุณรับรางวัล อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 2551 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ กันเลยทีเดียว

ด้วยความโด่ดเด่นของลายไทยบนไม้ฉลุผสมกับบานประตูเฟี้ยมลูกฟักไม้สักแบบจีนผสมกันจนเป็นเอกลักษณ์ เรามาก็ยังไม่เปิด จึงได้แต่เก็บภาพอาคารสวยๆนี้ได้แต่ภายนอก แต่ยังไงก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆที่นี่ที่ช่วยแนะนำเราทั้งคู่ให้ทราบ ข้อมูลต่างๆที่สงสัยไว้ณ.ที่นี้ครับ
ที่สำคัญก่อนจากลากันเมื่อวานผมเลยได้หนังสือที่น่าสนใจจากที่นี้เป็นหนังสือที่ทางสมาคมจัดพิมพ์ขึ้นได้อย่างน่าสนใจ ชื่อ "กาดกองต้า ถนนเก่าเล่าเรื่องเมืองลำปาง" เป็นหนังสือดีๆที่ถ้าใครอยากรู้เรื่องกาดกองต้าให้ดีแล้ว นับว่ามีประโยชน์กับทุกๆคน ผมทราบว่ารายได้ส่วนนึงการจำหน่ายเข้าการกุศลด้วย


เราร่ำลาด้วยภาพถ่ายสุดท้ายตรงหน้า อาคารฟงหลีแห่งนี้ ก่อนจะขับรถต่อเพื่อไปแวะยังวัดแห่งนึง ที่พี่เจ้าของที่พักบอกเราไว้ว่าไม่อยากให้พลาดแวะเข้าไปไหว้กัน
เราขับรถผ่านสะพานสวยๆหลายๆแห่งทั้งสะพานคนข้ามหรือสะพานรถข้าม
ผมว่าจุดเด่นที่นี้นอกจากอาคารบ้านเก่าโบราณย่านตลาดเก่าแล้ว สะพานข้ามแม่น้ำวังที่นี้ก็แสนจะมีเสน่ห์ไม่แพ้ใครเช่นกัน
เราข้ามมาจนถึง "วัดปงสนุก" วัดเก่าแก่ของชาวลำปางที่คนแวะมากราบไหว้กันเสมอและจากบันทึกทางวัดได้บอกไว้ว่า


ในปี 2008 ที่ผ่านมากทางยูเนสโก้ได้ประมาณให้วัดแห่งนี้ได้รับรางวัล แห่งเขลางค์นคร(ลำพูน) ธรรมสถานหนึ่งเดียวของไทย ที่พึ่งได้รับรางวัล “Award of Merit” เราจึงเดินขึ้นไปด้านบนเพื่อชมวัดและกราบพระกัน วัดที่ถือเป็นตำนานของเมืองลำปางแห่งนี้


นอกจากจะมีเจดีย์วิหารพระนอน


วิหารพระเจ้าพันองค์ วิหารโถงทรงจัตุรมุขที่มีรูปแบบงดงาม ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมระหว่าง ลานนาไทย พม่า และจีน ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวของไทย ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนันตยศ ราชบุตรของพระนางจามเทวีแห่งหริภุญไชย

อ่านจากประวัติบอกเล่าของที่นี้ถึงสาเหตุที่ทำให้ได้รับรางวัลก็เพราะสามารถรักษาของเดิมไว้อย่างสมบูรณ์ ทำให้“โครงการอนุรักษ์มรดกทางศิลปกรรม สถาปัตยกรรมวิหารพระเจ้าพันองค์” วัดปงสนุกด้านเหนือ ได้รับคัดเลือกจาก 45 โครงการ ใน 13 ประเทศ ให้ได้รับรางวัล Award of Merit จากโครงการ 2008 Asia-Pacific Heritage Award for Cultural Heritage Conservation จากองค์การ UNESCO


ผมเดินชมสถาปัตยกรรมรอบพร้อมกับเก็บภาพเป็นที่ระลึกเอาไว้ว่าอย่างน้อยเราทั้งคู่ก็เคยได้มาสัการะบูชาที่วัดแห่งนี้


หลังกลับออกมาเราเริ่มต้นมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายถัดไป ที่เคยได้ยินชื่อเสียงเช่นกันว่า สถานีรถไฟลำปาง นี้สวยไม่แพ้ใครเหมือนกัน เราขับรถย้อนกลับเข้ามาในตัวเมืองก่อนจะเลาะเลียบมาจนถึงสถานีรถไฟ


หลังจอดรถได้เราก็สังเกตุได้จริงๆว่าสถานีที่นี้สวยไม่แพ้ใครจริงๆ ภาพกำแพงผนังสูงดูคล้ายป้อมก็ไม่ปาน กับรถไฟจริงๆ
ที่นำมาจอดเทียบให้คนผ่านไปมาหรือนักท่องเที่ยวได้เข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆก็มีเสน่ห์และน่าสนใจ ไม่แพ้กัน


เราถ่ายรูปกันอยู่ตรงนี้อีกพักนึงจนสังเกตุป้ายบอกสถานีที่น่าสนใจเพราะใส่ภาษต่างๆไว้ซะหลายภาษาทีเดียว
เดินถัดมาอีกนิดจนเลยไปเห็นร้านก๋วยจั๋บน่าทานหน้าสถานีดูชาวบ้านทานกันเยอะ
เราเลยอดไม่ได้จะขอลิ้มรสกันหน่อย และก็ไม่ผิดหวังทีเดียวรสชาติกลมกล่อมของน้ำซุปดูเข้ากันดีกับเส้นขนาดกำลังเหมาะ
อิ่มกันดีเราก็ได้เวลาเคลื่อนพลกันแล้ว เพราะชักสายขึ้นทุกที เดี๋ยวจะไปยังเป้าหมายต่อไปไม่ทันกัน
ผมขับรถออกมายังถนนสายหลักระหว่างจังหวัดเพื่อมุ่งหน้าออกจากลำปางกัน ทั้งผมและเธอรู้สึกดีมากๆกับการมาเยือนลำปางเมืองแห่งรถม้าแห่งนี้
สัญญากันไว้ว่าวันหน้าจะมากันใหม่ไม่ให้พลาดจุดท่องเที่ยวดีๆทที่เรายังไม่ได้แวะกันอีกมาก ทั้งบ่อน้ำพุร้อนแจ้ซ้อง ก็ยังไม่ได้ไป หนหน้าจะกลับมานะ


ระหว่างทางที่กำลังจะออกนอกเมือง เหมือนอะไรดลใจให้เราหันไปมองด้านซ้ายหลังเลยศาลประจำจังหวัดมาได้ไม่ไกล ผมเห็นป้ายบอกทางแนะนำ บอกไป "อินทราเซรามิค"
โอ้วผมลืมไปได้ไงว่านอกจากสถานที่เที่ยวต่างๆแล้วของฝากสำคัญที่สุดอย่างนึงของจังหวัดนี้ก็คือ เครื่องเซรามิคจานชามทั้งหลาย ที่ขึ้นชื่อลือชานักหนาส่งขายกันไปทั้งประเทศมาจากที่นี่ทั้งนั้น ชามกาไก่ ไม่ต้องคิดนานเราหักรถเลี้ยวเข้าไปทันที "อินทราเซรามิค" โรงงานผลิตจำหน่ายหนึ่งในหลายๆแห่งที่มีชื่อเสียงของลำปาง


ผมแวะเข้าไปในส่วนของ outlet ที่เปิดขายให้คนทั่วไปได้จับจ่ายกัน หลังจากจอดรถแล้วเดินเข้าไปที่นี้แบ่งของเป็น 2 ส่วนคือของที่ผลิตขายใหม่ๆและของคัดเกรดลงมาลวดลายจะคละแบบมากมายน่าสนใจทั้งนั้น


เราทั้งคู่ใช้เวลามากจนเข้าเที่ยงเลยทีเดียว ดูเธอจะมีความสุขกับการเลือกซื้อของฝากให้กับคนนั้นคนนี้ที่เธอจะนึกได้ ส่วนผมเองก็เลือกตุ๊กตาแพนด้าไว้มาเป็นของฝากเช่นกัน เห็นแล้วก็ทึ่งในฝีไม้ลายมือคนไทยที่สามารถผลิตสินค้าทั้งส่งขายคนไทยและไปนอกได้สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก เลยทีเดียว


หลังเสียเงินจนกระเป๋าบางลงหลายขีดแล้ว ระหว่างขับรถออกจากลำปาง เราพูดคุยกันถึงเมืองลำปางอละคิดตรงกันว่าเราต้องกลับมายังเมืองน่ารักๆแห่งนี้ ให้ได้
เมืองที่อัธยาศัยใจคอผู้คนเป็นมิตรยิ้มแย้มแจ่มใส
เมืองที่มีของดีระดับโลกมากมายให้คิดถึง และ
เมืองที่ผู้คนพยายามเหนี่ยวรังวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมโบราณเอา ไว้
...ให้คงอยู่ลูกหลานได้ชื่นชมและรักษากันต่อไป
เราก็เป็นเพียงนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาแล้ว ยังอดชื่นชมไม่ได้


ได้เวลาไปต่อยังจังหวัดสุดท้ายของ ฮันนีมูนทริปหนนี้แล้ว
คงต้องลากันก่อนด้วยมหานครแห่งรถม้าของไทย "นครลำปาง"ไว้ตรงนี้จนกว่าจะถึงตอนหน้าอันเป็นตอนสุดท้ายและจังหวัดสุดท้ายแล้วครับ
ขอบคุณคุณๆผู้อ่านทุกคน แล้วเจอกันครับ




 

Create Date : 21 มกราคม 2553    
Last Update : 21 มกราคม 2553 16:09:16 น.
Counter : 8695 Pageviews.  

ที่เที่ยว:ฮันนีมูน@ปาย หลงธรรมชาติ และ แสงสี ศิวิไลซ์เมืองปาย



สวัสดีปีใหม่ครับ

ปีใหม่นี้ขอให้ทุกๆคนที่มีโอกาสแวะเวียนมาทักทายหรือเยี่ยมชม จะด้วยตั้งใจหรือบังเอิญ มาเจอกัน ผมเหมาว่าเรารู้จักกันแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนสุขสมหวัง โรคภัยอย่าได้มาเบียดเบียน สิ่งใดที่ตั้งใจไว้ปีนี้ขอให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ตลอดปี 2553 นี้นะครับ
กลับมาเข้าเรื่องกันต่อกับวันที่ 3 ที่ผมจบไว้ที่ ปางอุ๋ง และแวะไปรีวิว ที่สบป่องริเวอร์ อินท์ ที่พักปางมะผ้า มาวันนี้ผมจะพาทุกๆคนเข้าไป ยัง "ปาย" เมืองที่แสนจะโด่งดังเหลือเกินในแม่ฮ่องสอน เมืองที่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายให้คนนำมาเล่าเปรียบเทียบ ต่างๆนานา มีเรื่องราวเล่าถึงทุกแง่มุมของปายออกมาให้ได้ยินตลอด

สำหรับผมแล้ว 5 ปีที่ผ่านมา ผมได้สัมผัสจากภาพถ่าย เรื่องเล่ามากมายของใครหลายๆคน จนวันที่ได้กลับมาอีกครั้ง ความเปลี่ยนแปลงของเมืองนี้สร้างความรู้สึกแปลกและแตกต่างกับเราทั้งคู่พอสมควรทีเดียว ผมขอเริ่มพาคุณๆเที่ยวต่อกับผมเลยครับ

ภาพกว่าร้อยภาพเก็บใส่ Gallery ไว้เช่นเคยเชิญชมภาพได้ตามอัธยาศัยครับ
//blog.one22.com/pics/longtrips/honeymoon-in-north-trip/honeymoon_day3

มาเที่ยวกันต่อกันดีกว่านะ


กว่าจะออกจากหมู่บ้านรักไทยก็เลยเที่ยงมาเยอะแล้ว เรามุ่งหน้าจะกลับที่พักเพื่อเก็บของและเตรียมย้ายกันไปยังปายต่อ


ระหว่างทางผ่านจุดแวะชมวิวกิ่วลม เห็นท้องฟ้าเข้มๆและอากาศดีๆแบบนี้ไม่แวะคงไม่ถูกใจคนข้างๆเท่าไร


หลังจอดรถ ผมลงเดินไปที่ป้ายบอกจำนวนโค้งนับพันที่วิ่งมา ป้ายนี้ทำให้ผมนึกถึงเมื่อครั้งก่อนก็มาถ่ายรูปกับป้ายนี้ไว้
เวลาผ่านไปไวจริงๆ และแล้วก็ได้กลับมาที่ป้ายนี้อีกครั้ง หลังจากเดินเข้าไปใกล้ๆ สังเกตุที่สงสัยป้ายนี้มันมีเจ้าของเสียแล้วสิ ท่าทางจะพึ่งพิชิตมาเหนื่อยๆแล้วจอดยาวที่นี้เลย
ผมหันกลับไปให้บอกใบ้เธอให้ดูภาพที่เห็นจะว่าขำก็ขำ อะไรมันจะเหมาะเจาะขนาดนั้นนี้

หลังจากถ่ายภาพผมสำรวจรอบๆ พบกว่าเดี๋ยวนี้มีชาวเขาและชาวบ้านเอาของมาขายกันเยอะเชียวทั้งของที่ระลึกและเสื้อผ้าโดยเฉพาะเสื้อยืด เยอะกว่าปรกติ เราทั้งคู่เดินเลยเข้าไปยังจุดชมวิวเพราะวิวตรงหน้าชวนให้เข้าใกล้ถึงใกล้มากๆทีสุด


วันนี้โชคดีอากาศแจ่มใสอย่าบอกใคร ฟ้าสีเข้มๆตัดกับทิวเขาสุดสายตา แถมโชคดีซ้ำสองที่มีดอกบัวตองบานขึ้นแถวๆนี้สีเหลืองของดอกจึงตัดกับสีท้องฟ้าเข้มๆดูแจ่มดีจริง
ผมยกเจ้ากล้องตัวเก่งเก็บภาพตรงหน้ามาเยอะเลยทีเดียวเมฆปุยขาวๆ ลอยเอื่อยๆ ยังกับรู้ใจให้ได้เก็บภาพ
"อากาศดีจริงๆ" เสียงสาวเจ้าพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
"มาถ่ายรูปให้หน่อยสิ" เธอพูดพร้อมกวักมือให้เดินตามไปถ่ายใกล้ๆกับแนวทิวเขา


หลังเก็บภาพให้แล้วผมก็ยังคงเดินเก็บวิวต่างๆเพิ่มๆ สำหรับตากล้องสมัครเล่นที่ขาดอุปกรณ์(และฝีมือ)ดีๆอย่างผมแล้ว สภาพอากาศและแสงขนาดนี้มันชวนให้ถ่ายภาพจริงๆ
เราเดินชมของอีกพักใหญ่ก็ได้เวลาไปกันต่อแล้ว เพื่อไปยัง สบป่อง ริเวอร์ อินท์ ยังไม่ได้เก็บของใส่กระเป๋าเลย


หลังถึงที่พักต่างคนต่างจัดการธุระส่วนตัวด้วยเวลาอันรวดเร็วเนื่องด้วยมันเลยเวลา chek out แล้ว หลังจัดการะธุระส่วนตัวเรียบร้อยผมเดินออกมาเก็บภาพวิวรอบๆอีกเล็กน้อยเพราะเมื่อวานไม่ได้ถ่ายตอนกลางวันซักเท่าไหร่เลย กลางวันของสบป่อง อากาศเย็นกำลังดีไม่ร้อนเพราะได้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่รอบๆที่ปลูกไว้ครึ้มบังแดดให้ และสายน้ำลาง ด้านล่างก็ช่วยให้บรรยากาศน่ารื่นรมย์เสียนี้กระไร


ไม่นานสาวเจ้าก็เดินออกมาพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ที่ขนกันลงมา เดินกลับออกมาจนถึงด้านหน้ารีสอร์ทเข้าไปร่ำลาและคืนกุญแจ ผมขอโทษคุณจอยที่ใช้เวลาเกินไปเยอะ
คุณจอยเผยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรกลับมาพร้อมบอกว่า "ไม่เป็นไรคะ อย่าลืมกลับมาเยี่ยมที่นี่ใหม่นะคะ"
เสียงใสอารมณ์ดีๆ ผมนึกคำตอบในใจได้แทบจะทันทีว่าต้องกลับมาเยี่ยมเยียนที่พักแสนอบอุ่นแห่งนี้อีกแน่นอนครับ


หลังร่ำลาด้วยมิตรภาพและความประทับใจผมก็รีบบึ่งกลับสู่เส้นทางนับร้อยโค้งเพื่อไปยัง เมืองปายอันเป็นเป้าหมายของเรา ระยะห่างกันราว เกือบครึ่งร้อยกิโล เราขับกันเรื่อยๆไม่ถึง ชม.ดีก็มาถึงหลักกิโลเกือบสุดท้ายเลยขอแวะที่หลักกิโลที่ 2 กันโดยตัวเลขแอบมีนัยที่เกี่ยวกับเราทั้งคู่นิดนึง


ก่อนเข้าตัวเมืองผ่านสะพานแม่น้ำปาย มาถึงทั้งทีไม่แวะกดภาพก็กระไรอยู่



ภาพแม่น้ำปายไหลเอื่อยๆตรงหน้าชวนให้ลงไปเดินเล่นแต่เราก็ อดใจไว้ก่อนเพราะที่พักคืนนี้ยังไม่ได้หากันเลย
มากันวันธรรมดาแบบนี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าที่พักน่าจะพอมีให้เราได้เลือกกันพอสมควรล่ะน่า ขับรถเข้าเมืองกันดีกว่า

ยิ่งเข้ามาใกล้ตัวเมืองมากเท่าไหร่ ความแปลกหน้าของผมและปายก็มากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดผมเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงของปาย ก็ยังต้องแปลกใจ
ถนนสองเลน แคบๆแต่ก่อนเดี๋ยวนี้ยิ่งดูแคบกว่าเดิมมาก ร้านขายของ ร้านอาหาร และการขับรถเป็นวงกลมที่ไม่สามารถจะเลี้ยวได้ดั่งใจแบบแต่ก่อนก็เปลี่ยนไป
เพราะทางตำรวจก็ปรับการใช้ถนนในเมืองเสียใหม่หมด ป้ายตรงแถวๆปั้มน้ำมันที่เคยมีโบว์ชัวร์มาแปะแนะนำที่พักต่างๆ วันนี้ก็เยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่า ไฟแดงที่แต่ก่อนมีแค่ 1,2 สี่แยกเดี๋ยวนี้ก็มีทุกแยกแล้ว แถมตำรวจยังมาคอยอำนวยความสะดวกช่วยระบายรถตามสี่แยกให้วิ่งกันได้ง่ายขึ้น นับว่าสิ่งเหล่านี้ดูเปลี่ยนไปมากสำหรับผมทีเดียว หลังจากขับรถวนไปมา สุดท้ายเราก็สามารถหาที่จอดรถได้แม้จะต้องเดินเข้ามาหาที่พักไกลซักหน่อยอย่างน้อยก็ไม่ทำให้การจราจรภายในตลาดติดขัดมากขึ้น


หลังจากตะเวณหาที่พักจนเหงื่อซึมกันเล็กน้อยเดินอยู่เกือบชั่วโมงและแล้วเราก็ได้ที่พักอยู่ฝั่งตรงข้ามสะพานไม้ไผ่ด้านหลังชิดติดริมน้ำปายเลยทีเดียว "ปายในฝัน รีสอร์ท"
ที่พักที่เปิดให้บริการมาไม่กี่ปีนี้เอง ที่พักหลักพันต้นๆที่หาได้ในวันธรรมดาแม้จะเป็นช่วงเข้าสู่หน้า Highแล้ว
หลังจากที่เรามาคราวก่อนที่แถวๆนี้ยังไม่มีรีสอร์ทขึ้นแต่อย่างใด วันนี้ที่แนวสายน้ำปายต่างมีรีสอร์ทพุดขึ้นชิดติดรั้วกันเป็นแถวไปแนวเดียวกันตลอด
ที่พักคืนนี้เป็นห้องพัดลมอยู่ติดน้ำนับว่าบรรยากาศดีใช้ได้วันที่เราเข้าไปพักอุณหภูมิอยู่ที่ 14-17 องศาหนาวกำลังดี ที่พักภายในก็มีอุกรณ์ให้ ทีวี น้ำอุ่นอันนี้มีให้ทุกห้องไม่ว่าจะอยู่โซนไหนก็ตาม


ทางรีสอร์ทกำลังเพิ่มบ้านทรงสามเหลี่ยมคล้ายเต๊นท์ขึ้นมาตรงแนวริมน้ำพอดี จะว่าไปคงน่าจะถูกใจนักเที่ยวแบ็กแพ็กแบบกางเต๊นท์ดี แต่สื่งที่เสียไปบ้างเล็กน้อยก็คือแขกที่เลือกห้องพักอาจจะมีเต๊นท์ไม้ไผ่เรียงรายขึ้นมาบดบังแทน แต่ผมเองก็มองด้วยความเข้าใจเพราะยังไงไม่ทำก็ต้องมีคนมากางเต๊นท์อยู่ดี

แต่ที่เก๋สำหรับที่นี้ตรงที่เค้าจัดรถจักรยานสามล้อสีสันสุดจี๊ดวางให้นักท่องเที่ยวได้หยุดแวะถ่ายภาพกัน 2 คัน


และนักท่องเที่ยวเองก็ดูจะชอบกันใช่ย่อย


บ้านไม้ไผ่หลังคาทรงสูงดูจะเป็นสไตล์ของที่พักริมน้ำฝั่งนี้เพราะมองเผินๆอาจจะดูคล้ายๆกันไปบ้าง มีเพียงรั้วไม้ที่กั้นแนวรีสอร์ทพอให้ทราบเท่านั้นเอง
แต่บรรยากาศริมน้ำก็ยังเป็นที่พักที่น่าให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆเลือกก่อนอยู่ดี


มองถัดไปก็เป็นของ อินเดียนน่า คอทเท็จ รีสอร์ทริมน้ำอีกแห่งติดๆกัน ที่นี้ตรงริมน้ำก็มีเต๊นท์ให้บริการแต่หลังจะใหญ่มากทีเดียว บ้านที่จ่ายแพงกว่าด้านหลังคงไม่สบอารมณ์นักที่มีเต๊นท์หลังใหญ่มาบดบังวิวเสียหมดแบบนี้ มองอีกมุมนึง ถือว่าแบ่งปันกันก็พอได้อยู่


หลังเก็บข้าวของเข้าห้องพักได้ ผมเดินออกมาสำรวจรอบๆที่พัก มุมชิวที่นี่ก็มีอยู่อย่างที่ติดริมน้ำทางรีสอร์ทก็เอาหมอนอิงและฟูกมาปูให้ได้นั่งฟังเสียงน้ำ กันได้ แม้ไม่ใหญ่มากนัก ก็นับว่าเป็นรีสอร์ทวิวดีทีเดียว


นั่งกันไม่นานก็ถึงยามค่ำแล้วอากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ได้เวลาออกไปพบแสงสียามค่ำอันเลื่องชื่อของปายกันแล้ว หลายๆคนที่เคยมาเที่ยวปายสมัยก่อน และติดใจความเงียบสงบของปายในอดีตอาจจะไม่ชอบใจกับภาพและแสงสีของตลาดถนนคนเดินปาย


ปัจจุบัน ที่มีร้านขายของมากมาย มี 7-11 อยู่ตามสี่แยก มีชาวบ้านที่เอาบ้านของตน มาทำร้านขายของกันเกือบทั้งนั้น กลายเป็นทำเลทองของปายกันเลย
ผมเคยได้ยินมาว่าบ้านบางหลังที่อยู่ชิดติดถนนคนเดิน เวลาประกาศขายกันเป็นตัวเลข 7 หลักกันทีเดียว



นับว่าถนนเส้นนี้ได้เปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านและคนปายไปอย่างไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว และไม่ว่าใครจะว่ายังไง
สำหรับเราแล้วการมาชมเมืองปายยามค่ำและเดินเที่ยวถนนคนเดินนับเป็นอีกเป้าหมายหลักของเราทีเดียว
ถนนคนเดินปาย ค่อยๆมีแสงสีมากขึ้นตามเวลาที่ค่ำลง เราค่อยๆเดินสำรวจสีสันของถนนเส้นนี้กันอย่างเพลิดเพลิน มีทั้งร้านอาหารญี่ปุ่น


ร้านขายของที่ระลึกปายๆ ร้านทัวร์ท่องเที่ยวรอบๆปาย ร้านนวดแผนไทย ร้านขนมแปลกๆที่หากินที่ไหนไม่ได้ หรือแม้แต่ร้านขายของเล็กเก่าๆก็มีให้เราได้ชมกัน


ร้านขายของที่ระลึกขายของเล่นเก๋ๆที่เปิดกันแทบทุกๆ ก้าวที่เราได้เดินผ่านและที่เราเห็นว่าเยอะที่สุดของปายคือ ร้านขายเสื้อยืด ครับ
เรียกว่ามีกันทุกๆ 5 ก้าวคุณจะเจอร้านขายเสื้อยืดปาย ต่างๆตลอดซ้ายขวา ทีเดียว
ทุกๆตัวต้องมีคำว่าปายอยู่ในนั้ เช่น เมา+อ้วก=ปาย ,i love ปาย, ปาย ครั้งเดียวไม่เคยพอ ฯลฯ นับเป็นของที่ระลึกสุดฮิตที่สุดของที่นี้


ผมเองก็ตั้งใจมาที่นีก็เพราะเสื้อเช่นกัน เลยซื้อกลับมาหลายตัวทีเดียว เราเดินกันต่อจนมาแวะพักกันที่ร้านกาแฟแสนเท่ที่เอารถโฟล์คเต่ามาประยุกต์ทำเป็นร้าน
เดี๋ยวนี้นอกจากจะขายกาแฟแล้วยังมีเสื้อขายด้วยเช่นกัน เราได้คุยกันระหว่างนั่งรอ ก็ได้รู้เรื่องปายในหลายปีที่ผ่านมา นับว่าน่าสนใจดีทีเดียว


เดินต่อมาอีกเจอคุณตำรวจจราจร ท่านนึงกำลังเพลิดเพลินกับจังหวะเพลงสนุกๆของนักดนตรีริมทาง มองดูน่ารักไปอีกแบบ
ตำรวจกับลีลาน่ารักๆแบบนี้เราไม่ได้เห็นกันบ่อยๆแน่ๆ นับเป็นเมืองที่มีสีสันและผู้คนที่น่าสนใจมาร่วมกันจริงๆ


เดินต่อมาจนถึง ร้านขนมที่ผมคิดถึงและเป็นอีกร้านที่เวลามาปายจะต้องแวะให้ได้ร้าน Cake Go O ร้านขนมชื่อดังสุดอร่อยที่สุดของปายเลยก็ว่าได้


เค้กและขนมปังชนิดต่างๆล้วนแต่หน้าตาดีๆกันทั้งนั้นเลย แถมขนาดจะใหญ่เป็นพิเศษที่สำคัญราคาไม่แพง


สดใหม่มากๆ ผมเองสั่งมากินกัน 2คน ยังแทบกินไม่หมดเลย ใครที่มาที่นี่อย่าลืมแวะมานะครับแล้วจะติดใจเช่นกัน


หลังอิ่มกันดีเดินกันต่อจนเจอ Kbank ผมเห็นคนมายืนถ่ายภาพกันเยอะมากทีเดียว เพราะความสวย และการจัดด้านหน้าได้เก๋ไม่เหมือนใคร นับเป็น bank กสิกรที่เก๋ที่สุดที่ผมเคยเจอทีเดียว
ที่สำคัญปรับตัวให้กลมกลืน และโดดเด่นเข้ากันดีกับเมืองปายนี้จริงๆ


ผ่านร้านโปสการ์ด ชื่อดัง "ร้านมิตรไทย" ที่ไม่ว่าสมัยไหนก็ยังแน่นเหมือนเคยคนยังคงมาส่งโปสการ์ดกันแน่นเช่นเคย


อีกร้านใกล้ๆกันนอกจากมีโปสเตอร์ขายยังมีเสื้อยืดของที่ระลึกต่างๆที่ติดแบรนด์ ปายไว้เช่นกัน


เดินเลยมาจนถึงร้านกาแฟที่เก๋ไม่เหมือนใครเช่นกันถึงกับยอมเปลี่ยภาพลักษณฺของแบรนด์ตัวเองเพื่อเมืองปายโดยเฉพาะ "ร้านกาแฟปายหนาว"
หรือร้าน Black Canyon นั้นเอง


นี่ก็เปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองจนจำไม่ได้แต่นับว่าเก๋และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แวะเวียนมาถ่ายรูปได้เป็ยอย่างดี ด้านในตกแต่งและใช้สีสันสดใส


มีมุมเก๋ๆให้ได้ถ่ายภาพหลายมุมทีเดียว


เท่าที่สังเกตุจะมีคนแวะเวียนมาถ่ายยรูปกันตลอดเวลา ที่สำคัญหน้าร้านขึ้นป้าย เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง ปายอินเลิฟ ด้วย


เราเดินกันต่ออีกหน่อยก็กลับที่พักกันแล้ว พรุ่งนี้เช้าๆอยากตื่นมาเก็บภาพปายในหมอกกันหน่อย
ระหว่างทางพบเจ้านี้นั่งเต๊ะจุ้ยอยู่ดูขำๆดี เลยได้ภาพที่มันนั่งเอเขนกมาฝากกัน
คืนนั้นเราหลับสบายในผ้าห่มอุ่นๆทั้งคืนเพราะยิ่งดึกยิ่งหนาวลงเรื่อยๆ


เช้ามาถึงผมตื่นเพราะได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกในมือถือดังตอน 6 โมงเช้า อากาศหนาวใช้ได้เลย ผมแอบดีใจที่ไม่เสียแรงอยากมาพบอากาศเย็นๆ เดินออกมาหน้าห้องเช็คอุณหภูมิที่ปรอทที่ทุกห้องติดไว้ให้ 14 องศา ใช้ได้ไม่หนาวมาก


ผมจัดการธุระเสร็จล้างหน้าตาก็รีบเดินออกมาโดยมีเป้าหมายอยู่ที่หมอกตรงลำน้ำปาย ส่วนคนข้างกายบอกให้เดินไปก่อนเลย เธอจะตามมาอีกที
ผมเดินมาหน้ารีสอร์ทแปลกใจไหงหมอกดูน้อยกว่าที่คิด เลยตัดสินใจเลยเดินข้ามมาอีกด้าน


และเข้าไปในถนนคนเดินปาย บรรยากาศตอนเช้าช่างต่างกับเมื่อคืนราวฟ้ากับดินทีเดียว เงียบสงบจนน่าแปลกใจ ผมเดินเลยมาตรงสี่แยก
สำหรับคุณๆที่อยากตักบาตรตอนเช้า ตรงแถวๆสี่แยกมี แม่ค้าพ่อค้ามาขายอาหารจัดเป็นชุดไว้ใส่บาตรให้คุณได้ทำบุญ
หรืออยากหาอาหารทานเช้าๆแบบนี้ มีทั้งโจ๊ก ข้าวต้มหมูอร่อยๆ ปาท่องโก๋ก็มี สามารถหาซื้อของกินยามเช้าได้สะดวกดีทีเดียว


ผมตัดสินใจหันหลังกลับมาทางสะพานไม้ไผ่แรกของปายที่แถวๆ ปายริเวอร์คอนเนอร์
และแล้วหมอกที่หามาแต่เช้าก็มาให้ได้เห็นเต็มๆตาที่สะพานนี้นั้นเอง


วิวฝั่งตรงข้ามก็มีป้ายปักบอไว้ถึงสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่องปายอินเลิฟ เป็นอีกจุดขายหนึ่งของรีสอร์ทหรือร้านอาหารของปายในเวลานี้ และผมว่าก็ได้ผล
อย่างน้อยก็เป็นจุดถ่ายภาพที่คนแวะมาถ่ายกันเหมือนที่ร้านกาแฟปายหนาวนั้นก็ใช่


ไม่นานสาวเจ้าก็เดินมาทันผมที่สะพานนี้นั้นเองมาอยู่แถวกลางสะพานได้เจอหมอกขาวโพลนคลุมแม่น้ำปายเกือบทั้งสาย


มองไปทางไหนก็เห็นแต่หมอกขาวๆคลุมไปทั่วสมกับที่ผมรอมาตั้งแต่เช้า

"ลองไปดูที่เราเคยพักกันคราวก่อนไหม" ผมเอ่ยถามเธอออกไป
เธอพยักหน้าแล้วเดินไปอย่างรู้ทาง แต่สุดท้ายก็ชลอฝีเท้าลงพร้อมหันหน้ามาถามว่า "ใช่ทางนี้เปล่าอ่ะ" ผมขำกับท่าทางเธอเลยเดินนำเธอไปยังแถวๆริมน้ำที่เราเคยมาพักกัน" วิลล่า เดอ ปาย" ที่พักริมน้ำที่อยู่คู่ปายมานานนม
หนก่อนผมมาพักและได้ที่ริมน้ำปายบรรยากาศดีๆที่มีเพียงคันดินกั้นระหว่างตัวที่พักกับลำน้ำปาย
พูดถึงคันดินกันหน่อย สมัยคราวก่อนที่มาตอนนั้นแถวๆที่พักริมน้ำพึ่งถมที่ให้สูงกั้นน้ำขึ้นมาเพราะช่วงก่อนหน้านั้นไม่ถึงปี
ปายโดนอุทกภัย น้ำป่าหลากลงมาในชั่วคืนเดียวน้ำท่วมปายแทบทั้งเมืองทำเอาเจ้าของรีสอร์ทและแขกที่มาเข้าพัก ในสมัยนั้นหนีกันแทบไม่ทัน ไม่ต้องพูดถึงที่พักที่โดนน้ำพัดเสียหายยับเยินกันถ้วนหน้าทีเดียว จึงเป็นที่มาขอคันดินตรงหน้ารีสอร์ทนี้เช่นกัน


วันในอดีตมีเพียงคันดิน แต่ปัจจุบันนี้ มีต้นไม้ขึ้นรกครึ้มไปทั่วเลย
เมื่อวานเราเข้าไปสอบถามถึงห้องพักก็ต้องผิดหวังกลับมาด้วยที่พักริมน้ำเต็มไม่เหลือ แต่อย่างใด ทำให้เราต้องบายกับที่พักหลักร้อยปลายๆแห่งนี้ไป


เดินถัดมาข้างๆกันที่พักแนวฮิบๆที่มีห้องริมน้ำอยู่เช่นกัน บ้านปายวิลเลจ ที่นี่นับว่ามีห้องพักวิวเห็นแม่น้ำแม้จะแค่หลังเดียว แต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ครบถ้วน ดี มีแยกเป็นแอร์ก็บพัดลม
ห้องแอร์เรทราคาวันธรรมดาไม่ถึง 1600 บาทสำหรับห้องแอร์ ห้องพัดลมก็ลดหลั่นลงมาตามอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มี
และทำเลที่ห่างน้ำออกมาหน่อย และแน่นอนราคาประมาณนี้ ก็เต็มอีกเช่นกัน ทำให้เมื่อคืนทำให้เราเดินเลยกันมาจนมาจบที่ ปายในฝันนั้นเอง


หลังจากผ่านรีสอร์ทต่างมาจนถึง สะพานรถยนต์ข้ามแม่น้ำปาย เราเดินกันมาจนถึงกลางสะพานหมอกยังมีให้เห็นหนาตาอยู่ วิวสวยๆยามเช้าแบบนี้ทำให้ลืมแสงสี ศิวิไลซ์ ยามค่ำไปได้เหมือนกัน


หลังจากนั้นเราก็กลับที่พักเพื่อทานอาหารเช้าที่โรงแรมจัดไว้รอแล้วการกลับมาเที่ยวปายหนนี้ทุกอย่างพิ่มขึ้นที่พักใหม่ๆก็มีมากขึ้น
ร้านรวงก็เปิดมากขึ้นมากกว่าเท่าตัว ชวนให้คิดว่าความสงบเงียบของที่นี่คงต้องมองหาในยาวเช้าแบบนี้ได้เท่านั้นเองหรือ ?


เข้าเกือบ 9โมงเช้าเราร่ำลา "ปายในฝัน" ด้วยความขอบคุณกับพี่เจ้าของที่พอทราบว่าเรามาฮันนีมูนแกเลยขอให้เรารอพร้อมกับหายไปด้านในรีสอร์ทและหยิบช่อดอกไม้พร้อมของที่ระลึกมาให้เรา เราทั้งคู่กล่าวขอบคุณกับน้ำใจดีๆที่หาได้จากรีสอร์ทแห่งนี้ มีโอกาสคงได้แวะมากันอีกนะครับ

ระหว่างที่นั่งรอสาวเจ้าเก็บของผมเลยเดินออกมาสำรวจที่พักในฝั่งริมน้ำด้านนี้อีกแห่งที่ติดกับ ปายในฝัน ก็เป็น indiana Cottage ที่ปลูกติดกันอยู่ผมมองเข้าไปก็รู้สึกว่าสองที่นี่ไม่ต่างกันมากนักติดน้ำกัน ทั้งคู่บ้านก็มีความใกล้เคียงกัน ราคาก็ใกล้ๆกันมีตั้งแต่หลัก เกือบพัน ในวันธรรมดาไปจนถึง หลัก 2,000พันกวาในช่วง ไฮขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เราเข้าพักอยากทราบแน่นอนเช็คจากเว็บไซต์ทั้งคู่จะดีที่สุด


แต่ถ้าถามว่าชอบที่ไหนมากกว่าผมว่าปายในฝันบ้านริมน้ำวิวจะดีกว่า ไม่มีเต๊นท์หลังใหญ่มาบังวิวตรงหน้ามากเท่านี้ แม้จะมีบ้านเต๊นท์สามเหลี่ยมของปายในฝันบังวิวบ้างแต่ ดูจะเล็กกว่าของ Indiana Cottage เอาว่าถ้าชอบการพักเต๊นท์ริมน้ำที่สบายมากกว่าที่นั้นย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีแน่นอนอันนี้นานานจิตตังครับ

เดินถัดมาเจอปายบุรีรีสอร์ท รีสอร์ที่เปิดให้บริการมาพักใหญ่แล้ว ตอนนี้เค้าทำบ้านโซนด้านหน้าใหม่ออกสไตล์บ้านปูนสีสันสุดจี๊ดดีทีเดียว วันที่เราไปทางรีสอร์ทกำลังทำกันอยู่ เลยได้มีโอกาสเข้าไปสอบถาม น่าจะเปิดให้บริการมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่ได้แล้ว ส่วนราคาเท่าที่ถามจากคนงานที่ทำอยู่เห็นว่ายืนราคาหลักร้อยปลายๆเช่นกันราคาเท่ากันทุกห้อง อันนี้ผมไม่แน่ใจนะครับยังไงสอบถามกันอีกที


เข้าไปดูในห้องก็ไม่แคบไม่กว้างเกินไปกลางๆ ตกแต่งด้วยสีสันสดใสกับภายในด้วยวัสดุปูนเปลือยทั้งห้อง ถ้าราคาประมาณนี้จริงๆนับเป็นรีสอร์ที่น่าสนใจมากทีเดียว ถึงจะเป็นห้องพัดลมก็น่าจะทำให้คนสนใจกันมากแน่ๆ

ถัดมาอีกที ที่พักที่ผมอยากแนะนำจริงๆเพราะน่ารักตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงทำเล อยู่ติดๆกันกับปายบุรี


บ้านไม้หลังเล็กๆสีออกมิลค์ๆหน่อย ติดริมน้ำห้องพักน่ารักๆ ชื่อ Little House
บ้านไม้ริมน้ำแบบนี้ผมว่ามันทั้งดูแตกต่างจากทุกที่ที่เจอและเข้ากันกับบรรยากาศริมน้ำของปายดีจริง ถึงจะมีเพียงไม่กี่หลัง ก็ตาม


ภายในก็ตกแต่งง่ายๆแต่ก็เข้ากับบุคลิกของบ้านดีเป็นที่พักหลักร้อยปลายๆในวันธรรมดา ที่น่ารักอย่าบอกใคร


ห้องน้ำภายในเป็นแบบ Open Air มีน้ำอุ่นบริการ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นไม่มีอะไรพิเศษแต่บรรยากาศริมน้ำกับบ้านสีสบายตาแบบนี้ผมว่าไม่เลวที่จะเป็นตัวเลือกให้เข้าพักกันครับ แถมพึ่งเปิดมาไม่ถึง 3 เดือนใหม่มากๆทีเดียว


ราคามีไปจนถึงหลักพันต้นๆในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็คงจะทำให้นักท่องเที่ยวสนใจกันพอดู
มีโอกาสลองแวะเข้าไปสอบถามห้องกันดูครับ


ผมเดินกลับมาก็พอดีกับที่เก็บของเสร็จเราขนของใส่รถก็ขับเข้าเมืองกะแวะร้าน เบเกอร์รี่ อีกครั้งเพื่อซื้อขนมตุนไปกินระหว่างทาง


พอเข้าสายๆในตัวเมืองปายรถก็ติดใช้ได้ทีเดียวหาที่จอดได้เราเข้าไปซื้อกาแฟและขนมที่อบใหม่มาให้ได้ชมและซื้อกลับบ้าน


ยอมรับเลยครับร้านนี้ขนมหน้าตีดีถึงดีมากจริงๆรสชาติก็เหมือนหน้าตาด้วย เวลามาปายผมไม่พลาดแวะจริงๆครับ


หลังจากซื้อขนมกันเรียบร้อยเดินผ่านธนาคารกสิกรไทยสาขาปายแล้วต้องขอชมอีกครั้งที่ทำได้โดนใจนักท่องเที่ยวดีจริง


เรามุ่งหน้ากลับออกมาจากปายด้วยเส้นทางเดิม ผ่านร้านกาแฟสุดฮิต "Coffee in Love" ที่วันก่อนผ่านมาซะเย็นจึงได้แต่ดูผ่านๆ
ก่อนกลับคงต้องขอเก็บภาพเป็นที่ระลึกถึงร้านกาแฟที่น่าจะฮิตมากที่สุดแห่งนึงของไทยเราเลยทีเดียว


เกือบสิบโมงแล้วคนค่อนข้างเริ่มหนาตา และในเวลาแบบนี้แดดก็เหมาะแก่การถ่ายภาพที่สุด เราจึงได้ภาพฟ้าเข้มๆแบบนี้มาฝากกัน


ผมเดินเก็บภาพรอบๆดูเธอจะชอบรถจักรยานที่เป็น prop ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายกันเยอะ บ้านปูนสีเหลืองเข้มเด่นตัดกับฟ้าสีเข้มสดใส ยิ่งได้ cpl มาช่วยทำให้ยิ่งเข้มได้ใจเข้าไปอีก


ผมถ่ายเธอเสร็จก็เก็บภาพรอบๆมาฝาก จะว่าไปกาแฟจะอร่อยหรือไม่ทราบเพราะไม่ได้ทานเลยครับ แต่รสชาติของวิวที่เสพได้จากสายตา จนอยากกระซิบเบาๆให้เธอฟังว่า "โชคดีจังที่เรามาวันนี้"


ต้องยอมรับครับวิวร้าน "Coffee in Love" นี่สุดยอดจริงๆทิวเขาด้านหลังสีเขียวอากาศสดชื่น


กับร้านสีขาวๆที่ทำชิดริมเนินเขาทำให้เห็นวิวภูเขาสลับซับซ้อนด้านหลังของร้านได้อย่างแสนวิเศษดีจริงๆ ถ้ามาในเวลาคนไม่เยอะที่นี้เหมาะจะถ่ายภาพจริงๆ


ผมเพลินกลับการเก็บภาพจนได้เวลาพอสมควร เราก็ต้องไปต่อแล้ว


กลับมาที่รถผมถามเธอว่าได้ชิมกาแฟเค้าไหมเธอส่ายหน้าบอกว่าขี้เกียจรอคนเข้าคิวเยอะ


เราขับต่อมาอีกอึดใจ จนผ่านสะพานประวัติศาตร์ ไม่แวะคงไม่ได้


สะพานประวัติศาสตร์วันนี้เปลี่ยนไปเยอะครับ ผมยังจำได้ว่าคราวก่อนมาเค้าไม่ให้เข้าเพราะยังไม่ได้ปรับปรุงแต่อย่างใด สีสะพานในวันวานเก่าและหลุดลอก แถมมีป้ายเตือนห้ามเดินเข้าไป แต่เพราะนักท่องเที่ยวแท้ๆ
สะพานแห่งเดิมในวันนี้จึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อันนี้เป็นผลดีของการท่องเที่ยว สีสะพานสีเขียวเข้มๆ มีคนไปกระโดโลดเต้น ถ่ายภาพกันเยอะดีทีเดียวถือเป็นอีกหนึ่ง จุดแวะถ่ายภาพสำคัญของที่นี่เช่นกัน


หลังจากแวะถ่ายภาพที่สะพานจนได้ที่ก็เคลื่อนกันต่อยังเป้าหมายต่อไปอันเป็นจุดสุดท้ายแล้วของแม่ฮ่องสอนแล้ว


ที่อุทยานแห่งชาติ หัวยน้ำดัง อุทยานที่อากาศดีเหลือเกินวิวทิวสุดสายตาชวนให้ใครหลายคนที่แวะมาหลงรักกันได้ง่ายๆ


ผมเองกลับมาอีกครั้งก็ยังประทับใจเช่นเคย หนก่อนที่มานั่งชมวิว กินชาบนยอดดอยแห่งนี้เสียหลายชั่วโมง


เป็นอีกที่ๆขอแนะนำให้ได้มาสัมผัสด้วยตัวเองแล้วคุณจะเข้าใจ เราใช้เวลาบนนี้ได้พักใหญ่ก็ต้องไปกันต่อแล้ว


จริงๆอยากอยู่ที่นี้นานๆ มากกว่านี้เลยตกลงกันไว้ว่าถ้ามีโอกาสมาอีกครั้งจะมาขอค้างที่นี้ซักคืน


ขอชมหมอกสวยๆบนยอดดอยแห่งนี้ซักครั้งถ้าจะดี

หลังลงมาจากห้วยน้ำดังไม่นานระหว่างที่คนข้างๆหลับแล้ว ผมนึกทบทวนการมาเยือนปายหนนี้ จะว่าไปปายเปลี่ยนไปจากหนก่อนมากไหมสำหรับเราแล้ว ก็น่าจะตอบได้ว่ามากทีเดียว แต่ดีหรือไม่ ผมตอบกับตัวเองได้ว่าไม่ว่าปายจะเปลี่ยนไปขนาดไหน ยังไงปายก็ยังถือว่าเป็นเมืองที่แสนจะมีเสน่ห์ ถ้าเรารู้จักทำความเข้าใจและมองหลายๆมุม ก็ควรจะทำใจรับได้กับความเปลี่ยนเเปลงที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับชาวเมืองปายเองที่อยู่กันมาจนทุกวันนี้
แม้แต่นักท่องเที่ยวอย่างเราๆท่านๆที่เคยมาเมื่อครั้งอดีต ไม่ว่าคุณหรือผมจะอยากให้ปายกลับไปเช่นวันวานเช่นไร ก็คงไม่สามารถ จะย้อนเวลากลับไปได้แล้ว ที่ทำได้คือยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและช่วยกันรักษาปัจจุบันของปายไว้ให้ดีที่สุด เพราะสุดท้ายเราก็เป็นเพียงนักท่องเที่ยวที่แค่ แวะเวียนมาเก็บสิ่งต่างๆกลับไปได้เพียงภาพถ่าย,ของที่ระลึก และความทรงจำเท่านั้น

ถ้าเพียงแค่เราๆเหล่านักท่องเที่ยวเคารพสถานที่และปฎิบัติตามกฎกติกาของสังคมที่นี่ และอย่าเพิ่มภาระสิ่งใดๆ ผมว่าเราจะได้มีที่ๆธรรมชาติและเเสงสีมาบรรจกันได้ อย่างปาย ไว้นานๆครับ

จากนี้ผมก็บึ่งรถยาวผ่านเชียงใหม่เพื่อไปยังจุดหมายที่เรายังไม่เคยมีโอกาสได้ไปเยือนกันเลยซักครั้ง
เป็นจังหวัดที่ผมเองใคร่อยากรู้จักให้ดีมานานนมแล้ว เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นมหานครแห่งรถม้า "ลำปาง" นั้นเองจะเป็นยังไงต่อรอชมตอนหน้านะครับ


ขอบคุณที่ติดตามมาถึงตอนนี้ครับ ฝากสคส.เล็กๆน้อยๆให้กับทุกคนนะครับ




 

Create Date : 08 มกราคม 2553    
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2557 17:11:51 น.
Counter : 19766 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

1twenty2
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




Friends' blogs
[Add 1twenty2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.