Blog.one22.com:รวม รีวิวที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก รีวิวหนัง และเรื่องราวรอบๆที่ภาพและเรื่องราวจะพาคุณๆออกท่องโลกไปด้วยกันครับ
Group Blog
 
All blogs
 
Mom Trip:พาแม่ไหว้พระนอน 9 วัด 4 จังหวัดในหนึ่งวัน!!!



ช่วงหลังๆผมไม่ค่อยมีโอากาสได้เล่าเรื่องเที่ยวแบบแม่ๆลูกๆให้ฟังเท่าไหร่เพราะเที่ยวสะสมไว้เยอะมาก มีทั้งเที่ยวเอง เที่ยวกับคนข้างกาย เที่ยวแบบแม่ๆลูกๆ และเที่ยวแบบเหมารวมทุกคนไปกันยกก๋วนก็มี หนนี้เป็นการนำเรื่องเที่ยวแบบหลังสุดแต่จริงๆเที่ยวไว้บ่อยสุดๆเหมือนกัน เก็บเกี่ยวเรื่องราวมาเล่าให้คุณๆฟังกัน ส่วนใหญ่การไปกับแม่มักจะพ่วงเรื่องทำบุญไว้ด้วยเสมอ(ภาคบังคับเลยทีเดียว) หนนี้เป็นการเที่ยวทำบุญแบบมันๆ 9วัด 4 จังหวัด ทั้งกินทั้งเที่ยวให้จบได้ในหนึ่งวันครับ

ภาพทั้งหมดตลอดทริบเช่นเคยดูได้ที่ Gallery ครับ คลิกตาม link ไปได้เลย

//blog.one22.com/pics/momtrips/phanon9wat



ถ้าคุณเคยผ่านสนามหลวงตอนเช้าในวัน พระที่อากาศแจ่มใส คุณจะพบบรรยากาศที่แสนคุ้นเคยของสังคมไทยเรา ได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตาในชุดสีขาวมาคอยใส่บาตรพระสงฆ์ ดูสมกับเป็นสังคมไทยที่แสนคุ้นเคย ที่พาคุณๆมาเช้าขนาดนี้เพราะวันนี้จะพาแม่ไปทำบุญไหว้พระกัน โดยมี concept ที่ไม่ธรรมดา จะเป็นการพาไปไหว้พระนอนกันให้ได้ 9 วัด เพราะงั้นเช้าจรดเย็นวันนี้ต้องทั้งสนุกและได้บุญแน่นอน



วัดแรกของทริบคือ วัดโพธิ์ ใกล้กับสนามหลวงนั้นเองหรือชื่อเต็มคือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 1 เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ภายหลังที่ย้ายเมืองหลวงมาที่กรุงเทพฯพระองค์ทรงโปรดให้ทำการบูรณะวัดเก่า แห่งนี้ขึ้นมาใหม่ให้เป็นวัดในเขตบรมหาราชวัง โดยใช้เวลาถึง 7ปี 5 เดือน จึงแล้วเสร็จและโปรดพระราชทานนามให้ใช้โดยทรงให้จัดพิธีเฉลิมฉลองขึ้นในปี 2344



พาแม่เข้าไปภายในก็จะพบกับความงดงามของสถาปัตยกรรม โบสถ์ เจดีย์ วิหาร และเอกลักษณ์ของที่นี่ก็คือ ยักษ์ วัดโพธิ์ รูปปั้นจีนขนาดใหญ่ในชุดฝรั่งย้อนยุคยืนเฝ้าอยู่ตามซุ้มประตูในวัด



เดินเข้ามาจนถึง พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ที่แสนงดงามด้วยกระเบื้องเคลือบสีสันสวยงามสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนพระเจ้า แผ่นดินทั้งสี่รัชกาลอันได้แก่ รัชกาลที่ 1 พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชรจะเป็นกระเบื้องเคลือบสีเขียว รัชกาลที่ 2 พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน เป็นกระเบื้องสีขาว รัชกาลที่ 3 พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร เป็นกระเบื้องสีเหลือง รัชกาลที่ 4พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย กระเบื้องเคลือบสีขาบหรือน้ำเงินเข้ม



เราพาแม่เดินมาจนถึงที่ตั้งใจนั้นคือ พระ วิหารพุทธไสยาสน์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และทรงโปรดให้สร้างโบสถ์ครอบในภายหลัง ด้านในเป็นที่ประดิษฐาน องค์พระนอนองค์ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ มีลักษณะพิเศษ คือพระบาทซ้ายและขวาจะซ้อนเสมอกัน โดยประดับมุกภาพมงคล 108 ประการเป็นศิลปะที่ผสมผสานความเชื่อและความงดงามจากจีนและไทยจนได้ชื่อว่า เป็นพระนอนที่งดงามที่สุดของประเทศไทย



แปดโมงเศษก็มาถึงจังหวัดนนทบุรี และวัดที่ 2 ที่มาก็คือ วัดราษฎร์ประคองธรรม วัดนี้อยู่ใน อ.บางใหญ่



เข้ามาถึงก็เจอองค์หลวงพ่อพระนอนองค์ ใหญ่อยู่ด้านหน้า พาแม่เข้าไปกราบกันใกล้ๆเสร็จ ก็ควรพาแม่เดินเข้าไปด้านในอุโบสถเพื่อไปสักการะ องค์หลวงพ่อซำปากง ตามประวัติของวัดสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ขาดการดูแล จนมีค้างคาวมาอาศัยอยู่กันมากเข้า จนชาวบ้านเรียกติดปากว่าวัดค้างคาว พอถึง พศ.2493 ชาวบ้านจึงช่วยกันบูรณะปฎิสังขรจนงดงามมาจนถึงปัจจุบันนี้



ที่นี้ไม่ได้มีดีแค่นี้เท่านั้น ท่านเจ้าอาวาส องค์ปัจจุบันยังได้สร้างมหาเจดีย์ไว้บนยอดซุ้มหลังคามณฑป สร้างครอบองค์หลวงพ่อพระนอนด้วยความมุ่งมั่นของท่านที่จะสร้างจำลององค์พระ มหาเจดีย์สำคัญของไทยมาไว้ที่นี่ถึง 3 มหาเจดีย์ด้วยกัน หลังจากทำบุญกันเสร็จก็ได้เวลาล้อหมุนกันต่อไปยังวัดต่อไปเป็นวัดที่ตรง concept ทุกอย่างตั้งแต่ชื่อวัด



วัดพระนอน อยู่ใน อ.บางใหญ่ตั้งอยู่ในซอยเดียวกับวัดส้มเกลี้ยงนั้นเอง หลังจากจอดรถกันใกล้ๆอุโบสถที่ดูอายุ น่าจะหลายร้อยปี ปัจจุบันที่วัดกำลังบูรณะซ่อมแซมตัวอุโบสถอยู่ พาแม่เข้าไปภายในก็จะพบองค์พระนอนสีทองอร่ามให้ทุกคนได้กราบและทำบุญกัน ไม่นานได้พบท่านเจ้าอาวาสซึ่งก็ได้เล่าความเป็นมาให้กับพวกเราฟังว่า



วัดนี้สร้างขึ้นปี 2388 มีความเชื่อของชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาถึงความมหัศจรรย์ขององค์พระนอน เช่นเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ของเมืองนนทฯ เมื่อครั้งปี 2485 ที่น้ำท่วมทั้งวัด เแต่ที่น่าแปลกก็คือตรงบริเวณอุโบสถ น้ำกลับไม่ท่วมเข้าไปทั้งที่เป็นพื้นที่ระดับเดียวกัน



นับเป็นเรื่องเล่าถึงความมหัศจรรย์ขององค์หลวงพ่อ พอแม่ได้ฟังก็บอกว่าจะชวนเพื่อนๆให้มาช่วยทำบุญกัน



หลังจากกราบลาท่านเจ้าอาวาส ก็มุ่งหน้าไปยังวัดใหญ่อีกแห่งในเมืองนนท์ฯ อยู่ใน อ.ปากเกร็ด นั้นคือ วัดกู้




วัดดังของปากเกร็ด มาถึง 5 แยกปากเกร็ดวิ่งตรงเข้าไปตรงท่าน้ำให้กลับรถใต้สะพานพระรามสี่ ตัววัดกู้จะอยู่ซอยฝั่งตรงข้ามทางเข้าและตลอดซอยจะมีป้ายบอกทางไปตลอด ไม่นานก็เจอกำแพงวัดสีขาวมีป้ายชื่อวัดบอกชัดเจน เลี้ยวเข้าไปจะเจอกับองค์หลวงพ่อพระนอนองค์ใหญ่ในวิหาร



เราจอดรถและเดินเข้าไปพบป้ายบอกเล่า ประวัติไว้ว่าวัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ ปีพศ.2295 เดิมชื่อ วัดหลังสวน ต่อมาเมื่อปี 2423 องค์พระอัครมเหสีในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสบางปะอินแต่เกิดอุบัติเหตุ เรือพระที่นั่งของพระองค์ล่มสิ้นพระชนม์ลงในบริเวณวัดนี้เอง ภายหลังมีการกู้พระศพและซากเรือขึ้นมาที่วัดแห่งนี้ จึงได้ชื่อวัดกู้มาตั้งแต่นั้น



หลังจากกราบมัสการกันเสร็จพวกเรา เดินออกมา เงยหน้ามองตะวัน ดูใกล้จะตรงหัวเต็มที่ได้เวลาจะพาแม่มุ่งหน้าไปหาอะไรทานที่อยุธยากันดีกว่า
ขึ้น ทางด่วนสายบางปะอินทร์ วิ่งมาชั่วโมงเศษ พวกเราก็เข้าสู่ตัวเมืองด้านในให้วิ่งมุ่งมาทางตลาดหัวรอ ผ่าน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจันทรเกษม สังเกตุสามแยกไฟแดงให้เลี้ยวขวาเข้าถนน ป่ามะพร้าว เพื่อพาแม่มายังร้านดังแถวนี้ซึ่งมีด้วยกัน 3 ร้านด้วยกัน



เริ่มที่ ร้านก๋วยเตี๋ยวเจริญ รุ่งเรือง ร้านดังเก่าแก่ของอยุธยา เมนูสุดฮิตของร้านที่อยากแนะนำให้แม่สั่งกันคือ



เย็นตาโฟทะเล และยำทะเล รอไม่นาน อาหารก็มาวางตรงหน้าดูน่าทานเหลือเกินมีมาครบครันทั้งกุ้งใหญ่ ปลาหมึกสดชิ้นโตและแมงกะพุน



ส่วนยำที่เสริฟมาพร้อมกันก็อร่อยและ เป็นยำทะเลจริงๆจนไม่คิดว่าเราอยู่ในอยุธยานึกว่าอยู่ริมทะเลเสียอีก



ถัดมามี ร้านหมูสะเต๊ะชื่อดังเก่าแก่ที่ใครๆในอยุธยารู้จักกันดีว่า ร้านหมู สะเต๊ะเฮียแกละ



อร่อยหรือไม่อร่อยสังเกตุจากป้ายการันตี จากสำนักต่างๆที่แปะข้างฝาร้านได้ จุดเด่นอยู่ที่เนื้อหมูนุ่มลิ้นกำลังดี ย่างมาร้อนๆเสริฟพร้อมกระจาด และน้ำจิ้มที่รสชาตดีอย่าบอกใคร นอกจากเนื้อหมู ยังมีไส้อ่อนและตับย่างสั่งมาเสริมทัพกินได้อีกด้วย



ติดกันเป็น ร้านอาหารทะเลอาจิว ร้านนี้ดังไม่แพ้กัน ข้าวกระเพราทะเลแสนอร่อย สำหรับคนชอบรสจัดน่าจะถูกใจ และถ้าไม่อิ่มจะสั่งหมูสะเต๊ะมาทานแกล้มด้วยก็ได้ นับว่ามาแถวนี้แม่ไม่มีผิดหวังแน่นอน นั่งพักอิ่มกันดีพวกเราก็เริ่มต้นการทำบุญช่วงบ่ายกันต่อ



อยู่ในอยุธยาคุณสามารถพาแม่ไปไหว้พระ ได้ง่ายเพราะทุกสี่แยกจะมีป้ายบอกทางไปวัดต่างๆเสมอ โดยเฉพาะวัดดังอย่าง วัดใหญ่ชัยมงคล วิ่งออกมาสู่ถนนหลักขับรถข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวร-มหาราช จนถึงวงเวียนสี่แยกเลี้ยวขวาวิ่งตามป้ายบอกทางไม่ถึงอึดใจก็ถึง ไม่รีรอที่จะเข้าไปกราบนมัสการ



องค์พระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐานอยู่ในวิหารปางไสยาสน์ ประวัติที่น่าสนใจขององค์หลวงพ่อคือ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระนเรศวรมหาราช โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนมาสักการะบูชาและปฎิบัติกรรมฐาน แต่เพราะเสียกรุงอยุธยาจนทำให้องค์พระและวิหารเสียหายมาก ปัจจุบันส่วนของวิหารยังคงเห็นเพียงโครงเสาบางส่วน แต่องค์เก่านั้นได้ถูกขุดทำลายจนพัง องค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่สร้างขึ้นใหม่



มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับองค์พระว่า หากใครสามารถนำเหรียญไปติดที่ฝ่าพระบาทขององค์พระได้โดยไม่หล่นลงพื้นจะหมาย ถึงว่าคำอธิษฐานนั้นจะสำฤทธิ์ผลสำเร็จตามปราถนา หลังจากกราบกันเสร็จพวกเราพยายามลองทำดูบ้างมีแม่ทำได้อยู่คนเดียวจนรีบ อธิษฐานเสียยกใหญ่



มาทั้งทีควรเก็บภาพประทับใจของครอบครัวโดยมีพระมหาเจดีย์เป็นวิวประกอปอยู่ ด้านหลังไว้ก็น่าจะดีไม่ใช่น้อย ตัวมหาเจดีย์ดูยิ่งใหญ่และน่าเลื่อมใสศรัทธาแม้จะถูกเผาทำลายเมื่อครั้งเสีย กรุง แต่เพราะการบูรณะจากกรมศิลป์ฯจึงทำให้เราได้ชื่นชมและกราบไหว้กันมาถึง ปัจจุบัน



วัดต่อไปยังคงอยู่ในเมืองกรุงเก่า แห่งนี้ วิ่งมุ่งสู่บริเวณมรดกโลกชั้นใน เพื่อไปยัง วัดโลกยสุธา หรือคนที่นี่เรียกว่าวัดพระนอน หลังจอดรถและเดินมาใกล้ๆองค์พระเพื่อจะกราบ อยู่ๆก็มีเสียงเล็กๆเสียงนึงทักพวกเราจากด้านหลังให้หันไปสนใจว่า “อยากทราบประวัติหรือไม่ครับ”



พวกเราหันกลับไปมองตามเสียงทักนั้นก็ พบกับไกด์น้อยๆที่ยืนยิ้มเตรียมพร้อมเข้ามาแนะนำเราอย่างทมัดทะแมง แม่มองด้วยสายตาเอ็นดูและไกด์น้อยๆก็เริ่มทำหน้าที่จนทราบว่า



พระพุทธไสยาสน์ เป็นพระนอนองค์ใหญ่ที่สุดของอยุธยา สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง และถูกพม่าเผาทำลายลง จนวิหารที่ปลูกสร้างครอบไว้ไม่เหลือคงไว้แต่องค์พระที่ได้รับการบูรณะขึ้นมา โดยตลอดจนถึงครั้งสุดท้ายในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นับว่าเป็นวัดที่สำคัญอีกแห่งของอยุธยา
หลังจากฟังจบก็ต้องจับมาคุยกัน หน่อยว่าเป็นใครมาจากไหน ทำให้รู้ว่าเป็นนักเรียนที่มาทำหน้าที่ไกด์คอยแนะนำให้ความรู้และตอบข้อ สงสัย กับนักท่องเที่ยวที่แวะมาวัดแห่งนี้ในวันหยุด นับเป็นการใช้เวลาว่างที่มีประโยชน์ แม่ก็ไม่ลืมจะตบรางวัลให้เป็นสินน้ำใจที่ปฎิบัติหน้าที่ได้ดีเยี่ยม หลังจากรับรางวัลแล้วไกด์ของเราก็ไม่ลืมจะไหว้ขอบคุณพร้อมยิ้มละไมก่อนจะจาก ไปแนะนำนักท่องเที่ยวคนอื่นต่อ หลังจากแอ็คท่าถ่ายรูปกันพักนึงพวกเราก็ได้เวลาไปกันต่อ ตอนนี้เวลาเข้ามาบ่ายกว่าแล้ว ยังเหลืออีก 3 วัดที่ต้องไปกันและ



วัดถัดไปต้องวิ่งข้ามอำเภอมาจนถึง อ. ท่าเรือ ทีเดียวใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมงพวกเราก็มาถึง
วัดสะตือ พุทธไสยาสน์ วัดสำคัญของชาว อ.ท่าเรือ สร้างขึ้นโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี หลังจอดรถเราพาแม่เข้ามาภายในวัด วันนี้รอบๆมีตลาดนัดอยู่ เดินเข้าไปก็จะพบพระนอนองค์ใหญ่มากอยู่กลางแจ้ง หลังจากนำดอกไม้ธูปเทียนถวายสักการะเรียบร้อยก็ได้ทราบประวัติขององค์พระนอน หลวงพ่อโตว่าเป็น พระนอนที่สร้างขึ้นมากลางแจ้งที่มีความยาวที่สุดของไทย คือยาวถึง 50 เมตร สร้างขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ 5 ปี พศ.2413 ก่อนพระพุฒาจารย์จะถึงแก่มรณภาพ 3 ปี ว่ากันว่า ชื่อวัดมาจากในสมัยก่อนบริเวณวัดมีต้นสะตือใหญ่อยู่นั้นเอง



นอกจากองค์พระนอนแล้ว ในบริเวณยังมีวิหาร ที่ภายในมีช้างอธิษฐานเสี่ยงทายที่คนศรัทธากัน ทางวัดเองก็มีการจัดงานเทศกาลให้คนได้มาปิดทององค์พระปีละ 2 ครั้งคือในกลางเดือน 5 และกลางเดือน 12 ทุกปี ไม่นานพวกเราก็กลับมาพร้อมกันที่รถ ตอนนี้ลูกๆทุกคนเริ่มเป็นห่วงว่าคนแก่จะเริ่มเหนื่อยไหมแต่แม่ก็หันมาบอกว่า สู้ตายลูก ไปกันต่อเลยให้สมกับที่เราตั้งใจกันไว้ ได้ยินดังนี้ก็ทำให้กำลังใจในการบากบั่นของเราเพิ่มขึ้นมาก เพราะวัดถัดไปนี้เป็นการขับรถข้ามจังหวัดกันอีกครั้งเป้าหมายคือ



วัดขุนอินทรประมูล จังหวัดอ่างทอง เรามาถึงบริเวณกันช่วงบ่ายคล้อยแล้ว วัดสามารถมองเห็นองค์พระนอนได้แต่ไกล ไม่รอช้ารีบพาแม่เข้าไปกราบองค์หลวงพ่อพระนอนพุทธไสยาสน์สีขาวตรงหน้า ดูใกล้ๆก็ต้องบอกว่า เป็นองค์หลวงพ่อที่ใหญ่เหลือเกินสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีความยาวถึง 50 เมตรเช่นเดียวกับองค์หลวงพ่อโตวัดสะตือแต่มีความใหญ่โตมากกว่า



วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้น ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เดิมมีวิหารสร้างครอบแต่ถูกไฟไหม้เผาทำลายไปจนหมดคงเหลือแต่องค์พระมาจนถึง ปัจจุบัน สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นมาในสมัยเดียวกันกับพระนอนจักรสีห์เนื่องจากเป็น ศิลปะการสร้างในแบบสุโขทัยเหมือนกัน



ในอดีตมีเรื่องเล่าถึงผู้สร้างคือขุน อินทรประมูลได้นำเงินที่ยักยอกมาสร้างองค์พระจากเดิมยาวเพียง 40 เมตรให้เป็น 50 เมตร แต่ภายหลังถูกพระมหากษัตริย์ทรงจับได้แต่ไม่ยอมบอกถึงที่มาของเงินจึงถูกลง โทษเฆี่ยนจนตาย จึงได้ตั้งชื่อวัดไว้ตามชื่อขุนอินทร์ตั้งแต่นั้นมา



ใช้เวลากันพักนึงก็ได้เวลาพาแม่ไปต่อ และต้องรีบกันหน่อยแล้วล่ะ เพราะวัดนี้นอกจากเป็นวัดสุดท้ายยังเป็นจังหวัดสุดท้ายที่เราต้องไปกันคือ จังหวัดสิงห์บุรี



วัดนี้คือวัดพระนอนจักร์สีห์วรวิหาร นั้นเอง กว่าเราจะมาถึงตัวจังหวัดกันก็เย็น มาก เกือบจะไม่ทันได้เข้าไปกราบองค์พระ* และช่วงที่ไปเป็นช่วงที่บูรณะองค์พระนอนอยู่พอดี กำลังลงรักรอปิดทองจะว่าไปผมถือว่าเราโชคดีที่ได้ชมองค์พระนอนฯในมุมที่แปลก ไปคือเป็นสีดำเกิดจากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้มาลงรักไว้ก่อนที่จะกลับมา เป็นองค์สีทองเหลืองอร่ามสืบต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน



ประวัติขององค์พระมีการคาดเดากันว่า เป็นพระนอนที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย เวลาใกล้เคียงกันกับพระนอนขุนอินทรประมูล มีความยาว 47 เมตรประดิษฐานอยู่ในวิหาร ภายในบริเวณรอบๆวัดได้ปลูกต้นสาละไว้โดยรอบ



เคยมีความเชื่อเกี่ยวกับองค์พระว่า ถ้าใครได้มากราบไหว้ขอพรเรื่องสุขภาพ โรคภัยจะหายได้โดยไว ร่างกายจะแข็งแรงไม่มีโรคภัยกลับมาเบียดเบียน จึงมีผู้คนจากทั่วสารทิศเข้ามากราบไหว้กันทุกวัน คุณๆที่พาแม่มาอย่าลืมแวะกราบ องค์พระกาฬ พระพุทธรูปศิลาลงรักปิดทอง และ พระแก้ว พระหล่อปางสมาธิ ที่อยู่ภายในวิหารด้วย เป็นพระพุทธรูปล้ำค่า รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นพระประธานในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้า ราชการในสมัยก่อน จากนั้นอย่าพลาดที่จะพาแม่เดินชมรอบๆในวิหารที่มีองค์พระโบราณมากมายรวมถึง ธนบัตรและเหรียญตราเก่าแก่หายากที่ทางวัดนำมาจัดแสดงก็มีความน่าสนใจไม่แพ้ กันเลยทีเดียว



ไม่นาน ทางวัดก็แจ้งว่าถึงเวลาปิดแล้ว พวกเราก็ทยอยกันเดินกลับออกมาด้านนอก และเป็นอันว่า ทริบทำบุญไหว้พระนอน 9 วัดของเราสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายทุกประการที่วางไว้สมกับที่อยากพาแม่มาทำ บุญกันให้ได้
ขากลับจะพาแม่แวะทานอาหารกันที่อยุธยาก็เป็นอะไรที่ดี แล้วค่อยบึ่งรถยาวจนถึงกรุงเทพฯ ทุกคนล้วนยิ้มและมองตากันอย่างเข้าใจนับเป็นอีกทริบที่ถึงแม้จะเหนื่อยกัน บ้างเพราะต้องเดินทางกันถึง 4 จังหวัดแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุขใจที่มีโอกาสได้ทำบุญและถือเป็นกิจกรรม สำหรับการกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวของเราให้อบอุ่นและสุขล้นหัวใจกัน ทั่วหน้า

Mom Station
การเดินทางพาผู้ใหญ่เที่ยวไหว้พระ นอนจำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวเท่านั้นและที่สำคัญก่อนเดินทางต้องพักผ่อนให้พอ เพราะต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้า ไม่ได้มีบริษัททัวร์ใดจัดแบบเฉพาะเช่นนี้ได้จึงควรจะเตรียมวางแผนการเดินทาง โดยศึกษาเส้นทางก่อนจะเดินทางจริงเสียแต่เนิ่นๆเพื่อให้แม่ๆของเราได้สนุกมี ส่วนร่วมเข้าใจถึงสถานที่ในการเดินทางทำบุญครั้งนี้ได้และที่สำคัญควรพก หนังสือหรือคู่มือท่องเที่ยววัดไว้ด้วยเป็นการได้ศึกษาถึงวัดและจุดแวะจะได้ ไม่หลงจะทำให้เสียเวลาและอาจจะไม่สำเร็จตามเป้าหมายทั้ง 9 วัดได้ครับ
*วิหาร วัดพระนอนจักรสีห์ จะเปิดและปิดเป็นเวลาเพราะฉะนั้นต้องวางแผนการเดินทางให้ดี
โดย จ-ศ เปิด 8.00 – 17.00น. วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดพิเศษอื่นๆ เปิด 7.30-17.30 น.


Create Date : 01 กรกฎาคม 2553
Last Update : 3 กรกฎาคม 2553 10:14:02 น. 6 comments
Counter : 2361 Pageviews.

 
ตามมาไหว้พระด้วยคนค่ะ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดีนะคะ


โดย: kwan_3023 วันที่: 1 กรกฎาคม 2553 เวลา:12:14:10 น.  

 
ตามมาไหว้พระด้วยค่ะ....ภาพถ่ายสวยทุกภาพเลยค่ะ


โดย: neenika วันที่: 1 กรกฎาคม 2553 เวลา:14:24:35 น.  

 
น่ารักจังเลยค่าพาแม่เที่ยวไปทำบุญไป
ขอให้มีความสุขแบบนี้มากๆ ตลอดไปเลยนะคะ
ขออนุโมธนาบุญด้วยคนค่า


โดย: บ้านหวานเย็น วันที่: 1 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:18:32 น.  

 
แวะมาชมค่ะ


โดย: นู๋ที วันที่: 3 กรกฎาคม 2553 เวลา:23:35:29 น.  

 
ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ ยกให้เป็นคุณลูกตัวอย่างประจำปี 2553 นี้นะคะ


โดย: หม่ามี๊ คุณแม่ลูกสาม IP: 125.24.171.162 วันที่: 6 สิงหาคม 2553 เวลา:20:06:51 น.  

 
วันแม่ปีนี้จะพาคุณแม่ไปไหนอีกล่ะคะ หม่ามี๊จะได้บอกให้ลูกพาไปบ้าง แต่อย่าแนะนำที่ไกลๆนะคะ เมารถ


โดย: หม่ามี๊ คุณแม่ลูกสาม IP: 125.24.183.199 วันที่: 6 สิงหาคม 2553 เวลา:20:16:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

1twenty2
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




Friends' blogs
[Add 1twenty2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.